คณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ได้ใช้ระยะเวลาถึง 13 ปี

ในการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวจนได้พันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูป เป็นถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับปลูกในสภาพการผลิตพืชไร่ทั่วไป สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สับปะรดห้วยมุ่น เป็นผลไม้เปลือกบาง เนื้อผลสีเหลืองน้ำผึ้ง กลิ่นหอม รสหวานฉ่ำแบบธรรมชาติ กินไม่กัดลิ้นหรือมีกากใยช่วยในระบบการย่อยที่ดีต่อสุขภาพ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ ปลูกง่าย กำไรงาม เกษตรกรได้จัดการปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมเพื่อผลิตให้ได้ผลสับปะรดห้วยมุ่นคุณภาพนำออกสู่ตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เงินแสนบาทนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

คุณพี่บัวผัน มูลเงิน เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น 5 ไร่ ได้เริ่มปลูกเมื่อปี 2554 หลังการปลูกได้ดูแลรักษาที่ดีมีผลผลิตคุณภาพออกขาย แต่ด้วยความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น จึงเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ จึงเช่าพื้นที่ 20 ไร่ เพื่อปลูกสับปะรดเพิ่ม มีค่าใช้จ่ายในการเช่า 5,000 บาท ต่อปี ต่อไร่

การปลูกครั้งแรก ได้ไปซื้อหน่อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมา 20,000 หน่อ หน่อละ 1.50 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ด้วยลักษณะภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมพื้นที่ปลูกมีความแตกต่างจากแหล่งปลูกเดิม จึงทำให้ได้ผลสับปะรดคุณภาพที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น จึงเรียกว่า สับปะรดห้วยมุ่น เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้ มีความมั่นคง

พื้นที่ปลูกสับปะรด มีลักษณะลาดเอียงระบายน้ำได้ดี เมื่อเตรียมแปลงแล้ว ถ้าเป็นการปลูกฤดูฝนได้วางหน่อเอียง 45 องศา เพื่อไม่ให้น้ำฝนขังในยอด ถ้าปลูกฤดูแล้งได้วางหน่อตั้งตรง ปลูกแล้วเกลี่ยดินกลบ กดดินพอแน่น ระวังอย่าให้ดินเข้าในยอดใบ เพราะจะทำให้ใบเน่า ก่อนปลูกได้ดึงใบล่างสุดออก 2-4 ใบ หลังปลูก 18-24 เดือน จะได้ผลสับปะรดแก่สุก

การปลูกด้วยหน่อ

การปลูกด้วยหน่อ ได้คัดเลือกหน่อพันธุ์ขนาดเท่ากัน ปลูกในแปลงเดียวกัน เพื่อให้ต้นสับปะรดเจริญเติบโตเท่ากันและตัดเก็บได้พร้อมกัน ก่อนปลูกได้แช่หน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช วางหน่อปลูกเกลี่ยดินกลบกดดินพอแน่น

จุกเป็นส่วนที่เกิดจากการเจริญเติบโตอยู่ที่ปลายผลสับปะรด เมื่อจุกมีขนาดความยาวครึ่งหนึ่งของขนาดความยาวผลได้ตัดมาเป็นพันธุ์ปลูก วิธีปลูกได้วางหน่อลงในหลุมปลูก เกลี่ยดินกลบกดดินพอแน่น ระวังอย่าให้ดินเข้าไปในยอด เพราะจะทำให้ใบเน่าเสีย สับปะรดที่ปลูกด้วยจุกระบบรากจะแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา

ก่อนปลูกได้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกแห้งรองพื้น ในอัตรา 60-100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยให้การติดดอกติดผลดี ครั้งที่ 2 หลังปลูก 1-2 เดือน เป็นระยะเริ่มออกราก ใส่ปุ๋ย สูตร 21-0-0 ในอัตรา 1 ช้อนแกง ต่อต้น ครั้งที่ 3 เมื่อต้นสับปะรดอายุ 4-6 เดือน ใส่ปุ๋ย สูตร 21-0-0 ในอัตรา 1 ช้อนแกง ต่อต้น ครั้งที่ 4 ก่อนออกผล 1-2 เดือน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 21-0-0 ในอัตรา 1 ช้อนแกง ต่อต้น ครั้งสุดท้าย หลังการออกผลหรือบังคับผล ได้ฉีดพ่นปุ๋ยชีวภาพทางใบหรือฉีดพ่นธาตุอาหารเสริมพืชทางใบเพื่อช่วยทำให้ได้ผลสับปะรดคุณภาพ

