ความที่เป็นคนตั้งมั่นในอันที่จะนำแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจ

พอเพียงมาทำให้สำเร็จตามความต้องการ เธอจึงขวนขวายศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หนังสือเอกสาร หรือแม้แต่การเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่ทางราชการจัดขึ้น เสาะแสวงหาประสบการณ์จริงด้วยการเรียนรู้จากสถานที่หลายแห่ง จากนั้นจึงใช้ผืนดินจำนวน 8 ไร่สร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร มีกิจกรรมหลายชนิด ทั้งเลี้ยงไก่ ปลา เป็ด ห่าน เพาะเห็ด ทำนาอินทรีย์ และปลูกพืชหลายชนิด มีการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ

ด้วยผลแห่งความสำเร็จ ป้าสาวจึงได้รับหน้าที่เป็นหมอดินอาสา จากนั้นได้ออกชักชวนเพื่อนบ้านแต่ละชุมชนร่วมกันทำงานเป็นหมอดินอาสาเพื่อช่วยกันพัฒนาดินให้มีคุณภาพ ในไม่นานเธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านพ่วงอีกตำแหน่ง

ป้าสาวและลุงเนียร ชี้ให้ดูพื้นที่ด้านหน้าส่วนหนึ่งได้ปลูกกล้วยไข่พันธุ์กำแพงเพชร ปลูกไว้ 3 แปลง จำนวน 200 ต้น และกล้วยไข่ที่ปลูกได้ผลผลิตดีมาก ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ส่งขายไม่ทัน เธอบอกว่างานอดิเรกคือปลูกกล้วยไข่ งานหลักคือทำนา เหตุผลที่ปลูกกล้วยไข่เพราะภายหลังน้ำท่วมใหญ่ไม่กล้าทำอะไรที่ต้องลงทุนมาก ยังหวาดกลัวอยู่ เลยหาอะไรก็ได้ที่ลงทุนต่ำทำก่อน เพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตแนวโน้มว่าน้ำจะเป็นอย่างไร

ปลูกนาแนวอินทรีย์

ช่วยรักษาหน้าดิน ปกป้องมลภาวะแวดล้อม

จากนั้นได้เดินไปชมแปลงนาสาธิตที่คุณป้าบอกว่าเป็นการทำนาแบบอินทรีย์ ด้วยการใส่แหนแดงลงในแปลงนา ใช้ปุ๋ยน้ำหมักจากหัวปลาและหอย รวมไปถึงหน่อกล้วย นำมาหมักเป็นฮอร์โมนส่งไปตามท่อที่ปล่อยน้ำเข้าท้องนา ทำให้รูปร่างและสีของต้นข้าวมีความสวยงามสมบูรณ์ ลุงเนียร เผยว่า รายอื่นที่ใช้วิธีปลูกแบบเดิมจะได้ผลผลิต 70-80 ถังต่อไร่ แต่ของลุงเนียรได้ร่วม 100 ถังต่อไร่ และทำมาแล้วหลายรุ่น

ป้าสาว เผยว่า ความตั้งใจคือการทดลองทำนาด้วยวิธีทางธรรมชาติ ในพื้นที่จำนวน 4 ไร่ 2 งาน ปลูกข้าวเจ้าพันธุ์ 111 ของซีพี โดยวิธีหยอดเมล็ดและไม่ต้องการเผาตอซัง เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบกับดินอย่างมาก จะทำให้ดินเสื่อมลงเรื่อยๆ พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นถึงประโยชน์ สอดคล้องกับความเห็นของลุงเนียรที่บอกว่า ต้องไม่ใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องทำทุกวิถีทางในการหลีกเลี่ยง แล้วหันมาใช้เป็นอินทรีย์แทน และเผยว่าที่ผ่านมาชาวบ้านยังให้ความสนใจน้อยมาก โดยเฉพาะการเผาตอซังที่ยังคงทำกันอยู่

ป้าสาวตั้งข้อสังเกตที่ชาวนาสนใจเรื่องนี้กันน้อยด้วยเหตุผลคือ ชาวนาไม่มีนาเป็นของตัวเอง ต้องเช่าและการเก็บค่าเช่านับเป็นครั้ง ซึ่งเมื่อเจ้าของผืนนาต้องการเงินมากก็จะเร่งให้ชาวนาทำ อีกเหตุผลคือความเคยชินในการเผาตอซัง

