ความสำคัญอยู่ที่การนำตัวเลขมาพิเคราะห์ พิจารณา โดยแนะนำ

ให้นำตัวเลขรายรับ-รายจ่าย ที่เกษตรกรจะทำบัญชีขึ้นปรึกษาหารือกันในครอบครัวว่าในปีที่ผ่านไป ครอบครัวของเขามีรายรับเท่าไร และมีการใช้จ่ายเงินไปเท่าไร มีรายการที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ทั้งรายรับ-รายจ่าย การลงทุน การออมทรัพย์ โดยเฉพาะรายจ่าย แต่ละหมวดรายการ ใช้จ่ายเป็นเช่นไร เพราะเหตุใด ตัวเลขทางบัญชีที่ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินอย่างไร ปีหน้าจะปรับลด/เพิ่มกันอย่างไร รายการใด ก็ให้ตกลงกัน นี่…เป็นประชาธิปไตยในระดับครอบครัว ก็ว่าได้นะครับ

สุดท้ายได้ให้ข้อคิดแก่เกษตรกรว่าเขาจะเลือกเติมน้ำให้เต็มตุ่ม (หารายรับ) หรือจะอุดรูรั่วไม่ให้น้ำไหลออกมาจนหมดตุ่ม (รายจ่ายต่างๆ)

เมื่อเสร็จสิ้นการนำเสนอของผู้เขียนแล้ว มีเกษตรกรที่แสดงความรู้สึกจากการที่ได้รับการชี้ช่องทาง ได้แลกเปลี่ยนข้อคิด ความเห็นจากการทำบัญชีครัวเรือน

รายแรก คุณชนาภา นิสี อยู่บ้านเลขที่ 99/3 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ปาน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เธอเป็นเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลผสมผสาน ให้ทัศนะว่า “การอบรมบัญชีครัวเรือนได้ความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว ได้รู้วิธีการใช้จ่ายเงินและการออมเงินของครอบครัว รู้วิธีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของครอบครัว แยกแยะได้ว่า สิ่งไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องซื้อ” โดยที่ในอดีต เธอบอกว่า ไม่เคยทำบัญชีครัวเรือนมาก่อนเลย แต่หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ดิฉันคิดว่าได้ผ่านการชี้แนะแนวทางแล้วก็จะลองมาปฏิบัติดูว่าการทำบัญชีครัวเรือนนี้จะช่วยให้ครอบครัวลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและช่วยกันใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่าตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

สุดท้ายเธอกล่าวว่า เข้าใจการบริหารเงินในครอบครัวว่าต้องมีการแบ่งเงินให้เป็นสัดส่วนว่า 1. รายรับ 2. รายจ่าย และ 3. การออมไว้ใช้ในอนาคตไม่ให้ครอบครัวเดือดร้อน

อีกคนหนึ่ง คุณสวัสดิ์ เครือเหมย อยู่บ้านเลขที่ 29/2 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ปาน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นเกษตรกรทำนาและสวนยางพารา บอกว่า “การอบรมบัญชีครัวเรือนในครั้งนี้ได้รับความรู้ รู้จักการใช้จ่ายเงิน การออมทรัพย์ การบริหารการเงิน” คุณสวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตนั้นเคยทำบัญชีครัวเรือนมาก่อน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ “บางวันลืมจดรายรับ รายจ่ายทำให้ไม่ต่อเนื่องครับ แต่…คิดจะทำบัญชีครัวเรือนอีก” และกล่าวตอนท้ายว่า “เข้าใจการบริหารการเงินในครอบครัว…ใช้เงินทำงานครับ”

สู้เพื่อชนชั้นกลาง -แรงงาน วิสัยทัศน์เด็กมะกัน วัย 14 สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่ารัฐ
สู้เพื่อชนชั้นกลาง – เมื่อ 14 ส.ค. เอเอฟพี รายงานความฮือฮาในช่วงหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐคนใหม่ของรัฐเวอร์มอนต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา หลัง นายอีธาน ซันนีบอร์น อายุ 14 ปี ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าการรัฐดังกล่าว กลายเป็นพาดหัวข่าวโด่งดังไปทั่วอเมริกา

โดย นายซันนีบอร์น อาศัยกฎหมายของรัฐที่ไม่จำกัดอายุผู้ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่ารัฐ มีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องอยู่อาศัยในรัฐดังกล่าวมาอย่างน้อย 4 ปี ด้านเว็บไซต์ของ นายซันนีบอร์น ระบุถึงนโยบายหาเสียงไว้ว่าจะต่อสู้เพื่อครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานด้วย และนำเสนอ “แนวคิดที่ใช่” ต่อการปฏิรูปสวัสดิการรัฐด้านสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจ พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมคิดว่า ผมเป็นบุคคลที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการมากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม บรรดานักการเมืองคู่แข่งต่างพากันเรียกร้องให้รัฐดำเนินการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว และตั้งคำถามถึงการมีบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาลงแข่งขันในตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ

โดย นายฟิล สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐเวอร์มอนต์ จากพรรครีพับลิกัน กล่าวเชิงเย้ยหยันว่า “ผมว่าคนที่จะเป็นผู้ว่าการรัฐได้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้ใบขับขี่เสียก่อนนะ” ม้าถูกทิ้งหวาดกลัว – นิวยอร์กเดลี่ รายงานเรื่องราวน่าประทับใจของเพื่อนรักต่างสายพันธุ์ ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เมื่อม้าน้อยตัวหนึ่งที่ถูกทิ้งอยู่ริมถนนได้รับความช่วยเหลือมาอยู่ศูนย์ช่วยเหลือม้า Carolina Equine Rescue and Assistance in Union County ในสภาพผอมแห้งหนังติดกระดูก เดินลำบาก มีอาการหวาดกลัวอยู่ตลอด ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาแข็งแรง เพราะมีเพื่อนสุนัขช่วยบำบัดเยียวยา

ดาร์ลีน คินเดิล เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดังกล่าว โพสต์ภาพและคลิปของเจ้าแซมมี่ ม้าขนาดเล็ก ทางเพจเฟซบุ๊ก Darlene Kindle ตั้งแต่ตอนที่มันมาที่ศูนย์ใหม่ๆ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม จากสภาพของมันตอนแรกเจ้าหน้าที่เกือบฉีดยาให้มันตาย อย่างสงบแล้ว แต่เจ้ามอลลี่ สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ กลับมาเป็นผู้พลิกชะตาและอาการของแซมมี่ได้

เจ้ามอลลี่ พยายามเข้าไปทักและเล่นกับเจ้าแซมมี่ จนกระทั่งมันเป็นเพื่อนกัน จากนั้นแซมมี่ก็มีอาการผ่อนคลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสุขภาพของมันแล้ว พบว่า มันไม่ได้เป็นอะไรมาก นอกจากโรคผิวหนัง ผอมไป และหวาดกลัว ขณะที่มอลลี่ก็ไม่ย่อท้อ เข้าไปเป็นเพื่อนกับแซมมี่ได้ในที่สุด

คินเดิล กล่าวว่า แซมมี่ถูกทอดทิ้งจนมันมีน้ำหนักตัวแค่ 90 ก.ก. ทั้งที่ควรจะถึง 135 ก.ก. ส่วนรูปร่างของมัน ถ้าวัดระดับ 1 ถึง 10 มันอยู่แค่ขนาด 2 เท่านั้น อีกทั้งมันยังเดินลากขาข้างหนึ่ง ตอนนี้มันต้องได้รับการเอาใจใส่มาก และน่าจะต้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับว่าทางศูนย์จะได้รับเงินบริจาคครบเมื่อใด

สนค.วิเคราะห์ผลสงครามการค้าสหรัฐฯ กับคู่ค้าในส่วนของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร พบไทยมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นหลายรายการ เพื่อไปทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งข้าว ผลไม้ กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ในตลาดจีน และข้าวโพดหวานในตลาด อียู แต่ก็ต้องระวังสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าไทย ทั้งถั่วเหลือง ข้าวสาลี

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการศึกษากระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า ในกลุ่มสินค้าเกษตรว่า ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าของสหรัฐฯ เช่น กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ข้าว ผลไม้สดและแห้ง โดยเฉพาะพวกส้ม และพบว่า สินค้ากากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เศษที่ได้จากการต้มกลั่น เป็นสินค้าที่มีโอกาสทำตลาดมากที่สุดในกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด โดยในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าเป็นมูลค่า 66 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยมีการส่งออกประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไป สปป.ลาว เกือบทั้งหมด จึงน่าจะสามารถกระจายสินค้าไปตลาดจีนมากขึ้นได้

ทั้งนี้ ผลจากการที่จีนขึ้นภาษีผลไม้ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น เชอรี่ ส้ม องุ่น แอปเปิ้ล และพลัม ทำให้ผลไม้จากสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคจีนอาจหันมาเลือกบริโภคผลไม้ชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าแทน จึงเป็นโอกาสของผลไม้ไทยที่จะส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น เช่น มังคุด มะม่วง และสับปะรด เป็นต้น