เมื่อต้นสับปะรดอายุราว 12 เดือน ได้ใช้สารเอทิฟอน ในอัตรา 10 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปหยอดที่ยอด 70 ซีซี หยอด 2 ครั้ง ในเวลาเช้า ห่างกัน 7 วัน หลังการหยอดถ้ามีฝนตกต้องรีบมาหยอดใหม่ให้เร็วที่สุด

การให้น้ำ

ต้นสับปะรดต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ในฤดูฝนให้ต้นสับปะรดได้รับน้ำจากน้ำฝน ในฤดูแล้งจะไม่ให้ขาดน้ำนาน ต้องคอยฉีดพ่นน้ำให้เต็มยอดสับปะรดทุก 7 วัน ต่อครั้ง จะทำให้ต้นสับปะรดเติบโตได้ผลผลิตคุณภาพ

การห่อผล

ก่อนตัดเก็บผลสับปะรด 45-60 วัน ได้นำฟางแห้งมาคลุมปิดผลสับปะรดเพื่อทำให้เปลือกผลสับปะรดสีสวย เนื้อเต่งเหมาะที่จะกินเป็นผลสดได้รสอร่อย ถ้าไม่คลุมด้วยฟางแห้งผลสับปะรดจะได้รับแสงแดดมาก อาจทำให้ผลสับปะรดด้อยคุณภาพ ได้จัดการคัดแยกออกมานำส่งขายให้กับโรงงานแปรรูปทำเป็นสับปะรดกระป๋อง

คุณพี่บัวผัน เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่น เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า การเก็บเกี่ยว หลังจากบังคับให้ออกดอก 180 วัน เปลือกเป็นสีเหลือง 1 ใน 3 ของผล หรือระยะผลสับปะรดแก่สุก ได้เข้าไปตัดเก็บเวลาเช้าหรือเย็น ตัดให้มีก้านผลยาว 3-5 นิ้ว จะทำให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,800 กิโลกรัม ต่อไร่ นำไปเก็บรักษาไว้ในที่อากาศโปร่งเพื่อเตรียมส่งขาย
ตลาด

สับปะรดกินผลสดได้ขายให้กับพ่อค้าคนกลาง 11-13 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ 52,800-62,400 บาท ต่อไร่ ผลสับปะรดตกเกรดได้ขายแบบคละ 3-5 บาท ต่อกิโลกรัม ให้โรงงานแปรรูป หรือตัดแต่งพร้อมบริโภคขายเป็นรายได้ การปลูกสับปะรดห้วยมุ่นทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง มีรายได้แสนบาทที่ยังไม่หักต้นทุนการผลิต ทำให้ครัวเรือนมีความมั่นคง

จากแหล่งข้อมูล : สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ว่า พื้นที่การเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์มี 1,255,225 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ทำนา 593,196 ไร่ ทำพืชไร่ 268,848 ไร่ ทำพืชสวน 273,879 ไร่ และพื้นที่เกษตรอื่น 119,302 ไร่ การปลูกสับปะรดห้วยมุ่น คือสุดยอดผลไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

สับปะรดห้วยมุ่น สินค้าจีไอ

สับปะรดห้วยมุ่น เป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น ปลูกง่าย โตไว กำไรงาม ได้ผลสับปะรดคุณภาพ เนื้อภายในผลสีเหลืองน้ำผึ้ง กลิ่นหอม หวานฉ่ำ กลมกล่อม กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีประกาศเรื่อง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สับปะรดห้วยมุ่น ทะเบียนเลขที่ สช 56100056 เพื่อแสดงความเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญประจำถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเกษตรกรปลูกสับปะรดห้วยมุ่น 607 ราย พื้นที่ 19,596 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,950 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือได้ผลผลิตรวม 97,000.20 ตัน การซื้อ-ขาย อยู่ที่ราคา 8-13 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาเปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาด

คุณภาพสับปะรดห้วยมุ่น

สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตด้วยการจัดการฟาร์มที่เหมาะสม ให้ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลสับปะรดคุณภาพเพื่อผู้บริโภค และส่งผลให้เกษตรกรยกระดับรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

เรื่องราว สับปะรดห้วยมุ่น รสหวานฉ่ำ พืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย กำไรงาม เป็นวิถีทางเลือกที่เกษตรกรปลูกและผลิตในระบบ GAP เพื่อให้ได้ผลสับปะรดห้วยมุ่นคุณภาพสู่ตลาดผู้บริโภค สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ คุณพี่บัวผัน มูลเงิน 110/46 หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. 082-010-5494 หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. 055-440-894 ก็ได้ครับ

ผลไม้ดองหรือ ผลไม้แช่อิ่ม ตามฤดูกาลต่าง ๆ นับเป็นหนึ่งในการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศ-ทุกวัย การทำ ผลไม้ดองหรือ ผลไม้แช่อิ่ม เป็นอาหารกินเล่นยอดนิยมที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยกรรมวิธีในการถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยจับผลไม้ที่เหลือจากการขายหรือกินไม่หมด มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ ๆ อร่อยไฉไลยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำขาย สร้างเป็นรายได้เสริม หรือรายได้หลัก ได้ไม่ยากอีกด้วย

“ ถ้าจะพูดถึงเมนูยอดนิยม เราคงต้องพูดถึง “มะม่วงแช่อิ่ม” เรียกได้ว่า ลูกค้าขาประจำทุกคนไม่เคยพลาด ที่จะซื้อเมนูนี้ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกคน ส่วนเมนูอื่นๆ อย่าง มะขาม, มะปราง, มะดัน, กระท้อน, มะกอก, มะขามป้อม ก็ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของร้านเราเหมือนกัน เรียกได้ว่า หากคุณชื่นชอบผลไม้แช่อื่มมี่ร้านของมีแทบจะครบทุกอย่างเลยทีเดียว”

นี่คือ คำเอื้อนเอ่ยจากปากของ คุณสมใจ จินา เจ้าของผลิตภัณฑ์ สมใจผลไม้แช่อิ่ม ที่ได้ชักชวนให้ทีมงานของเรามาลองชิมสารพัดผลไม้แช่อิ่มรสชาติดี

“ การทำผลไม้แช่อิ่ม สามารถทำเป็น “อาชีพหลัก” หรือ “อาชีพเสริม” เพิ่มรายได้จากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยใช้สูตรการทำเฉพาะตัวของพี่ไปต่อยอด ให้ลูกค้าคนไทย และชาวต่างชาติ ได้รับประทานของอร่อย ที่ปราศจากสารพิษ (ไม่ใส่ขัณฑสกร-ไม่ใส่สารกันบูด) ซึ่งตรงส่วนนี้พี่รู้สึกภูมิใจนะที่ได้มีส่วนให้ลูกค้าได้กินอร่อย และจะดีมากๆ ถ้านักเรียนทุกคนสามารถนำความรู้ที่ได้จากพี่ไปต่อยอดความอร่อยได้ในอนาคต ” คุณสมใจ กล่าว

ส่วนที่มาของสูตรเด็ดการทำผลไม้แช่อิ่มนั้น…พี่สมใจ ได้เล่าให้ทีมงานเราฟังว่า..

“ ภริยาของผู้พันคนเก่า ซึ่งท่านเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำผลไม้แช่อิ่ม ให้กับกลุ่มแม่บ้านของเรา ซึ่งเราได้นำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านของเรา ตามนโยบายการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งในเขตพื้นที่ของเรามีผลผลิตประเภท ‘มะม่วง’ และ ‘กระท้อน’ เป็นจำนวนมาก แต่เดิมพอผลผลิตมีออกมาจำนวนมากเกินความต้องการของตลาด พอรับประทานไม่ทัน ก็เน่าเสียต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราจึงคิดหาทางแก้ไขด้วยนำผลไม้เหล่านี้มาแปรรูปแทน และพี่ต้องบอกก่อนเลยว่า ผลไม้ที่จะนำมาแปรรูปด้วยการแช่อิ่ม จะต้องเป็นผลไม้ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยช้ำ, เน่าเสีย จึงจะนำมาใช้แปรรูปได้ และวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด คือ การแช่อิ่ม หรือ การดอง เพราะวิธีการนี้จะทำให้ปราศจากปัญหาเรื่องแมลงวัน-แมงหวี่ ที่จะมาตอม นอกจากนี้วิธีการดองของเรา ไม่ใช่การดองเกลือ แต่เป็นการดองธรรมชาติ ทำให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของเรานั่นปราศจากสารพิษตกค้างอย่างแน่นอนค่ะ ”

