คณะวิจัยยังได้พัฒนาเชื้อราปฏิปักษ์ในรูปแบบของเชื้อสด

เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปขยายต่อได้ด้วยตนเองซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยมีแปลงส้มสาธิตดูงานและฝึกอบรมในอำเภอฝาง แม่อาย และไชยปราการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และเผยแพร่วิธีการดูแลรักษาสวนส้มอย่างปลอดภัยแก่เกษตรกร ลดการใช้สารเคมีในการปลูกส้มและลดปัญหามลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม ขณะนี้สามารถควบคุมโรคได้ในระดับโรงเรือน แต่ในแปลงปลูกของเกษตรกรยังมีเรื่องสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปริมาณของน้ำฝนที่มากเกินไป หากจะแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างดิน

หรือเปลี่ยนมาปลูกส้มในบ่อซีเมนต์โดยมีการเสริมรากควบคู่กันไป นอกจากนี้ ยังศึกษาการปลูกพืชอื่นเพื่อทดแทนส้มซึ่งยากในการบริหารจัดการ ซึ่งพบว่าเกษตรกรมีความต้องการปลูกทุเรียนเพราะเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมี ผศ.ดร.รัชดาวรรณ ชีวังกูร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการศึกษาเรื่องการจัดการโรคไฟทอปธอร่าของทุเรียนอย่างแม่นยำและยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.เกตุ กรุดพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนเองได้พัฒนาระบบเซ็นเซอร์ทางเคมีที่ใช้ในการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนข้อมูลทางเคมีเป็นสัญญาณที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนรับและส่วนแปลง โดยช่วงแรกมุ่งเน้นธาตุอาหารหลักของพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ทางเคมีที่ลดขนาดลง มีสัญญาณที่เกิดขึ้นการวิเคราะห์นั้นๆ ต่อเชื่อมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่ได้

รวมถึงใช้รีเอเจนต์ธรรมชาติที่สกัดได้ด้วยวิธีง่ายๆ ราคาไม่แพง เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรรากหญ้าของไทย ขณะนี้ได้ลองนำเซ็นเซอร์ไปใช้ในการติดตามคุณภาพดิน ปุ๋ย และน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมสวนส้มคุณภาพ ที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งทดลองกับเกษตรกรรากหญ้านาข้าวและไร่ข้าวโพดที่จังหวัดพะเยา ภายใต้วิสัยทัศน์ “Local wisdom, global issue, sustainable world” โดยกำหนดแนวทางในอนาคตว่าครัวเรือนเกษตรกรจะต้องมีขีดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรด้วยตนเอง

นายเจษฎา ศศานนท์ เจ้าของสวนส้มปางเสี้ยว กล่าวว่า หลังจากประสบปัญหาโรคต้นโทรมจนทำให้ส้มที่มีเนื้อที่ 10 ไร่เสียหาย สูญเสียเงินกว่า 5 ล้านบาท จึงได้เข้าร่วมทดลองใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำร่วมกับคณะวิจัย ทำให้รู้ปัญหาแบบฟันธงไม่ต้องหว่านแหเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาไปได้มากและรักษาโรคได้เร็วและตรงจุด ตนเองรู้สึกพอใจมากเพราะมีความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม

ยังคงต้องใช้สารเคมีเพื่อรักษาโรคดังกล่าว เพราะยังไม่มีสารทดแทนจากธรรมชาติที่ให้ผลได้เต็มร้อย ชีวภัณฑ์ที่เป็นจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ยังมีราคาแพงกว่าสารเคมี จึงฝากความหวังไว้กับคณะวิจัยชุดนี้เพราะตนเองมีเป้าหมายที่จะทำส้มอินทรีย์ ขณะนี้ได้ทดลองปลูกส้มในมุ้งด้วยเทคโนโลยีจากไต้หวัน ซึ่งมีโครงสร้างแข็งแรง ตาข่ายมีความละเอียดสามารถกันเพลี้ยและรังสียูวีจากแสงแดด และใส่แกลบดิบที่มีเชื้อราที่เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคทางดินไว้รอบโคนต้น

ชุมชนที่มั่นคงและเข้มแข็งจะเป็นปราการอันแข็งแกร่งของชาติ การพัฒนาคุณภาพ “คน” ในระดับชุมชนท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เข้มแข็งและยั่งยืน ปัจจุบัน ภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ซึ่งบางอย่างอาจช่วยแก้ปัญหาความต้องการของชุมชนได้เพียงชั่วคราว แต่ยังไม่ใช่คำตอบสู่การพัฒนาชุมชนในระยะยาว การส่งเสริมให้ทุกคนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้จะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อท้องถิ่นและประเทศชาติอย่างยั่งยืนยิ่งกว่า

ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว กลุ่มมิตรผลจึงได้ริเริ่ม “โครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ในปี 2555 เพื่อมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและคนในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการทำงานในพื้นที่ตำบลรอบๆ โรงงาน 9 ตำบล ก่อนที่ในปี 2558 ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสร้างสุขภาวะที่เข้มแข็ง และในปี 2560 ได้ขยายพื้นที่ดำเนินการเป็น 21 ตำบล โดยทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเริ่มทำ

“การวิจัยชุมชน” โดยผลักดันให้คนในชุมชนเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน ตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นผู้ให้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเป็นผู้นำใช้ข้อมูล เพื่อค้นหาทุนและศักยภาพชุมชนในแต่ละพื้นที่ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยมากำหนดยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดการพัฒนาชุมชนได้อย่างถูกต้องและตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชุมชนมีกระบวนการพัฒนาและจัดการตนเอง สร้างกระบวนการเรียนรู้โดยคนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาศักยภาพคนท้องถิ่นให้ “เก่งขึ้น” เกิดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเพื่อต่อยอดความสำเร็จและเติบโตร่วมกันอย่างแข็งแกร่ง

นายคมกริช นาคะลักษณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานองค์กรสัมพันธ์และบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืน กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “โลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องแสวงหาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แต่จะต้องเป็นการพัฒนาไปอย่างถูกทาง จึงจะเกิดความยั่งยืนและมั่นคง ‘การวิจัยชุมชน’ จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยให้คนในท้องถิ่นเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนา ผสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อค้นหาจุดแข็งและศักยภาพที่แท้จริงของชุมชนแต่ละพื้นที่

ก่อนจะนำไปสู่การวางแผนเพื่อพัฒนาต่อยอดศักยภาพได้อย่างตรงจุด ไม่เสียเวลาและเงินทุนไปอย่างเปล่าประโยชน์หรือพัฒนาไปอย่างหลงทิศทาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้บริหารจัดการและพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาไปสู่ชุมชนต้นแบบเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

งาน “ฮวมแฮง แบ่งปัน สร้างสรรค์ตำบล มิตรผลร่วมพัฒนา” ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านกุดลันน้อยคีรี ต.โคกขมิ้น จ.เลย คือหนึ่งภาพสะท้อนความสำเร็จของแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนของกลุ่มมิตรผล โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงแผนที่ทุนและศักยภาพ ของแต่ละตำบลเครือข่ายซึ่งจัดทำและวิเคราะห์โดยคนในชุมชนเอง รวมถึงการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์โดดเด่นของชุมชน รวมทั้งมีการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างตำบลและขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนไปด้วยกัน

นายเดชณรงค์ บงแก้ว ประธานศูนย์เรียนรู้ชุมชนตำบลมิตรผลร่วมพัฒนา ต.โคกขมิ้น จ.เลย เล่าว่า “ศูนย์เรียนรู้ตำบลโคกขมิ้นเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างคนในชุมชน มิตรผล ภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ในการปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรและการเสริมสร้างอาชีพของคนในตำบล ทั้งการทำเกษตรทฤษฎีใหม่

การปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงกบเลี้ยงปลา การแปรรูปอาหาร เป็นต้น การทำวิจัยชุมชน ทำให้เราได้รู้ว่าชุมชนโคกขมิ้นนี้มีทุนและจุดเด่นอยู่ตรงไหนบ้าง และจะนำไปต่อยอดได้อย่างไร ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนฯ ของเราเริ่มมีรายได้จากการขายผัก ขายปลา และทำอาหารแปรรูปส่งเข้าโรงครัวมิตรผลและจัดจำหน่ายในตลาดชุมชน สร้างรายได้หมุนเวียนอย่างน้อย 5,000 บาท ต่อเดือน เป็นเงินปันผลให้กับสมาชิก 50 คนของศูนย์ แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ภายในหนึ่งปีมานี้ แต่ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งของชุมชนบ้านโคกขมิ้นในอนาคตต่อไป”

