ความจริงแล้ว เงินที่ได้จากการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้มากมาย

เท่ากับความสุขและความภูมิใจ อีกทั้งมองว่าตัวเองยังมีคุณค่าเพราะทำประโยชน์ได้ ที่สำคัญก็คือ ได้ออกกำลังกายไปในตัว พร้อมกับสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ชีวิตจิตใจ

“ทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองรักและควรทำให้ดีที่สุด เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว ไม่ควรทำให้ตัวเองมีเวลาว่างจนต้องคิดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาไปเปล่าๆ ควรสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการหากิจกรรมทำ อะไรไม่เคยทำอย่าไปคิดว่าทำไม่ได้ ให้ลองศึกษาหาความรู้อย่างละเอียดดูเสียก่อน เพราะในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทันสมัย อยู่ใกล้ตัวหาความรู้ได้ง่ายและสบาย เพียงแต่ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเท่านั้น…”

ฟักทอง เป็นชื่อเรียกที่รับรู้กันทั่วไป เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งมีอายุสั้น นิยมนำมาทำเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารคาวก็ได้ เป็นอาหารหวานก็อร่อย หรือทำเป็นอาหารว่างได้อย่างดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ มีกากใยอาหาร แต่ให้พลังงานต่ำ เก็บผลไว้ได้นานวัน

ฟักทอง เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ทั้งยอด ใบอ่อน ดอก ผล เมล็ด และราก ฟักทอง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ชอบสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิไม่สูงมากนัก คือไม่เกิน 27 องศาเซลเซียส แต่ก็ไม่ทนต่อความหนาวเย็นจัด การปลูกฟักทองในภาคเหนือตอนบนนิยมปลูกกันในฤดูฝน หรือระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน

ที่บ้านบ่อแก้ว มีให้พบเห็นเป็นตัวอย่าง การปลูกฟักทองในฤดูฝน และเป็นหมู่บ้านที่นิยมปลูกฟักทองกันมาก มีพื้นที่รวมๆ กันแล้ว มากที่สุดอยู่ในตำบลไทรย้อย มีเกษตรกรผู้รักการเกษตรจากมนุษย์เงินเดือนของบริษัทเอกชน เปลี่ยนชีวิตมาเดินบนเส้นทางเกษตรกรด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นที่จะปลูกฟักทอง จากคำแนะนำบอกเล่าของคนใกล้ชิด ลงทุนปลูกครั้งแรกใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่ขายได้กำไรงาม จึงขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น โดยไม่ย่อท้อกับราคาที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะราคาตลาด

คุณอินทร์สอง มะโนเกี๋ยง ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 77/11 หมู่ที่ 4 บ้านบ่อแก้ว ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ได้เปิดเผยถึงแนวคิดที่หันหลังให้กับงานประจำ

คุณอินทร์สอง เล่าว่า “จบการศึกษา วิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ชื่อเดิม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ) ผ่านการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ เปลี่ยนแนวทางมาทำการเกษตร เพราะต้องการใช้ชีวิตแบบพื้นบ้านเมืองเหนือ ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเวลา ได้กินอาหารพื้นเมืองที่ชื่นชอบ ได้ช่วยเหลือชาวบ้านบ้างในบางครั้งที่มีโอกาส และมีอิสระในการใช้ชีวิต”

ปลูกฟักทอง สร้างรายได้ทดแทนงานประจำ

แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุณอินทร์สอง เผยว่า ได้รับคำแนะนำให้ปลูกฟักทอง รายได้ดี เป็นพืชอายุสั้น จึงทดลองปลูก เมื่อปี พ.ศ. 2559 ในพื้นที่ 2 งาน ได้ผลผลิตถึง 2 ตันเศษ ขายได้กิโลกรัมละ 13 บาท ได้กำไรถึง 12,000 บาท ซึ่งมีกำไรงาม ปีที่ 2 ทุ่มทุนขยายพื้นที่ปลูกเป็น 15 ไร่ ได้ผลผลิต ราวๆ 10 ตัน ขายราคากิโลกรัมละ 6 บาท ได้เงินมา 60,000 บาท