ปลูกข้าวด้วยวิธีหยอดเมล็ดในอุปกรณ์

สร้างคุณภาพข้าว เพิ่มปริมาณ ลดต้นทุน ส่วนการปลูกข้าวทั้งลุงเนียรและป้าสาวทำกันเองสองคน โดยหันมาใช้วิธีการหยอดเมล็ดข้าวด้วยอุปกรณ์เครื่องมือแทนการหว่าน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ลุงเนียร เผยว่า คุณเลียน อ่อนสุระทุม สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านดงสวรรค์ ตำบลไฮ่หย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ได้แนวคิดจากเครื่องโรยแถวเมล็ดพันธุ์ข้าวแห้ง ได้ริเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับโรยเมล็ดข้าวงอกราคาประหยัด

ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมของภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการสนับสนุนของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร ด้วยแนวคิดไม่ก่อมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อยลง อีกทั้งเป็นการทดแทนแรงงานปักดำที่มีค่าแรงสูงขึ้น ลุงเนียรอธิบายวิธีใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในนาที่ต้องใช้แรงคนว่า ให้ใส่เมล็ดข้าวลงในช่อง ไม่ต้องใส่ให้เต็ม แค่เพียงสัก 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ในช่อง จากนั้นให้เดินลากไปตามทางในนา เมล็ดข้าวจะไหลลงตามรูที่เจาะไว้รอบอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ และจะไหลลงตามรูต่อเมื่อมีการหมุนของล้อเท่านั้น

ลุงเนียร บอกว่า วิธีนี้ดีกว่าการหว่านหรือการโยน เพราะจะได้ข้าวที่เป็นแถว แนวอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญประหยัดได้มากกว่า เพราะเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดข้าวเพียง 8 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นการหว่านจะต้องใช้ถึง 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ อุปกรณ์เครื่องมือชนิดนี้สั่งซื้อมาในราคา 1,600 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง)

ปลูกข้าวให้ห่าง

ช่วยเติมแสง อากาศ

ลดโรค สร้างคุณภาพข้าว นอกจากใช้เมล็ดข้าวจำนวนน้อยกว่า ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนแล้วยังทำให้ได้น้ำหนักมากกว่าด้วย และการปลูกด้วยการหยอดนี้จะช่วยทำให้มีทางเดิน จำนวนข้าวในนาไม่หนาแน่นเกินไปอันนำไปสู่แหล่งสะสมของแมลงศัตรูพืช ป้าสาว บอกว่า ต้นข้าวจะมีระยะห่างที่เท่ากัน ไม่แน่น แสงและอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ทำให้กระบวนการในการเจริญเติบโตของพืชมีความสมบูรณ์

“ผลผลิตข้าวที่ได้นำไปขายให้กับโรงสี ล่าสุดได้ผลผลิตมากกว่าไร่อื่น เหตุที่ได้มากกว่าเป็นเพราะไม่มีแมลงมารบกวน ดินสมบูรณ์เพราะไม่ได้เผาตอซัง หรือการนำน้ำหมักชีวภาพมาใส่ในต้นข้าวล้วนแต่มีความสัมพันธ์กัน หรือแม้กระทั่งแหนแดงภายหลังที่ไถแล้วแหนพวกนี้จะจมลงในดิน ถือเป็นการเพิ่มอาหารในดิน”

ลุงเนียร เสริมต่อว่า ตรงไหนที่มีแหนแดงจะสังเกตได้ว่าต้นข้าวมีสีเขียวสด แล้วบอกว่าก่อนน้ำท่วมเคยปลูกปอเทืองไว้รอบคันนาที่แปลงสาธิตแล้วจะไม่มีแมลงมาเกาะที่ต้นข้าวเลย เพราะเวลาแมลงบินมาจะเกาะที่ต้นปอเทืองก่อน ถือว่าเป็นปราการกั้นไม่ให้แมลงมารบกวนต้นข้าว

