ข้าวหอมชนิดนี้ ทนแล้งเป็นที่ 1 เมื่อขัดขาวจะสีขาวเหมือนข้าวทั่วไป

หากสีเป็นข้าวกล้องเมล็ดสีน้ำตาลออกเขียว เมื่อเก็บเกี่ยวและสีใหม่ๆ ข้าวที่นำมาหุง จะมีความหอมไม่น้อยไปกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อหุงกินแล้วเหลือ อยู่ได้นาน ไม่บูดง่าย

หอมนิล เป็นข้าวเจ้าหอมนิลมีเมล็ดสีม่วงดำ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี วิตามินอี และมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ สูงประมาณ 293 ไมโครโมลต่อกรัม ในส่วนของรำและจมูกข้าว มีวิตามิน E วิตามิน B กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

และข้าวชนิดนี้ยังมีสารโอเมก้า 3 ประมาณ 1-2 % รำข้าวของเจ้าหอมนิลมีปริมาณเส้นใย digestible fiber สูงถึง 10% มีศักยภาพในการนำมาแปรรูปทางอุตสหกรรมอาหารสูง เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารจากแป้งข้าวเจ้าหอมนิล รวมทั้งขนมขบเคี้ยวต่าง

สารแอนโทไซยานินในข้าวหอมนิล ช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจ และสมอง บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นเวลามองตอนกลางคืน และมีสาร โปรแอนโทไซยานิดิน ที่ช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ยับยั้งการเจริญเติบของเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด กระเพาะอาหาร และเม็ดเลือดขาว

หอมดง เป็นข้าวพื้นเมืองของคนเชื้อสาย ญัฮกุร ญักุร หรือ เนียะกุล ซึ่งเป็นชุมชน มอญโบราณ อยู่บนภูเขาแถบแม่น้ำป่าสักในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ ข้าวหอมดง จัดเป็นข้าวเจ้า ที่นิมปลูกในสภาพไร่ ต้นเตี้ย วัดความสูงเฉลี่ย 70 เซนติเมตร แตกกอดี ใบสีเขียว ใบธงนอน รวงสั้น จับห่าง คอรวงเหนียว เป็นข้าวกลาง เก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายน เมล็ดอ้วนสั้น เปลือกสีเหลืองนวล หางสั้น จ้าวสารสีขาวใส เหมาะต่อการบริโภค มีกลิ่นหอมมาก

เขี้ยวงู เป็นข้าวเหนียวที่นิยมปลูกในแถบภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในอดีตชาวนาไทยในแถบล้านนา จะรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก ผู้มีนาในครอบครองมาก จะปลูกข้าวเหนียวคุณภาพดี คือ มีเมล็ดเล็ก ผอมเรียวยาว นุ่ม มีกลิ่นหอม แต่ไม่เน้นผลผลิต

เนื่องจากลักษณะเมล็ดที่ผอมเรียวยาวคล้ายเขี้ยวงูจึง เรียกว่า ข้าวเขี้ยวงู เหมาะสำหรับบริโภค เพราะมีรสชาตินิ่มหอม หุงขึ้นหม้อ ข้าวที่นึ่งแล้วมีลักษณะเมล็ด เรียวยาว เป็นมันวาว นิยมนำแปรรูปเป็นข้าวเหนียวมูน

มะลิแดง เป็นข้าวพื้นบ้านของคนเชื้อสารเขมร ที่ทุกครอบครัวต้องหุงกินเป็นประจำ เพราะมีความเชื่อว่า เมื่อได้กินข้าวชนิดนี้แล้วจะป้องกันโรคเหน็บชา โรคลำไส้ และโรคอัมพาต จากการตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า มะลิแดง เป็นข้าวเจ้า ที่มีมีเบต้าแคโรทีนมาก และมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะ มีค่าดัชนี้น้ำตาล (RAG) ต่ำกว่า 15กรัม/100กรัม

มะลิแดง เป็นข้าวเจ้านาปี ผลผลิตต่อไร่สูง เปลือกข้าวสีขาว เมล็ดข้าวสารสีแดง ยาวเรียว เก็บเกี่ยวต้นเดือนธันวาคม เมล็ดข้าวอ่อนนุ่มและ มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยา ชาวอีสานนิยมกินข้าวมะลิแดงเป็นยาบำรุงเลือด

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบเครื่องปอกเปลือกสับปะรด ซึ่งเป็นการสนับสนุนงบประมาณภายใต้ โครงการพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า ประจำปีงบประมาณ 2560

โดยมีศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานบริหารจัดการโครงการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ คือ บริษัท พี วี ที ฟู้ดส์ อินดัสตรีส์ จำกัด ในการพัฒนาต้นแบบเครื่องปอกเปลือกสับปะรด ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องจักรกลที่สามารถช่วยให้กระบวนการผลิตสินค้าด้านการเกษตรแปรรูปมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ บริษัท พี วี ที ฟู้ดส์ อินดัสตรีส์ จำกัด ตำบลนาเริก อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

นางวนิดา บุญนาคค้า ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาสร้างเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้หลักการ “วิศวกรรมย้อนรอย” ซึ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศและลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

“ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านเครื่องจักร มีความสำคัญมากต่อกระบวนการผลิตภายในประเทศ เพราะเป็นหัวใจของการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทดแทนแรงงานฝีมือที่นับวันจะขาดแคลนมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดระยะเวลาการผลิต และได้ชิ้นงานที่ได้มาตรฐานและคุณภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้สนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ เพื่อทดแทนการนำเข้าและช่วยลดดุลการค้าของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถพัฒนาเครื่องจักร/เครื่องมือ/อุปกรณ์ ที่ทันสมัยจากต่างประเทศตามความต้องการของผู้ใช้ในประเทศ ด้วยคุณภาพ ราคาที่สามารถแข่งขันได้” ผอ.วนิดา กล่าว

“การพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า” โดยเน้นพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบที่มีการใช้เทคโนโลยี เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการก้าวสู่ Thailand 4.0 โดยเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องจักรกลต้นแบบที่นำมาแถลงข่าวในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตในประเทศ ช่วยในการทดแทนแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต และสามารถสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับแรงงานในอุตสาหกรรมไทย

สับปะรด พืชเศรษกิจสำคัญของไทย

สับปะรดเป็นหนึ่งในพืชเศรษกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกสับปะรด 5.27 แสนไร่ มีผลผลิตจำนวน 2.175 ล้านตัน จากข้อมูลในปี 2559 ระบุว่ามีการส่งออกสับปะรดกระป๋องปริมาณ 482,637 ตัน คิดเป็นมูลค่า 23,720 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยมีโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้น ที่ได้รับรองจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมมากกว่า 75 แห่ง

ขั้นตอนการทำงานของเครื่องปอกเปลือกสับปะรดต้นแบบมีขั้นตอนในการทำงานที่สำคัญๆ 3 ขั้นตอน คือ

รถบรรทุกเทดั้มสับปะรดลงในบ่อน้ำล้างทำความสะอาด
สับปะรดที่ทำความสะอาดแล้วจะถูกลำเลียงขึ้นไปสู่ระบบการคัดแยกขนาด
(การคัดขนาดจะใช้ระบบปากแตรและระบบไฟฟ้าเปิดปิดกลไก)

สับปะรดที่ทำการคัดแยกขนาดแล้วจะถูกป้อนเข้าไปในระบบการปอกเปลือก ตัด และคว้านแกนกลางของ ลูกสับปะรด โดยมีกำลังในการผลิตประมาณ 50 ลูกต่อนาที เครื่องปอกเปลือกสับปะรดต้นแบบที่พัฒนาสามารถทำการปอกเปลือกสับปะรดได้กับทุกขนาด โดยทำการปรับปรุงกลไกให้มีการทำงานที่ลดการเสียดสีของกลไกลง ซึ่งจะทำให้เครื่องปอกเปลือกสับปะรดดังกล่าวได้มาตรฐานสากล ในรูปแบบของเครื่องจักรกลในการผลิตอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยต้องการพัฒนาเครื่องปอกเปลือกสับปะรดดังกล่าวให้มีขนาดที่เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมบรรจุกระป๋องของประเทศไทย ทั้งนี้บริษัทฯ ต้องการพัฒนาให้เครื่องปอกเปลือกสับปะรดดังกล่าวมีความแข็งแรง กะทัดรัด และสวยงาม ตลอดจนสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ปี 2561 โดยมีเป้าหมายพื้นที่รวม 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพและแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำนั้น

ล่าสุด ตนได้ทำหนังสือขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ตามโครงการ เพื่อขอให้เร่งรัดรณรงค์เชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการให้ได้ตามเป้าหมายโดยขอให้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งอยู่ในจังหวัดและอำเภอมาร่วมวางแผนและกำกับหรือแนะนำการปฏิบัติงาน

สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้เน้นย้ำให้เร่งรัดดำเนินการ คือ 1. ให้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ เพื่อเชิญชวนเกษตรกรให้เข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายของแต่ละจังหวัด โดยจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดของโครงการ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกษตรกรจะได้รับจากประโยชน์จากโครงการ มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตรกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่ กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเกษตรกรสมาชิก ศ.พ.ก.
กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart &Young Smart Farmers) กลุ่มเกษตรกรอาสาหมอดินหรือเกษตรกรทั่วไป ฯลฯ รวมทั้งประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้สนับสนุนพนักงานประจำหน่วยไปร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่

2. ขอให้กำกับและติดตามการประสานงานกับภาคเอกชนบริษัทต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ในการตั้งจุดรับซื้อผลผลิต ราคารับซื้อ ตลอดจนเงื่อนไขการรับซื้อหรือเงื่อนไขในการทำสัญญาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วย

3.ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ประสานงานโดยตรงกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯทุกเขต ลงไปตรวจติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานตามโครงการทุกระยะ และให้รับฟังปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการเพื่อร่วมกันแนะนำ แก้ไขปัญหาให้ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ หรือรายงานเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการโครงการประจำกระทรวงเกษตร ฯ (War Room) เพื่ออำนวยการประสานงานและติดตามเร่งรัดงานไว้ด้วย

ทั้งนี้ โครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ปี 2561 นั้น รัฐบาลได้มีมาตรการจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโดยสนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตและการเตรียมดินผ่าน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี ของวงเงินไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย) โดยกระทรวงเกษตรได้ประสานบริษัทเอกชนให้มารับซื้อผลผลิตหรือข้าวโพดอาหารสัตว์ตามคุณภาพในราคาไม่น้อยกว่าราคาขั้นต่ำที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด พร้อมสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ หากได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับชดเชยไร่ละ 1,500 บาท และกำหนดนโยบายให้สินเชื่อสถาบันเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดผ่าน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี

สำหรับพื้นที่เป้าหมาย 33 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ 1. กำแพงเพชร 2. เชียงราย 3. ตาก 4. น่าน 5. พะเยา 6. พิจิตร 7. พิษณุโลก 8. เพชรบูรณ์ 9. แพร่ 10. สุโขทัย 11. อุตรดิตถ์ 12. นครสวรรค์ 13. อุทัยธานี 14. ลำพูน 15. ลำปาง 16. บุรีรัมย์ 17. ศรีสะเกษ 18. อุบลราชธานี 19. กาฬสินธุ์ 20. ขอนแก่น 21. ชัยภูมิ 22. หนองบัวลำภู 23. หนองคาย 24. นครราชสีมา 25. ปราจีนบุรี 26. ชัยนาท 27. สระบุรี 28. นครพนม 29. สกลนคร 30. มหาสารคาม 31. ร้อยเอ็ด 32. สุรินทร์ 33. อุดรธานี

หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวพื้นบ้านไทใหญ่ เป็นมรดกแห่งแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษชาวไทใหญ่ปลูกติดต่อกันมานานกว่าร้อยปี กินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชาวบ้านนิยมเก็บหมากซู่ลูดไปสับให้เป็นเส้นยาว และนำไปตำส้มตำแทนเนื้อมะละกอ ปรากฎว่า มีรสชาติอร่อยกว่า ส้มตำจากเนื้อมะละกอเสียอีก

ต้นหมากซู่ลูด สามารถเจริญเติบโตได้ข้ามปี อยู่ในกลุ่มไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ลักษณะลำต้น ใบ และยอด คล้ายกับแตงกวา ผสมกับฟักเขียว มีระบบราก ที่มีการสะสมขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกสมบูรณ์เพศ มีชั้นของเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมียครบถ้วน และมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม

ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลาง เปลือกสีเขียว ผลดิบ เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ผลสุก จะมีเนื้อสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี หมากซู่ลูด เป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งปุ๋ยหรือสารเคมี

โดยทั่วไป ชาวไทใหญ่นิยมนำผลดิบของหมากซู่ลูด ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟัก ไปปรุงอาหารหลากหลายเมนู เช่น ผัดใส่ไข่ ต้มจืด แกงเลียง หรือนำไปลวกจิ้มกับน้ำพริก เมื่อนำผลดิบของหมากซู่ลูดไปผ่า ภายในผลจะมีเมล็ดสีดำ ที่ถูกหุ้มด้วยรกสีขาว มีรสเปรี้ยวเช่นเดียวกับเสาวรส