แต่อย่างไรก็ยังมีกำไรอยู่ ปีที่ 3 คือ ปี พ.ศ. 2563 ขยายพื้นที่เพิ่มจาก 15 ไร่ มาขอเช่าพื้นที่อีก 12 ไร่ รวมเป็น 27 ไร่ ปลูกฟักทอง 2 สายพันธุ์ ลงปลูกรุ่นละ 1 สายพันธุ์ โดยรุ่นแรกเก็บขายไปหมดแล้ว ได้ผลผลิตเกือบ 30 ตัน แต่ขายได้ราคาที่ต่ำไม่ถึง 5 บาท แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ ยังมีความหวังจากฟักทองอีกสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งปลูกเหลื่อมเวลากันประมาณ 1 เดือน คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 18 ตัน

ลักษณะแปลงปลูกฟักทอง

ลักษณะพื้นที่ปลูกฟักทองที่ไร่ของคุณอินทร์สอง เป็นพื้นที่ราบ และพื้นที่ลาดเนินเขา ระบายน้ำได้ดี ปลูกฟักทองได้ดีในฤดูฝน ช่วงเดือนมิถุนายน ปลูกและเก็บผลผลิตเพียงปีละครั้ง

ก่อนลงมือปลูก คุณอินทร์สอง บอกว่าเริ่มจากการนำดินไปตรวจวิเคราะห์หาค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ได้ค่าที่ 6.1 เป็นกรดเล็กน้อย ซึ่งฟักทองสามารถเจริญงอกงามได้ดี ที่ค่า pH 5.5-7.5 สรุปได้ว่า ค่า pH บริเวณพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสม ผลการวิเคราะห์ธาตุอาหาร ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดธาตุไนโตรเจน แต่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง และธาตุโพแทสเซียมในระดับสูงมาก

จึงดำเนินการปรับปรุงดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยคอกจากขี้หมู แล้วไถกลบ 1 ครั้ง จากนั้นตากดินไว้ 3 สัปดาห์ รอฤดูฝนมาในเดือนมิถุนายน ปลูกฟักทองแบบหยอดเมล็ดตามลักษณะพื้นที่

คุณอินทร์สอง บอกว่า จากลักษณะพื้นที่ไม่สามารถจะยกแปลงปลูกได้ จึงใช้วิธีหยอดเมล็ดฟักทองลงหลุมปลูก โดยดูสภาพอากาศว่าฝนจะตกในช่วงใด ก็จะเตรียมเมล็ดฟักทอง นำมาแช่ในน้ำอุ่น 3 ชั่วโมง จากนั้นกรองน้ำออก เอาเมล็ดฟักทองห่อหุ้มในผ้าที่ชุ่มน้ำ ห่อไว้เพียง 1 คืน จะเห็นรากงอกออกมาเล็กน้อย ก็นำไปหยอดลงหลุมปลูก
หยอดเมล็ด หลุมละ 1 เมล็ด ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร ระหว่างแถว 4.5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ลงปลูกได้ 240 ต้น

เมล็ดพันธุ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ฟักทอง ที่เราพบเจอตามแผงขาย หรือร้านค้าพืชผักผลไม้ทั่วไป เห็นแล้วมีลักษณะคล้ายๆ กัน มองก็รู้ว่าเป็นฟักทอง แต่ไม่รู้ชัดเจนว่าเป็นฟักทองสายพันธุ์อะไร ที่ไร่ฟักทองของคุณอินทร์สอง มีปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ ที่ปลูกรุ่นแรกคือ สายพันธุ์ ทองอำไพ 425 เป็นเมล็ดพันธุ์ของบริษัทเอกชนแบบผสมเปิด สามารถเก็บเมล็ดทำพันธุ์ได้ในฤดูกาลต่อไป สายพันธุ์นี้มีลักษณะผลทรงแป้นใหญ่ น้ำหนัก 6-8 กิโลกรัม ต่อผล ผิวคางคก เนื้อในสีเหลือง เนื้อหนา รสชาติหวานมัน อายุ 90 วัน นับจากวันปลูก ซึ่งได้นำมาลงปลูกเมื่อกลางเดือนมิถุนายน และเก็บผลผลิตกลางเดือนกันยายนปีนี้