หมอดินอาสาบอกว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำกันภายในสวนหรือในไร่ สามารถนำมาใช้บริโภคได้ทั้งสิ้น หากวันใดมีมากและเกินความต้องการจะแจกจ่ายเพื่อนบ้านหรือบางชนิดสามารถถนอมไว้เพื่อใช้บริโภคในคราวหน้า และยังบอกต่อว่าจะต้องทำความตั้งใจให้เป็นจริงด้วยการพึ่งพาตัวเอง ปลูกหญ้าแฝก ช่วยสร้างคุณภาพดิน

หญ้าแฝก ถือเป็นพืชที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ป้าสาว เผยว่า ประโยชน์ของหญ้าแฝกมีมากมายต่อพืชชนิดอื่นตามแนวทางพระราชดำริของในหลวง เพราะกว่า 40 ปีที่ผ่านมาไม่รู้จักว่าพืชชนิดนี้มีคุณค่ามาก จนกระทั่งมาศึกษาความมหัศจรรย์ของพืชชนิดนี้ถึงได้รู้ว่าเหตุใดในหลวงของเราทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกในประเทศไทย

“ได้ทดลองปลูกหญ้าแฝกแล้วดึงออก จากนั้นนำพืชชนิดอื่นมาปลูกแทนตำแหน่งหญ้าแฝก เพื่อพิสูจน์และเปรียบเทียบว่าพื้นที่ทั่วไปกับบริเวณที่เคยปลูกหญ้าแฝกนั้นจุดใดทำให้พืชเจริญงอกงามดีกว่ากัน ถ้าได้ผลลัพธ์ที่แท้จริงเมื่อไรจะนำไปเผยแพร่ความรู้นี้แก่ชาวบ้านต่อไป”

นอกจากนั้น ป้าสาวและลุงเนียรยังปลูกหญ้าแฝกไว้ตามริมบ่อหรือปลูกล้อมต้นไม้ หรือหากชาวบ้านสนใจแนวคิดนี้ต้องการจะทำบ้าง ป้าสาวก็มีต้นกล้าหญ้าแฝกไว้แจกจ่ายด้วย อีกทั้งทางกรมพัฒนาที่ดินยังได้สนับสนุนต้นกล้าหญ้าแฝกเพื่อนำมาทดลองปลูกเป็นโครงการนำร่อง เหตุผลของการปลูกหญ้าแฝกเพราะส่วนหนึ่งมาจากการทำหน้าที่หมอดินอาสา ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพดินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน

เศษวัสดุเหลือใช้นำมาเผาถ่าน

เศษหญ้าหมักทำปุ๋ย

ด้านการใช้พลังงาน ลุงเนียร บอกว่า มีเพียงพลังงานแสงสว่างที่ต้องซื้อหาเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากพลังงานความร้อนได้จากการใช้เชื้อเพลิงด้วยการเผาถ่านแทนการใช้แก๊สหุงต้มทำเป็นเตาคู่ ลุงเนียร อธิบายว่า วัสดุที่นำมาเผาจะเป็นวัสดุจากการเหลือใช้ต่างๆ เช่น กะลามะพร้าว หรือเศษไม้ที่ไม่ใช้แล้ว เผาได้ครั้งละ 2 เตา

ประโยชน์จากฟืนนี้นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า ส่วนเศษหญ้าที่เป็นวัชพืชตามผิวดินหลายแห่ง จะไม่ใช้สารเคมีราดเพื่อทำลาย แต่จะถางมารวมกันแล้วนำไปหมักเป็นปุ๋ยให้ย่อยสลาย

เมล่อน เรียกได้ว่าเป็นพืชที่ต้องใช้ฝีมือในการปลูกและการยืนหยัดอยู่ในวงการ เพราะความสำเร็จในการปลูกเมล่อนทุกรอบ ทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย ดังนั้น วงการนี้จึงมีทั้งคนที่เข้ามาและคนที่พับเสื่อไปอยู่ตลอดเวลา

คุณมิตร รุ่งเรือง เกษตรกรชาวนครปฐม เป็นหนึ่งในชาวสวนเมล่อนมืออาชีพที่ยึดอาชีพปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี จนวันนี้นอกจากจะปลูกเองแล้ว คุณมิตร ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกเมล่อนเพื่อป้อนตลาด ซึ่งความที่เขาผลิตเมล่อนคุณภาพมาตรฐาน GAP จึงทำให้เมล่อนที่นี่เป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่ซื้อขายกันมานาน และวันนี้คุณมิตร ยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการปลูกเมล่อนในโรงเรือนกว่า 24 โรงเรือน เพื่อป้อนตลาดบนที่ต้องการเมล่อนคุณภาพสูง ซึ่งแม้จะลงทุนค่อนข้างสูงในส่วนของโรงเรือนเมื่อเทียบกับการปลูกกลางแจ้ง แต่การปลูกในโรงเรือนก็มีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ระดับหนึ่ง จึงสามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ได้อีกด้วย

