ความผิดพลาดดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนสอนใจ ที่ต่อ

เพื่อนเกษตรกรมือใหม่ ที่อยากปลูกต้นมะขามเทศว่า ควรปลูกในระยะห่างต่อต้น ประมาณ 12 เมตร ตั้งแต่ลงทุนครั้งแรก เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการสวนในอนาคต มะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพู เป็นไม้ผลที่ดูแลง่าย หลังปลูกแค่ดูแลตัดแต่งกิ่งที่รกออกไป คอยตรวจสอบโรคแมลงเป็นระยะๆ ในช่วงที่ให้ปุ๋ยให้น้ำว่า ต้นมะขามเทศเกิดอาการผิดปกติตรงไหนบ้าง ทั้งนี้ ต้นมะขามเทศ มักออกดอก ประมาณเดือนตุลาคม ทยอยบานเรื่อยๆ ผลแก่ประมาณเดือนธันวาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม-เมษายน

แม้มะขามเทศจะเป็นไม้ผลทนแล้ง แต่ต้องคอยดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ควรงดให้น้ำในช่วงก่อนออกดอก เพื่อพักตัวสะสมอาหารเตรียมความพร้อมก่อนออกดอก หลังต้นมะขามเทศติดดอกออกฝักแล้ว จึงค่อยให้น้ำตามปกติ ช่วงที่ฝักเริ่มแก่ ระวังอย่าให้น้ำมาก เพราะจะทำให้คุณภาพฝักไม่ดี ฝักแตกเร็วขึ้น เนื้อไม่แน่นและรสชาติไม่ดี ช่วงฤดูฝน คอยดูแลใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้น ก่อนหมดช่วงฤดูฝน คอยดูแลตัดแต่งกิ่งให้ต้นเตี้ย เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิตในรุ่นต่อไป ช่วงเดือนพฤศจิกายนดูแลฉีดยาป้องกันแมลงพร้อมให้ปุ๋ยให้น้ำ พร้อมสอดส่องแมลงศัตรูพืชเป็นระยะ

“ก่อนปลูกมะขามเทศพันธุ์นี้ ผมได้ศึกษาสายพันธุ์มะขามเทศทั้งหมด พบว่า มะขามเทศพันธุ์อื่นๆ หากเจอฝน ผลผลิตมักจะเสียหายทั้งหมด แต่มะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพูทนแล้ง ทนฝน ได้ดีเยี่ยม แถมให้ผลผลิตรสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ” คุณไพฑูรย์ กล่าว

โรค และแมลง

แมลงศัตรูพืชที่เจอในไร่สวนขวัญ ได้แก่ “ไรแดง” มักพบในช่วงฤดูร้อน สังเกตได้จากต้นมะขามเทศมีอาการใบเหลือง และฝักมีขนาดแคระแกร็น สามารถแก้ไขได้ โดยฉีดพ่นยาป้องกันไรแดงที่หาซื้อได้ในร้านขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรทั่วไป

ในช่วงที่ฝนตก นอกจากทำให้เกิดโรคราสนิมแล้ว ยังเจอแมลงปีกแข็งอีกชนิด ที่มีลักษณะคล้ายมอด ซึ่งคุณไพฑูรย์ก็ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร แมลงศัตรูพืชชนิดนี้ทำให้ฝักเน่าเสีย ตรวจเจอแมลงชนิดนี้อยู่ในฝักมะขามเทศสีแดงที่เก็บลงจากต้นไม่หมด ทำให้แมลงชนิดนี้มีโอกาสขยายพันธุ์ได้ ปัจจุบันสวนมะขามเทศของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ต่างได้รับความเสียหายจากปัญหานี้ด้วยเช่นกัน แมลงชนิดนี้จะกัดกินผลผลิตตั้งแต่ระยะฝักอ่อน เมื่อฝักแก่เนื้อในจะเน่าเสียทันที จนถึงขณะนี้เกษตรกรยังไม่สามารถกำจัดแมลงชนิดนี้ได้ เพราะแมลงชนิดนี้ค่อนข้างดื้อยาสารเคมีกำจัดแมลง

“ฝน” คือ จุดอ่อนของมะขามเทศ

ผู้เขียนได้ทดลองชิมมะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพู ก็รู้สึกชอบใจ เพราะมีรสชาติหวาน มัน อร่อย แต่คุณไพฑูรย์บอกว่า เมื่อปี 2559 มะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพูมีรสชาติหวานมันมากกว่านี้ สาเหตุที่ผลผลิตมีค่าความหวานลดลง เนื่องจากปีนี้เจอพายุฝนก่อนช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตนั่นเอง

“ต้นมะขามเทศจะกลัว ‘ฝน’ มาก เจอฝนเมื่อไร ผลผลิตเสียหายทุกที เมื่อ ปี 2559 สวนของผมเก็บผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อยออกขายได้เต็มที่ ผลผลิตไม่มีเสียหายเลย เพราะไม่มีปัญหาฝนตกในช่วงเก็บเกี่ยว แต่ปีนี้เจอผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวน ทำให้รสชาติผลผลิตเพี้ยนตามไปด้วย แถมเจอพายุฝนอีกต่างหาก ปีนี้เก็บผลผลิตออกขายได้เท่านี้ ผมถือว่าโชคดีแล้ว” คุณไพฑูรย์ กล่าว

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

จุดเด่นของมะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพู คือ ผลอ่อน ฝักดิบ จะมีสีเขียวอ่อน เนื้อในสีขาว เมื่อฝักสุกแก่เต็มที่ เปลือกและเนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู ฝักสวยสีสวย น่ารับประทาน โดยทั่วไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ต้นมะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพูจะให้ผลผลิตสวยมาก และมีรสชาติดี ต้นมะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพูของไร่สวนขวัญเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ 1-2 ปีแรกของการปลูก หากบำรุงรักษาที่ดี สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ตั้งแต่ปีแรกที่ปลูกได้เลย เนื่องจากคุณไพฑูรย์ทำงานประจำ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลไร่สักเท่าไร จึงปล่อยให้ต้นมะขามเทศเติบโตสมบูรณ์เต็มที่เสียก่อน จึงค่อยเก็บผลผลิตรุ่นแรกออกขายในปีที่ 3

ผลผลิตรุ่นแรกและรุ่นสอง สร้างรายได้เข้ากระเป๋าถึงปีละ 1.5 แสนบาท ส่วนผลผลิตรุ่นที่สามที่เก็บเกี่ยวช่วงปีที่แล้ว สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนบาท ทุกวันนี้ ไร่สวนขวัญมีต้นทุนค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างแรงงานสอย เฉลี่ยวันละ 2-4 คน โดยมีค่าจ้างแรงงาน วันละ 250-300 บาท หลังหักลบต้นทุนแล้ว ยังเหลือผลกำไรหลักแสนต่อไร่

“ช่วงแรกที่ผมปลูกมะขามเทศ มะขามเทศซื้อขายในท้องถิ่น อยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท เท่านั้น หลังปลูกไปได้ 2 ปี ราคาขายเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 80-100 บาท ผมเก็บผลผลิตไปขายในงานเจียไต๋แฟร์ ปรากฏว่าขายดี เพราะนักท่องเที่ยวนิยมซื้อมะขามเทศกันมาก เพราะเป็นไม้ผลที่มีวิตามินซีสูง ดีต่อสุขภาพ” คุณไพฑูรย์ กล่าว

ผลผลิตช่วงปี 2558/2559 ในหมู่บ้านของคุณไพฑูรย์ มีแม่ค้าเข้ามารับซื้อมะขามเทศในราคาหน้าสวน ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ผลผลิตรุ่น 2529/2560 ช่วงต้นฤดู ราคารับซื้อหน้าสวน อยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท แต่หลังจากสวนมะขามเทศโดนพายุฝนเมื่อช่วงต้นปี 2560 ราคารับซื้อหน้าสวนปรับตัวลดลง เหลือแค่กิโลกรัมละ 50 บาท เท่านั้น

คุณไพฑูรย์ คิดว่า หากขายส่งผ่านแม่ค้าคนกลาง จะต้องถูกกดราคารับซื้อตามเกรดและขนาดฝัก ทำให้ขายผลผลิตไม่ได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาจึงตัดสินใจเปิดแผงขายผลผลิตของ “ไร่สวนขวัญ” ริมถนนทางหลวงแทน เพราะทำเลที่ตั้งของไร่สวนขวัญอยู่ใกล้กับเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก เขาคัดสินค้าสวย เกรด เอ เบอร์ใหญ่ ออกขายในราคากิโลกรัมละ 60-80 บาท

“เกษตรกรมักนิยมเก็บฝักสีเขียวที่เปิดแย้มด้านใน มองเห็นเมล็ดฝักสีดำ เพื่อขายส่งให้กับแม่ค้าที่มารับซื้อผลผลิตหน้าสวน ซึ่งมะขามเทศจะเริ่มสุกมีสีชมพูแดงในช่วงที่วางขายในตลาดพอดี แต่ไร่สวนขวัญ มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง จึงทยอยเก็บผลผลิตที่กำลังเริ่มสุก ฝักมีสีชมพูแดงออกวางขายได้ทุกวัน ตลอดระยะเวลา 3 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ของทุกปี ช่วยสร้างผลกำไรได้ดีกว่าขายส่งให้แม่ค้าคนกลาง” คุณไพฑูรย์ กล่าว

“ขายกิ่งพันธุ์” เพิ่มรายได้

ปัจจุบัน เกษตรกรที่ปลูกต้นมะขามเทศ นอกจากจำหน่ายผลผลิตในช่วงฤดูกาลแล้ว หากเกษตรกรรายใดมีฝีมือด้านเพาะขยายพันธุ์พืช สามารถผลิตกิ่งพันธุ์มะขามเทศออกจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ราคาซื้อขายกิ่งพันธุ์มะขามเทศ เฉลี่ยกิ่งละ 25 บาท เนื่องจากต้นมะขามเทศขยายพันธุ์ได้ยาก แถมเจอวิกฤตภัยแล้ง ราคาซื้อขายกิ่งพันธุ์เมื่อปีที่แล้ว จึงปรับเพิ่มเป็น 35 บาท

สำหรับปีนี้ ตลาดมีความต้องการกิ่งพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น แต่มีจำนวนกิ่งพันธุ์น้อยกว่าความต้องการของตลาด ทำให้ราคาซื้อขายขยับขึ้นเป็นกิ่งละ 50 บาทแล้ว ขณะที่ราคาซื้อขายกิ่งพันธุ์ในท้องตลาดทั่วไป (นอกจังหวัดกาญจนบุรี) สูงถึงกิ่งละ 80-100 บาท ขณะนี้มีเกษตรกรหลายรายสนใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะขามเทศพันธุ์ฝักสีชมพู ของ “ไร่สวนขวัญ” ซึ่งคุณไพฑูรย์จะเริ่มตอนกิ่งออกขายในช่วงฤดูฝน เพื่อให้กิ่งพันธุ์ติดรากได้ดีขึ้น หากใครสนใจก็ติดต่อสั่งซื้อกับ คุณไพฑูรย์ สุนทรวิภาต ได้ที่เบอร์โทร.

พื้นที่อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกมะม่วงทั้งผลดิบและผลสุกหลายสายพันธุ์

พื้นที่ปลูกที่รวมกันหลายพันไร่ เฉพาะตำบลทุ่งนางาม มีมากกว่า 600 ไร่ ในจำนวนกว่า 600 ไร่ ไม่ได้มีเกษตรกรเพียงรายเดียว แต่มีเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ และรวมกลุ่มกันเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

คุณไพศาล จันจินดา ชาวทุ่งนางามโดยกำเนิด เล่าให้ฟังว่า ในอดีตเกษตรกรละแวกนี้ปลูกพืชไร่ เพิ่งเริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงเมื่อปี 2530 ในระยะแรกปลูกมะม่วงทองดำ เพราะเป็นมะม่วงที่มีในตลาดน้อย ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพิ่งเข้าสู่ตลาดการค้ามะม่วงใหม่ๆ และการเลือกปลูกมะม่วง เพราะเห็นว่า การปลูกพืชล้มลุก เมื่อหมดรอบการผลิตก็ต้องลงปลูกใหม่ แต่สำหรับไม้ผลอย่างมะม่วง ปลูกเพียงครั้งเดียว เก็บผผลผลิตได้ทุกปี โดยไม่ต้องเริ่มปลูกใหม่ ทำเพียงบำรุงต้นก็ได้ผลผลิตเก็บขายได้แล้ว

“ผมมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 40 ไร่ ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ทองดำ เขียวเสวย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ น้ำดอกไม้สีทองเบอร์ 4 ปลูกอย่างละ 5-10 ไร่” เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของคุณไพศาล ได้รับรางวัลที่ 2 ของการประกวดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จากจำนวนผู้ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 15 ราย การประกวดมีขึ้นภายในงานมหกรรม มะม่วงดี มะยงชิดเด่น ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหุบป่าตาด ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี การตัดสินการประกวด ขึ้นอยู่กับความหวานเป็นปัจจัยสำคัญ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 ต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 15-16 บริกซ์ จากนั้นพิจารณาจากรูปทรงและผิว

ในพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ คุณไพศาล ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 จำนวน 5 ไร่

ที่ผ่านมาส่งขายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น และ มาเลเซีย

เทคนิคการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 ให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด ทำโดย ปลูกระยะห่าง 6X6 เมตร ควรดูแลเป็นพิเศษในช่วงที่เริ่มแทงช่อ และ เริ่มติดผล หมั่นสังเกตเพลี้ยไฟและหนอน ถ้าพบต้องให้ยากำจัด ซึ่งควรป้องกันไว้ก่อน เมื่อพบว่ามะม่วงเริ่มแทงช่อได้ 3 วัน ให้ฉีดยาป้องกันไว้ก่อน และฉีดอีกครั้งก่อนดอกบาน และ หลังดอกบานอีกรอบ

เมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ให้นำกระดาษขาวมารอง เคาะบริเวณดอกกับกระดาษขาว หากพบว่ามีเพลี้ยไฟเกิน 10 ตัว ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นช่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เพลี้ยไฟทำลายผลมะม่วง แต่ถ้ามีเพลี้ยไฟไม่ถึง 10 ตัว ถือว่าไม่อันตราย

เมื่อมะม่วงติดผลแล้ว 45-50 วัน ให้นำถุงห่อผลไม้ห่อ ถ้ามะม่วงมีรูปทรงงอหงิก ไม่สวย ก็ปลิดทิ้ง

90-95 วัน สามารถเก็บจำหน่ายได้ สำหรับมะม่วงส่งออก แต่ถ้ามะม่วงขายในประเทศ รอให้สุก 100% จึงเก็บ

สำหรับราคามะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 ราคาขายในเดือนมีนาคม-เมษายน อยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท แต่ถ้าสามารถผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะขายได้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 120 บาท

สอบถามเทคนิค การดูแลมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 ส่งออก ติดต่อได้ที่คุณไพศาล จันจินดา ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หรือโทรศัพท์ 089-5621691

มะตูม เป็นไม้ผลที่รู้จักกันมานานแถบตอนใต้ของอินเดีย พม่า ลาว จีน และไทย เราก็รู้จักใช้ประโยชน์จากมะตูมในหลายๆ ด้าน มะตูมเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่สองสามคนโอบก็เคยพบ

เปลือกลำต้นเรียบ หรืออาจแตกสะเก็ดเล็กน้อย สีเทาอมน้ำตาล ออกดอกปีละครั้งช่วงปลายฤดูแล้ง ประมาณ พฤษภาคม-มิถุนายน ดอกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว กลิ่นหอมแรงไปไกล ลักษณะดอกจะเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน แต่ละดอกประกอบด้วยกลีบสีขาว 5 กลีบ ผลมะตูมมีทั้งกลมๆ และแบบทรงรีๆ รูปไข่ ดิบสีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม หอมหวนยวนใจมาก

ผลดิบห่ามๆ เนื้อยังแข็งนิยมเอามาฝานเป็นแว่นๆ เชื่อมน้ำตาล เป็นขนมของหวานที่มีมาแต่โบร่ำโบราณของไทยเรา ย่านที่ทำมะตูมเชื่อมขายกันมาจากรุ่นสู่รุ่นคือ แถวตรอกมะตูม ซอยอรุณอมรินทร์ 23 บ้านช่างหล่อ เยื้องๆ ประตูโรงพยาบาลศิริราช แถบนี้มีขนมไทยๆ อร่อยมากมายหลายเจ้าครับ แนะนำซะเลย

ใบมะตูมมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบสามแฉก มองดีๆ คล้ายๆ ตรีศูล อาวุธแห่งพระศิวะเทพ ในศาสนาฮินดู และพราหมณ์ จึงถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีกรรมมงคล ครอบครู ปัดเสนียดจัญไร ขับไล่ภูตผีปีศาจ และสิ่งที่ไม่เป็นมงคลออกไปไกลๆ ส่วนไทยเราก็มีใช้ในงานพิธีมงคลสมรสพระราชทาน หรือผู้ที่ได้รับทุนหลวง หรือเอกอัครราชทูต เวลาจะกราบถวายบังคมลาไปปฏิบัติงานราชการต่างบ้านต่างเมือง ในหลวงก็จะพระราชทานใบมะตูมให้ทัดหูเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจที่เยี่ยมมาก

ตามวัดวาอารามสมัยก่อนก็นิยมปลูกมะตูมไว้เพื่อใช้ทำเป็นน้ำปานะ น้ำอัชบาล สำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เถร ชี ฯลฯ ผู้ปฏิบัติธรรมจำศีลภาวนา เป็นกุศโลบายที่เจ๋งมาก เพราะน้ำมะตูมมีสรรพคุณขับลม เป็นยาระบายอ่อนๆ มีฤทธิ์ช่วยคลายความกำหนัดด้วย นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งมากของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเลือกมะตูมไว้เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ใช้ทำน้ำปานะสำหรับพุทธสาวกของท่าน โดยทั่วไปที่พบเห็นในบ้านเรา

มะตูมไข่ นิยมปลูกมากกว่าชนิดอื่น ผลเล็ก รีๆ เนื้อเยอะ ออกผลดกดีกว่าชนิดอื่น
มะตูมนิ่ม เปลือกจะนิ่ม ใช้มือกดบีบเบาๆ เปลือกผลก็ยุบตัวลงได้สมชื่อ ชนิดนี้มักจะใช้ทำยาสมุนไพร
มะตูมธรรมดา ปกติทั่วไป ผลโตกว่ากำปั้น พบได้ทั่วไปทุกภาคของไทย โดยเฉพาะเหนือและอีสาน
น้ำมะตูมนั้นมีรสอร่อย สรรพคุณหลากหลาย มีงานวิจัยว่าสามารถช่วยกำจัดสารตกค้างพวกโลหะหนักในร่างกายได้ดีมาก ในมะตูมอ่อนๆ ยังประกอบด้วยเยื่อเมือก Mucilage มี Pectin และ Tannin ไว้ช่วยเคลือบลำไส้ และกระเพาะอาหาร สตรีมีครรภ์ดื่มน้ำมะตูมประจำเชื่อกันว่าจะช่วยให้เด็กคลอดง่าย เปลือกผลแก่รสฝาด ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ในตำรายาไทยก็ใช้ในพิกัด “ตรีผลสมุฏฐาน” ได้แก่ ผลยอ ผลมะตูม ผลผักชีลา ช่วยขับลม แก้ไตพิการ

นอกจากนี้ ยอดอ่อน ใบอ่อน ยังรับประทานเป็นผักได้อีก สารพัดประโยชน์ น่าปลูกไว้ดูเล่นสักต้นจริงๆ ครับ แต่หาที่เหมาะๆ ละกัน เดี๋ยวผลสุกจะร่วงลงหลังคา จะหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้นะครับ

เดินทางไปเยี่ยมบ้านคุณวิชัย ศรีสวัสดิ์ ซอยหน้าโรงเรียนหนองบัวกลาง ม.2 ตำบลหนองบัว อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ โทร.094-2920537 เป็นเกษตรกรนักปฏิบัติ แปรทฤษฎีสู่การปฏิบัติ และเรียนรู้กับธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง ศึกษาจากป่า นำแนวความคิดมาปลูกป่า อยู่กับป่าอย่างมีความสุข พร้อมบอกว่า “ไม่ต้องไปศึกษาดูงานหรือท่องเที่ยว” ตามที่ภาครัฐจัด

ตัวเขาเองเดินป่า ศึกษาจากธรรมชาติ เพราะที่นี่ คือ ตำราเรียน ที่ดีที่สุด “ป่า” เขาอยู่อย่างเกื้อกูล คุณวิชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนรักธรรมชาติมาก เข้าป่า ศึกษาจากป่า มาวันนี้ ปลูกป่า พื้นที่ 4 ไร่ มีไม้ป่าหลัก ไม้ยางนา ไม้เต็งรัง ไม้จิก ไม้แดง ไม้ธรรมชาติ มากมายพืชสมุนไพรทุกชนิดมีในป่าแห่งนี้ ไม้เสริม เถาวัลย์ พืชรับประทานเป็นอาหารได้ มีอีผุกหรือบุก อีลอก ขิง ข่า ตะไคร้ สับปะรด ผักหวานป่า กล้วย มะพร้าว ปลูกแบบป่าผสมผสาน “พี่ใหญ่เลี้ยงน้องเล็ก” ผมรักธรรมชาติ รักป่า จึงดำเนินการปลูกป่า ทำทางเดินเล็กๆ สองข้างทางมีอาหารให้รับประทานได้ สิ่งที่คืนให้ธรรมชาติ คือ “ผักหวานป่า” โยนเมล็ดเข้าป่า ผักหวานป่าเกิดได้ อยู่ได้ ทนทานหลายปี ต้นที่หลังบ้าน 25 ปี แล้ว รากถึงที่ไหนเกิดเป็นต้นใหม่ เก็บรับประทาน เก็บขาย 200 บาท/ก.ก. หรือให้คนเข้าไปเก็บเอง นั่งเฝ้าตราชั่ง รับเงินที่ปากทาง งานง่าย มีรายได้งาม จาก “ป่า” ที่ตนเองสร้างขึ้น

คุณวิชัย บอกว่า ผักหวานป่า มีต้นตัวผู้ติดดอกไม่ติดผล เก็บดอกขายราคางดงามมาก ต้นตัวเมีย ติดทั้งดอกทั้งผล มองดูผลผักหวานป่า คล้ายผลมะไฟ สวยงามอีกแบบ การปลูกให้เป็นแบบ “พี่เลี้ยงน้อง” คือ เพาะกล้าแคบ้าน ปักเมล็ดหรือผลผักหวานไปพร้อมๆกัน ต้นแคเจริญเติบโต พร้อมต้นผักหวาน อย่าให้รากแก้วงอ นำไปปลูกตามพื้นที่ที่เตรียมไว้ ขุดหลุมปลูกดินกลบโคน หันหลังให้ หลังฝนมาดูอีครั้ง มีชีวิตคือรอด “ผักหวานป่า” เขาต้องการอยู่แบบ “ผักป่า” ไม่ต้องเอาใจใส่มาก จะรดน้ำพรวนดิน ดีอย่างไร หาก “ผักหวานจะตาย” คือ ผักหวานไม่รอด แต่ที่ สวนป่า “พี่ใหญ่เลี้ยงน้องเล็ก” แห่งนี้ ปลูกแบบ “เมล็ดผักหวานพร้อมเมล็ดต้นแค” คือปลูกพร้อมๆกัน เก็บแคขายดอก พบต้นผักหวานเจริญเติบโตควบคู่ไปด้วย หากท่านต้องการเที่ยวชม แวะนะครับ หลังบ้าน มีผักหวาน ต้นเล็ก ต้นใหญ่ เกิดจากธรรมชาติ จากราก จากเมล็ด มีต้นตัวผู้ ต้นผักหวานตัวเมีย งานง่ายๆ งานปลูกป่าเพื่อชีวิต ครับ

ช่วงระยะแตกใบอ่อนและเจริญเติบโต

-ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น ร่วมกับ 15-15-15 อัตรา 1-3 กิโลกรัม/ต้น ตามขนาดพุ่ม

-นอกจากนี้หากต้นโทรม ควรใช้ปุ๋ยทางใบและอาหารทางด่วนโดยใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีคาร์โบไฮเดรต 20 มิลลิลิตร กรดฮิวมิค 20 มิลลิลิตร ปุ๋ยเกร็ด 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัม ในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นจำนวน 1-2 ครั้งเพื่อช่วยให้แตกใบอ่อนได้ดี

-ควรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายทิ้ง

-ควรมีการกำจัดวัชพืชบริเวณรอบลำต้นและทรงพุ่มเพื่อป้องกันการสะสมของโรคแมลง

-การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น รากเน่า โคนเน่า ฉีดพ่น ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม บีโนมิล เคปแทน

-การป้องกันกำจัดแมลงควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดดูดซึม ได้แก่ คาร์บาริล อะมิตาคลอพริต อะบาเม็กติน เป็นต้น โดยฉีดพ่นทุก 7-10 วัน เดือนพฤศจิกายน

ช่วงนี้ควรบำรุงให้ต้นทุเรียนสมบูรณ์โดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/ต้น หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ 12-24-12 หรือ 8-24-24 อัตรา 2 กิโลกรัม/ต้น (ขึ้นกับอายุและขนาดทรงพุ่ม) เพื่อกระตุ้นการออกดอกและควรลดการใช้น้ำ

มกราคม

-ระยะที่ผลกำลังเติบโตควรตัดแต่งผลอ่อนโดยคัดเลือกผลที่มีลักษณะสมบูรณ์-ควรตัดแต่งกิ่งตะขาบ กิ่งน้ำค้าง และกิ่งที่เป็นโรคและแมลงทำลายออก

-ควรฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงทุก 7-10 วัน จนถึงระยะสร้างพู

เมษายน

-ระยะที่ทุเรียนเริ่มมีการสร้างพูควรโยงกิ่งให้มั่นคง

-ควรตัดแต่งกิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ออก

พฤษภาคม

-ตัดแต่งผลโดยเว้นระยะห่างระหว่างผล ประมาณ 30 เซนติเมตร

มิถุนายน

1.การนับอายุ ระยะดอกบานจนถึงช่วงผลแก่พร้อมตัด

-หลงลับแล 105-110 วัน

-หลินลับแล 110-115 วัน

2.การดูปากปลิง ผลทุเรียนแก่จัดปากปลิงจะพองโตเห็นรอยเด่นชัด

3.ดูหนาม ปลายหนามมีสีน้ำตาลเข้ม

4.บีบปลายหนาม เมื่อบีบปลายหนามเข้าหากันจะคืนตัวเหมือนมีสปริง

5.ดูก้านผล ก้านจะแข็งเหมือนสปริง

6.ดูสีของผล เมื่อมองจากด้านบนหนามจะเป็นสีคล้ำ ผลมีสีนวลตัดกัน

7.เคาะเปลือกหรือกรีดหนาม จะได้ยินเสียงโพรกดังหลวมๆ ไม่ทึบ

8.ดมกลิ่น ทุเรียนจะมีกลิ่นหอม สมัคร GClub หลังคว้าใบปริญญาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ “สกาวเดือน วิภากรวิทย์” หรือดาว หญิงสาวผู้ใฝ่รู้ ได้บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อ ป.โท ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศออสเตรเลีย เรียนไปด้วย เปิดร้านอาหารไทยไปด้วยนาน 10 ปี รายได้ต่อเดือนเป็นล้าน แต่สุดท้ายทนความคิดถึงบุพการี คิดถึงภูมิลำเนาไม่ไหว เลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว แล้วยึดอาชีพใหม่ นั่นคือ ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกับเปิดร้านอาหาร รายได้ต่อเดือนเฉียด 2 แสน

คุณดาว เล่าว่า หลังจบ ป. ตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ ไปต่อ ป.โท ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างนั้นทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เปิดร้านอาหารไทย รายได้ดี ยังไม่หักรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละล้านบาท แต่ทว่ากลับบ้านมาเยี่ยมครอบครัวเพียงปีละหน ที่สำคัญอยากกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ ในที่สุดเลือกที่จะกลับบ้านเกิดที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราวปี 58

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำงานอยู่ต่างประเทศรายได้ดี แต่ด้วยความคิดถึงครอบครัว หญิงสาวนักเรียนนอก เลือกที่จะกลับบ้าน ในช่วงแรกเธอไปเรียนด้านอาชีพหลายอย่าง แต่สุดท้ายค้นพบว่าตัวเองชอบปลูกผัก เลยเลือกที่จะปลูกผัก แล้วต่อยอดเปิดร้านอาหาร ใช้วัตถุดิบที่ปลูกเองทั้งหมด

“ตอนกลับมาเมืองไทย ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ไปเรียนด้านอาชีพหลายอย่าง แล้วก็ค้นพบว่า ตัวเองชอบกินผัก ชอบปลูกผัก เลยนำที่ดินของแม่ ซึ่งเดิมเป็นสวนมะพร้าว 4 ไร่ มาปลูกผักสลัด 6 ชนิด ภายในฟาร์มปลูก 2 ระบบ คือ 1. ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ โครงสร้างเป็นหลังคาแบบโปร่งแสง มีโต๊ะสำหรับปลูกผักกางมุ้ง มีระบบรางน้ำ 2.ปลูกผักลงดิน ประเภทพืชผักสวนครัว อาทิ ผักชีเลื่อย ผักชีลาว แตงกวา ข่า ตะไคร้ ผักบุ้ง”