เช่นเดียวกับ นางสาวปราณี นามมุลตรี เลขานุการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพบ้านนาหว้า-นาคำ ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ที่เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มของคนรักสุขภาพ สู่วิสาหกิจชุมชน เล่าให้ฟังว่า “สมาชิกในกลุ่มเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เดิมทีแค่แบ่งพื้นที่ 2-3 ไร่ไว้ปลูกข้าวเพื่อกินเองในครอบครัว แต่หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐและกลุ่มมิตรผลเข้ามาสนับสนุน ทำให้ได้ศึกษาแนวทางการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ จึงได้ชักชวนเพื่อนๆ ให้มาร่วมกันทำ เช่น ปลูกผักปลอดสาร เลี้ยงไก่ไข่ ทำฟาร์มหมูหลุม และปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

ต่อมาจึงรวมกลุ่มกันใช้เวลาว่างจากการทำไร่อ้อยมาทำข้าวเพื่อสุขภาพและจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากได้วิเคราะห์ตนเองและเห็นว่ากลุ่มเรามีความโดดเด่นและความสนใจในด้านการทำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและมิตรผลในการหาช่องทางการขาย เช่น ตลาดนัดสีเขียวชุมชน ขายให้โรงงานมิตรผล และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จนปัจจุบันกลุ่มผู้ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพบ้านนาหว้า-นาคำ สามารถสร้างรายได้ประมาณ 150,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ เรากำลังเริ่มทำโรงเรียนชาวนา เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ ไม่อยากให้ลูกหลานละทิ้งพื้นเพเดิม โดยจะสอนตั้งแต่การปลูก การไถ เก็บเกี่ยว จนออกมาเป็นบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความมั่นคงในกับชุมชนต่อไป”

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา กลุ่มมิตรผลดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีทีมพัฒนาชุมชนของแต่ละโรงงานเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานร่วมกับองค์กรและภาคีเครือข่ายการพัฒนาในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการชุมชนอย่างยั่งยืน ด้านการพัฒนาระบบเกษตรชุมชนและอาหารปลอดภัย และด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 ทั้ง 21 ตำบลเครือข่าย (ประชากรรวมกว่า 51,000 ครัวเรือน) จะต้องมีศูนย์เรียนรู้ตำบลอย่างน้อยตำบลละ 1 แห่งเพื่อเป็นศูนย์กลางให้กับคนในชุมชนมาเรียนรู้หลักการพึ่งตนเองต่างๆ และอย่างน้อย 30% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้ง 21 ตำบล (ประมาณ 9,100 ครัวเรือน) ต้องสามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีอย่างน้อย 10% ของครัวเรือน (5,100 ครัวเรือน) เป็นต้นแบบการทำเกษตรผสมผสานเพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่นๆ ในชุมชนได้มาเรียนรู้และนำไปสู่การขยายผลต่อไป

นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ นายปรีชา กิตติสัตยกุล ผู้ตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลดำเนินงานของกลุ่มสมาชิกกองทุน “กลุ่มปั้นลิง” หมู่ 7 ตำบลยางโทน อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ในกิจกรรมโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ “Inside Product By Thai Womenfund สัญจร”

นายโชคชัย แก้วป่อง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า รัฐบาลได้จัดตั้ง“กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพและบทบาทของสตรีในทุกด้าน โดยมีสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี (สกส.) กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนภารกิจ วันนี้ ได้มาเยี่ยมชม กลุ่มปั้นลิง” อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี กลุ่มสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่ประสบความสำเร็จ มีผลการดำเนินงานที่ดี หลังจากกู้ยืมเงินกองทุน มาสร้างงาน สร้างอาชีพ มีเงินปันผลให้สมาชิกเป็นรายปีและมีรายได้เสริมช่วยเหลือสมาชิก เป็นผลมาจากที่ทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อน สร้างโอกาสให้สตรีไทย เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับกลุ่มสมาชิกกลุ่มอื่นๆ

กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นกองทุนที่เกิดขึ้นเพื่อให้สตรีได้เข้าถึงแหล่งทุน หรือ เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสูงสุด โครงการละ 200,000 บาท ดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี นำไปประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ หรือพัฒนาอาชีพ ผ่านการรวมกลุ่มของสตรี โดยมีการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่มาจากภายในกลุ่มของสตรีเอง โดยเริ่มต้นจากความต้องการของสตรี บริหารจัดการด้วยสตรี สตรีมีความสุข และสตรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้าน นางวิภาพร จันทรรัตน์ ประธานกลุ่มเปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกอยู่จำนวน 17 คน ผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่ม คือ ตุ๊กตาลิง เงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับการอนุมัติจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จำนวน 200,000 บาท เงินที่ได้รับจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนำไปซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิต เช่น แป้งข้าวเจ้า ดินสอพอง สีโปสเตอร์ และสารกันบูด ที่ใช้ในการปั้นตุ๊กตาลิง เพื่อมาจำหน่ายทั้งในและนอกพื้นที่ ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ร่วมกลุ่มเฉลี่ย 300 บาท/วัน/คน