การเลือกใช้วัตถุดิบนั้นจะนำมาใช้ในแต่ละช่วงฤดูกาล อย่างช่วงฤดูของ ‘มะม่วง’ หากมีผลผลิตที่มากเกินความต้องการบริโภค เราก็นำมาแปรรูปด้วยการแช่อิ่ม ทำให้สามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อีกด้วย นอกจากนี้ผลไม้ที่เรานำมาแช่อิ่มนั้น ยังสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานได้นานนับปีอีกด้วย

เมนูผลไม้แช่อิ่มขายดีประจำร้าน อาทิเช่น มะม่วงดอง, มะขามดอง, มะดันดอง, มะปรางดอง และกระท้อนดอง ซึ่งทั้ง 5 เมนูล้วนมีเอกลักษณ์ความอร่อยที่แตกต่างกันอย่าง มะม่วงดอง, มะขามดอง กับ กระท้อนดอง จะเน้นรสชาติกลมกล่อม ไม่เปรี้ยวจัดเกินไป ส่วน มะปรางดอง จะมีรสชาติเปรี้ยวจัด ถูกใจคนชอบทานเปรี้ยวอย่างแน่นอน ส่วนเมนู กระท้อนดอง กับ มะดันดอง จะมีเนื้อนิ่มรสชาติกลมกล่อม เหมาะสำหรับคนสูงอายุ สำหรับคนที่ชอบทานผลไม้แช่อิ่มน่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

เรามีกลุ่มสมาชิกแม่บ้านจำนวนเป็นร้อยคน ทุกคนก็เรียนรู้เทคนิคมาจากวิทยากร และสามารถทำผลไม้แช่อิ่มได้ทุกคน โดยแต่ละคนในกลุ่มเราเองจะแบ่งหน้าที่กันแบบชัดเจน มีทั้งในส่วนของแผนกคัดเลือกวัตถุดิบ, แผนกการผลิต, แผนกบรรจุภัณฑ์ และแผนกการจัดจำหน่าย โดยทุกคนสามารถแบ่งหน้าที่กันได้อย่างชัดเจน ทำให้กลุ่มแม่บ้านของเรามีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่ออย่าง ‘ผลไม้แช่อิ่ม ร้านสมใจ’ ที่กลายมาเป็นสินค้าขายดีจนถึงปัจจุบันค่ะ

การทำผลไม้แช่อิ่มที่สามารถนำไปต่อยอดทำขาย สร้างเป็นรายได้หลัก หรือรายได้เสริมไม่ยากอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย เพราะขนาดตัวพี่เองเคยลงทุนซื้อวัตถุดิบในราคา 1,500 บาท ก็สามารถสร้างกำไรให้ได้ถึง 6,000 กว่าบาทเลยทีเดียว เป็นจุดประกายชีวิต สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราทำสินค้าออกมาจำหน่ายได้ และที่สำคัญที่บ้านเราไม่เคยเป็นหนี้ และไม่เคยกู้เงินมาใช้ในการทำธุรกิจเลย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

คุณสมใจ กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับทำงานไว้อย่างน่าสนใจว่า…. สำหรับคนที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ขอเพียงแค่คุณมีจิตใจที่มุ่งมั่น ไม่ว่าจะ ‘งานหนัก’ หรือ ‘งานเบา’ ก็สำเร็จได้ไม่ยากอย่างแน่นอน ”

