คนบึงกาฬ ปลูกพืชผสมผสานลดความเสี่ยง สร้างงานเงินต่อเนื่อง

“เกษตรผสมผสาน” คือ ระบบการเกษตรที่เน้นการเพาะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์หลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน

หลักการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นจะอาศัยการพึ่งพาอาศัยหรือเกื้อกูลกัน โดยการทำเกษตรแบบผสมผสานจะสำเร็จได้นั้นต้องมีการวางรูปแบบและดำเนินการให้เหมาะสมกับทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ รวมไปถึงต้นทุนและแรงงานด้วย ทั้งยังต้องรู้จักการนำวัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์อีกด้วย และการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นยังถือเป็นแนวทางการทำเกษตรที่จะนำไปสู่ระบบการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

โดยการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพลม ฟ้า อากาศ ช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการแปรผันของราคาผลผลิต รวมทั้งช่วยเพิ่มและกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ตลอดปีอีกด้วย เนื่องจากการทำเกษตรผสมผสานนั้นเกษตรกรจะมีการปลูกพืชหลายชนิด ทำให้แม้ว่าราคาของผลผลิตบางชนิดตกต่ำ แต่ก็ยังมีรายได้จากผลผลิตอื่นๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างทั้งรายได้หลักและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรเลยทีเดียว

คุณสมพร โนนริบูรณ์ มีสวนอยู่ที่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 3 ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ยึดการทำเกษตรในรูปแบบของเกษตรผสมผสาน โดยมีการแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกพืชหมุนเวียนอย่างเป็นระบบบนพื้นที่กว่า 6 ไร่ และเน้นการปลูกเพื่อส่งขายแก่ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เธอได้เป็นอย่างดี

เกษตรผสมผสาน อีกหนึ่งรายได้เสริมของเกษตรกร

คุณศรีพรรณ คำสงค์ เกษตรอำเภอบึงโขงหลง แนะนำว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้มีการทำเกษตรมาเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดินและน้ำ เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำโขง ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำที่ดีทำให้เกษตรกรมีน้ำที่จะนำมาใช้ในการเกษตรแม้ว่าจะอยู่ในหน้าแล้งก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงเริ่มแรกจะเน้นไปที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา หรือนาข้าว ทำให้มีรายได้ที่ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูง ทางอำเภอจึงได้เข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

ส่วนการทำเกษตรในพื้นที่จะเน้นไปที่การทำเกษตรแบบ GAP หรือการปลูกผักที่มีระบบการผลิตที่ถูกต้อง โดยจะต้องดูแลทั้งพื้นที่การปลูก การดูแลรักษา รวมไปถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลักษณะตรงกับความต้องการและมีความปลอดภัยต่อการบริโภค สำหรับผลผลิตที่ได้ก็จะเน้นปลูกเอาไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายให้แก่ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง

จากพืชเชิงเดี่ยว สู่การทำเกษตรผสมผสาน

คุณสมพร เล่าว่า ก่อนที่จะผันตัวมาทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น เดิมเคยทำนาและมะเขือเทศมาก่อน แต่เนื่องจากเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ต้องประสบปัญหาเรื่องของราคาของผลผลิตที่ตกต่ำลงในบางครั้ง ทำให้รายได้ของครอบครัวลดน้อยลง ต่อมามีความสนใจเรื่องการทำเกษตรผสมผสานจึงได้เริ่มต้นปลูกมะเขือเทศและกะหล่ำปลีหมุนเวียนควบคู่ไปกับการทำนา บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ โดยได้มีการแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักแต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ

“ในช่วงแรกที่ทำเกษตรผสมผสานได้เริ่มต้นจากการปลูกมะเขือเทศและกะหล่ำปลี ต่อมาจึงค่อยๆ ขยายและนำผักชนิดอื่นมาลงปลูกเพิ่ม ทำให้ในตอนนี้ผักที่ปลูกจึงมีทั้งมะเขือเทศลูกเล็ก มะเขือเทศลูกใหญ่ กะหล่ำปลี กำหล่ำดอก มะเขือเปราะ ข้าวโพด รวมถึงฟักทองด้วย โดยจะแบ่งปลูกชนิดละประมาณ 1 ไร่ สำหรับฟักทองนั้นจะเริ่มปลูกหลังจากเก็บผลผลิตของผักที่ปลูกในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อย”

และแม้ว่าจะหันมาทำเกษตรผสมผสานแล้วแต่ก็ยังคงทำนาเช่นเดิม แต่จะเน้นทำไว้เพื่อบริโภคเองในครอบครัว โดยหลังจากหมดฤดูทำนาและเก็บเกี่ยวแล้วจึงจะเริ่มปลูกผักอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการปลูกผักหมุนเวียนควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสมผสานอีกด้วย