สำหรับตลาดสหภาพยุโรป (อียู) พบว่า ข้าวโพดหวาน มีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้น หลังจากที่ อียู ขึ้นภาษีกับสหรัฐฯ โดย ปี 2560 อียู นำเข้าข้าวโพดหวาน 148 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่นำเข้าจาก อียู ด้วยกันเอง 136 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 95% และนำเข้าจากสหรัฐฯ 2.34 แสนเหรียญสหรัฐ และไทย 8.4 หมื่นเหรียญสหรัฐ แต่ไทยส่งออกไปทั่วโลก 26 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงมีศักยภาพที่จะส่งออกไป อียู ได้มากขึ้น แต่ก็ต้องแข่งขันกับสินค้าใน อียู

นอกจากนี้ มีสินค้าจากสหรัฐฯ ที่ต้องเฝ้าระวังและอาจไหลเข้าไทย เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และเมสลิน แอปเปิ้ล และลูกแพร์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่จีนขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ และปัจจุบันนำเข้า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อจีนลดนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็จะหันไปนำเข้าจากบราซิลแทน อาจทำให้บราซิลซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าถั่วเหลือง อันดับ 1 ของไทยส่งออกมาไทยน้อยลง โดยใน ปี 2560 ไทยนำเข้าถั่วเหลือง 2.7 ล้านตัน นำเข้าจากบราซิล 1.7 ล้านตัน สหรัฐฯ 9.6 แสนตัน จึงเป็นโอกาสของสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในไทย

ขณะเดียวกัน พบว่า จีนมีการนำเข้าข้าวสาลีและเมสลินจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่าประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าจากทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านตัน โดยนำเข้าจากออสเตรเลีย สหรัฐฯ และแคนาดา ในปริมาณ 1.9 1.6 และ 0.5 ล้านตัน ตามลำดับ หากสหรัฐฯ ส่งออกจีนได้น้อยลง สหรัฐฯ ก็จะผลักดันกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลัก ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย และจีน ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออก อันดับ 9 ของสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มว่า สหรัฐฯ น่าจะกระจายสินค้าไปยังตลาดหลักก่อน

สงครามการค้าในส่วนของการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนั้น คู่ค้าสหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีตอบโต้หลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม โดยจีนขึ้นภาษี 25% เช่น ข้าว ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และเมสลิน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดซอร์กัม แป้งข้าวโพด แป้งธัญพืช ถั่ว เช่น อัลมอนด์ พิตาชิโอ มะม่วงหิมพานต์ แมคคาดาเมีย และวอลนัท ผักและผลไม้ เช่น ส้ม/แมนดาริน เชอรี่ องุ่น แอปเปิ้ล ลูกแพร์ สตรอเบอรี่ พรุน มะม่วง มะพร้าว สับปะรด ฝรั่ง แตงโม มะนาว แครอท กะหล่ำ บร็อกโคลี่ ฟักทอง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด หอมหัวใหญ่ และกระเทียม และกากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ขณะที่ อียู ขึ้นภาษี 25% ในสินค้าข้าว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วแดง ตุรกีขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าข้าว และถั่วประเภทต่างๆ จากสหรัฐฯ อัตรา 20% และ 5% ตามลำดับ แคนาดาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากาแฟคั่วจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10%

ชาว อ.บัวใหญ่ ร้อง ‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม. 44 แยกตัวจาก จ.นครราชสีมา หลัง ‘สามมิตร’ เข้ารับฟังปัญหา ด้วยตัวอำเภออยู่ห่างไกลจากจังหวัดกว่า 100 กม. งบประมาณได้ไม่ทั่วถึง เหตุจังหวัดมีอำเภอมากเกินไป

อ.บัวใหญ่ – วันที่ 15 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายภิรมย์ พลวิเศษ แกนนำกลุ่มสามมิตร ได้นัดพบปะและรับฟังปัญหาจากประชาชนในเขต อ.บัวใหญ่ และอำเภอใกล้เคียง 7 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมา โดยมีชาวบ้านกว่า 1,000 คน เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรม ที่บ้านของ นายภิรมย์ ใน ต.ด่านช้าง อ.บัวใหญ่ โดยในระหว่างการพูดคุย นายคำพันธ์ บุญยืด ตัวแทนกลุ่มประชาชนอำเภอบัวใหญ่ ได้เสนอให้กลุ่มสามมิตร ติดตามทวงถามรัฐบาล

ในประเด็นขอแยกตัวออกจาก จ.นครราชสีมา ตั้งเป็น “จ.บัวใหญ่” เพราะพื้นที่นี้ห่างจากตัว จ.นครราชสีมา มากกว่า 100 กิโลเมตร รวมทั้งมองว่า จ. นครราชสีมา มีถึง 32 อำเภอ จัดสรรงบประมาณไม่ครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวแทนชาวอำเภอบัวใหญ่และอำเภอใกล้เคียง เคยยื่นหนังสือขอแยกเป็น จ.บัวใหญ่ต่อกระทรวงมหาดไทยแล้วหลายครั้ง และเคยเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ประกาศตั้ง “จ.บัวใหญ่” ขึ้น