ผู้อ่านที่สนใจอยากลิ้มลองความอร่อยของสินค้าผลไม้แช่อิ่มของ คุณสมใจ จินา สามารถติดต่อได้โดยตรงที่เบอร์โทร. 0861539766 ได้ทุกวัน“ประภัตร” หนุน “มกอช.” สู่องค์กรนำด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารที่ทั่วโลกยอมรับ พร้อมโชว์ผลงานรอบ 17 ปี ผลักมาตรฐานสินค้าเกษตรสำเร็จ 322 เรื่อง มาตรฐานระหว่างประเทศ 22 เรื่อง และมาตรฐานอาเซียน 12 เรื่อง ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารพุ่ง 1.12 ล้านล้านบาท พร้อมวางเป้า ปี 63 เดินหน้าหนุนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี สานต่อนโยบายตลาดนำการผลิต รุกเกษตรอินทรีย์ ตีตลาดผ่านออนไลน์ เสริมแกร่งภาคเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ครบรอบ 17 ปี ว่า ปัจจุบัน “มกอช.” นับเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการเกษตร ตามนโยบายหลัก 12 ด้าน ที่รัฐบาลแถลงไว้ ใน ปี 2563 เป็นปีแห่งการยกระดับคน/และการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 จะมุ่งยกระดับด้านระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย สนับสนุนตลาดนำการผลิต มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ตลาดออนไลน์ /DGT Farm/ และระบบตามสอบย้อนกลับ QR Trace รวมทั้งเป็นปีที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันการแข่งขันทางการค้า เศรษฐกิจ และกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรตามยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี

ในอนาคต มกอช. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนในการเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้เป็นมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค/ตลอดจนการเจรจา แก้ไขปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน/เพื่อให้มีคุณภาพ/และความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “เป็นองค์กรนำด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารที่ทั่วโลกยอมรับ” อีกด้วย

ด้าน นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึงผลงานของ มกอช. ในรอบ 17 ปี ว่า มกอช. มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB) เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ส่งผลให้ปัจจุบันมีการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรแล้ว 322 ฉบับ แบ่งเป็นมาตรฐานสมัคร จำนวน 316 เรื่อง (พืช 118 เรื่อง เกษตรกรอินทรีย์ 9 เรื่อง ปศุสัตว์ 82 เรื่อง ประมง 60 เรื่อง และอื่นๆ 47 เรื่อง) และมาตรฐานบังคับ 6 เรื่อง คือ 1. เรื่องข้อกำหนดปริมาณอะฟลาท็อกซินในเมล็ดถั่วลิสง 2. เรื่องการปฏิบัติที่ดีทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาว 3. เรื่องกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4. เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง 5. เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และ 6. เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกำหนดมาตรฐานองค์กรระหว่างประเทศ รวม 34 เรื่อง แบ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ 22 เรื่อง และมาตรฐานอาเซียน 12 เรื่อง และยังได้เจรจาสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรไทยรวม 18 เรื่อง แบ่งเป็นการเจรจาเพื่อเปิดตลาดสินค้าเกษตร 7 เรื่อง และการแก้ไขปัญหาการส่งออก 11 เรื่อง ส่วนด้านการควบคุม กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรและการส่งเสริมมาตรฐานได้ออกใบอนุญาตนำเข้า/ส่งออก ตามมาตรฐานบังคับแก่ผู้ประกอบการ จำนวน 1,101 ราย แบ่งเป็นโรงรมซัลเฟอร์ จำนวน 375 ราย อะฟลาท็อกซินถั่วลิสง จำนวน 115 ราย ลูกกุ้งขาว จำนวน 88 ราย ทุเรียนแช่เยือกแข็ง จำนวน 222 ราย ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จำนวน 194ราย และเชื้อเห็ด จำนวน 107 ราย

นอกจากนี้ ด้านการส่งเสริมมาตรฐานได้มีการเชื่อมโยงการผลิต-การตลาดสินค้า Q ในตลาด 3 ประเภทแบ่งเป็น 1. ตรวจรับรองแหล่งจำหน่ายสินค้ามาตรฐานโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q restaurant) 3,200 สาขา Q Market 893 แผง Q Modern Trade 697 แผง 2. ระบบ QR Trace on Cloud 1,048 ราย 3. ตลาด DGTFarm.com 1,739 ราย แบ่งเป็นผู้ขาย 818 ราย และผู้ซื้อ 921 ราย