การเตรียมแปลงก่อนลงปลูก และการขายผลผลิต

สำหรับการเตรียมแปลงเพื่อปลูกผักนั้น จะเริ่มจากการไถพรวนดินเพื่อเป็นการทำให้ดินร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี ต่อมาจึงยกร่องดิน ส่วนพืชที่จะนำมาลงปลูกในแปลงนั้นสามารถทำได้ทั้งหว่านเมล็ดเลย และนำมาเพาะแยกไว้ก่อนแล้วจึงค่อยนำลงดิน แล้วจึงค่อยโรยปุ๋ยเป็นแถวตามที่ยกร่องเอาไว้ ซึ่งการดูแลและการให้ปุ๋ยแก่พืชนั้นก็จะแตกต่างกันไป โดยกะหล่ำปลีนั้นจะต้องนำลงปลูกในแปลงเป็นเวลา 7 วัน จึงจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ หรือ 15 : 15 : 15 และหลังจากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยทุกๆ 7 วัน และใช้เวลาปลูกแค่ประมาณ 75 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว นอกจากนี้ เนื่องจากปลูกพืชหมุนเวียนเรื่องของโรคจึงไม่เป็นปัญหามากนัก

“ส่วนผลผลิตที่เก็บได้จะเน้นเก็บเอาไว้กินเองในครอบครัวและขายทั้งภายในหมู่บ้านและตลาดนัด แต่ราคาที่ขายได้ในแต่ละครั้งก็ไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นไปตามกลไกราคาของตลาด อย่างกะหล่ำปลีตอนนี้ก็จะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงที่ราคาขึ้นก็จะขายได้ถึงกิโลกรัมละ 15 บาท ส่วนมะเขือเทศตอนนี้ราคาจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 7 บาท สำหรับมะเขือเทศถ้าขายสดๆ ไม่ทันก็จะมีโรงงานเข้ามารับซื้อ รวมๆ แล้วผลผลิตจากพื้นที่กว่า 6 ไร่ที่มีสามารถทำรายได้กว่า 100,000-200,000 บาท ต่อปี”

เกษตรผสมผสาน ลดความเสี่ยง-เพิ่มรายได้

ประโยชน์ของการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น นอกจากจะช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการระบาดของศัตรูพืชและการเปลี่ยนแปลงของราคาผลผลิต การปลูกพืชหมุนเวียนเองก็ถือเป็นรูปแบบการทำเกษตรที่สำคัญอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถช่วยเสริมให้การทำเกษตรผสมผสานประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากการปลูกพืชหมุนเวียนไม่เพียงแค่ช่วยในการฟื้นฟูสภาพดินเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจหรือช่วยให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด ทั้งยังช่วยลดการใช้น้ำในหน้าแล้งได้อย่างดีอีกด้วย

สำหรับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นนอกจากจะมีความเสี่ยงในเรื่องของโรคและแมลงแล้ว เกษตรกรยังต้องรับความเสี่ยงในเรื่องราคาของผลผลิตที่ไม่แน่นอนด้วย เนื่องจากเมื่อปลูกพืชชนิดเดียว เมื่อราคาตกต่ำก็จะทำให้รายได้ลดลง แต่หากเราทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นก็จะมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงเรื่องราคาลง เนื่องจากแม้ราคาของผักชนิดหนึ่งลดลง แต่ก็ยังมีรายได้จากผักชนิดอื่นๆ จึงถือเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมสวน ซื้อผลผลิต หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกพืชหมุนเวียนและการทำเกษตรผสมผสาน สามารถติดต่อได้ที่ แหล่งปลูกกะหล่ำปลีส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือตามดอยต่างๆ ซึ่งปลูกกันมากในจังหวัดที่มีดอยสูง อากาศหวานเย็น เช่น น่าน แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น

บนพื้นที่ราบสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้เช่นกัน แต่จะเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากับที่ปลูกบนดอยสูงมีอากาศหนาวเย็น ซึ่งกะหล่ำปลีจะห่อหัวได้แน่นสวยและให้รสชาติที่ดีกว่า ชาวม้งบนดอยมีความคุ้นเคยและความชำนาญในการปลูกกะหล่ำปลีมายาวนาน จนเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพเกษตรกรรมนอกเหนือไปจากการปลูกข้าวโพด สตรอเบอรี่และผักเมืองหนาวอื่นๆ การปลูกกะหล่ำปลีจึงเป็นพืชหลักของชาวม้งและรับประทานกะหล่ำปลีกันประจำ จนมีการล้อกันถึงการขู่ให้เด็กม้งที่งอแงชอบร้องไห้ว่า “ถ้าไม่หยุดร้องไห้ จะต้มกะหล่ำให้กิน” เด็กเงียบเป็นปลิดทิ้งนั้นเป็นเพียงการพูดต่อกันมาเล่นๆ

จริงหรือไม่จริงไม่ยืนยัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างกะหล่ำปลีกับชาวม้งที่อยู่คู่กันมาเนิ่นนาน หากไปเที่ยวหมู่บ้านชาวม้ง ถ้าเห็นชาวม้งก็จะต้องเห็นสวนกะหล่ำปลีด้วยเสมอ