อีกทั้งยังความเสียหายจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้างหนัก ฝนตกหนัก แสงแดดและอื่นๆ ได้อีกด้วย การปลูกเมล่อนในโรงเรือนจึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ขณะที่การปลูกกลางแจ้งจะค่อนข้างเสี่ยงต่อความเสียหายค่อนข้างสูงในช่วงฤดูฝน สามารถวางแผนการปลูกเพื่อให้มีผลผลิตต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

คุณมิตร เรียนจบด้านช่าง แต่มีอาชีพเลี้ยงวัวนม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวราชบุรี ส่งนมขายให้กับสหกรณ์โคนมหนองโพ ต่อมาย้ายครอบครัวมาอยู่ที่กาญจนบุรี ก็ยังยึดอาชีพเลี้ยงวัวนมอยู่ ต่อมาเจียไต๋มาชวนปลูกเมล่อน คุณมิตรเห็นว่าน่าสนใจ เพราะรายได้ดี จึงปลูกเมล่อนส่งเจียไต๋ โดยเริ่มจากพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี จึงขยายพื้นที่และปลูกเมล่อนเรื่อยมา และตัดสินใจเลิกอาชีพเลี้ยงวัวอย่างถาวร

หลังพบว่า เมล่อน เป็นทางเลือกที่ดีกว่า หลังจากปลูกส่งเจียไต๋มาประมาณ 4 ปี คุณมิตร เริ่มเห็นช่องทางการตลาด จึงหันมาปลูกและขายเมล่อนส่งตลาดเอง โดยมุ่งผลิตเมล่อนคุณภาพมาตรฐาน GAP ทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้น นอกจากขายผลผลิตให้กับแม่ค้าทั่วไปแล้ว ยังมีบริษัทหรือซัพพลายเออร์มารับซื้อผลผลิตถึงไร่ เพื่อป้อนห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่ง วางแผนปลูกให้มีผลผลิตป้อนตลาดตลอดปี

คุณมิตร วางแผนปลูกเมล่อนทุกเดือน เดือนละ 14,000-20,000 ต้น แล้วแต่ความพร้อมของพื้นที่ ช่วงฝนข้างชุกก็จะเว้นช่วงปลูกไปก่อน และหันไปเพาะเห็ดแทน เพราะที่กาญจนบุรี คุณมิตร ปลูกเมล่อนกลางแจ้ง มักเสี่ยงต่อความเสียหายในช่วงหน้าฝนมาก จึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนปลูกเมล่อน 24 โรงเรือน จึงสามารถวางแผนปลูกเมล่อนได้ตลอดทั้งปี ประมาณ 5 รอบ ต่อปี แต่ละรอบก็ประมาณ 3-4 ไร่ (1 ไร่ ประมาณ 3,000-3,500 ต้น)

เทคนิคการปลูกเมล่อน ให้ได้คุณภาพดี

แปลงปลูกเมล่อนของคุณมิตร มีระยะกว้าง 1 เมตร ทางเดิน 1 เมตร ปลูก 2 แถว บนร่อง ระยะปลูกระหว่างแถวบนร่อง 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 40 เซนติเมตร 1 ไร่ ประมาณ 3,000 ต้น พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์เอมี่ เนื้อเขียวและเนื้อส้ม มีพันธุ์อื่นแซมบ้างไม่มากนัก

การเพาะกล้า ใช้วัสดุเพาะ หรือมีเดีย ซึ่งจะทำให้กล้าเติบโตดี อัตราการรอดสูง การเพาะเมล็ดไม่ได้บ่มเมล็ดแต่อย่างใด แต่จะใช้วิธีจิ้มแห้ง หรือการจิ้มเมล็ดลงในมีเดียโดยตรง โดยไม่ได้ทำอะไรเพื่อกระตุ้นการงอก เมื่อต้นกล้าอายุ 10-12 วัน ก็จะย้ายลงแปลงปลูกได้

การให้ปุ๋ย จะให้ไปทางสายน้ำหยด โดยเริ่มให้ปุ๋ยครั้งแรก 3 วัน หลังปลูกลงแปลง โดยช่วงแรกให้ปุ๋ย 5 กิโลกรัม ต่อ 8,000 ต้น หรือประมาณ 0.6 กรัม ต่อต้น นำมาผสมน้ำ 50 ลิตร แล้วปล่อยไปพร้อมกับระบบน้ำหยด ให้ปุ๋ยสูตรนี้ไปจนกระทั่งแขวนลูกหรือประมาณ 50 วัน นับจากวันเพาะเมล็ด หรือประมาณ 40 วัน นับจากวันปลูกลงแปลง เปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 อัตราเท่าเดิม จนกระทั่งก่อนตัด ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงงดน้ำ งดปุ๋ย ซึ่งสูตรปุ๋ยของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาพดิน สภาพต้น ต้องปรับกันไปค่ะ นอกจากนี้ ก็จะเสริมด้วยธาตุอาหารเสริมทางใบ กลุ่มแคลเซียม-โบรอน โดยจะเน้นให้ช่วงหลังติดลูกไปแล้ว พ่นอย่างต่อเนื่องจะทำให้เมล่อนเนื้อแน่น น้ำหนักดี อายุการวางตลาดนาน

ระบบจ่ายน้ำและปุ๋ย

นอกจากการดูแลเรื่องน้ำ ปุ๋ย ที่ต้องทำแล้ว ช่วงที่ต้องใช้แรงงานมากกว่าปกติก็คือ การลิดแขนงที่แตกออกมาระหว่างซอกใบออก โดยจะเริ่มลิดแขนงครั้งแรก ตอนอายุ 13 วัน หลังจากนั้น อีก 5-6 วัน ลิดอีกครั้ง แขนงจะลิดไปเรื่อยๆ อายุ 1 เดือนกว่าๆ (35-40 วัน) แต่งลูกโดยเลือกไว้ลูกที่แขนงที่ 9-12 หลังจากนั้น อีก 3-4 วัน คัดลูกที่ดีที่สุดไว้เพียงลูกเดียว พร้อมกับแขวนลูกด้วยเชือกเพื่อช่วยรับน้ำหนักของลูก และเมื่อยอดขึ้นไปสุดค้าง หรือเลย 24-25 ใบ ให้ตัดยอดเพื่อหยุดการเจริญทางยอด ให้อาหารส่งมาเลี้ยงผลมากกว่าที่เปลืองอาหารไปเลี้ยงยอด สำหรับปัญหาโรคและแมลงนั้นชาวสวนเมล่อนต้องเจอและต้องฝ่าวิกฤติให้ได้ โดยโรคที่มีโอกาสสร้างความเสียหายก็คือ ไวรัส ที่มีโอกาสจะระบาดได้ตลอดทั้งปี คุณมิตร ใช้แบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง พ่น ซึ่งครั้งแรกที่นำมาใช้ต้นเมล่อนโตแล้ว ติดลูกแล้วและเจอปัญหาเพลี้ยไฟ ไวรัสระบาดจนยอดหงิกงอ จึงนำแบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง มาใช้ก็แก้ปัญหาได้ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว มาแปลงใหม่นี้คุณมิตรจึงใช้แบล็คโมซ่า+ไอซัคกิ้ง พ่นตั้งแต่แรกๆ เลย

คุณมิตร บอกว่า ในแปลงเมล่อนนี่แทบหนีไม่พ้นพวกเพลี้ยไฟที่มักรุนแรงช่วงแล้ง ซึ่งเป็นช่วงระบาดของเพลี้ยไฟ แมลงพาหะนำเชื้อไวรัส สารเคมีที่ใช้ก็จะมี อิมิดาคลอพริด อะบาเม็กติน เอ็กซอล พ่นสลับกันไปทุก 4-5 วัน นอกจากนี้ ก็จะมีโรคที่สำคัญของแคนตาลูปคือ ราน้ำค้าง สารเคมีที่ใช้ควบคุมโรคที่ใช้ก็จะมี แมนโคเซ็บ เมทาแลกซิล คอปเปอร์ และโบคุ่ม เลือกใช้สลับกันไป

การจำหน่ายผลผลิต การตลาด

การจำหน่ายผลผลิตนั้น มีทั้งส่งซัพพลายเออร์เพื่อส่งห้างสรรพสินค้าและขายให้กับแม่ค้าทั่วไป คุณมิตร บอกว่า เมล่อน 12,000 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 18-20 ตัน ผลผลิตจะส่งจำหน่ายให้กับบริษัทซัพพลายเออร์ที่นำไปส่งให้กับห้างสรรพสินค้าอีกที โดยคัดเลือกแต่เกรด เอ ราคารับซื้ออยู่ที่ 40 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนที่เป็นเกรดรอง หรือลูกที่เล็กหรือใหญ่กว่านี้รวมทั้งลูกเล็กมากก็จะขายแม่ค้าทั่วไป ราคาขายก็ยังจัดว่าสูง ลูกเล็กน้ำหนักกิโลนิดๆ ยังได้ราคา 20 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนเบอร์รองก็ขายแม่ค้า 35 บาท ต่อกิโลกรัม

คุณมิตร บอกว่า ราคานี้ถือเป็นราคาที่น่าพอใจทีเดียว เพราะต้นทุนเมล่อนอยู่ที่ประมาณ 10 บาท ต่อต้น เท่านั้นเอง แต่สามารถขายผลผลิตได้ ต้นละ 50-80 บาท ในแต่ละรอบของการผลิต จึงมีรายได้และผลตอบแทนที่ดีทีเดียว เมล่อน 10,000-12,000 ต้น สามารถทำรายได้กว่า 600,000-700,000 บาท

เมล่อนเป็นพืชที่ทำเงินเป็นก้อนใหญ่ได้ไม่ยาก หากสามารถดูแลจัดการให้เมล่อนฝ่าฟันจนถึงวันที่ได้เก็บผลผลิตได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คุณมิตรยืนหยัดปลูกเมล่อนมานานกว่า 10 ปี พร้อมทั้งรับลูกไร่มาร่วมปลูกเพื่อส่งผลผลิตให้ด้วย ขณะเดียวกันก็ขยายตลาดให้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ คุณมิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา เมล่อน คือพืชที่สร้างฐานะและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและเป็นพืชแห่งความหวังและน่าลงทุนกว่าพืชหลายชนิด ด้วยจุดเด่นตรงที่ทำเงินเร็ว ผลตอบแทนสูง ขอเพียงเราสามารถจัดการให้เมล่อนมีผลผลิตให้เก็บได้เท่านั้นเอง ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งความรู้และประสบการณ์

มะนาวแป้นวโรชา เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากมะนาวแป้น และตั้งชื่อว่า “แป้นวโรชา” ตามชื่อเจ้าของสวน

มีจุดเด่นให้ผลตลอดทั้งปี ขนาดผลใหญ่กว่าแป้นวิเศษเล็กน้อย ให้น้ำเยอะกว่า ผิวเกลี้ยง เป็นมะนาวไม่มีเมล็ดหรือมีก็เล็กและลีบ ไม่ต้องคลึงก่อนบีบน้ำ ที่สำคัญทนทานต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีกว่ามะนาวทั่วไป

สำหรับที่สวนวโรชาแห่งนี้ ยังมีเทคนิคที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกมะนาวอีกมากมายให้ศึกษา เช่น การทำสาวต้นมะนาว เพื่อขยายกิ่งพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง โดยเลือกมะนาวสายพันธุ์แป้นวโรชาที่มีอายุอย่างน้อย 1 ปี แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำสาวต้นมะนาวนั้น จะเลือกต้นแม่พันธุ์ที่มีอายุมาก หรือ 7-8 ปีขึ้นไป เพื่อความชุ่มชื้นกลับมาใหม่

แต่กรณีที่จะขยายกิ่งพันธุ์เพื่อการค้าและให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า สามารถทำสาวต้นมะะนาวที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ต้องการที่จะเอาต้นไหนเป็นแม่พันธุ์ให้สังเกตดูช่วงอายุ 8-12 เดือน ต้นมะนาวจะออกผลมากน้อยเพียงใด หากเห็นว่าดกเด็ดทิ้งทั้งหมด เพราะไม่ต้องการให้เอาธาตุอาหารไปเลี้ยงผล เพราะต้องการให้เลี้ยงลำต้น แตกกิ่งก้านมากกว่า

