ความนิยมของต้นไม้ ของผู้ปลูก ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย

อย่างเช่นขณะที่หางนกยูงฝรั่งออกดอกดี ช่วงนั้นคนจะวิ่งหาหางนกยูงฝรั่ง หรืออินทนิลบานมากๆคนก็ซื้ออินทนิลไปปลูกไม้ขุดล้อมยังมีอนาคตปลูกและจำหน่ายกันมานาน สำหรับไม้ขุดล้อมที่ตำบลชะอม

นอกจากปลูกกันที่ตำบลชะอมแล้ว ยังมีขยายไปตำบลอื่นของอำเภอแก่งคอย รวมทั้งเลยไปทางเขตอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกอีกเล็กน้อย

จากประสบการณ์ที่ทำมานาน คุณนุกูลบอกว่า ไม้ขุดล้อมยังไปได้ผมมีลูกน้อง 10 คน ไม่มีหยุด ทำได้ตลอดปี บางครั้งต้องทำกลางคืนกัน ยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนได้ดี คนที่อื่นอยากทำ…ผมว่าน่าจะทำได้ ไม้ขุดล้อมแหล่งใหญ่อยู่ชะอม แหล่งรองลงมาอยู่ท่ามะเขือ กำแพงเพชร หรือไม้หอมอยู่ดงบัง ปราจีนบุรี ไม้ถุงอยู่องครักษ์

นครนายก ถ้าเกิดใหม่ทำได้ ผมเคยพูดว่าชะอม ไม่เคยมีอยู่ในสารระบบว่าจะมีไม้ใหญ่ไม้เยอะๆอยู่ในประเทศไทย ไม่น่าจะมีก็เกิดได้ ก็เหมือนทั่วๆไป แต่โชคดี อาจจะใกล้กรุงเทพฯ ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างเช่นการคมนาคมสะดวก เขาต้องเลือกที่นี่ สระบุรีเป็นศูนย์กลาง ที่จะไปอิสาน กลาง ใต้ หากไปอยู่ทางเชียงใหม่จะไปภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โอ้โฮไปยากเหมือนกัน” คุณนุกูลให้แง่คิด

และคำแนะนำในการดูแลต้นไม้

เส้นทางจากอำเภอแก่งคอย สระบุรี มุ่งสู่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก จะผ่านตำบลชะอม แหล่งไม้ขุดล้อมที่ใหญ่สุดในประเทศไทย

ผู้ที่จำหน่ายต้นไม้อยู่ริมถนนใหญ่ จำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

คุณนุกูล อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านราว 2-3 กิโลเมตร แต่เจ้าตัวยังจำหน่ายต้นไม้ได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าของมีการปรับตัว เปิดตัวต่อสาธารณะ รวมทั้งทำแบบครบวงจร ตั้งแต่ปลูกเอง จนรับปลูกให้กับผู้ซื้อ

“ปีหนึ่งๆ มีนักศึกษามาดูงาน อย่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เราก็ให้ข้อมูล มหาวิทยาลัยยูท่าห์ สหรัฐอเมริกามาผมก็เป็นวิทยากร …สิงคโปร์ซื้อ

ไปตู้ละต้นคอนเทนเนอร์ เป็นไม้ใหญ่ รถมาที 30-40 คัน ตลาดต่างประเทศมีอินเดีย ดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรตต์ การซื้อขายเป็นเรื่องปกติ ล้างราก ที่ไม่มีปัญหาเลยคือจีน ไม้ 4 นิ้ว ก่อนโอลิมปิคซื้อไปมาก งานใหญ่สุดเคยซื้อมากสุด 2 ล้านบาท รายอื่นๆก็ 2-3 แสนบาท ถ้าให้ปลูก คิดค่าแรงต้นละ 50 บาท ต้นขนาดไม่ใหญ่ คือบวกค่าขุดหลุมค่าค้ำยัน”

คุณนุกูลบอก และเล่าต่ออีกว่า

“ทำต้นไม้ต้องมีทุนบ้าง ใจสู้ เพราะว่าบางครั้ง 2 ปีปลูกอยู่กับดินจึงขายได้ ตอนนี้ปากช่องมาซื้อมาก ต่างประเทศมาซื้อเรื่อยๆ ไปตะวันออกกลางมาเรื่อยๆ…สรพงศ์ ชาตรี มาซื้อต้นไม้ที่นี่ …เสียมของชาวชะอม ทำหน้าที่ทั้งเสียมและขวาน ผลิตที่นี่ที่เดียว ทำจากเหล็กแหนบ มีช่างอยู่ เดี๋ยวนี้ ราคา 550 บาท เมื่อก่อน 200 บาท ที่เราทำมาผมขายปีละกว่า หมื่นต้น ราคา 50 บาท ถูกสุด ใหญ่สุด 1.8 หมื่นบาท เขานำไปปลูกเอง มีโอกาสตายค่อนข้างเยอะ บางคนไม่รู้ มีแบ็คโฮ ปลูกลึกตาย จริงๆแล้ว ปลูกแค่มีสะแลนดำๆเท่านั้นจะไม่ล้ม ปลูกลึก 3-5 เดือนตาย เมื่อเขาซื้ออธิบายให้เขาทราบ ขุดหลุมลึกขุดเท่านี้นะ รดน้ำ กรณีที่ตายมี”

สาม…น้ำมากเกินไป พื้นดินกรุงเทพฯมีปัญหาเรื่องน้ำมากเกิน กรุงเทพฯดินเหนียวน้ำซึมผ่านยาก ไม่รดน้ำ น้ำขาดก็ตายได้

วิธีการรักษา รดน้ำไม่มากหรือน้อยเกินไป อาจจะเว้นวัน ช่วงแรกๆถี่หน่อย จากนั้นอาทิตย์ละครั้ง ปลูกต้นไม้ควรต้นฤดูฝนเดือนมีนาคม เพราะว่าต้นไม้บ้านเราไม่สู้หนาว กันยายน น้ำมากเกินไป

ไม้ตำบลชะอมมีคุณภาพ

คุณนุกูลอธิบายว่า ลมเมืองไทยเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถึงปลูกด้วยเมล็ดก็มีโอกาสล้ม ไม้ที่ตนปลูกมีล้มบ้าง แต่ส่วนใหญ่รากก็ขยายออก เพื่อความอยู่รอดของต้นไม้ ดูแลดีเกินไปต้นงาม อาจจะล้มได้ ดังนั้นปีสองปีแรกอย่าดูแลดีจนเกินไป ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติบ้าง อย่าเร่งมากนัก

“คนที่เลือกไม้ฉลาด…เขาเลือกไม้แคระแกร็น เลือกอย่างนั้น เพราะผ่านการอดทนมาก่อน เมื่อปลูกลงดินมีโอกาสรอดมาก เลือกสวยๆมีโอกาสตาย…สินค้าที่ชะอมดีอย่างไร…ปลูกแล้วโตเร็ววันเดียว ดูแลรักษาง่าย สู้ไฟได้ ใครจะถอยรถเหยียบเห็น ปลูกกล้าเล็กๆตายง่าย หากปลูกด้วยต้นเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้วดูแลรักษาง่าย โอกาสรอด 80 เปอร์เซนต์ หากปลูกด้วยกล้าเล็กๆโอกาสตาย 80 เปอร์เซนต์ ตรงกันข้ามเลย ไม้ขุดล้อมให้ร่มเงาได้ดี…เร็ว ปรับภูมิทัศน์ได้สวย ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการใช้สอยไม้ที่ปลูก

แต่ไม้บางอย่างใช้สอยได้ อย่างมะฮอกกานี ผมแนะนำ อย่างอื่นตะเคียน มะฮอกกานียุโรปทำด้ามปืน ทำพื้นบ้าน เป็นผลพลอยได้จากการปลูกเพื่อความสวยงาม ที่โรงพยาบาลสระบุรีมีอยู่ต้นหนึ่ง ตั้งแต่สมัยนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช ปลูกตั้งแต่ ปี 2510-2511 เดี๋ยวนี้ 3 คนโอบ ต้นนั้นมโหฬารเลย ตรง…สวยมาก มีที่ว่างปลูกไว้ ใครปลูกไว้ ตอนนี้อายุ 30-40 ปี มีโอกาสได้ใช้ กระถินเทพาก็ดี มีคน ส่งเนื้อไม้ไปที่จังหวัดแพร่ ผมก็ปลูกไว้ดีกว่าปล่อยให้รกร้าง”คุณนุกูลบอก

ป่าบ้านทุ่งตะเซะ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ มีสภาพเป็นป่าชายเลน เชื่อมระหว่างทะเลอันดามัน กับป่าบกที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต พันธุ์ป่าชายเลน ไม่ว่า จะเป็นโกงกางใบเล็ก แสมดำ ปรง ปอทะเล หยีทะเล แม้กระเช้าผีมด หรือ ต้นหัวร้อยรู เป็นต้น ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ในเรื่องการดูแลสุขภาพโดยอาศัยสมุนไพรในพื้นที่ในการรักษา

และกว่าจะผ่านความเป็นป่าที่สมบูรณ์มาได้นั้น ได้ผ่านเรื่องราวการต่อสู้มาแสนสาหัส เนื่องจากป่าถูกทำลายจากสัมปทาน ระหว่างปี 2536-2538 ผู้ใหญ่น้อม ฮั้นเย็ก ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 9 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ริเริ่มระดมความคิด ปลุกจิตวิญญาณของคนในชุมชน ให้เห็นคุณค่าของป่าชายเลน เนื่องจากถูกทำลายไปมาก สร้างผลกระทบต่อชุมชน รณรงค์ทุกวิถีทางเพื่อที่จะชุมชนเกิดความรู้สึกห่วงแหน ป่าชายแห่งนี้ หลายต่อหลายครั้ง ที่ร่วมกับชุมชน ร่วมกันปลูกป่าชายเลนรอบๆหมู่บ้าน พร้อมเสนอความต้องการจัดการพื้นที่ป่าใช้สอยของชุมชน

กระทั่งสามารถตั้งศูนย์แห่งการเรียนรู้ป่าชายเลนชุมชนทุ่งตะเซะ จนกลายเป็นห้องเรียน ขนาดใหญ่ทุกวันนี้ผู้ใหญ่น้อม ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์แห่งป่าชายเลนชุมชนทุ่งตะเซะ เป็นวิทยากรถ่ายให้กับผู้ที่สนใจ ในเรื่องป่าชายเลน เพราะผู้ใหญ่น้อม ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปลูกและผู้ดูแลต้นไม้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มากกว่า 20 ปี

สมุนไพรในชุมชนกระเช้าผีมด หรือ ต้นหัวร้อยรู เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ในป่าชายเลน ที่อาศัยต้นไม้ใหญ่อื่น ในป่าชายเลน ผู้ใหญ่น้อม นำเพาะปลูก เพื่อการค้า สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเผยแพร่การขยายพันธุ์ ให้ชุมชนได้เรียนรู้

“เริ่มเพาะพันธุ์มาประมาณ 2-3 ปีมานี้เอง ตอนนี้มีประมาณ 150 ต้น ราคาซื้อขายกันประมาณ กิโลกรัมละ 500 บาทถือว่าราคาดี มีพ่อค้าหลายรายต้องการสมุนไพรชนิดนี้ ”

ขั้นตอนการเพาะพันธุ์

1.นำน้ำมาใส่ถังประมาณ 2/4 ส่วน

2.นำมีดมาตัดเปลือกมะพร้าวพอประมาณเท่ากับหัวร้อยรู

3.นำเปลือกมะพร้าวที่ตัดแล้วมาแช่น้ำในถังพอหมาดๆ

4.นำเปลือกมะพร้าวที่แช่น้ำแล้วขึ้นมาจากถัง แล้วนำหัวร้อยรูมาทาบกับเปลือกมะพร้าว

5.นำเชือกที่ตัดแล้วมามัดหัวร้อยรูกับเปลือกมะพร้าว

6.ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้รากของหัวร้อยรูงอกขึ้นมากเกาะกับเปลือกมะพร้าว

7.จากนั้นเมื่อเสร็จแล้ว ก็นำหัวร้อยรูที่เตรียมไว้จากขั้นตอน 1-6 ไปมัดผูกไว้กับต้นไม้ในป่าชายเลน หรือต้นไม้ใหญ่เพื่อที่จะได้หัวร้อยรูแพร่พันธุ์ต่อไป

ประโยชน์อีกประการของการอยู่ใกล้ป่าชายเลน คือ สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติ ทำให้แต่ละวันมีน้ำขึ้น-น้ำลง เป็นปัจจัยสำคัญทางระบบนิเวศที่ทำเกิดการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนสิ่งมีชีวิตและสารอาหารที่มีอยู่ในพื้นที่และนอกพื้นที่ มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดระยะเวลาในการเข้าป่าเพื่อหาอาหารของชาวบ้าน โดยชาวบ้านจะเข้าป่าช่วงน้ำลง ในแต่ละวันจะเป็นช่วงเวลาแตกต่างกันไปสั้นบ้างยาวบ้าง ทำให้อาหารที่หาได้จากป่าต่อครั้งมีพอกินในครอบครัว น้ำขึ้น-น้ำลง เป็นวิธีธรรมชาติสร้างขึ้น เพื่อกำหนดการใช้ทรัพยากรจากป่าที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการดูแลสิ่งมีชีวิตในป่าแห่งนี้

หากไม่มีน้ำขึ้น มีแต่น้ำลงอย่างเดียว ความอุมสมบูรณ์ในป่าคนหมดเร็วขึ้น คนจะเข้าป่าไปหาอาหารกันได้ตลอดเวลา ไม่มีเวลาให้สัตว์น้ำและพืชได้ฟื้นฟู

“ตราบใดที่ป่าอยู่ คนยัง เพราะคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้”ตลอดระยะเวลา 19 ปี ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ภาคภูมิใจที่ได้สืบสานแนวพระราชปณิธาน “ปลูกป่า…สร้างคน” ของ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ที่อุดมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งมหาวิทยาลัยในสวน” และเดินหน้า โครงการ “รักษ์ป่าน่าน” ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มน้ำในภาคเหนือและภาคกลาง

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่สังคมในทุกโอกาส ทำหน้าที่ “ผลิตบัณฑิต” ซึ่งเป็นอนาคตสำคัญของประเทศชาติไปแล้วกว่า 20,526 คน ทำงานอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้การนำของ รศ.ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มุ่งมั่น “สร้างคน สร้างความรู้ สร้างคุณภาพ และสร้างคุณธรรม” เน้นพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของพี่น้องภาคเหนือตอนบน ตลอดจนประชาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

“ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 มฟล. ตั้งใจเป็นมหาวิทยาลัยของโลก (World University) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ทุกวันนี้โลกกำลังก้าวสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวินาทีของ มฟล. เต็มไปด้วยเรื่องราวความท้าทาย พวกเรามุ่งทำงานเชิงรุก เพื่อก้าวสู่เป้าหมายใหม่ที่ท้าทายต่อไปไม่สิ้นสุด” รศ.ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าว

ครบรอบวันสถาปนามหาวิทยาลัยในปีนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้จัดงาน “20 ปี แม่ฟ้าหลวงวิชาการ” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิชาการงานวิจัยตลอด 20 ปี ที่โดดเด่นสู่สาธารณชน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น กิจกรรมเสวนายุทธศาสตร์ชาติกับการสนับสนุนงานวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ การเปิดตัวสถาบันและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง การเสวนาการชะลอวัยในศตวรรษที่ 21 การเสวนาเรื่องทิศทางเครื่องสำอางไทยกับการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ การแข่งขันวิชาการ MFU Cosmetic Rising Star Contest 2018 ผลงานร่วมกับผู้ประกอบการด้านการแพทย์/สมุนไพร ฯลฯ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้จัดห้องนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิชาการงานวิจัยที่โดดเด่นตลอด 20 ปี สู่สาธารณชน ภายในงานมีการนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถ่ายทอดเทคโนโลยีของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษา ประชาชน รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ และการต่อยอดทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งผลงานวิจัยหลายชิ้นได้สร้างชื่อเสียง ความภาคภูมิใจให้แก่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจและแนวคิดให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ไปพร้อมๆ กัน

สมุนไพรเพื่อชีวิตมีสุข“โครงการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา” มีภารกิจหลักในการสะสมพรรณไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งจัดแสดงพรรณไม้ในรูปแบบของสวนที่แตกต่างกัน โดยจัดสร้างสวนวิวัฒนาการ แบ่งประเภทเป็นกลุ่มพืชไม่มีท่อลำเลียง กลุ่มพืชเมล็ดเปลือย และกลุ่มพืชมีดอก

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ตั้งใจพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทางพฤกษศาสตร์ในลักษณะอุทยานการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ เน้นการอนุรักษ์และเผยแพร่พืชพรรณไม้ต่างๆ ที่หายากของประเทศไทย สำหรับสวนสมุนไพร ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม ศึกษาหาความรู้ของพืชสมุนไพร จำนวนกว่า 5,000 ต้น 330 ชนิด

โครงการสวนพฤกษศาสตร์นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง โดยนักวิจัยได้หยิบยกพืชสมุนไพรและสารสกัดจากสมุนไพรตามธรรมชาติไปใช้เป็นยาและเครื่องสำอาง

“เจ้าคุณวัน” ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ภายใต้แนวคิด “The Power of Nature” ด้วยความเชื่อมั่นในพลังการรักษาจากธรรมชาติที่จะคืนสมดุลแก่ร่างกาย ด้วยคุณค่าของสมุนไพรและภูมิปัญญาไทยที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผู้บริโภคจำนวนมากจึงนิยมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเจ้าคุณวันเป็นของขวัญของฝากญาติผู้ใหญ่และบุคคลที่เคารพนับถือ ได้แก่ เจลกากเมล็ดชา ขี้ผึ้งเสลดพังพอน ขมิ้นชัน ยาเขียวหอม ฟ้าทลายโจร เม็ดอมอดบุหรี่โปร่งฟ้า ยาธาตุบรรจบ ยาหอมเนาวโกฐ ขี้ผึ้งมะแขว่น น้ำมันมะแขว่น และสเปรย์มะแขว่นไล่ยุง ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบจากงานวิจัยพืชสมุนไพร ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้แก่ ‘ครีมบำรุงผิวผสมสารสกัดชันครั่ง’ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและมีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวนุ่ม กระจ่างใส ‘ครีมกันแดด ผสมสารสกัดเปลือกสับปะรด’ ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ที่เป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ ‘ครีมกันแดด ผสมสารสกัดเชอรี่กาแฟ’ ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ทำให้ผิวชุ่มชื้น ดูกระจ่างใส ‘เซรั่มบำรุงเพิ่มความกระจ่างใส ผสมสารสกัดเห็ดหูหนูขาว’ สร้างความชุ่มชื่น ลดริ้วรอย ฯลฯ