ชาวบ้านนิยมนำเมล็ดหมากซู่ลูดไปคลุกกับเกลือก่อนรับประทาน เพื่อเพิ่มรสชาติ เชื่อว่า หมากซู่ลูดน่าจะมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาปรับสมดุลในร่างกาย ให้สดชื่นเช่นเดียวกับเสาวรส

นอกจากนี้ ชาวบ้านนิยมปล่อยให้ผลหมากซู่ลูดสุกเหลืองคาต้น จึงค่อยเก็บมากินแทนผลไม้ โดยผ่าผลแล้วใช้ช้อนตักเมล็ดภายใน เมล็ดสีดำ ที่มีเยื่อใสหุ้มเช่นเดียวกับเสาวรส มารับประทาน จะได้รสชาติหวาน ชื่นใจ และอร่อยมาก ส่วนผลสุกที่มีเนื้อเหลืองเละ ชาวบ้านจะไม่นำมารับประทาน

สำหรับเมล็ดที่ได้จากผลสุกนั้น ชาวบ้านนิยมเก็บใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์ โดยใช้เวลาเพาะเมล็ดประมาณ 2-3 เดือน จึงได้ต้นกล้าสำหรับเพาะปลูกต่อไป ต้นหมากซู่ลูดปลูกและดูแลง่าย เพียงสร้างค้างให้ต้นหมากซู่ลูดเลื้อยเกาะ และดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีผลผลิตให้เก็บได้ตลอดทั้งปี

หมากซู่ลูด นอกจากเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกายได้หลายขนาน เช่น เป็นยาฟอกเลือด ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาโรคเบาหวาน และล้างพิษในตับ ในสมัยโบราณปู่ย่าตายายนิยมปลูกหมากซู่ลูดเป็นผักสวนครัว เพื่อนำผลมาทำเป็นอาหารประจำบ้านสำหรับบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง

หมากซู่ลูด ใกล้สูญพันธุ์เต็มที่แล้ว ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานชาวไทใหญ่ไม่รู้จักพืชชนิดนี้ ป้าแหลง – คุณอาภรณ์ แสงโชติ ” ประธานเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จึงนำมาปลูกเพื่ออนุรักษ์ต้นหมากซู่ลูดไม่ให้สูญหายจากแผ่นดิน และเป็นมรดกสำหรับลูกหลานไทยในอนาคต

หากใครสนใจชมแปลงปลูกต้นหมากซู่ลูด สามารถแวะชมได้ที่บ้าน“ ป้าแหลง – คุณอาภรณ์ แสงโชติ ” ประธานเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58130 โทรศัพท์ 081- 893-3649 และ 053-698-149

ชาวนาต.นาขุนไกร อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย จำนวน 12 หมู่บ้าน กำลังประสบปัญหานาข้าวขาดน้ำ ทำให้ข้าวกว่า 10,000 ไร่ ต้องล้มตาย เนื่องจากต.นาขุนไกร เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝนในการทำนาอย่างเดียว และที่ผ่านมาในพื้นที่ก็มีฝนตก แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำทำนาได้ เพราะมีฝนที่ตกลงมาเพียงเล็กน้อย และในครั้งถือว่าเป็นปีที่หนักสุดในรอบ 50 ปี จึงต้องปล่อยต้นข้าวที่ล้มตายให้วัวกิน

นายอนุรักษ์ แสงศรี ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.ศรีสำโรง เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวใน ต.นาขุนไกร มีทั้งหมด 26,000 ไร่ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางอ.ศรีสำโรงได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เร่งออกสำรวจแล้ว เพื่อจะรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เตรียมให้ความช่วยเหลือ โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้น นาข้าวที่ได้รับความเสียหายนั้น จะได้รับค่าชดเชยไร่ละ 1,113 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน

ดึงมะพร้าวเข้าบัญชีควบคุม – นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ กรมฯ จะเสนอให้นำมะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ขึ้นเป็นสินค้าควบคุม เพื่อใช้มาตรการควบคุมการขนย้าย โดยผู้ประกอบการต้องแจ้งรายละเอียดของการขนย้าย เพื่อให้รู้แหล่งรับซื้อ เป็นแนวทางป้องกันการลักลอบมะพร้าวนำเข้า จนเกิดปัญหาล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวิชัย กล่าวว่า หากได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมฯ ก็จะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณาและเห็นชอบให้มะพร้าว เข้าอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม ตามกฎหมายเพื่อใช้มาตรการควบคุมและเอาผิดผู้ฝ่าฝืน พร้อมกันนี้ จะมีการพิจารณาทบทวนรายการสินค้าและบริการเพื่อใช้มาตรการควบคุมต่างๆ ที่ปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 205 รายการ และ 22 บริการ ว่าจะคงหรือเพิ่มการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคหรือบริการใดเพิ่มเติม เพื่อบังคับใช้ในปี 2562 หลังจากนั้นจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.นี้

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า ปี 2561/2562 จะมีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นจาก 19.2 เป็น 20.1 ล้านไร่ และกรีดยางได้เพิ่มขึ้นจาก 4.5 เป็น 4.9 ล้านตัน แต่ด้วยเหตุที่ดีมานด์ภาคการส่งออกยางพารายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบผันผวน และปริมาณสต๊อกยางโลกยังปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องกำหนดมาตรการกระตุ้นการใช้ภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้สถานการณ์ราคายางพาราก็ยังคงตกต่ำ ล่าสุดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เหลือเพียง กก.ละ 42 บาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยอยู่เหนือ กก.ละ 50 บาท

โครงการกระตุ้นดีมานด์วืดเป้า

ส่วนมาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางพาราที่กำหนดออกมาจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ โดยหน่วยงานภาครัฐ 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ คมนาคม กลาโหม และมหาดไทย ปรากฏว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณการรับมอบยางเพียง 1,129.10 ตัน ยังไม่รับมอบอีก 40,607.38 ตัน จากเป้าหมายที่คำนวณไว้ 145,500 ตัน แบ่งเป็นปริมาณน้ำยางข้น 10,574.41 ตัน ยางแห้ง 785.85 ตัน คิดเป็นน้ำยางสด 23,506.37 ตัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็น 1 ใน 4 โครงการ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของ กยท. ภายใต้งบประมาณ 1,596.89 ล้านบาท ซึ่งหากตรวจสอบผลการดำเนินโครงการของอีก 3 โครงการที่เหลือ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าทุกโครงการยังไม่ได้ตามเป้า กล่าวคือ 1.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน งบประมาณ 1,508.29 ล้านบาท เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพาราและปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ระบบ และพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำอาชีพสวนยาง เป้าหมาย 150,000 ไร่ เกษตรกร 30,000 ราย ปรากฏว่าได้อนุมัติเข้าร่วมโครงการ 93,062 ไร่ จำนวน 14,623 ราย คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ประมาณ 550 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนที่เหลือคาดว่าจะเบิกจ่ายไม่ทันอีก 386.72 ล้านบาท ซึ่ง กยท.อยู่ระหว่างขอขยายระยะเวลาการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2562 ต่อไป

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา งบประมาณ 6.59 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ มี.ค. 2560-31 มี.ค. 2563 ผลการดำเนินงาน มีสถาบันเกษตรกรที่เบิกเงินกู้จริง 371 แห่ง เป็นเงิน 8,881.68 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรที่ส่งชำระคืนเงินกู้ 162 แห่ง เป็นเงิน 7,454.32 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรที่ยังไม่ชำระคืนเงินกู้ 209 แห่ง เป็นเงิน 1,427.35 ล้านบาท วงเงินกู้คงเหลือ 8,572.65 ล้านบาท ผลการรวบรวมและรับซื้อยาง ปริมาณยาง 343,931.77 ตัน มูลค่า 14,675.44 ล้านบาท

ผลการจำหน่ายยางของสถาบัน ปริมาณยาง 56,791.25 ตัน มูลค่า 1,160.81 ล้านบาท และ 3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) งบประมาณ 2 ล้านบาท เพื่อผลักดันราคายางให้สูงขึ้นโดยใกล้เคียง หรือสูงกว่าต้นทุนการผลิต และเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินจุดวิกฤต หลักเกณฑ์/เงื่อนไขของผู้เข้าร่วมโครงการ

โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 3% ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท), ผู้ประกอบการต้องจัดเก็บสต๊อกยางเพิ่มขึ้น, ซื้อยางที่เข้าร่วมโครงการสูงกว่า 0.50 บาท/กก. ระยะเวลาม.ค. 2561-ธ.ค. 2562 เป้าหมาย เก็บสต๊อกยางเพิ่มขึ้น ประมาณ 350,000 ตัน เข้าร่วมโครงการ จำนวน 11 บริษัท เก็บสต๊อกยาง จำนวน 126,876 ตัน คิดเป็น 36%