ลำปาง ไม่ใช่แหล่งปลูกกะหล่ำปลี ถึงแม้จะมีชาวม้งอาศัยอยู่ในบางอำเภอบ้างก็ตาม ลำปางเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญในภาคเหนือ กะหล่ำปลีจึงไม่ใช่พืชที่สร้างรายได้ให้กับคนลำปาง ด้วยความเชื่อที่ว่ากะหล่ำปลีชอบอากาศหนาวเย็นบนดอย ไม่ชอบอากาศร้อนบนพื้นที่ราบ ทั้งยังเชื่อกันว่าพื้นที่ลำปางไม่เหมาะกับกะหล่ำปลี จึงไม่มีคนลำปางปลูกเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ แต่มีชาวม้งจากจังหวัดน่านครอบครัวหนึ่งมาพลิกแผ่นดินที่ลำปางให้เป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีขนาดใหญ่เป็นผลสำเร็จ

คุณโซ้ง แซ่โซ้ง ชาวม้ง จากอำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ในวัย 46 ปี ได้นำประสบการณ์การปลูกกะหล่ำปลีกว่า 25 ปี มาใช้ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ก่อนที่จะมาเลือกพื้นที่จังหวัดลำปางปลูกกะหล่ำปลี คุณโซ้งได้ทำสวนผักอยู่ที่จังหวัดแพร่และมาส่งผักกาดขาวที่ตลาดเทศบาลข้างธนาคารออมสินลำปางเป็นประจำ

วันหนึ่งได้ถามแม่ค้าขายผักที่ลำปางว่า “ทำไม ลำปางไม่ปลูกกะหล่ำปลีกัน” แม่ค้าตอบกลับคุณโซ้งไปว่า “ลำปางไม่เหมาะกับการปลูกกะหล่ำปลี”

จากประสบการณ์การปลูกผักมายาวนาน คุณโซ้งเชื่อว่าที่ไหนก็ปลูกกะหล่ำปลีได้ ขอให้มีการจัดการเรื่องน้ำให้ดี ต่อมา คุณโซ้งได้มาขอเช่าพื้นที่ของโรงงานทำขิงเก่าเลิกกิจการไปแล้ว ที่บ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ทำได้ 2 ปี ก็ต้องเลิก เพราะพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกะหล่ำปลี เนื่องจากพื้นที่นั้นระบายน้ำได้ไม่ดี เกิดปัญหามีน้ำเก็บกักอยู่ใต้ผิวดิน ทำให้กะหล่ำปลีไม่เจริญเติบโตและเป็นโรคเน่าตาย จึงคิดจะหาพื้นที่ใหม่ ปลายปี พ.ศ. 2559 ช่วงนั้นได้มีคนมาชักชวนให้ไปเช่าพื้นที่ว่างรกร้างของสวนแลนด์โก้ เลขที่ 108 หมู่ที่ 5 บ้านแม่ทะ ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เดิมสวนนี้เป็นสวนลำไย แต่โค่นทิ้ง ปล่อยให้รกร้าง มีพื้นที่กว้างใหญ่มากถึง 36 ไร่ พื้นที่มากมายขนาดนี้ ย่อมเกินกำลังความสามารถของคนในครอบครัวแซ่โซ้ง จำนวน 6 คน แน่นอน

แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นความขยันขันแข็งสู้งานหนักติดอยู่ในสายเลือดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพาครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตมาที่สวนแลนด์โก้ มีบ้านพักเดิมให้พักอาศัย มีน้ำมีไฟฟ้าพร้อม จึงเริ่มจากการจ้างรถแทรกเตอร์มาไถดะ 1 ครั้งแล้วไถพรวนอีก 1 ครั้ง เป็นพื้นที่เพื่อปลูกกะหล่ำปลี 20 ไร่ อีก 2 ไร่ ปลูกพริกขี้หนู การเตรียมดินนั้นต้องเตรียมให้ละเอียด

การเพาะเมล็ด

การเตรียมดินแปลงเพาะต้องทำอย่างละเอียด หว่านเมล็ดแล้วโรยด้วยมูลไก่ทับหน้า ตามด้วยปุ๋ยยูเรียโรยบางๆ ให้น้ำเช้าเย็น คลุมแปลงด้วยซาแรนพรางแสง ไม่ใช่เพื่อต้องการพรางแสงให้แปลงเพาะแต่อย่างไร แต่ป้องกันไม่ให้สุนัขมาคุ้ยเขี่ยแปลงเพาะ หลังจากเพาะเมล็ดในแปลงเพาะได้ 1 เดือน จึงถอนกล้าย้ายมาปลูกในแปลงใหญ่ พันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์ของญี่ปุ่น ใช้ 2 พันธุ์ คือพันธุ์ ที-530 ใบค่อนข้างกลม ชอบความชุ่มชื้น จึงให้น้ำบ่อยได้ และพันธุ์ ที-523 ทั้งสองพันธุ์เป็นพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรค ทนฝน ทนต่อการขนส่ง หัวห่อแน่น น้ำหนักดีเป็นที่ต้องการของตลาด ลำต้นสูงประมาณ 40-55 เซนติเมตร ขนาดดอกหนัก ประมาณ 0.5-1.20 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน เมล็ดพันธุ์บรรจุในกระป๋อง ขนาด 50 กรัมราคาประมาณ 500 บาท กะหล่ำปลีทั้ง 2 พันธุ์นี้ ในตลาดลำปางไม่มีขาย ต้องเดินทางไปซื้อที่จังหวัดแพร่