ความสำเร็จของกลุ่มปั้นลิง เกิดจากการนำเอาความรู้ความสามารถที่ติดตัวมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ จนกลายมาเป็นตุ๊กตาปั้นลิงที่สร้างรายได้ยิ่งกว่าตุ๊กตาปั้นทั่วไป ขอขอบคุณกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมการพัฒนาชุมชน ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกลุ่มให้สามารถผลิตและพัฒนางานฝีมือ สร้างรายได้เสริมให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ เนื่องจากปริมาณสต๊อกที่ล้นตลาด โดยการช่วยลดสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสู่ระดับปกติให้เร็วที่สุด และมีเป้าหมายพยุงราคาปาล์มทะลายให้อยู่ในระดับ ราคา 3.25 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) จากปัจจุบัน อยู่ที่ 2.50 บาท ต่อ กก.

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 มีมติเห็นชอบเพิ่มเงินอุดหนุนราคาไบโอดีเซลเกรดพิเศษ? หรือ บี 20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ในภาคขนส่งเป็นกรณีพิเศษอีก 2 บาท ต่อลิตร เป็น 5 บาท ต่อลิตร จากเดิม 3 บาท ต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 1 ธ.ค. 2561-28 ก.พ. 2562

คาดว่า จะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้ บี 20 ในปริมาณเพิ่มขึ้นช่วง 6 เดือน นับจากนี้ (ธ.ค. 2561-พ.ศ. 2562) ได้ 10 ล้านลิตร ต่อวัน และเพิ่มเป็น 15 ล้านลิตร ต่อวัน ภายในสิ้นปี 2562 ตามเป้าหมายที่กำหนด จากปัจจุบันปริมาณการใช้อยู่ที่ 5 แสนลิตร ต่อวัน คิดเป็นเป้าหมายดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบให้อยู่ในระดับปกติที่ 4 แสนตัน ภายใน 6 เดือน จากสต๊อกที่มีอยู่ประมาณ 4.2-4.5 แสนตัน

โดยล่าสุด ค่ายรถบรรทุกอีซูซุ ได้แจ้งความพร้อมในการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ? หรือ บี 20 และค่ายรถบรรทุกฮีโน่แสดงความจำนงค์ในการให้คำปรึกษา/คำแนะนำการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รองรับการใช้บี 20 โดยปัจจุบันฮีโน่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ในภาคขนส่ง 1.8 แสนคัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถที่มีมาตรฐานต่ำกว่ายูโร 2 ที่รองรับบี 20 ได้จำนวน 1 แสนคัน ส่วนอีก 8 หมื่นคัน เป็นรถบรรทุกที่มีมาตรฐานสูงกว่ายูโร 2 ไม่สามารถรองร้บเชื้อเพลิงบี 20 ได้

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลปาล์มดิบโดยตรงจากเกษตรกรทั้งลานเทและโรงสกัดที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ในปริมาณ 1.6 แสนตัน ในราคา 18 บาท ต่อ กก. เริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 เป็นต้นไป ให้สามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้าระหว่างเดือนม.ค.-พ.ค. 2562

“จากมาตรการดังกล่าว ใช้เงินในการซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 2,880 ล้านบาท สูงกว่าต้นทุนเชื้อเพลิงค่าไฟฟ้า 1,354 ล้านบาท ให้กระทรวงพาณิชย์รับชดเชยส่วนต่างต้นทุน 525 ล้านบาท และอีก 829 ล้านบาท กฟผ. ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพื่อให้เป็นรายจ่ายเพื่อสังคม โดยยืนยันจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชน และโดยเฉพาะไม่กระทบรายได้ เงินเดือน และโบนัสของพนักงานของ กฟผ. แต่อย่างใด” นายศิริ กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือกรมวิชาการเกษตรและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH ผลักดันโครงการผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อมุ่งสู่การยกระดับปาล์มน้ำมันในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม (RSPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากที่สุดขณะนี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็น อันดับ 3 ของโลก มีโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ลงทะเบียนมากกว่า 100 รายและพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนภายในประเทศไทยนั้นค่อนข้างมีจำกัด คิดเป็นเพียง 2% ของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมด สวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของพื้นที่ปาล์มน้ำมันในประเทศไทยทั้งหมด