ปี 2560 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดตั้งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงขึ้น ประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง สำนักวิชาทันตแพทย์ ต่อมา ปี 2561 รัฐบาลได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรในศูนย์การแพทย์ด้วย ทั้งนี้การก่อสร้างศูนย์การแพทย์ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนสิ้นปีนี้ ในปี 2562 พร้อมเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ยังใช้เป็นแหล่งฝึกฝนความรู้ให้กับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และนักศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วิจัย…เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคลินิกเทคโนโลยี ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้ชื่อ “คลินิกเทคโนโลยีเครือข่ายมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” นับตั้งแต่ ปี 2555 เป็นต้นมา โดยมีภารกิจหลักในด้านการให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการสู่สังคม เช่น กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดหาผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ไขปัญหาผลิตภัณฑ์ เครื่องมือ เครื่องจักร และให้คำปรึกษาด้านการแปรรูปอาหารในรูปแบบต่างๆ การพัฒนาคุณภาพสินค้าในพื้นที่เชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรในท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร ได้แก่

แปรรูปสับปะรดพันธุ์ภูแลอบแห้งด้วยไมโครเวฟร่วมกับลมร้อน” ผลงาน ผศ.ดร. พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์ และคณะ สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นต้น

สับปะรด เป็นสินค้าเกษตรมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย เดิมปลูกมากในเขตตำบลบ้านดู่ ตำบลนางแล และตำบลท่าสุด ประมาณ 4,500 ไร่ เนื่องจากสับปะรดปลูกง่าย ขายได้ราคาดี กิโลกรัมละ 18-20 บาท เกษตรกรจึงแห่ปลูกสับปะรดกว่า 67,924 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปัตตาเวีย 45,900 ไร่ พันธุ์ภูแล 18,814 ไร่ และนางแล 3,220 ไร่ ปรากฏว่าปีนี้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเกือบ 200,000 ตัน จึงเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด เกษตรกรเดือดร้อนมาก เพราะขายสับปะรดไม่ออก ราคาสับปะรดเหลือแค่กิโลกรัมละ 1-2 บาท

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เข้าไปช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการอบแห้งสับปะรด โดยใช้ระบบไมโครเวฟร่วมกับลมร้อน ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสับปะรด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถลดระยะเวลาการอบแห้งสับปะรดจากเดิม 25 ชั่วโมง ให้เหลือแค่ 6 ชั่วโมง โดยยังคงมีกระบวนการแปรรูปสับปะรดภูแลอบแห้งที่สะอาด ถูกหลักอนามัย รสชาติเปรี้ยวอมหวาน เหนียวหนึบ อร่อย ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค แถมช่วยลดต้นทุนการผลิต และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังช่วยปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสับปะรดภูแลอบแห้งให้น่าสนใจ เพิ่มโอกาสการขายทั้งในประเทศและส่งออก ช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

“ติดฉลากบ่งชี้อายุของสับปะรดภูแลที่ตัดแต่งแล้ว” ผลงาน ผศ.ดร. พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์ ดร. วิรงรอง ทองดีสุนทร และคณะ ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสับปะรดพันธุ์ภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคในระหว่างการเก็บรักษา พัฒนาระบบการเปลี่ยนแปลงสีของตัวชี้วัดที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ และพัฒนาตัวชี้วัดการเสื่อมเสียและอายุการเก็บรักษา เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย โดยสีที่ใช้เป็นอินดิเคเตอร์ (pH-Indicator) คือสีผสมของ สารเมทิล (Methyl) สีส้ม สีแดง และสีเขียว นำมาขึ้นรูปเป็นฟิล์ม สีจะเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับการสร้างเอทิลอะซิเตต กรดอะซิติก คาร์บอนไดออกไซด์ และการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ หากสีบนบรรจุภัณฑ์เปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีแดง บ่งบอกได้ว่า สับปะรดชิ้นดังกล่าวมีคุณภาพไม่เหมาะแก่การบริโภค

ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมกะทิมะเขือเผา ผลงานกลุ่มนักศึกษาสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งมี ดร. ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล และ ดร. จิรัฏฐ์ ศิริเมืองมูล เป็นที่ปรึกษา ได้ร่วมมือกับ บริษัท ชวี่เฉวียน ฟูดส์ จำกัด เป็นผู้ส่งออกของไทย ได้นำมะเขือม่วงดองพันธุ์เซนได ที่ตกเกรดส่งออก นำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะ “ไอศกรีมมะเขือเผา” ที่มีความโดดเด่นจากการผสมผสานกลิ่นมะเขือเผาและกะทิ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไอศกรีม เพียงแค่เทน้ำซอสและรับประทานคู่กับมุกป๊อปก็อร่อยและสนุกได้ ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาการย่อยน้ำตาลแล็กโตส ที่ไม่สามารถรับประทานไอศกรีมที่ทำมาจากนมได้

นวัตกรรมเครื่องดื่มชงร้อนจากเปลือกมังคุดผสมเบอร์รี่ ผลงาน ดร. ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ที่ศึกษาวิจัยเปลือกมังคุด ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่มในลักษณะ“ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชงร้อน” โดยนำเปลือกในของมังคุดผสมเบอร์รี่บรรจุในถุงเยื่อกระดาษ (Tea bag) ทำให้สะดวกต่อการชงดื่ม และผู้บริโภคยังได้สารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร ก่อให้เกิดรายได้สู่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังมีผลงานทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และสมุนไพร ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและพัฒนานวัตกรรม เลขที่ 333 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57100 โทรศัพท์ 053-917-003 โทรสาร 053-917-004 E-mail: mfii@mfu.ac.th

หม้อห้อม เป็นคำพื้นเมืองของภาคเหนือ มาจากการรวมคำ 2 คำ คือคำว่า หม้อ และคำว่า ห้อม คำหลังนั่นหมายถึงพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่ใช้ใบและกิ่งมาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า เรียกกันว่าผ้าหม้อห้อม

คนเหนือใส่ผ้าหม้อห้อมกันมาก ใส่กันมาเนิ่นนานกาเล เดิมนั้นใส่กันในชีวิตประจำวัน ใส่ไปไร่ไปนา เขาว่ากันว่าผ้าหม้อห้อมยิ่งเก่ายิ่งเก๋า สีจะแปลงเป็นสีครามอ่อน เหมือนผ้ายีนส์ที่เขาว่าถ้าจะให้สวยต้องเก่าหรือไม่ก็ไปฟอกให้มันเก่านั่นแล

มายุคใหม่นี่ผ้าหม้อห้อมกลายเป็นผ้าที่ถูกจัดเป็นผ้าใส่ในโอกาสอันจะแสดงความเป็น “คนเมือง” ของคนในภาคเหนือ งานบุญ งานกุศล เขาจะใส่เสื้อผ้าตัดเย็บด้วยผ้าหม้อห้อม ก่อนนี้ก็เน้นผู้ชายเป็นหลัก แต่บัดนี้ผ้าหม้อห้อมเอามาตัดเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงได้มากมาย สวยเก๋ไม่น้อย และนิยมกันทั่วไป

แม้จะใส่กันไปทั้งภาค แต่แหล่งที่ว่ากันว่าเป็นต้นตอของผ้าหม้อห้อม และจนบัดนี้ก็เป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดในประเทศก็คือบ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ตำบลทุ่งโฮ้งเดิมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ประชาชนในท้องถิ่นเป็นชาวไทยพวน เรียกว่า “บ้านตั้งโฮ้ง” หมายความว่า ทั่งสำหรับช่างใช้รองรับในการตีเหล็ก จึงเกิดการสึกหรอหรือเป็นแอ่งหรือหลุมเนื่องจากประชาชนเกือบทุกหลังคาเรือน จะมีอาชีพตีเหล็ก ใช้เป็นภาชนะอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ จนได้ขนานนามว่าบ้าน “ตั้งโฮ้ง” ต่อมาได้เปลี่ยนหรือเพี้ยนไปเป็น “ทุ่งโฮ้ง”