วิธีปลูก

การปลูกกะหล่ำปลีจะเริ่มเมื่อใกล้สิ้นสุดฤดูฝนหรือฝนใกล้หมด ดังนั้น ในฤดูฝนจึงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนเท่ากับเป็นการปลูกพืชหมุนเวียนไปในตัว เมื่อหักข้าวโพดออกหมดแล้วจึงไถเตรียมดิน ปีหนึ่งสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ 2 ครั้ง การปลูกขุดหลุมลึกประมาณครึ่งหน้าจอบ (ประมาณ 10-15 เซนติเมตร) เว้นระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถวห่างพอประมาณ กะด้วยสายตาว่ากะหล่ำปลีแผ่ใบชนกันพอดี (ประมาณ 40-50 เซนติเมตร) ไม่ต้องวัดระยะห่างด้วยเทปวัด เพราะแต่ละคนต่างเคยชินจึงกะด้วยสายตาได้ค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งสะดวกรวดเร็ว วางต้นกล้าในหลุม กลบไม่ต้องแน่นมาก และไม่ต้องใช้วัสดุพรางแสงแดด

ดูแลรักษา

หลังจากปลูกได้ 1 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยครั้งแรกด้วยปุ๋ยยูเรียใกล้ต้น ปุ๋ยกำมือหนึ่งใส่ได้ 2-3 ต้น ครั้งที่ 2 พออายุได้ 3 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม จำนวนเท่าเดิม การใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเก็บเกี่ยว ประมาณ 15 วัน ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 กำมือละ 3 ต้น อย่าให้ปุ๋ยโดนใบ การพ่นสารเคมีถ้าไม่มีแมลงก็จะไม่ใช้ ในฤดูหนาวไม่มีปัญหาโรคแมลง แต่ฤดูร้อนต้องพ่นสารเคมีแทบทุกสัปดาห์

การให้น้ำ

ให้วันละ 4-5 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที เรื่องการให้น้ำนี้ คุณโซ้ง บอกว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้การปลูกกะหล่ำปลีประสบความสำเร็จ แปลงกะหล่ำปลีวางท่อ พีวีซี ขนาด 4 นิ้ว ติดตั้งหัวสปริงเกลอร์ระยะห่าง 4 คูณ 4 เมตร ใช้ปั๊มจากเครื่องยนต์ โดยสูบน้ำจากแม่น้ำวังด้วยเครื่องยนต์อีกเครื่องฉุดปั๊มมาพักไว้ในบ่อพัก แล้วจึงติดเครื่องยนต์ปั๊มน้ำไปยังหัวสปริงเกลอร์อีกที ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการให้น้ำในฤดูร้อน ให้น้ำตอน 4 โมงเย็น หรือ 5 โมงเย็น ในฤดูหนาวให้น้ำตอนบ่าย 3 โมง ตอนเช้าไม่ควรให้น้ำ

การเก็บเกี่ยว

เมื่ออายุได้ 60 วัน กะหล่ำปลีเริ่มห่อ ให้เลือกหัวที่ห่อแน่นและมีขนาดพอเหมาะ การตัดใช้มีดสะอาดตัดทีเดียวให้ขาด ให้ใบรอบในที่หุ้มหัวติดมาด้วย ส่วนใบแก่รอบนอกตัดออก จากนั้นขนขึ้นรถกระบะ มีอยู่ 3 คัน ขนออกนอกแปลงไปเก็บไว้ในที่ร่ม รอรถสิบล้อมารับอีกที

การขาย

การขายไม่มีปัญหา เพราะจะมีนายหน้าวนเวียนมาดูที่แปลง เมื่อพร้อมตัดก็จะเอารถสิบล้อมาขนไปส่งที่ตลาดสี่มุมเมืองและที่ตลาดราชบุรี ส่วนราคาเอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อปีที่แล้วราคากิโลกรัมละ 80 สตางค์ บางปีก็กิโลกรัมละ 20 บาท พื้นที่ 1 ไร่ ให้ผลผลิตได้ประมาณ 8 ตัน

การปลูกกะหล่ำปลีนอกจากต้องมีประสบการณ์แล้ว ยังต้องเตรียมใจรับราคาขายที่เอาแน่ไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างกับผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ

พื้นที่การปลูกกะหล่ำปลีบนพื้นที่ราบของคุณโซ้งจึงเป็นการเปลี่ยนความเชื่อแต่เดิมว่าต้องปลูกได้เฉพาะบนดอยสูงอากาศหนาวเย็น ดังนั้น การปลูกกะหล่ำปลีบนพื้นที่ราบอากาศไม่หนาวเย็นของคุณโซ้งจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ให้เห็นผลประจักษ์กัน และจัดได้ว่าการปลูกกะหล่ำปลีของคุณโซ้งบนพื้นที่ราบที่มากที่สุดของจังหวัดลำปาง

ในปี 2560 จังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.67 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 8.09 แสนไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 48 ของพื้นที่ สัดส่วนประเภทสาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน มีเงินลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาง จำนวน 3.9 พันล้านบาท คิดเป็น 88.36 เปอร์เซ็นต์ นับว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจุดทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ที่ว่า “ศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วยนวัตกรรม”

คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอศรีวิไลส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นหลัก รองลงมาเป็นการทำนา และมีเกษตรกรบางรายแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการแบ่งพื้นที่มาปลูกไม้ผล เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอำเภอศรีวิไล

“ตอนนี้มีเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการปลูกไม้ผล และที่สำคัญทำจนประสบผลสำเร็จให้ผลผลิตขายได้ ไม่ว่าจะเป็นมังคุดหรือเงาะ โดยเกษตรกรได้แบ่งพื้นที่ยางมาปลูกไม้ผล 3-5 ไร่ ต่อปี ก็สามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนบาทได้ เพราะผลผลิตที่ขายเน้นเป็นเรื่องคุณภาพ จึงทำให้สามารถขายได้ราคา ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ในเรื่องของการเสริมรายได้ ในช่วงที่ราคาของยางพาราลดลง” คุณสมหมาย กล่าว

ซึ่ง คุณบุญนาค ศรีสว่าง อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยลึก ตำบลชุมภูพร อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนมาเป็นแปลงปลูกไม้ผล เพื่อสร้างเป็นรายได้เสริมจากการปลูกยางพารา จึงทำให้สามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนต่อปีกันเลยทีเดียว

คุณบุญนาค เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเป็นข้าราชการทหารอากาศ ต่อมาได้ลาออกมาในช่วงปี 2538 ซึ่งในขณะนั้นมีใจที่รักงานทางด้านการเกษตร จึงได้มายึดอาชีพเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงโค การทำสวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนไม้ผล ซึ่งการปลูกไม้ผลก็มีการแบ่งพื้นที่จากสวนยางพาราบางส่วนมาปลูก และเห็นพื้นที่บริเวณบ้านนั้นยังว่าง จึงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการปลูกไม้ผลทั้งหมด

“สมัยก่อนเราต้องซื้อผลไม้มาทาน เราก็รู้สึกว่าราคาค่อนข้างแพงมาก พอดีช่วงนั้นมีโอกาสไปเยี่ยมญาติที่อยู่ภาคใต้ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้นำเงาะโรงเรียนและไม้ผลอื่นๆ จากทางภาคใต้มาทดลองปลูกในที่ดิน ก็ดูแลให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม้ผลที่นำมาปลูกทั้งหมดก็อายุเป็นสิบกว่าปีแล้ว สามารถให้ผลผลิตได้เก็บขายได้ ที่สำคัญสร้างรายได้ได้ดีอีกด้วย” คุณบุญนาค บอก

มีไม้ผลหลากหลายภายในสวน

การปลูกไม้ผลทั้งหมดนั้น คุณบุญนาค เล่าว่า ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่จะเน้นการปลูกแบบตามสะดวกของพื้นที่ โดยมีพื้นที่ว่างตรงไหนของสวนก็จะนำไม้ผลต่างๆ มาลงปลูก ซึ่งสิ่งที่จะเน้นดูแลส่วนใหญ่จะเป็นวัชพืชที่ปกคลุม หากรกมาก ก็จะมีการตัดให้เตียนโล่งมองแล้วสบายตาดีอยู่เสมอ

“พอไม้ผลเริ่มเจริญเติบโต จนสามารถให้ผลผลิตได้แล้ว เราก็จะมีการบำรุงต้นบ้าง เพื่อให้พืชได้รับสารอาหาร ซึ่งการทำไม้ผล น้ำถือว่าสำคัญมาก เพราะต้องมีน้ำคอยรดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโชคดีของพื้นที่ตรงนี้ มีน้ำจากลำห้วยไหลผ่าน จึงทำให้สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตรจำพวกไม้ผลได้ พอปลูกมาได้ 3-5 ปี ไม้ผลพวกนี้ก็จะเริ่มให้ผลผลิต” คุณบุญนาค บอก

เมื่อเก็บผลผลิตจำหน่ายจนหมดต้นแล้ว คุณบุญนาค บอกว่า จะบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ด้วยการใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่ทำเองกับมือ โดยหมักไว้ให้มีอายุเกิน 1 ปี ซึ่งส่วนผสมของน้ำหมักจะเป็นเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน นำมาผสมกับผลมังคุดและเงาะที่ผลเสีย นำมาหมักผสมเข้าร่วมกันทั้งหมด จากนั้นใส่ อีเอ็ม (EM) และกากน้ำตาลลงไปในถังที่หมัก เมื่อหมักไปได้หลายเดือนเกิดมีกลิ่นเหม็นออกมา ก็จะเติมกากน้ำตาลลงไปในถังหมักอยู่เสมอ

เมื่อน้ำหมักได้ที่จะนำมาสาดให้ทั่วบริเวณสวน จากนั้นมีการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเข้ามาเสริมภายในสวนบ้าง เพราะจะช่วยให้ไม้ผลมีความสมบูรณ์ในการให้ผลผลิตมากขึ้น