นอกจากนี้ ยังได้ให้การรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ จำนวน 282 แห่ง พัฒนาต้นแบบโรงสีข้าว/โรงคัดบรรจุ GMP จำนวน 5 แห่ง และพัฒนาระบบการรับรองแบบกลุ่มสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 20 กลุ่ม ใน 8 จังหวัด ส่วนด้านการดำเนินการตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่นั้น ได้มีการดำเนินการในพื้นที่ 19 จังหวัด โดยให้ความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐาน GAP จำนวน 6 เรื่อง คือ ถั่วฝักยาว ถั่วลิสงหลังนา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเมล็ดแห้ง GAP พืชอาหารและจิ้งหรีด แก่เกษตรกรรวมจำนวน 952 ราย และยังได้พัฒนาต้นแบบโรงงานแปรรูปมาตรฐาน 9 แห่ง (โรงสีข้าว 2 แห่ง โรงคัดบรรจุผักผลไม้สด 6 แห่ง และโรงรวบรวมผักผลไม้สด 1 แห่ง อีกด้วย

“จากความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยตลอดระยะ 17 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก ในปี 2561 มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหาร 1.12 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจึงเห็นความสำคัญของกำหนดมาตรฐานสากล และเป็นผู้นำในการยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยให้เป็นมาตรฐานระดับสากลสำเร็จมาแล้วหลายเรื่อง เช่น เงาะ ลองกอง กะทิ น้ำปลา แม้ประเทศผู้นำเข้าจะกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในการนำเข้าสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย แต่ด้วยการนำมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานสากลของไทย ไปใช้ในการผลิตและการตรวจสอบรับรองระบบการผลิตสินค้าภาคการเกษตร

โดยการบูรณาการร่วมกับกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 เพื่อควบคุม กำกับ ดูแลความปลอดภัยอาหารอย่างเบ็ดเสร็จตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ (Food chain) เพื่อให้ได้สินค้าที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้รับการยอมรับและมียอดส่งออกไปตลาดโลกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศไทย รวมทั้งหน่วยรับรองระบบงานของ มกอช. ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นอีกด้วย” นางสาวจูอะดี กล่าว

นางสาวจูอะดี ยังได้กล่าวถึงผลงานด้านต่างประเทศด้วยว่า มกอช. ได้เร่งขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์มาตรฐานสินค้าเกษตรในเวทีโลก และแสวงหาความร่วมมือคู่ค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โดยการเข้าร่วมงาน Natural Product Expo West (NPEW) ซึ่งเป็นงานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความสำคัญเทียบเท่า International Green Week และมีโอกาสเติบโตทางการตลาดสูงที่สุด ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ค้าของไทยหลายราย

รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือกับสำนักงานด่านการค้าของมลรัฐลอสแองเจลิส (LA Port) ที่เป็นท่าเทียบสินค้าใหญ่ที่สุดของทั้งฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ และของภูมิภาคอเมริกา ซึ่ง LA Port ให้ความสนใจและเตรียมพัฒนาความร่วมมือด้านการค้า-มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชกับท่าเรือของไทย โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมและระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ที่ผู้ประกอบการของไทยในปัจจุบันใช้เป็นท่าส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากและในอนาคต มกอช. จะยังคงมุ่งมั่นผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการผลิต แปรรูปและทำตลาดสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตร 20 ปี อย่างเข้มข้นต่อไป

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัว“ศรีสำโรง 1”อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ ปลูกได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ให้ผลผลิตสูงถูกใจเกษตรกร แถมมีลำต้นนิ่มใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ผู้บริโภคกดไลก์ให้คะแนนกลิ่นหอม รสชาติดี สีน้ำอ้อยสวย เผยผ่านการรับรองพันธุ์พร้อมขยายพื้นที่ปลูกต่อแล้ว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภาคเหนือตอนล่างเป็นแหล่งปลูกอ้อยคั้นน้ำและอ้อยโรงงานที่สำคัญของประเทศ แหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ โดยพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ในเขตดังกล่าวมีทั้งหมดประมาณ 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 11 ตัน ต่อไร่ ซึ่งอ้อยคั้นน้ำนั้นถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคอย่างแพร่หลายในทวีปเอเชีย เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย รสชาติหอมหวาน และราคาไม่แพง รวมทั้งในน้ำอ้อยยังประกอบด้วยเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการ เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม