ข้าวหอมมะลิไทย ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง?

ข้อความจากแผ่นพับ กล่าวถึง “ข้าวหอมมะลิไทย” โดย กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ “…ข้าวหอมมะลิไทย เป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาเรื่องการปลอมปน ทำให้ชื่อเสียงเรื่องคุณภาพข้าวหอมมะลิเสียไป กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกว่า ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 92 เพื่อรักษาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยให้คงไว้ ซึ่งมาตรฐานด้านคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เราส่งออกข้าวหอมมะลิได้น้อยลง เนื่องจากประเทศคู่ค้าไม่ได้ต้องการข้าวในมาตรฐานเดียวนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาใหม่ คือลูกค้าสั่งข้าวหอมมะลิไปแล้วนำผสมเอง ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า นำข้าวชนิดใด จากประเทศใดไปผสม แล้วไปติดตราสินค้าว่าเป็น ข้าวหอมมะลิไทย เลียนแบบบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า ว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย”

ส่วนหนึ่งของข้อความ ในหัวข้อเรื่อง “เกิดอะไรขึ้นกับตลาดข้าวหอมมะลิไทย ในทศวรรษที่ผ่านมา?” โดย DIT กรมการค้าภายใน ในเอกสารพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559

ข้าว เป็นทั้งพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย และรวมถึงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของประเทศ ข้าวเป็นพืชดั้งเดิมที่เกษตรกรไทยปลูกกันมานานหลายศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้การปลูกข้าวของไทยเป็นฐานของแหล่งประเพณี พิธีกรรม และวัฒนธรรมที่ดีงามต่อเนื่องกันมา อาชีพการทำนาในอดีตจึงเป็นอาชีพที่จำกัดและสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งมีประชากรไทยจำนวนมากที่ยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก เกิดเป็นแหล่งเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศ (ข้อความขึ้นต้นจาก คำนำ ในหนังสือ พลวัตเศรษฐกิจการผลิตข้าวไทย

โดย อาจารย์สมพร อิศวิลานนท์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิงหาคม 2552) และอีกส่วนหนึ่งของข้อความในบทนำจากเอกสารเล่มเดียวกันนี้ กล่าวไว้ว่า “นับต่อนี้ไป อาจกล่าวได้ว่า สินค้าข้าวจะเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจของครัวเรือนในชนบท การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ทั้งทางด้านราคาข้าวและราคาพืชอื่นๆ รวมทั้งราคาปัจจัยการผลิตจะส่งผลกระทบต่อภาวะการผลิตข้าวไทยอย่างไร และประเทศไทยควรปรับตัวในแนวนโยบายการผลิตข้าว พืชอาหาร และพืชพลังงานอย่างไร ถึงจะเอื้อประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจข้าวของประเทศ เพื่อปรับตัวให้ทันกับความเป็นพลวัตของสถานการณ์ทางการตลาด ต่อภาวะวิกฤตอาหารของโลก และการสร้างความสมดุล ทั้งเพื่อการเป็นสินค้าส่งออก และการเป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศ”

ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพดีที่ทั่วโลกเชื่อมั่น ไว้วางใจ เป็นอาหารหลักและรองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยขึ้นอยู่กับวิถีการดำรงชีพ ประเพณี วัฒนธรรมในการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความต้องการข้าวต่างชนิดกัน อาทิ ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือข้าวหอมมะลิ GI ข้าวนึ่ง ข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวสินเหล็ก โดยข้าวเหล่านี้ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถผลิตและส่งออกสนองความต้องการของผู้บริโภคไปทุกภูมิภาคทั่วโลก เป็นสิ่งยืนยันคุณภาพข้าวไทย เป็นที่นิยม เชื่อมั่น และวางใจตลอดมา

การส่งออกข้าวไทยไปภูมิภาคต่างๆ ตามแต่ละชนิดข้าวทั่วโลก ได้แก่

– ข้าวนึ่ง ส่งออกไปประเทศแอฟริกาใต้ เยเมน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย ฯลฯ

– ข้าวขาว ส่งออกไปประเทศเม็กซิโก เปรู ชิลี แคมารูน ไนจีเรีย อิรัก อิหร่าน โมซัมบิก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

– ข้าวลักษณะพิเศษ ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ฯลฯ

– ข้าวหอมมะลิไทย ส่งออกไปประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เซเนกัล ตรินิแดด เปอร์โตริโก้ จาไมก้า สหรัฐอเมริกา แคนาดา โกตดิวัวร์ กานา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

จากเอกสาร พิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 โดย DIT กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 23 พฤษภาคม 2559 ได้บันทึกไว้ในหัวข้อเรื่อง “เกิดอะไรขึ้นกับตลาด “ข้าวหอมมะลิไทย” ในทศวรรษที่ผ่านมา?” ขออนุญาตสรุปเรื่องราวว่า ทำไม ประเทศไทยเราจะต้องปรับตัว เปลี่ยนยุทธวิธีมาสู้กับคู่แข่งการตลาดข้าว ซึ่งเราเคยเป็นผู้นำมาหลายทศวรรษ แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านั้น จัดได้ว่ากลายมาเป็นคู่ปรับ คู่แข่ง ที่ต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์การตลาดโดยสรุป

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิ อันดับ 1 ของโลกมาตลอด แต่ในระยะ 5 ปี มานี้ ส่วนแบ่งการตลาดของข้าวหอมมะลิไทย กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำสถานภาพเป็นรอง ถูกฉกชิง และแทนที่ด้วยข้าวสายพันธุ์กำเนิดเดียวกัน กับข้าวหอมมะลิ ที่หลายประเทศส่งเข้ามาแข่งขัน ทำให้ “ข้าวหอมมะลิ” อาจจะไม่ใช่ข้าวของคนไทย และของประเทศไทย เพียงหนึ่งเดียวดังที่ผ่านมา หรือต่อไป เนื่องจากข้าวหอมในตลาดโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวบาสมาติ (Basmati rice) ซึ่งมีประเทศอินเดีย และปากีสถาน เป็นผู้ผลิตหลัก เป็นที่นิยมบริโภคอย่างมาก ในตลาดแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลาง ส่วนข้าวหอมอีกกลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกว่า ข้าวหอมมะลิ (Jasmine rice) มีแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน โดยปัจจุบัน มีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญคือ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทย กับ ข้าวบาสมาติ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มข้าวหอมเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน โดยไม่ถือว่าเป็นสินค้าทดแทนกันได้ เพราะข้าวหอมมะลิมีค่าอมิโลสต่ำกว่าข้าวหอมบาสมาติ ทำให้ข้าวหอมมะลิมีรสชาติดี นุ่มนวล จึงเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มผู้บริโภคในเอเชียตะวันออก และสหรัฐอเมริกา

ส่วนข้าวบาสมาติ มีค่าอมิโลสระดับปานกลาง และสูงกว่าข้าวหอมมะลิไทย ทำให้เมื่อหุงสุกแล้ว ข้าวมีลักษณะร่วน ไม่นุ่มเหมือนข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาตินิยมบริโภคกันในกลุ่มเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ข้าวทั้งสองชนิดจึงมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันของตัวสินค้าข้าว และลักษณะการนำไปปรุงอาหาร

ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิ ในชื่อ “Thai Hom Mali Rice” เป็นข้าวที่มีมูลค่าการส่งออกสูง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ถ้าเอ่ยถึงอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการส่งออกข้าวหอมมะลิ ทำให้มีชื่อเสียงในเวทีการค้าโลก เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทย เดิมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ก่อนจะขยายตัวไปตลาดสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้

จากข้อมูลของ The Rice Trader ระบุปริมาณการค้าข้าวของโลก โดยเฉลี่ยประมาณ 40 ล้านตันข้าวสาร โดยในจำนวนดังกล่าวมีข้าวหอมที่เรียกกันว่า หอมมะลิ อยู่ 3 ล้านตันข้าวสาร ดูเหมือนจำนวนไม่มาก แต่ด้วยราคาซื้อ-ขาย ข้าวหอมมะลิในช่วงที่ราคาสูง เคยมากกว่าพันเหรียญสหรัฐ ต่อตัน จึงเป็นข้าวที่มีราคาสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากข้าวหอมกลุ่มบาสมาติ และข้าวหอมมะลิยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก จึงต้องหาคำตอบว่า ประเทศไทยผู้ซึ่งเคยเป็นแชมป์ตลาดข้าวหอมมะลิโลก จะยังคงรักษา หรือกลับมาดำรงตำแหน่งแห่งศักดิ์ศรีนี้ต่อไปได้หรือไม่ เพราะเป็นเวทีแห่งศักดิ์ศรีที่จะทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวไทย จึงต้องคำนึงถึงผลผลิตเชิงเศรษฐกิจ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อจะนำภาพลักษณ์ระดับพรีเมี่ยมกลับมาในระบบอีกต่อไป

ประเทศไทย กำลังเผชิญกับศึกรอบทิศในตลาดข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และกำลับขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทยจะต้องคำนึงถึงการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน เพื่อจะได้รีบหาคำตอบ ว่าจะดึงตลาดข้าวหอมของไทยในเวทีตลาดโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ประกอบกับปัจจุบัน ลูกค้ารายสำคัญของข้าวหอมมะลิไทย อย่าง สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ต่างก็มีปริมาณการค้าที่ลดลง เช่นเดียวกับตลาดในแถบแอฟริกา ที่เคยเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของไทยในกลุ่มข้าวหอมหัก ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นการบริโภคข้าวหอมเต็มเมล็ดเกรดล่าง ซึ่งนำเข้าจากประเทศเวียดนามแทน และอีกปัจจัยที่มีผลให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยมีปริมาณลดน้อยลง คือ มาตรฐานข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออก ถูกระบุชนิดและคุณภาพข้าวตามความต้องการของลูกค้า และด้วยความที่ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่ต้องการของตลาดในทุกชั้นราคา ทุกเกรด จึงเกิดปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิดังที่กล่าวไว้ในช่วงแรกของคำขึ้นต้นมาแล้ว

ในปี พ.ศ. 2558 มีการจัดเกรดโรงสีข้าวโดยการติดดาว โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการจัดเกรดโรงสีข้าวด้วยการติดดาว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเกี่ยวกับการผลิต การแปรรูป การค้าข้าว ผู้ประกอบการโรงสีข้าวของประเทศไทยให้มีการบริหารจัดการทั้งด้านกระบวนการผลิต การดูแล และเก็บสินค้าข้าว จนถึงการรับซื้อผลผลิต และจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน การส่งออกข้าว ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในประชาคมอาเซียน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ก็ได้มีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ เนื่องจากเป็นประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าวหอมประเภทต่างๆ อย่างสำคัญยิ่ง

สำหรับการพัฒนาด้านการผลิตแปรรูปจากโรงสีข้าวให้มีระบบมาตรฐาน การผลิตข้าวสารที่มีความปลอดภัยในการบริโภค และการส่งออกซึ่งเป็นการผดุงรักษาชื่อเสียงและคุณภาพต่อประเทศลูกค้าผู้บริโภคนั้น ก็จะมีผลจากระบบมาตรฐาน GMP (GOOD MANUFACTURING PRACTCE ) และ HACCP (HAZARD ANALYSIS CRITICAL CONTROL POINT) จึงถือว่าเป็นกลยุทธ์ตามยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาสู่การสู้กับคู่แข่งเป็นเบื้องต้นเช่นกัน

มีรายละเอียดจากเอกสารในพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2559 ได้กล่าวถึงการเกิดอะไรขึ้นกับข้าวหอมมะลิไทย กับหัวข้อเรื่อง “เมื่อคู่แข่งปรับ…ถึงเวลาเรา (ต้อง) เปลี่ยน” โดยวิเคราะห์ประเทศคู่แข่งที่จะมาช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมของไทยกันอย่างคึกคัก เช่น ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดจากข้อมูลในเอกสารฉบับดังกล่าวว่า…ไฉนต้องปรับ…มาสู้คู่แข่ง? ในฉบับหน้าต่อไป

พูดถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง มองไปรอบตัวแทบทุกอย่างที่จับ

อีกหนึ่งในสาเหตุของมะเร็งคือ อะฟลาทอกซิน มักจะมีการปนเปื้อนในอาหารแห้ง เช่น พริกป่น กระเทียม หอม กุ้งแห้ง ที่เก็บรักษาไม่ดี สารพิษนี้มาจากเชื้อรา เป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ วิธีการหลีกเลี่ยง ผศ.ดร.ปรัญรัชต์ ธนวิยุทธ์ภัคดี อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ยากพอสมควร กรณีถ้าเห็นเป็นเชื้อราดำๆ ทิ้งได้เลย อย่าเสียดายเอาไปล้างน้ำแล้วใช้ต่อ เพราะ “อะฟลาทอกซินไม่มีสี” ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ และยังทนความร้อนได้ถึง 260 องศา

นั่นคือแม้เอามาหุงต้มหรือปรุงอาหาร ก็ไม่ทำให้สารพิษนี้หายไปได้

ฉะนั้น ถ้าเป็น “ถั่วป่น” ก็ควรทำเอง หรือถ้าซื้อก็ซื้อพอแค่ใช้ และต้องวางใจในแหล่งที่มาของถั่ว ถ้าเป็น “หอม/กระเทียม” ควรเก็บในที่โปร่ง ส่วน “พริกแห้ง”ให้ใส่ถุงมัดปากให้สนิท อาจจะเก็บไว้ในตู้เย็น และเมื่อหยิบมาใช้แล้วต้องรีบเก็บเข้าตู้เย็นทันที ป้องกันความชื้นซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อรา

ส่วนประเด็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำ เอาเป็นว่า พิจารณากันเป็นร้านๆ ไปก็แล้วกัน

ที่มา : คอลัมน์ เครื่องแนม มติชนรายวัน วันที่ 4 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน กล้วยน้ำว้าขาดตลาดราคาแพงมากหลังเกิดภัยแล้งต่อเนื่องติดต่อกัน ทำให้กล้วยน้ำว้าในตลาดสดเทศบาล 2 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ราคาสูงตามไปด้วยโดยกล้วยน้ำว้าเริ่มต้นที่ราคาหวีละ 20 – 80 บาท แถมหาซื้อได้ยาก ส่วนใหญ่จะพบแต่หวีเล็กๆลูกเล็กไม่สวย ส่วนหวีใหญ่ๆลูกสวยๆนั้นจะมีราคาแพงมาก คืออยู่ที่ 50 บาทขึ้นไปแถมมีน้อยมากเนื่องจากผลกระทบจากภาวะแล้งที่ผ่านมา

ด้านนางประนอม แซ่ฮ้อ อายุ 50 ปี แม่ค้ากล้วยในตลาดสดเทศบาล 2 กล่าวว่า ในช่วงนี้ผลผลิตกล้วยออกมาสู่ท้องตลาดจำนวนน้อยมากเนื่องจากขาดน้ำลำต้นหักโค่นทำให้กล้วยหวีเล็กลงและมีน้อยส่วนผู้บริโภคนิยมรับประทานจำนวนมากเมื่อของออกสู่ตลาดน้อยจึงทำให้ขาดตลาดและราคาสูงขึ้น นางผ่อน พูลใจ อายุ 67 ปี แม่ค้ากล้วยในตลาดสดเทศบาล 2 กล่าวว่าในช่วงนี้มีผลผลิตกล้วยออกสู่ท้องตลาดน้อยลงหลังกระทบแล้วซึ่งเจ้าของสวนนำมาส่งให้ก็ราคาสูงอยู่แล้วแถมลูกและหวีเล็กลงเนื่องจากขาดน้ำแต่ก็ต้องรับซื้อไว้เนื่องจากเป็นการค้าหากไม่รับซื้อไว้ขายในช่วงผลผลิตที่ออกมามากสวยงามเขาก็จะไม่ขายให้เรา ในช่วงนี้ราคากล้วยจึงแพงมากเริ่มต้นก็อยู่ ที่ 20 บาท หากหวีงามสวยๆก็อยู่ที่ 80 บาทขึ้นไปแต่หายากมาก ก็คงเป็นไปอีกสักระยะหลังฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ก็จะช่วยให้ผลผลิตกล้วยน้ำว้าออกสู่ตลาดมากขึ้นต่อไป

ม. นวมินทราธิราช เปิด ‘ศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพฯ’ ครั้งแรก เผยผลสำรวจเบื้องต้น พบข้อมูลบริโภค ‘ผัก-ผลไม้’ ต่ำกว่าเกณฑ์ ติดน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ มากกว่าภาคอื่นๆ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ เปิดตัว “ศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร”

นายพิจิตต รัตตกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แถลงว่า ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ และคนไทยป่วยด้วยโรคต่างๆ จำนวนมากขึ้น แต่การเก็บรวบรวมข้อมูลของการเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ ข้อมูลที่ปรากฏจึงเป็นลักษณะต่างคนต่างเก็บข้อมูล ขาดการนำมาวิเคราะห์ประมวลผลร่วมกัน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีประชากรแฝง แรงงานต่างด้าว และนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชจึงตั้งศูนย์เตือนภัยสุขภาพขึ้น และดำเนินงานในรูปคณะกรรมการ

“เบื้องต้นได้จัดทำรายงานข้อมูลด้านสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2558 เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลด้านสุขภาพให้กับแพทย์และประชาชนที่สนใจ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในการรวบรวมสถิติสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ทั้งหมด ผู้สนใจทราบรายละเอียดข้อมูลด้านสุขภาพ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องการคำปรึกษา ติดต่อที่ bhac_nmu@nmu.ac.th” นายพิจิตต กล่าว

ด้าน นพ. วิชช์ เกษมทรัพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ. รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงว่า จากรายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2554 พบว่า คนกรุงเทพฯ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดย 5 อันดับโรค ในเพศชาย ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด การติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ อุบัติเหตุทางถนน และมะเร็งตับ ขณะที่ 5 อันดับโรค ในเพศหญิง ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมอง ต้อกระจก โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเบาหวาน ตามลำดับ นอกจากนี้ สาเหตุการเสียชีวิต 10 อันดับ ของคนกรุงเทพฯ ปี 2549-2556 ได้แก่ โรคมะเร็งทุกชนิด โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนกรุงเทพฯ มีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ

ศ.นพ. วิชัย เอกพลากร อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ. รามาธิบดี แถลงว่า สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับคนกรุงเทพฯ ในขณะนี้ คือ พบว่าบริโภคผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในขณะที่กลุ่มเด็กอายุ 2-14 ปี ดื่มน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบสูงกว่าประชากรเด็กภาคอื่น ที่สำคัญยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายน้อยมากเมื่อเทียบกับทุกภาค ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ/กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน นับจากนี้มีเวลาอีก 3 เดือน สำหรับผู้สูงวัยอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์วันสิ้นเดือนกันยายนนี้ ต้องเกษียณจากตำแหน่งหน้าที่ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน

เวลาที่เหลืออยู่ 3 เดือน hannaheloge.com หลายคนไปสำรวจตัวเองในงานเฮลธ์แคร์ 2016 ที่มติชนจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา อย่างน้อยได้ตรวจสอบสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตัวเอง รวมถึงกำหนดว่าอีกสามเดือนข้างหน้าจะทำอะไรดี วันนี้อาจจะยังไม่คิดว่าจะทำอะไรดี ไม่ต้องวิตกกังวลมาก ระยะนี้เข้าฤดูฝน ลองหาหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน เผื่อว่าจะเห็นหนทางของอาชีพให้ตัวเองในเร็ววันนี้ก็ได้

หนังสือเล่มนี้ชื่อ เกษตรหลังเกษียณ : โอกาสเพิ่มรายได้และสร้างกำไรชีวิต

กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวมและเรียบเรียง สรรหาอาชีพการเกษตรมาให้เลือก โดยนำวิถีชีวิตของเกษตรกรหลากหลายที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขกับการเกษตรหลังเกษียณ อยากรู้ไหมว่างานเกษตรหลังเกษียณให้อะไร

คำตอบมีให้ในเรื่องแรกที่เปิดหน้าหนังสืออ่าน

การทำงานเกษตรมีปัจจัยที่ต้องคำนึงและตระเตรียมพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ทุน และแรงงาน ที่ดินมีความสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจทำงานเกษตร

ไม่น้อย การได้มาซึ่งที่ดินอาจจะเก็บเงินสะสมซื้อระหว่างทำงานประจำ หรือซื้อหลังเกษียณจากเงินก้อนที่ได้รับ ขนาดของที่ดินไม่มีข้อจำกัดตายตัว การเกษตรบางอย่างใช้เพียง 5-6 ตารางเมตร บางอย่างอาจใช้ถึงสองสามไร่ หรือมากกว่านั้น และความมีปัจจัยกับสิ่งอำนวยประโยชน์พอสมควร เช่น ใกล้แหล่งน้ำ การคมนาคมสะดวก ไฟฟ้าเข้าถึง… แต่ไม่ใช่น้ำเข้าถึง ไฟเข้าถึงเป็นน้ำป่าไฟป่านะขอรับ

ที่สำคัญคือเอกสารสิทธิ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนตกลงซื้อ

ทุนต้องแบ่งให้ชัดเจน ด้วยการเกษตรไม่ได้ลงทุนแบบค้าขาย เช่น ขายก๋วยเตี๋ยวที่เห็นผลเร็ว ขายวันต่อวัน แต่งานเกษตรเมื่อลงทุนไปแล้ว การคืนทุนต้องรอช้า และต้องลงทุนต่อเนื่อง

ทั้งต้องคำนึงถึงทุนที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมค่ารักษาพยาบาล

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แรงงาน ที่เหมาะสมและดี หายาก ต่างจากแรงงานภาคอุตสาหกรรม

ผู้เริ่มต้นตั้งแต่ซื้อที่ดิน ควรซื้อที่ดินใกล้ญาติ หรือคนรู้จัก เพราะสามารถฝากฝังให้หาแรงงาน หรือช่วยดูแลแรงงานได้

การบริหารแรงงานไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ต้องยืดหยุ่น ปรับลดตามความเหมาะสม

หนังสือเล่มนี้ แนะนำการเกษตรไว้หลายอย่าง ตั้งแต่พืช ปศุสัตว์ สัตว์น้ำ แมลง สัตว์ปีก เป็นต้น

คำถามว่าทำงานเกษตรหลังเกษียณได้อะไร

คำตอบคือ ช่วงเช้า ไม่ต้องมีอะไรมาก เพียงต้นไม้สัก 5-6 กระถาง มีดินเป็นวัสดุปลูก นำต้นไม้ที่ดูโทรมมาเปลี่ยนกระถางใหม่ หรือนำหน่อมาขยายเพิ่ม นำไปจัดว่างในที่เหมาะสม เช้า-เย็น ดูแลรดน้ำ เท่านี้เวลาเช้าเย็นจะเป็นประโยชน์ได้

ที่ได้จากการทำงานเกษตรคือเป็นการออกกำลังกายอย่างที่ไม่เคยมาก่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ กินอาหารที่ผลิตเอง อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยหายไปได้อย่างนึกไม่ถึง

หนังสือเล่มนี้มีตัวอย่างจากผู้ที่เกษียณแล้วมาทำเกษตรต่อ หรือยังไม่เกษียณแต่มาทำเกษตร หลายคน มีทั้งข้าราชการพลเรือน ผู้ว่าราชการ นักวิชาการ ทั้งปริญญาเอก ทั้งอาจารย์ประจำ ตำรวจ ทหาร และบุคคลทั่วไปที่ยอมทิ้งเงินเดือนและตำแหน่งหน้าที่มาทำงานเกษตรก่อนเกษียณ ไม่ต้องยกตัวอย่าง โปรดอ่านเอง

ราคา 220 บาท คุ้มเกินคุ้ม ซื้อวันนี้ ได้ประโยชน์วันนี้ รับรองในคุณภาพคับเล่มครับ