เมื่อเลือกต้นแม่พันธุ์เรียบร้อยแล้วให้สังเกตกิ่งมะนาวที่แผ่ออกจากลำต้นที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุต หรือ 1 ศอก ใช้กรรไกรตัดต้นไม้ที่มีความคม ตัดกิ่งห่างจากปลายยอดพอประมาณ เลือกตัดหลายกิ่งให้มากที่สุด เพราะวัตถุประสงค์คือต้องการให้ต้นมะนาวแตกกิ่งก้านใหม่ให้มากที่สุด เพื่อตอนกิ่งนั่นเอง

เมื่อตัดกิ่งแล้วใช้ยาฆ่าเชื้อจำพวกเมธาแล็คซิว หรือปูนกินกับหมากทาที่แผลตัดก็ได้ เพื่อป้องกันหรือสกัดเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อราที่อาจเข้าทางแผลที่ตัดเข้าสู่ลำต้น และท่อน้ำเลี้ยง ซึ่งอาจทำให้ต้นมะนาวไม่สมบูรณ์ได้ หรือเน่าถึงที่สุด จากทำดินที่โคนต้นให้เป็นดินร่วนซุยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือหมักตามด้วยปุ๋ยเคมีที่มียูเรีย หรือไนโตรเจนสูง อาทิ สูตร 27-7-7 หรือ 27-6-6

จากนั้นรดน้ำทุกวัน ในปริมาณ 10-15 ลิตร ต่อต้น จากนั้นประมาณ 10 วัน ต้นมะนาวจะเริ่มแตกยอดอ่อนเป็นจุดๆ และโตขึ้นเป็นกิ่งก้านใหม่ ตามกิ่งที่ตัดโดยประมาณ 10-20 กิ่ง ปล่อยไปราว 4 เดือน กิ่งใหม่จะยาวราว 2 ฟุต สามารถตอนกิ่งเพื่อขยายพันธุ์ได้ โดยต้นมะนาว 1 ต้น เมื่อทำสาวแล้วจะแตกกิ่งออกมาต้นละประมาณ 80-100 กิ่ง นั่นหมายถึงการทำสาวต้นมะนาว 1 ต้น จะได้กิ่งพันธุ์เพื่อจำหน่าย หรือพื้นที่ปลูกได้ 80-100 กิ่ง

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวโรชา จันทโชติ สวนวโรชา ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โทร. 088-118-8234, 087-519-1288 มะละกอเรดเลดี้ เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่แพ้มะละกอฮอลแลนด์ ด้วยจุดเด่นคือให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูง 60-80 เซนติเมตร ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 40-50 ผลต่อต้น ต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างวงแหวนได้ดี พื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช กระบี่ และจังหวัดอื่นๆ

คุณเฉลียว มีทองจันทร์ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์นครศรีธรรมราช อาศัยอยู่ที่หมู่ที่ 8 ตำบลเสือหึง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกมะละกอเรดเลดี้เพาะเนื้อเยื่อ สร้างรายได้หลัก ด้วยจุดเด่นของสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตไว ทนต่อโรค และรสชาติความหวานที่ทำได้สูงถึง 15 องศาบริกซ์ ผสมผสานกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่ต้องการของตลาด จนผลิตไม่ทันขาย

คุณเฉลียวเล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกมะละกอเรดเลดี้เพาะเนื้อเยื่อให้ฟังว่า ที่สวนมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชผักและไม้ผลหลากหลายชนิด และต่อมาได้มีการขยับขยายพื้นที่นำมะละกอเรดเลดี้เข้ามาทดลองปลูกภายในสวน ตามคำแนะนำของกลุ่มเครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ว่ามะละกอสายพันธุ์นี้ปลูกแล้วได้ผลผลิตดีกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดจึงตัดสินใจปลูกจำนวน 100 ต้น เพื่อทดลองผิดลองถูกในเรื่องของเทคนิคการปลูกและผลตอบแทนที่จะได้คุ้มค่าหรือไม่ เนื่องจากตนเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านการปลูกมะละกอมาก่อน

“หลังจากที่ผมได้ลงมือปลูกมะละกอรุ่นแรกไป caseyrace.com ก็ได้ผลตอบรับที่ดีมาก จึงได้มีการขยับขยายเพิ่มจำนวนการปลูกขึ้นเรื่อยๆ เป็นรุ่นที่ 2 ปลูกเพิ่ม 140 ต้น จนถึงปัจจุบันเริ่มปลูกรุ่นที่ 3 เพิ่มอีกจำนวน 220 ต้น รวมทั้งหมดตอนนี้ที่สวนผมปลูกมะละกอเรดเลดี้ทั้งหมด 460 ต้น บนพื้นที่เกือบ 5 ไร่”

จุดเด่นของมะละกอเรดเลดี้ของที่สวนสามารถผลิตได้ คือ 1. ได้ผลผลิตต่อต้นสูง 2. ความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-18 องศาบริกซ์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 11 องศาบริกซ์ 3. ผิวของผลมันวาว เนื้อสีแดงสวย ยิ่งถ้าหากนำไปแช่ตู้เย็นแล้วนำมากินจะยิ่งได้กลิ่นหอมเพิ่มขึ้น 4. ทนทานต่อการขนส่งได้ดีกว่ามะละกอกินผลสุกหลายสายพันธุ์ 5. จำหน่ายได้ราคาสูงกว่ามะละกอพันธุ์กินผลสุกทั่วไป ซึ่งด้วยจุดเด่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งมาจากลักษณะประจำพันธุ์ที่ดีมาอยู่แล้ว และอีกส่วนหนึ่งอาจมีผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณสวนมะละกอนี้ตั้งอยู่ในแนวพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ลักษณะดินเป็นดินเหนียว จึงสันนิษฐานว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินน่าจะมีส่วนทำให้รสชาติและคุณภาพของผลผลิตออกมาดีด้วย

“เรดเลดี้” มะละกอกินผลสุก
อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่น่าสนใจ
ปลูกสร้างรายได้ไม่ยาก
คุณเฉลียว อธิบายว่า การปลูกมะละกอสำหรับตนเองนั้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะด้วยปกติธรรมชาติของมะละกอมักจะมีปัญหาเรื่องของโรคเชื้อราที่มาพร้อมกับหน้าฝน หรือเพลี้ยที่มาพร้อมกับหน้าร้อน บวกกับพื้นที่ตรงนี้อยู่ติดกับแนวลุ่มน้ำปากพนัง ลักษณะเป็นพื้นที่ราบ มีสภาพเป็นดินเหนียว สิ่งที่ต้องคำนึงคือการเตรียมดินเตรียมพื้นที่ปลูกอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมถึง วิธีการแก้ปัญหาอันดับแรกคือจะต้องยกแปลงปลูกเป็นหลังเต่า เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังช่วงที่ฝนตกหนัก พร้อมกับการทำคันกันน้ำ ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีจากการทดลองปลูกมะละกอรุ่นแรก ที่ผ่านพ้นมาได้ด้วยดีไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง

การเตรียมดิน จะมีการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ด้วยการนำปอเทืองมาปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบ ยกร่องปลูกสูงประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายน้ำได้ดี เว้นระยะห่างระหว่างต้นระหว่างแถว 2.50 เมตร อยู่ในระยะที่เหมาะสมต้นไม่เบียดกันจนเกินไป

การเพาะกล้า ใช้ต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อในการปลูก เป็นต้นกล้าที่สั่งมาจากฟาร์มที่ผลิตมะละกอจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเหตุผลของการเลือกปลูกด้วยต้นเพาะเนื้อเยื่อ เนื่องจากมะละกอสายพันธุ์นี้มีเมล็ดค่อนข้างน้อยไม่สามารถนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ต่อได้ และทำให้เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง จึงตัดสินใจเลือกต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อในการปลูก ข้อดีคือ ได้ต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตไว และจะได้ต้นสมบูรณ์เพศ (หรือกะเทย) เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้นพันธุ์ค่อนข้างมีราคาสูง

การปลูก ใช้ต้นพ้นธุ์เพาะเนื้อเยื่อที่มีอายุประมาณ 3-4 เดือน หรือต้นกล้าที่มีความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปริมาณ 1/2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงแปลงปลูกได้เลย