ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าที่ชาวจีนนิยมมาก เพราะชื่อเสียง

และคุณสมบัติพิเศษที่มีความหอมและนุ่ม ถูกปากผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิที่เพิ่งออกใหม่จะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ เป็นที่ต้องการของชาวจีน แต่ปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องการปลอมปน ทำให้ชาวจีนไม่สนใจว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิแท้หรือไม่ จึงต้องการที่จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบถึงคุณลักษณะพิเศษของข้าวหอมมะลิไทย ตั้งแต่การปลูกจนถึงการส่งออกมาประเทศจีน และวิธีการสังเกตว่าของแท้ที่เป็นไปตามมาตรฐานส่งออกของกระทรวงพาณิชย์กับข้าวหอมมะลิทั่วไป ที่อาจมีการปลอมปนข้าวประเภทอื่นที่ไปบรรจุในประเทศจีน นางสาวชุติมา กล่าว

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “เรื่อง พายุ “ดีเปรสชัน” บริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)” ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 07 พฤศจิกายน 2560

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (7 พ.ย. 60) พายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวไทยตอนกลางมีศูนย์กลางอยู่ทางด้านตะวันออกของจังหวัดชุมพรประมาณ 200 กิโลเมตร หรือละติจูด 9.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 101.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดชุมพรในวันนี้ (7 พ.ย. 60) และจะเคลื่อนลงทะเลอันดามันในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ย. 60) ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีลมแรง และมีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณภาคใต้ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง

ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ย. 60 บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานีรวมทั้งเกาะสมุย และนครศรีธรรมราช

ในช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 60 ระนอง พังงา และภูเก็ต

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

สารพัดปัจจัยลบรุมถล่มหมูไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเร่งหารือ สนช.ออกกฎหมายหวังรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว ระบุส่งออกหมูเป็น ปีนี้ลดวูบเหลือ 2 แสนกว่าตัว ประเทศเพื่อนบ้านแห่นำเข้าหมูราคาถูกจากเวียดนามแทน ด้านสหกรณ์แปดริ้วจ่อประชุมใหญ่ อาจเชือดขายเองอีกครั้ง และเร่งหารือบริษัทใหญ่ครบวงจรปลดระวางแม่พันธุ์เร็วขึ้นลดซัพพลายที่ล้นหนัก

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี และอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้บริหารสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกำลังหารือกับทางตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกร่างพระราชบัญญัติสุกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต การควบคุมโรค กำลังการผลิตที่เหมาะสมกับตลาด ซึ่งจะพิจารณาดูเป็นเขต การควบคุมดูแลการนำเข้าหมูและผลิตภัณฑ์หมู ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยง และการกำจัดของเสีย เพื่อมิให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมาและในขณะนี้ ราคาหมูตกต่ำค่อนข้างมาก ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงถึง กก.ละ 60-61 บาท แต่ขายได้ กก.ละ 43-45 บาท ขาดทุนจากการขายหมูเป็นถึงตัวละ 1,500 บาท ซึ่งไม่เคยตกต่ำถึงขนาดนี้

“ราคาหมูที่ตกต่ำในขณะนี้ มาจากหลายสาเหตุ ทั้งกำลังการผลิตล้น หมูเป็นออกสู่ตลาดทั่วประเทศถึงวันละ 45,000-50,000 ตัว การมีเทศกาลกินเจในช่วงที่ผ่านมา กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้น โดยเฉพาะในชนบท ขณะที่เขียงหมูยังขายหมูเนื้อแดงที่ กก.ละ 130-140 บาท มีกำไรสูงถึงตัวละ 2,000-3,000 บาท ควรลดราคาขายลงมาไม่เกิน กก.ละ 120 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ราคาหมูเป็นราคาตกต่ำ สมาคมจะใช้วิธีชำแหละเนื้อขายเอง กก.ละ 90 บาท เพื่อตัดวงจรหมูที่ล้นให้เข้าสู่สมดุลโดยเร็ว ในสัปดาห์นี้ตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจะหารือกับบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่ 4-5 ราย จากทั้งหมดประมาณ 20 ราย ว่าจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาหมูตกต่ำกันอย่างไรบ้าง ถ้ามีข้อสรุปที่เป็นไปได้ จะได้ร่วมดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันต่อไป” นายนิพัฒน์กล่าว