ซึ่งเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ยังขาดองค์ความรู้และศักยภาพด้านการจัดการสวนปาล์ม ขาดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันตามแนวทางการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ส่งผลให้คุณภาพและผลผลิตของปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมีคุณภาพไม่ดีนัก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการความร่วมมือในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอุปสงค์และอุปทานของการผลิตปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืนในประเทศไทย เป็นการปลดล็อกศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยและปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกร ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมของที่ดิน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันในพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุน ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพของพืชและสิ่งแวดล้อม การป้องกัน และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาด ให้เป็นไปตามแผน “Big Farm Farming Scheme” (เกษตรแปลงใหญ่) ภาคปาล์มน้ำมัน โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Ministry of the Environment, Nature Conservation and Nuclear Safety (BMU) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำหรับการดำเนินโครงการในประเทศไทย โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึง พ.ศ. 2565 รวม 4 ปี

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้ประสานงานโครงการและรับผิดชอบงานด้านวิชาการในส่วนกลางและระดับท้องถิ่น โดยเปิดให้ใช้พื้นที่ทำงานหรือสำนักงานท้องถิ่นสำหรับเจ้าหน้าที่โครงการในพื้นที่ นำร่อง ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร รวมถึงเปิดศูนย์ฝึกอบรมในจังหวัดกระบี่เพื่อฝึกอบรมวิทยากรและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม โดยดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอน คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และผู้นำเกษตรกร

รวมถึงให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรพร้อมเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ ให้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติเป็นโรงเรียนปาล์มน้ำมัน มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมันสำหรับฝึกปฏิบัติ พร้อมร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิตอลเพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของเกษตรกรในพื้นที่นำร่องตามฐานข้อมูลเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีอยู่ เช่น mobile app, web-base พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO

โดยคาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 ราย ที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ดึงเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ ศพก. และแปลงใหญ่เป็นต้นแบบรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหาการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมักประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่งทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

สำหรับ ปี 2562 มีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพแก่เกษตรกร จำนวน 15,720 ราย มุ่งเน้นสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผา ส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผาทำลาย ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

และสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา 70 ตำบล ใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ที่ประสบปัญหารุนแรง ประกอบด้วย น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ และในพื้นที่ 16 จังหวัด นอกเหนือจาก 10 จังหวัดเดิม ที่มีพื้นที่การเผาสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี รวม 26 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรแบบปลอดการเผา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในด้านความรู้และทักษะเชิงกระบวนการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผา รวมถึงระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานเตรียมพร้อมรับมือช่วงวิกฤตหมอกควัน ปี 2562 โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ประจำปี 2562 ระหว่าง วันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2561 ณ โรงแรมดิ อิมเพรส อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากส่วนกลาง สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วม รวม 100 ราย

สำหรับตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตร จังหวัดน่าน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนต้นแบบปลอดการเผาตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ในปี 2560 โดยปี 2559 มีพื้นที่การเผา จำนวน 2,350 ไร่ ปี 2560 มีพื้นที่การเผาลดลงเหลือ 550 ไร่ และในปี 2561 มีพื้นที่การเผาลดลงเหลือเพียง 9 ไร่ ซึ่งกิจกรรมหลักของชุมชนคือ การทำปุ๋ยหมัก การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าว

ส่วนชุมชนเครือข่ายปลอดการเผาตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ได้ดำเนินกิจกรรมเพาะเห็ดฟาง โดยมีจำนวนสมาชิก 43 ราย ร่วมกันใช้เศษวัสดุทางการเกษตรจากฟางข้าว จำนวนไม่น้อยกว่า 57 ตันต่อปี ลดการเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ โดยมีผลผลิตเห็ดฟาง 600 กิโลกรัม ต่อเดือน จำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ให้กับสมาชิก 48,000 บาท ต่อเดือน พร้อมกับทำปุ๋ยหมักเพื่อกำจัดเศษวัสดุเหลือทิ้งทั้งฟางข้าวและซังข้าวโพด