การดูแลน้ำ คุณอินทร์สอง บอกว่า ต้นฟักทองที่ตนนำมาลงปลูกเป็นช่วงฤดูฝนพอดี จึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ หลังจากปลูกแล้ว แทบจะไม่ค่อยได้ให้น้ำเลย ปุ๋ย เมื่อนำเมล็ดลงปลูกได้ 20 วัน จะให้ปุ๋ยเคมีทางดิน สูตร 15-15-15 เพียงครั้งเดียว และฉีดพ่นธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม คือ แคลเซียม-โบรอน และสาหร่ายสกัด ช่วงก่อนออกดอก 1 ครั้ง

โรคและแมลง คุณอินทร์สอง ย้ำว่ายังไม่พบโรคทำลายต้น ใบ ดอก ฟักทอง ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงฤดูฝน แต่พบแมลงตัวร้าย ด้วงเต่าทอง หลังปลูกเพียง 15 วัน ขณะมีใบ 4-5 ใบ เมื่อพบต้องกำจัดให้หมด และดูแลวัชพืชไม่ให้เป็นที่หลบอาศัยของแมลง

การตัดแต่งต้นให้แตกแขนง เมื่อเถาหรือต้นฟักทองมีใบ 6 ใบ หรือ 6 ข้อปล้อง จะเด็ดยอด เพื่อให้เกิดแขนงใหม่มากขึ้น ควบคุมไม่ให้เถาหรือต้นทอดยาวไปเรื่อยๆ และเร่งให้เกิดดอกเร็ว มีจำนวนมาก

คุณอินทร์สอง บอกว่า เท่าที่สังเกตวิธีการนี้จะเกิดแขนงออกมา 3-4 แขนง ทอดยาวเท่าๆ กัน และเกิดดอกเพศเมียออกมาก่อนดอกเพศผู้ซึ่งมีจำนวนน้อย การผสมเกสรต้องอาศัยผึ้งป่าเป็นตัวช่วย จากการดูแลอย่างดี ฟักทองจะติดผลแขนงละ 4 ผล แต่จะเก็บไว้เพียง 2 ผล ซึ่งแต่ละผลมีน้ำหนักมาก การเก็บผลผลิต

คุณอินทร์สอง กล่าวว่า ฟักทองสายพันธุ์ทองอำไพ 425 มีอายุ 90 วัน นับจากวันปลูก ก็จะเก็บผลได้แต่ก็ยังพิจารณาจากสีผิวด้วยว่าหากผิวผลเปลี่ยนจากสีเขียวหัวเป็ดมาเป็นสีนวลก็เก็บผลได้

รุ่นที่ 2 เป็นสายพันธุ์ลายข้าวตอก เป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม แต่มีบริษัทเอกชนนำไปพัฒนาเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่มีความแข็งแรงมากขึ้น ทนโรค ทนต่อสภาวะอากาศ ให้ผลผลิตสูง แต่เก็บเมล็ดไว้ขยายพันธุ์ต่อไปไม่ได้ ลักษณะผล เห็นลายชัดเจนว่าเป็นลายข้าวตอก ผิวคางคก เนื้อในสีเหลืองส้มสดใส รสชาติอร่อย มัน เนื้อแน่น เหนียว น้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม ต่อผล ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ อายุการเก็บผล 75 วัน นับจากวันปลูก

สายพันธุ์ลายข้าวตอกนี้คาดว่าจะเก็บผลได้ในอีกหนึ่งเดือน คือกลางเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ทั้ง 2 สายพันธุ์ จะมีสีผิวที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

หลังเก็บผลผลิต ปลูกพืชตระกูลถั่วช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน
หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตฟักทองหมดแล้ว คุณอินทร์สอง บอกว่าจะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์โดยปลูกถั่วเขียว หรือถั่วเหลืองสลับกันไปในแปลงปลูกฟักทอง นอกจากจะขายเมล็ดถั่วแล้ว ได้ปรับสภาพดินเพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ให้แก่ดินรอการปลูกฟักทองในรอบการผลิตต่อไป

คุณภาพของฟักทองที่ตลาดต้องการ

คุณอินทร์สอง สาธยายให้ฟังว่า จากการพูดคุยกับผู้ซื้อฟักทอง ก็พอจะรู้ว่าตลาดรับซื้อต้องการฟักทองที่มีคุณภาพเช่นไร ที่สรุปได้ก็อย่างเช่น

– รูปร่างกลม ไม่เบี้ยว เป็นผลที่มีขั้วติดอยู่

– ผิวผลสะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้

– ไม่มีรอยช้ำ ไม่เสื่อมคุณภาพ ไม่เน่าเสีย

– ไม่มีรอยแตก หรือถูกทำลายโดยโรคแมลง

-ได้ขนาดที่ต้องการ คือ เบอร์หัว น้ำหนัก 5 กิโลกรัมขึ้นไป เบอร์หาง น้ำหนัก 2-5 กิโลกรัม

ปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน

คุณอินทร์สอง เผยความคิดว่า แม้การปลูกฟักทองจะเป็นพืชที่มีอายุสั้นเพียง 90 วัน ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ในพื้นที่นี้ โดยอาศัยน้ำฝน แต่ในรอบปีมีเวลาเหลือ จึงต้องมีการลงทุนปลูกพืชอื่นเพื่อให้มีรายได้พอในการดำรงชีวิต ไม่ให้ด้อยไปกว่ารายได้จากงานประจำ

พืชที่ลงมือปลูกอยู่แล้ว และมีรอบการเก็บผลผลิตที่แตกต่างกัน สร้างรายได้ต่อเนื่อง ก็มี มันสำปะหลัง มะละกอฮอลแลนด์ นอกจากนี้ ยังมีคลังอาหารที่สร้างไว้สำหรับครอบครัวทั้งกบ ปลา พืชผักสวนครัว อนุรักษ์พื้นที่บางส่วนเป็นป่าเบญจพรรณสำหรับเก็บอาหารจากป่า อย่าง เห็ดป่าตามฤดูกาล “ดำรงชีพอย่างนี้ก็มีกิน มีใช้ ไม่มีหนี้สิน ครอบครัวมีสุข” อดีตวิศวกร กล่าว

คุณอินทร์สอง ได้ระบายความในใจถึงผลผลิตฟักทองว่า ผลผลิตออกมาแล้วได้ราคาที่ขึ้นลงแต่ละปีไม่เสถียรหรือไม่มั่นคง ช่วงห่างระหว่างราคาที่ขายได้ต่ำสุด กับราคาสูงสุดที่เคยได้รับมันห่างกันมาก บางปีได้ราคา 13 บาท บางปีต่ำติดดินไม่ถึง 5 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ตามกลไกตลาดที่มักจะอ้างอุปสงค์ อุปทาน เกษตรกรผู้ปลูกฟักทองจะไม่มีข้อมูลพื้นที่ปลูกฟักทองของแต่ละจังหวัดแต่ละภาค ในแต่ละปีก็จะมีเกษตรกรปรับเปลี่ยนพืช เช่น เลิกปลูกข้าวโพด มาปลูกฟักทอง จนบางปีผลผลิตฟักทองออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน ทั้งผู้ผลิตรายเก่าและรายใหม่ คุณอินทร์สองเองบอกว่าต้องอาศัยการวางแผนปลูกฟักทองให้เหลื่อมเวลากัน แต่บางปีก็จนด้วยความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศที่คาดคะเนได้ยาก

ต้องทำบัญชีต้นทุน เพื่อเป็นตัวตัดสินใจการลงทุน

คุณอินทร์สอง เปิดเผยว่า ตนเองบันทึกตัวเลข ลงบัญชีทุกครั้งที่มีรายได้และค่าใช้จ่ายจากการปลูกฟักทอง ในรูปแบบของบัญชีต้นทุน ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงปัจจุบัน พร้อมอธิบายให้ผู้เขียนดูตัวเลขต่างๆ ที่ลงบันทึกว่า การปลูกฟักทองแต่ละครั้งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เป็นเงินเท่าไร ขายได้กี่กิโลกรัม กิโลกรัมละเท่าไร มีกำไรหรือขาดทุน ซึ่งในปีการผลิต พ.ศ. 2563 มีผลประกอบการ ดังนี้

ต้นทุนผลิตฟักทอง สายพันธุ์ทองอำไพ 425 และลายข้าวตอก พื้นที่ 27 ไร่ ช่วงการผลิตเดือนมิถุนายน-กันยายน 2563 จากข้อมูลทางบัญชี คุณอินทร์สอง อธิบายว่าต้นทุนส่วนใหญ่จะเป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย แต่ถ้ารวมค่าจ้างแรงงานตั้งแต่เริ่มเตรียมพื้นที่จนถึงระหว่างการผลิตก็สูงอยู่ คือ ร้อยละ 25 เหตุผลก็เพราะว่าพื้นที่ปลูกมีจำนวนถึง 27 ไร่ ระหว่างทิ้งช่วงการผลิตก็จะเกิดวัชพืช ต้นไม้เล็กๆ มีอยู่มาก เกินกำลังที่ตนเองจะกำจัดได้ และที่สำคัญต้องมีการจ่ายค่าแรงงานให้แก่ตนเอง ที่ใช้เวลาและแรงกายไปดูแลแปลงปลูก แทนที่จะจ้างแรงงานภายนอกเสียทั้งหมด

ส่วนต้นทุน กำไร ผลตอบแทนการลงทุนนั้น ปลูกฟักทองมีต้นทุน 2.38 บาท/กิโลกรัม ขายได้กำไร กิโลกรัมละ 2.61 บาท ถือว่ามีกำไรดี ขณะที่ต้นทุนที่ลงไป จำนวน 2,244.63 บาท ต่อไร่ ได้ผลตอบแทนถึง 4,715.33 บาท เป็นผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวเท่ากัน

ข้อมูลดังกล่าว มีประโยชน์ต่อการลงทุน และนำไปใช้ประกอบการวางแผนปีหน้าได้ว่า อะไรควรลดหรือเพิ่ม เช่น ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต
ท่านใดสนใจสามารถที่จะติดต่อสอบถาม คุณอินทร์สอน มะโนเกี๋ยง

“คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ” หรือ คุณอิ๋ว เป็นคนในวงการสื่อสารมวลชนอีกคนที่หันมาทำอาชีพเกษตรกรรมควบคู่กับงานผู้ประกาศข่าว ปัจจุบันเธอมีเวลาทุ่มเทให้กับ “บ้านไร่ศุภรัตน์” เต็มร้อย เพราะหมดสัญญากับช่องเดิมที่เธอนั่งอ่านข่าวอยู่เมื่อต้นปีนี้ ขณะที่เรื่องการเมืองเจ้าตัวประกาศชัดว่า ไม่สมัคร ส.ส. แน่นอน แต่ถ้าพรรคไหนมาชักชวนให้ทำงานในซีกการเมืองก็ต้องดูเงื่อนไขอีกครั้ง ซึ่งในอดีตเธอเคยสมัคร ส.ส. กทม. และเคยรับหน้าที่อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

ตอนนี้ คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ ในวัย 52 ปี ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแนว “อินทรีย์” ชัดเจน โดยใช้เวลาปลูกผักปลอดสารพิษ-เลี้ยงสัตว์ อยู่ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ย่านร่มเกล้า กทม.

เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า

วันที่สนทนากันนั้น เธอชวนไปดูและไปชิมผลผลิตที่บ้านไร่ศุกรัตน์ ซึ่งใช่จะมีแค่พืชผักผลไม้เท่านั้น ยังเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ไม่ว่าจะเป็น แมวเมนคูน (แมวยักษ์), นกหงส์หยกพันธุ์อังกฤษ-พันธุ์ฮอลแลนด์, นกค็อกกาเทล, นกฟินซ์ (เจ็ดสี), ปลาหมอสี กระต่ายล็อบ (หูยาว), และสุนัขปอมเมอเรเนียน

เธอเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ในไร่ศุภรัตน์ให้ฟังว่า ช่วงนี้มาพัฒนาที่ดินอยู่แถบชานเมืองกรุงเทพฯ ย่านถนนบึงขวาง ตรงเขตมีนบุรี ถนนนี้เชื่อมระหว่างถนนร่มเกล้ากับถนนสุวินทวงศ์ที่ยังมีบรรยากาศแบบธรรมชาติอยู่ สำหรับที่ดิน 50 กว่าไร่นั้น ก็มีบ่อปลาและปลูกต้นไม้รอบๆ บ่อ มีกล้วย มะละกอ มะม่วง มะนาว ต้นหม่อน และพืชผักสวนครัว เป็นการทำเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงมองว่าทุกๆ คนทำได้ เพียงแค่ว่าใครจะมีโอกาสทำมากทำน้อยเท่านั้นเอง

เจ้าตัวแจกแจงสาเหตุที่มาทำเกษตรอินทรีย์ว่า เพื่อให้มีความมั่นคงทางอาหารในครอบครัว ส่วนเหลือก็แบ่งปัน และเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นที่สนใจ เพราะต่อไปวางแผนจะพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก ที่นี่พยายามจะไม่ใช้เรื่องสารเคมีต่างๆ จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพราะปลูกไว้กินเองด้วย ถือว่าเป็นอีกงานหนึ่งที่สร้างความสุขทางใจและได้อยู่กับธรรมชาติด้วย

เธอว่า ช่วงนี้ไร่ศุกรัตน์มีผลผลิตออกมาแล้ว คือ กล้วยน้ำว้า ด้วยความที่กล้วยปลูกง่ายๆ ประเภทให้เทวดาเลี้ยง และมีการปลูกกันเยอะ เลยทำให้ราคาถูก ถ้ามีคนมารับซื้อถึงสวนจะให้เหมา หวีละ 10 บาท ไม่เกินหวีละ 20 บาท จึงต้องนำมาแปรรูป แนวคิดคือ การเกษตรต้องทำแล้วแปรรูปถึงจะสร้างมูลค่าได้ ขณะที่กล้วยสามารถทำได้หลายอย่าง

“ดิฉันนำมาทำเค้กกล้วยน้ำว้าบ้าง กล้วยฉาบ ข้าวต้มมัด หรือกล้วยตากบ้าง ส่วนลูกหม่อนทำน้ำหม่อน ทำแยม จริงๆ ผลผลิตของไร่จะมีคนมารับซื้อถึงที่ แต่คิดว่าเก็บไว้แปรรูปจะได้มูลค่ามากกว่า อย่าง ไข่เป็ด ก็นำมาทำไข่เค็มสมุนไพร และกำลังเคลียร์บ่อเพื่อจะลงพวกปลาบึก ปลาสวาย และสร้างโรงเลี้ยงนกกระทา เป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน แต่ว่าต้องมีพืชหรือสัตว์สักตัวสองตัวที่เป็นหลักในการสร้างรายได้”

ว่าไปแล้ว ไร่ศุภรัตน์ อยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเธอเองยอมรับว่าเป็นเกษตรกรมือใหม่ พร้อมแนะนำพวกมือใหม่ด้วยกันว่า สาเหตุที่ปลูกต้นหม่อนหรือมัลเบอรี่ เพราะปลูกง่าย ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมือใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปทำอะไรที่ลงทุนมากมายแบบปลูกโรงเรือน ทำง่ายๆ ไม่ยากดีกว่า และเป็นพื้นฐานสำหรับเกษตรกรโดยทั่วไป ถ้าปลูกอะไรอยู่แล้วก็ปลูกหม่อนแจมๆ ได้ เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาอะไร ที่สำคัญออกลูกตลอดทั้งปี

เพาะต้นมหัศจรรย์ขาย

นอกจากนี้ เธอยังเพาะต้นไม้ขายด้วย อย่าง ต้นหม่อน มะนาว และต้นมหัศจรรย์ (กินผลแล้วหากกินผลไม้เปรี้ยวจะมีรสหวานทันที)

คุณศุภรัตน์ บอกอีกว่า ด้วยความที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน ทำให้มีโอกาสลงพื้นที่ได้ไปโน้นไปนี่ ไปเที่ยวสวนชมฟาร์ม ถ่ายทำรายการต่างๆ ไปดูชุมชนต่างๆ ที่เป็นชุมชนเข้มแข็งตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งร่วมทริปกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ จึงนำไอเดียจากตรงโน้นตรงนี้มาปรับ มาผสมผสาน และนำมาใช้ในไร่ ทำให้ได้ความรู้ได้ข้อมูลมาทำเกษตรอินทรีย์

อย่างเช่น การทำปุ๋ยหมัก ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หยวกกล้วย เปลือกกล้วย นำมาทำน้ำหมักได้ ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กล้วย มะละกอ นำมาสับๆ ใส่กากน้ำตาลเข้าไปก็เป็นปุ๋ยหมัก หรืออย่างที่เลี้ยงเป็ด ขี้เป็ดก็ให้ปลากิน ส่วนดินก็เลี้ยงไส้เดือน แล้วนำมูลไส้เดือนมาทำเป็นปุ๋ย ขณะเดียวกันหญ้าก็ต้องขยันตัดขยันถอน ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้สารเคมี ทำเป็นปุ๋ยพืชสดได้

ทุกวันนี้เธอบอก มีความสุขกับการปลูกต้นไม้ สมัคร Holiday Palace และเพาะเห็ด โดยช่วงเช้าจะให้อาหารสัตว์ ทั้งนกและปลา รวมถึงเพาะต้นไม้ปลูกผักและดูผลผลิตต่างๆ ช่วงกลางวันร้อนก็พักผ่อนอยู่ในบ้าน ส่วนตอนเย็นก็ออกมาทำสวนสักพัก

สำหรับผลผลิตของไร่ที่ออกมาตอนนี้ คุณศุภรัตน์ ระบุว่า แต่ละชนิดยังมีไม่มากนัก แต่ได้ติดต่อหาตลาดไว้บ้างแล้ว โดยวางแผนไว้ว่าจะมีการรวมกลุ่มเกษตรกรในบริเวณนี้ พร้อมกันนั้นจะทำพื้นที่ตรงนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ในเรื่องการเกษตร และการฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ

เธออธิบายรายละเอียดของศูนย์เรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า อาจจะทำเป็นกิจกรรมหลักสูตรอบรม เพาะเห็ด ปลูกผัก หรือพวกวิชาชีพอะไรต่างๆ ซึ่งแถวๆ นี้ มีฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ และมีฟาร์มเห็ด อาจจะเชิญวิทยากรมาบรรยายหรือเป็นวิทยากรเองก็ได้ เพราะส่วนตัวได้ลงมือปฏิบัติแล้วและเห็นผลจริง

ประกอบกับในโซนนี้มีโรงเรียน มีสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งจะมีหลักสูตรเรื่องการศึกษานอกสถานที่ ทางไร่อาจจะจัดกิจกรรมรองรับสำหรับเด็กๆ นักเรียนก็ได้ สามารถที่จะมาทำกิจกรรม เป็นฐานต่างๆ เช่น ฐานนี้ปลูกผัก ฐานทำเห็ด หรือปั่นจักรยานรอบบ่อ และแนวโน้มในอนาคตอันไกล ที่นี่อาจจะทำบ้านพัก ทำเป็นแบบโฮมสเตย์หรือรีสอร์ตไว้สัก 2-3 หลัง เพราะบ้านที่อยู่นี่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิไม่ถึง 10 กิโลเมตร

เปิดสูตรเค้กกล้วยน้ำว้า

ช่วงกำลังสนทนากันนั้น ทางคุณศุภรัตน์นำผลผลิตของไร่มาให้กินหลากหลายชนิด และที่ติดอกติดใจกันเป็นพิเศษก็คือ เค้กกล้วยน้ำว้า และตะลิงปลิงแช่อิ่ม ซึ่งผู้ประกาศสาวรายนี้ทำเองกับมือ เลยต้องขอสูตรตามระเบียบ ซึ่งเธอบอกวิธีการทำว่าไม่ยาก อย่าง เค้กกล้วยน้ำว้า ก็ใช้สูตรเดียวกับเค้กกล้วยหอม แต่ปรับสูตรให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เพราะการทำเค้กกล้วยหอม ปกติต้องมีส่วนผสมของน้ำมันด้วย ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน แต่หันมาใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์แทน เพราะจะได้ทั้งความหอมและดีต่อสุขภาพด้วย