“น้ำหมักที่ได้ก็สามารถใช้ได้หลากหลาย ไม่ได้ใส่แต่ในไม้ผลอย่างเดียว ยังเอามาใส่กับพืชผักสวนครัวที่ปลูกเองอีกด้วย ก็ถือว่าเป็นการลดเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มาก เรียกว่าอะไรที่ทานได้ ก็ปลูกไปเถอะ อย่างน้อยสามารถนำมาทานในครัวเรือนได้ ส่วนถ้ามากเกินก็สามารถขายเป็นรายได้ สำหรับใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้” คุณบุญนาค บอก

จากการที่ได้ปลูกไม้ผลมาหลายสิบปี คุณบุญนาค บอกว่า ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำก็ยังได้จำหน่ายไม้ผลเสริมรายได้ จึงนับว่าการที่ไม่ทำพืชเชิงเดียวจนเกินไป สามารถทำให้มีรายได้จากพืชได้หลากหลายชนิด ซึ่งในอนาคตที่สวนของคุณบุญนาคจะมีทุเรียนที่ให้ผลผลิตจำหน่ายได้ เพราะได้นำมาทดลองปลูกแล้วไม้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศในแถบนี้

เน้นสร้างตลาดเอง จำหน่ายแบบสินค้าคุณภาพ

ผลผลิตที่มีภายในสวนเป็นสินค้าคุณภาพสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เป็นไม้ผลจำพวกเงาะ มังคุด พร้อมทั้งมีสะตอที่ปลูกไว้ ก็สามารถทำราคาให้กับเขาได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งผักสวนครัวที่ปลูกไว้เมื่อมีจำนวนมากจะนำมาจำหน่ายสร้างรายได้สำหรับใช้จ่ายภายในครอบครัวได้เช่นกัน

“ผลไม้ที่ออกมาหรือผลผลิตทั้งหมด เราขายเอง ไม่ต้องกลัวเรื่องตลาด เพราะผลไม้ที่ออกมาเป็นช่วงนอกฤดู ดังนั้นสินค้าค่อนข้างที่จะขายดี มังคุดขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเงาะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนที่เป็นสินค้าขายได้ราคามาก จะเป็นสะตอ ขายได้ถึงราคาฝักละ 20 บาท เพราะสินค้าทั้งหมดเป็นแบบนอกฤดู แต่ถ้าเป็นช่วงในฤดูราคาของผลผลิตที่ขายทั้งหมดก็จะลดลงมาบ้างเล็กน้อย” คุณบุญนาค บอก

จากความตั้งใจที่ได้นำไม้ผลมาเพื่อเป็นการทดลองปลูก แต่เมื่อทั้งหมดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงการทำกิจกรรมยามว่างที่เขาชอบเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นการสร้างรายได้ให้กับคุณบุญนาคได้เป็นอย่างดี ถ้าช่วงใดที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก ก็ทำให้จำหน่ายได้ราคาหลักแสนต่อปีกันเลยทีเดียว จึงเป็นการช่วยให้มีรายได้ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ

ซึ่งการทำเกษตรในสายตาของคุณบุญนาคนั้น คุณบุญนาคมองว่าไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณค่า โดยในทุกๆ เช้าได้เดินออกไปภายในสวน ตัดแต่งกิ่งพรรณไม้ ทำให้เขามีความสุข และที่สำคัญมีสุขภาพที่ดี เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่เต็มไปด้วยธรรมชาติ

“ถ้าจะบอกว่า การทำเกษตรเชิงเดียวสมัยนี้ อาจจะบอกว่ามันน่าจะหมดยุคหมดสมัยแล้ว เพราะช่วงที่ราคาสินค้าตก ก็มีแต่แย่กับขาดทุน แต่การทำเกษตรผสมผสาน ทำให้เรามีสินค้าหลากหลาย สมมุติพืชตรงนี้ราคาไม่ดี แต่ยังมีอีกชนิดขายได้ราคาดี ก็ทำให้มีรายได้หลากหลาย ฉะนั้น คนที่จะทำงานทางการเกษตร ต้องบอกก่อนว่า ต้องมีใจรักจริงๆ ถ้ามีใจรักเสียแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะสำเร็จแน่นอน” คุณบุญนาค แนะนำ

ถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเรา แต่เป็นพืชที่พบในประเทศจีนเมื่อเกือบ 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองและเชื่อว่าอารยธรรมจีนก่อเกิดที่นั่น ถั่วเหลืองได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ต่อมาได้เข้าสู่ยุโรปและอเมริกา ชาวปศุสัตว์อเมริกาได้อานิสงส์จากการนำถั่วเหลืองมาเป็นอาหารสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยชาวอเมริกันบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ถั่วเหลืองเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดสำหรับวัว จึงมีพื้นที่การปลูกถั่วเหลืองและผลผลิตมากที่สุดในโลกที่อเมริกา และเป็นจุดเริ่มต้นของการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลือง โดยบริษัท โมซานโต้ ที่หลายประเทศรังเกียจกันหนักหนา

ในประเทศไทยเริ่มปลูกถั่วเหลืองกันกว่า 200 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเมล็ดพันธุ์ได้มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 หน่วยงานของรัฐได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้เหมาะสมกับภูมิอากาศบ้านเรา เช่น พันธุ์สุโขทัย 1-3 พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 60 พันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ปัจจุบันนี้ การผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศมาบริโภคในครัวเรือนและส่วนใหญ่นำเข้ากากถั่วเหลืองมาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ พื้นที่ปลูกในประเทศจะเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดเนื่องจากอากาศค่อนข้างเย็นกว่าภาคอื่น

ถึงแม้ว่าถั่วเหลืองไม่ใช่พืชบ้านเราแต่ก็มีการนำถั่วเหลืองมาใช้บริโภคกันอย่างแพร่หลาย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการหมัก เช่น เต้าเจี้ยว ซอสถั่วเหลือง ถั่วเน่า เต้าหู้ยี้ ในอาหารประเภทผัดไฟแดง ก็ขาดเต้าเจี้ยวไม่ได้เด็ดขาด สรรพคุณของถั่วเหลืองได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งถั่ว” ถ้ากินเป็นประจำช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว และโรคยอดนิยมในปัจจุบันคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน

ถั่วเหลืองอินทรีย์ของ ฟาร์มคุณทวด ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เริ่มต้นจาก คุณกฤตวิทย์ วางขุนทด หรือ คุณมาร์ค ที่เติบโตจากครอบครัวคนเมืองที่กรุงเทพฯ หลังจากเรียนจบวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนแล้ว ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่ University Sussex ในเมือง Brighton ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ เนื่องจากมหาวิทยาลัยอยู่แถบชานเมืองจึงมีโอกาสได้เห็นชีวิตของคนชนบทที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคภายในครอบครัวเอง ส่วนที่เหลือก็นำมาขายในตลาดฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต ซึ่งคล้ายตลาดนัดบ้านเรา

คุณมาร์ค เล่าว่า ตลาดผักในห้างของที่นั่นแยกส่วนชัดเจนระหว่างผักที่ผลิตด้วยเคมีกับผักที่เป็นออร์แกนิก ในห้างจะมีผักทั้งสองชนิด ผักเคมี 70% ผักอินทรีย์ 30% วางแยกชั้นออกคนละส่วนกัน ราคาของผักอินทรีย์จะแพงกว่าประมาณ 30% เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ซื้อ คนมีฐานะในอังกฤษจะเลือกอยู่ในชนบทที่มีอากาศดีและสามารถปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคในบ้านได้ สัตว์ที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นไก่ไข่ ซึ่งเลี้ยงในโรงเรือนปิดที่มีเครื่องทำความร้อนเนื่องจากที่นี่มีหิมะตกปีละ 4 เดือน ผักที่ปลูก เช่น แครอต บร็อกโคลี่ เซลเลอรี่ คนที่ปลูกจะใช้แรงงานในครอบครัว แต่ก็จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทุ่นแรงในการทำเกษตรใช้อย่างเต็มที่ เมื่อผลผลิตมีมากพอก็จะนำออกมาขายให้เพื่อนบ้านได้กินกัน ส่วนไข่ไก่ก็มีการแยกชัดเจนระหว่างไข่ไก่ที่มาจากการเลี้ยงกรงตับ และการเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ รัฐบาลของที่นั่นก็ให้ความสำคัญกับการที่มีพืชผักปลอดสารพิษให้ประชาชนเลือกที่จะบริโภคได้ไม่ยากและแยกชนิดกันอย่างชัดเจน

จากที่ได้มีโอกาสสัมผัสและซื้อผักดังกล่าวมาทำอาหารกินในตอนเรียนนั้น ทำให้คุณมาร์คประทับใจในวิถีชีวิตชนบทซึ่งไม่มีโอกาสได้สัมผัสในเมืองไทย จึงมีความคิดตลอดที่จะปลูกพืชผักในระบบเกษตรอินทรีย์หลังจากได้กลับบ้าน เมื่อเรียนจบได้มาทำงานเกี่ยวกับด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่เรียนมาในกรุงเทพฯ อยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นช่วงวันหยุดได้ออกไปต่างจังหวัดแถบจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศของเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

ในช่วงนี้นาจำนวนสิบกว่าไร่ของคุณทวดที่เชียงรายที่เคยให้เช่าก็เปลี่ยนมาทำเอง โดยการปรับปรุงพื้นที่ทั้งหมดแล้วปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง ไผ่ มะขาม มะละกอ กล้วย มะขามเปรี้ยว ขนุน และฝรั่งกิมจู จนต้นไม้เริ่มโตและบางชนิดให้ผลผลิตแล้วจึงลาออกมาทำการเกษตรเต็มตัว พืชชนิดแรกที่ทำเองคือการปลูกข้าว ทั้งข้าวหอมมะลิ และไรซ์เบอร์รี่ และต่อมาจึงได้ปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์โดยใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเชียงใหม่ 60 และได้เก็บพันธุ์มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

ถั่วเหลืองปลูกง่ายๆ ในภาคเหนือ

การปลูกถั่วเหลืองของทางภาคเหนือปลูกไม่ยากเหมือนภาคอื่นเพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะสม ฟาร์มคุณทวด ปลูกถั่วเหลืองด้วยวิธีการไถพรวนพื้นที่ทั้งแปลง แล้วยกร่องขึ้นให้สูง 15-20 เซนติเมตร ความกว้างแปลง 1.5 เมตร ยาวตามพื้นที่แต่ก็ไม่เกิน 20 เมตร ตอนไถพรวนได้ใส่ปุ๋ยขี้วัวและขี้เป็ดซึ่งได้หมักไว้แล้วจำนวน 20-30 กระสอบ ต่อไร่ หลังจากนั้น ก็จะเอาไม้ยาวๆ จิ้มให้เป็นหลุมแล้วจะมีคนหยอดตามหลุมละ 5 เมล็ด โดยมีระยะแถวและระยะต้น 15 เซนติเมตร ใน 1 แถว จึงปลูกได้ 8 หลุม หลังจากหยอดเสร็จแล้วก็เอาฟางข้าวในนาของตัวเองมาคลุมค่อนข้างหนาเพื่อป้องกันวัชพืช และเป็นการรักษาความชื้นให้ได้มากที่สุด แล้วจึงปล่อยน้ำเข้าแปลงตามร่องของแต่ละแปลงที่ทำไว้ การปล่อยน้ำเข้าจะทำทุก 7 วัน หรือเห็นว่าดินแห้ง

หลังจากนั้น 7 วัน ต้นถั่วเหลืองจะเริ่มงอก ครบ 45 วันจะใช้คนถอนวัชพืชออกจากแปลง ถั่วเหลืองจะเริ่มออกดอกและติดฝักเมื่ออายุ 90 วัน ช่วงนี้จะมีศัตรูพืชรบกวน สิ่งนั้นคือหนู แต่ทางฟาร์มคุณทวดจะเลือกใช้วิธีปล่อยให้นกแสกมาทำรังในสวนเพื่อกำจัดหนู วิธีนี้ใช้ได้ผลในการกำจัดหนูศัตรูของเมล็ดถั่วเหลืองเป็นอย่างดี เนื่องจากทางฟาร์มคุณทวดไม่ได้ใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีใดๆ รวมถึงยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืชจึงทำให้ระบบนิเวศเป็นไปอย่างสมดุล มีการเกื้อกูลกันระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกัน ปัจจุบันฟาร์มคุณทวดมีแรงงานอยู่ 4 คน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ซึ่งพอใจที่ทำงานในฟาร์มเนื่องจากไม่ใช้สารเคมีจึงไม่ต้องห่วงต่อการสูดดมสารเคมีซึ่งเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ

ปลูกสลับกันระหว่างถั่วเหลืองกับข้าวผลผลิตได้ดี

บนผืนดิน 7 ไร่ที่ปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ สมัครแทงบอลออนไลน์ จะถูกแบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นแรกปลูกเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวได้ในกลางเดือนพฤษภาคม มีผลผลิตถั่วเหลืองต่อไร่ประมาณ 150 กิโลกรัม รวมผลผลิตทั้งหมดประมาณ 1 ตัน รอบนี้ผลผลิตส่วนใหญ่จะนำมาจำหน่าย และเหลือเมล็ดพันธุ์ไว้สำหรับปลูกรุ่นต่อไปคือ รุ่นที่สอง เริ่มปลูกปลายเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเอาปลายเดือนตุลาคม สำหรับรุ่นสองพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองใช้แค่ 300 ตารางวา เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ส่วนพื้นที่เหลือจะปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่

การเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจะใช้วิธีให้คนเก็บด้วยเคียวเกี่ยวข้าว แล้วนำมาตากแดดบนนั่งร้าน ที่ทำด้วยตาข่ายรูพรุนสำหรับระบายอากาศได้ดี สักประมาณ 3 แดด ก็นำมาแยกฝักออกจากต้น แล้วนำมาเข้าเครื่องแยกเมล็ดที่ผลิตขึ้นเอง แล้วนำมาฝัดเศษเปลือกทิ้ง เสร็จแล้วจึงนำมาใส่กระด้งเกลี่ยให้กระจายไปทั่วกระด้ง แล้วเลือกเมล็ดที่ไม่ได้คัดทิ้งทีละเมล็ด เพื่อความมั่นใจของผู้บริโภคว่าถั่วเหลืองทุกเมล็ดที่ไปจากฟาร์มคุณทวด ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี

เมื่อได้เมล็ดถั่วเหลืองอินทรีย์ที่มีคุณภาพแล้วก็จะนำมาบรรจุถุงพลาสติกสานที่มีรูพรุนเพื่อให้เกิดการระบายอากาศ วางบนชั้นไม้ไม่ให้สัมผัสพื้นโดยตรงในห้องเก็บผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ สำหรับเปอร์เซ็นต์การงอกท่านที่ต้องการเอาไปทำพันธุ์หรือเพาะเป็นถั่วงอกหัวโต จะมีอายุประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น สำหรับแพ็กสุญญากาศของผลิตภัณฑ์จะทำให้ถั่วเหลืองสามารถเก็บไว้สำหรับบริโภคได้นาน