ทางด้านนายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มหลังเทศกาลกินเจเริ่มดีขึ้นบ้าง พ่อค้าคนกลางที่มาซื้อหมูเป็นหน้าฟาร์มจะให้ราคา กก.ละ 52-54 บาท และปริมาณซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 25 ตัว/ครั้ง/ฟาร์ม จากเดิม 20 ตัว/ครั้ง/ฟาร์ม ในระยะใกล้นี้คาดว่าราคายังไม่ดีขึ้นไปกว่านี้ เนื่องจากกำลังซื้อลดไปมากจากสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดราคาตกต่ำ อาทิ ชาวสวนยางถ้าราคายางดีจะมาซื้อหมูตุนครั้งละ 4-5 กก.ขึ้นไป แต่ขณะนี้เหลือเพียง 1-2 กก.เท่านั้น ดังนั้น ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ สหกรณ์จะประชุมสมาชิกเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาหมูระยะสั้นและระยะกลางกันต่อไป

สถานการณ์หมูปีนี้ไม่ดี ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตหมูครบวงจรรายใหญ่ขยายการเลี้ยงด้วยการเพิ่มแม่พันธุ์หมูจาก
ปี 2558-2559 ที่มีประมาณ 9 แสนแม่ เป็นไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านแม่พันธุ์ในปีนี้ ทำให้ผลผลิตหมูขุนเพิ่มเป็น 20 ล้านตัวเศษ จากปกติที่ควรจะมีไม่เกิน 17 ล้านตัว ใกล้เคียงกับการบริโภคภายในประเทศ กอปรกับการส่งออกหมูเป็นไป สปป.ลาว กัมพูชา และจีน ปี 2559 อยู่ที่ 1.6 ล้านตัว แต่ปี 2560 ตัวเลขการเคลื่อนย้ายหมูของกรมปศุสัตว์มีการส่งออกไปเพียง 2 แสนตัวเศษเท่านั้น ปริมาณการส่งออกแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะหากราคาหมูเป็นส่งออกเกิน กก.ละ 50 บาท สปป.ลาว กัมพูชา และจีน จะหันไปซื้อจากเวียดนามแทนมากขึ้น ซึ่งปีนี้ราคาหมูเป็นเวียดนามตกต่ำมาตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่อยู่ในระดับ กก.ละ 30 กว่าบาท และช่วงนี้ขยับมาเป็น กก.ละ 40 บาท จากปกติที่เวียดนามจะมีต้นทุนการเลี้ยงหมูที่ 49-50 กว่าบาท/กก.

“ในวันที่ 9 พ.ย.ศกนี้ จะหารือกับสมาชิกเพื่อแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำ ซึ่งอาจจะใช้แนวทางนำหมูมาชำแหละขาย เอาเครื่องใน ไส้ออกก่อนแล้วขาย กก.ละ 90 บาทเหมือนปี 2550 ที่สหกรณ์เคยทำมาแล้ว ซึ่งช่วงนั้นราคาหมูเป็นตกต่ำเหลือ กก.ละ 28 บาท สหกรณ์รับซื้อจากสมาชิกมาในราคา กก.ละ 30 บาท แล้วชำแหละขาย 3 กก.ในราคา 100 บาท ชำแหละไปทั้งหมด 1.6 หมื่นตัวนาน 3 เดือน ราคาหมูจึงกระเตื้องขึ้น จากการตัดวงจรหมูที่ล้นในระยะสั้นออกไป ในครั้งนี้อาจจะเริ่มจับหมูที่มีน้ำหนักเกินตัวละ 110 กก. มาชำแหละก่อนก็ได้ ขณะเดียวกัน จะมีการหารือกับบริษัทที่เพิ่มแม่พันธุ์เข้าสู่ระบบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ขึ้นมามาก ให้ปลดแม่พันธุ์จากที่เคยท้อง 8 ครั้งแล้วคัดขาย ให้ปลดที่ 6 ครั้ง หรือ 6 ท้อง เพื่อไม่ให้ซัพพลายล้นหนัก หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ ให้บริษัท เก็บน้ำเชื้อแช่แข็งของพ่อพันธุ์ไว้ก่อน อย่าเพิ่งนำมาผสมแม่พันธุ์ เพื่อลดปริมาณหมูขุนลง” นายเสน่ห์กล่าว

“แคร์รี แลม” ผู้บริหารฮ่องกง ประกาศตั้งสำนักงานเศรษฐกิจแห่งที่ 3 ในไทย อานิสงส์หลัง “สมคิด” บินพบ “แคร์รี แลม” เชื่อมสัมพันธไมตรี “ทูตพาณิชย์” มั่นใจส่งออกฮ่องกงปี’60 โต 10% ดันยอดทะลุ 2 แสนตัน ทวงมาร์เก็ตแชร์คืนถึง 70%

นายวิทยากร มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ประเทศจีน กล่าวว่า หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะไปเยือนฮ่องกง และได้พบกับนางแคร์รี แลม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2560 นางแคร์รีได้ประกาศนโยบายจะตั้งสำนักงานเศรษฐกิจแห่งที่ 3 ในอาเซียน ที่ประเทศไทย หลังจากตั้งที่สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาสถานที่ตั้งในกรุงเทพฯ โดยสำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐและเอกชน และดูแลภาพรวมด้านการค้าการลงทุนในไทย

การส่งออกตลาดฮ่องกง ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัว 10% เทียบปี 2559 ติดลบ 3.1% ทั้งนี้จากเดิมคาดการณ์จะขยายตัว 4% โดยปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะค้าปลีกดีขึ้นหลังซบเซามา 3 ปี รวมถึงผลดีจากการเลือกตั้ง และนโยบายรวม 3 เมืองใหญ่ คือ จูไห่ ฮ่องกง มาเก๊า เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้มีคนเข้าออกฮ่องกงมากขึ้น 6-7 ล้านคน ส่งผลดีต่อการค้า

นอกจากนี้ได้นำคณะผู้นำเข้า 40 ราย จากสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง และสมาคมผู้ค้าข้าวฮ่องกง ซึ่งมีสัดส่วน 80-90% ของการนำเข้าทั้งหมด และมีผู้นำเข้ารายใหม่ 12 ราย เดินทางมาร่วมสำรวจแหล่งผลิตร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อซื้อข้าวหอมมะลิปริมาณ 14,000 ตัน และจับคู่เจรจาธุรกิจกับสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คาดว่าจะมีมูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท

ในช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) 2560 ไทยส่งออกข้าวไปฮ่องกง 155,000 ตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งออกได้ 130,000 ตัน มูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่มาก เพราะช่วงต้นปี 2560 ราคาลดลงไปที่ตันละ 600 เหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นมาที่ตันละ 800-820 เหรียญ

“เมื่อ 3 ปีก่อน ส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยในฮ่องกง ลดลงจาก 85-90% เหลือ 40% เพราะข้าวไทยแพงตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อเวียดนาม ตันละ 800 เหรียญสหรัฐ ทางสำนักงานได้จัดโครงการส่งเสริมความมั่นใจ มีการมอบรางวัลให้ผู้นำเข้าที่มีความสัมพันธ์กับไทยเกิน 40 ปี มีการจัดคณะผู้นำเข้ามาเยี่ยมชมการผลิตข้าว และการแปรรูป ปีแรกสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้จาก 40% เป็น 48% มาเป็น 56% และ 69% ในปีนี้”

พร้อมทั้งส่งเสริมการส่งออกข้าวสีออร์แกนิก ส่งผลให้มีการนำเข้าข้าวสี 4,000 ตันต่อปี ถือเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับยอดนำเข้าข้าวสีทั้งหมด 5,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานได้สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคฮ่องกงยุคใหม่ ลดความนิยมในการบริโภคข้าว หันไปบริโภคขนมปัง จึงได้พัฒนานำข้าวไปแปรรูปเป็นขนมปัง กลูเตนฟรี และได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การบินไทย จัดกิจกรรมนำเยาวชนฮ่องกงเข้ามาศึกษาวิถีชีวิตการบริโภคข้าวไทยด้วย

อนึ่ง ผู้นำเข้าฮ่องกงที่ MOU 2 ฉบับ ปริมาณรวม 14,000 ตัน ได้แก่ บริษัท 759 Store ซึ่งมีซูเปอร์มาร์เก็ต 224 สาขา ทั่วเกาะฮ่องกง ได้ลงนามกับบริษัท สยามไดมอนด์ เอ็กปอร์ตไรซ์ จำกัด จำกัด สั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทย 10,000 ตัน และฉบับที่สอง บริษัท 759 Store ลงนามกับบริษัท โกลบอลไร้ซ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซื้อข้าวกล้องออร์แกนิก และข้าวไรซ์เบอรี่ รวม 4,000 ตัน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นต่อเนื่อง เช้านี้จากการตรวจวัดอุณหภูมิของสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบมีอุณหภูมิลดลงอีกประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส พบอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ประมาณ 18 – 20 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ ประสบปัญหาภัยหนาว โดยเฉพาะเด็ก คนชรา ผู้ยากจน ด้อยโอกาส

และชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ในพื้นที่ ริมฝั่งแม่น้ำโขง รวม 4 อำเภอ คือ อ.ธาตุพนม อ.เมือง อ.ท่าอุเทน อ.บ้านแพง จะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมีลมกระโชกแรง ทำให้ชาวบ้านต้องหันมาก่อไฟผิงคลายหนาวช่วงกลางคืน เนื่องจากทนสภาพความหนาวเย็นไม่ไหว และเครื่องนุ่งห่มกันหนาวไม่สามารถ ทนความหนาวเย็นได้

โดยทางจังหวัดนครพนม ได้ประกาศเตือนให้ประชาชน หมั่นดูแลสุขภาพป้องกันการเจ็บป่วยในช่วงนี้ พร้อมประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจปัญหาความเดือดร้อน รวมถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลน เครื่องนุ่งห่มกันหนาว เตรียมจัดหาเครื่องนุ่มห่มกันหนาว ออกไปแจกจ่ายช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน รายงานข่าวจากสวนกล้วยหอมทองของ ”สวนสิริฟาร์ม” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 ต.พิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา ว่า กล้วยหอมทองที่ปลูกไว้ในเนื้อที่ 4 ไร่ ประมาณ 2,000 ต้นและกำลังออกเครือเตรียมตัดขายล้มระเนระนาด มีหักกึ่งกลางและถอนรากถอนโคนและอีกบางส่วนก็เอียงใกล้ล้มเสียหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง จากอิทธิพลของพายุ “ด็อมเร็ย” ซึ่งทำให้เกิดพายุฝนพัดกระหน่ำ

นายสุกิจ วิริยะพงษ์สุกิจ อายุ 55 ปี เจ้าของสวน บอกว่า กล้วยที่สวนกำลังจะตัดขายในวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่ก็มาถูกลมฝนพัดล้มไปเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วงเกิดเหตุลมแรงมากพัดมาระลอกเดียวต้นกล้วยทั้งหักและล้มถอนรากถอนโคน ขณะนี้กำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและหาแนวทางช่วยเหลือแล้ว

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกประกาศเตือนฉบับที่ 24 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนหนักถึงหนักมากบางแห่งต่อเนื่องไปอีกตั้งแต่วันที่ 6-8 พ.ย. ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช ส่วนใน จ.พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ปริมาณฝนลดลง ยังเสี่ยงที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้

“อุตตม” เตรียมออกมาตรการใหม่ช่วย SMEs สัปดาห์หน้า พร้อมโอนกองทุนเอสเอ็มอี 20,000 ล้านบาท ให้ SME Bank บริหารแทน สสว.

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้ 6 กลุ่มจังหวัด ซึ่งมีอุตสาหกรรมจังหวัด 76 แห่ง ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 11 แห่ง ส่งแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในแต่ละจังหวัด โดยต้องระบุรายละเอียดว่ามีกี่ราย ทำธุรกิจอะไรให้ชัดเจน รายงานมายังกระทรวงอุตสาหกรรมภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อรัฐจะออกมาตรการใหม่ในการช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และไม่ใช่ด้านการเงินภายในเดือน พ.ย. 2560 นี้ ซึ่งต่อยอดจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ (20,000 ล้านบาท) และกองทุนอื่นๆ

เช่น กลุ่มภาคเหนือ 17 จังหวัดเสนอโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ครีเอทีฟ และการแพทย์ครบวงจร โดยใช้คูปอง SMEs หรือมาตรการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมความรู้ให้ SMEs เพื่อป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยมี 8 ธนาคารมีโครงการบริหารความเสี่ยงมาช่วย

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เตรียมโอนกองทุนพลิกฟื้น (วงเงิน 2,000 ล้านบาท) และกองทุนฟื้นฟู (วงเงิน 1,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือ SMEs ทางการเงินของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Bank รับไปบริหารและพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยตรง โดย สสว.ยังคงดูแลในส่วนของโครงการสนับสนุนทางด้านอื่นที่เชี่ยวชาญต่อไป

“นอกจากนี้ ใช้โครงการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (ITC) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุน SMEs ให้เข้มแข็ง โดยดึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาให้คำปรึกษาเบื้องต้น 20 บริษัท อาทิ บริษัทสยามมอเตอร์ฯ”

รวมทั้งให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และ สสว. loquegustes.com เตรียมสร้างแพลตฟอร์มรูปแบบเว็บไซต์ T-Good Tech ขึ้นมา โดยนำ SMEs ในแต่ละโครงการของรัฐ 5,000 ราย เข้าไปทำการเชื่อมโยงซัพพลายเชน อย่างการเปิดเผยข้อมูลประเภทธุรกิจ ความต้องการที่จะเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นต้น ล่าสุดองค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (SMRJ) ส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำที่ไทย 1 คน เพื่อช่วยทำแพลตฟอร์มเชื่อมโยง SMEs ไทยกับไทย ในอนาคตจะเชื่อมไทยกับญี่ปุ่น ในโครงการ J-Good Tech และไทยกับCLMV

รวมถึงเร่งออกมาตรฐาน SMEs และผู้ประกอบการใหม่ ให้ได้ มอก. lite เพื่อดันเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 6 – วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน 2560 รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เผยว่า การจัดอันดับของวารสารเนเจอร์ (Nature) ประจำปี 2017 ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงระดับโลก จัดอันดับบทความวิจัยจากนักวิจัยทั่วโลกที่ได้รับการเผยแพร่ภายในเครือเนเจอร์ พับลิชชิ่ง นั้น ผลปรากฏว่า มทส. ได้รับการจัดเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย รองจากมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยนเรศวร มีอันดับสูงขึ้นจากนี้ 2016 ที่อยู่อันดับที่ 5 ของประเทศ โดยการจัดอันดับครั้งนี้มีตัวชี้วัดแบ่งได้เป็น จำนวนบทความวิจัย ค่าความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย และค่าความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยโดยให้ความสำคัญกับวารสารแตกต่างกัน และในภาพรวมนักวิจัยของ มทส. ได้รับการเผยแพร่บทความวิจัย จำนวน 20 เรื่องเป็นอันดับ 4 ของประเทศ

“การที่คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับในวารสารระดับโลก ในระยะเวลาก่อตั้งเพียง 27 ปีที่ผ่านมา แสดงถึงศักยภาพด้านการวิจัยของคณาจารย์ และมหาวิทยาลัยยังคงมาตรการเชิงรุกด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนจัดสรรเครื่องมืออุปกรณ์วิจัยที่ทันสมัย การสร้างเครือข่ายวิจัยร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลก อาทิ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ประเทศฝรั่งเศส สถาบันฟิสิกส์พลังงานสูง ประเทศจีน เป็นต้น และการกำหนดยุทธศาสต์การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย ที่จะสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กับประเทศต่อไป” รศ.ดร.วีระพงษ์กล่าว

อธิการบดี มทส.กล่าวด้วยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้เตรียมผลักดันโครงการเร่งด่วน 3 โครงการ คือ การส่งเสริมให้มีนักวิจัยเต็มเวลา เพื่อยกระดับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม สร้างรูปแบบบริหารจัดการนักวิจัย, การจัดตั้งกองทุนพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การสนับสนุนต่อยอดงานวิจัยที่มีศักยภาพ และการยกระดับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เป็นสถาบันวิจัยเฉพาะทาง การขับเคลื่อนทั้ง 3 โครงการนี้จะเป็นการเริ่มต้นการสร้างระบบนิเวศการวิจัยของมหาวิทยาลัย และจะมีส่วนอื่นๆ ที่จะสนับสนุนให้ มทส. เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

“แคร์รี แลม” ผู้บริหารฮ่องกง ประกาศตั้งสำนักงานเศรษฐกิจแห่งที่ 3 ในไทย อานิสงส์หลัง “สมคิด” บินพบ “แคร์รี แลม” เชื่อมสัมพันธไมตรี “ทูตพาณิชย์” มั่นใจส่งออกฮ่องกงปี ’60 โต 10% ดันยอดทะลุ 2 แสนตัน ทวงมาร์เก็ตแชร์คืนถึง 70%

นายวิทยากร มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ประเทศจีน กล่าวว่า หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะไปเยือนฮ่องกง และได้พบกับนางแคร์รี แลม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2560 นางแคร์รีได้ประกาศนโยบายจะตั้งสำนักงานเศรษฐกิจแห่งที่ 3 ในอาเซียน ที่ประเทศไทย หลังจากตั้งที่สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาสถานที่ตั้งในกรุงเทพฯ โดยสำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่ประสานงานกับภาครัฐและเอกชน และดูแลภาพรวมด้านการค้าการลงทุนในไทย