ทำให้ประเด็น “จ.บัวใหญ่” ถูกหยิบยกนำมาพูดคุยในวงสนทนาอีกครั้ง หลังจากมีข้อเสนอโดย นายอรุณ อัครปรีดี พร้อมกับประชาชน จำนวน 20,582 คน ยื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบัวใหญ่ พ.ศ. …” เมื่อ วันที่ 17 ก.ค. 2555 และก่อนหน้านั้นได้ยื่นต่อนายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2555 ขอให้แยก อ.บัวใหญ่ ออกจาก จ.นครราชสีมา มาเป็น “จ.บัวใหญ่” เนื่องจาก อ.บัวใหญ่ และอำเภออื่นๆ ต้องการแยก เพราะห่างไกลความเจริญ และต่อมาใน ปี 2557 ร่างพระราชบัญญัติตั้ง จ.บัวใหญ่ ดังกล่าวสิ้นสุดลง ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจการปกครอง ได้ส่งผลให้การเสนอเรื่องตกไป แต่เมื่อเข้าใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง ก็ได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยอีกครั้ง

จากการสอบถาม นายอรุณ อัครปรีดี แกนนำคนสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง จ.บัวใหญ่ ได้เปิดเผยว่า ประเด็นการตั้ง จ.บัวใหญ่ นั้น ได้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมีการนำมาเสนอขึ้นใหม่ เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม แต่เพื่อเป็นการแยกออกเพื่อผลประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ของประชาชนใน 8 อำเภอ เอง เนื่องจากสมัยก่อนบริเวณนี้เรียกว่า ด่านนอก เป็นเมืองหน้าด่านของ จ.นครราชสีมา เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป งบประมาณในการพัฒนา จะเน้นหนักไปในการพัฒนาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงในเขตเมืองเป็นหลัก ทำให้แหล่งน้ำของทั้ง 8 อำเภอ เริ่มเสื่อมโทรม จนหลายแห่งไม่สามารถใช้การได้ในที่สุด นำมาซึ่งความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนความพร้อมในการพัฒนาเป็นจังหวัดนั้น ทุกภาคส่วนมีความพร้อมมากที่สุด ขาดเพียงการสนับสนุนจากภาครัฐเท่านั้น เนื่องจากในพื้นที่ของทั้ง 8 อำเภอ มีแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมพัฒนาให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี และเชื่อว่าถ้า อ.บัวใหญ่ ได้ยกระดับขึ้นเป็นจังหวัด จะทำให้ชีวิตของประชาชนใน 8 อำเภอ ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ด้าน นายคำพันธ์ บุญยืด ทีมงานและเลขานุการกลุ่มฯ เปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมาได้ทำตามขั้นตอนการยื่นกฎหมายภาคประชาชนจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ซึ่งร่างดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของ สนช. และตราบใดที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังมีความเหลื่อมล้ำในสังคมอยู่ ทางกลุ่มก็จะไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพราะถ้าเมื่อใดที่ อ.บัวใหญ่ ได้ยกระดับขึ้นเป็นจังหวัดแล้วนั้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบัวใหญ่เรียกร้องมาโดยตลอด

ส่วน นายสิทธิโชค ลิ้มสุวัฒน์ ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาใน อ.บัวใหญ่ นั้น สำหรับคนรุ่นใหม่ถ้าสามารถยกระดับขึ้นเป็นจังหวัดได้ ก็จะมีงบประมาณสนันสนุนเป็นของตัวเอง แล้วจะกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ รวมถึงเป็นแหล่งอุตสาหกรรมอีกแห่งที่สำคัญของภูมิภาคนี้ทันที จะมีการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ และการพัฒนาการท่องเที่ยว บัวใหญ่เองมีวัฒนธรรมด้านอาหารที่เด่นชัด และถือว่าเป็นจุดแข็ง จุดขาย ที่สามารถยกมาประชาสัมพันธ์ได้ รวมถึงการพัฒนาด้านกีฬา ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 8 อำเภอ มีเด็กที่มีศักยภาพทางด้านกีฬามากมายหลายคน แต่ก็ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร ดังนั้น การยกระดับ อ.บัวใหญ่ ขึ้นเป็นจังหวัดนั้น จะทำให้ประชาชนใน 8 อำเภอ ได้รับประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กล่าวว่า กอปภ.ก. ได้ติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ในช่วง 2-3 วัน ที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกหนัก ดินเริ่มชุ่มน้ำ อาจก่อให้เกิดดินโคลนถล่ม กอปรกับประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า พายุโซนร้อน “เบบินคา” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศลาว ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 15-18 สิงหาคม 2561 บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ คลื่นลมทะเลสูง 2-4 เมตร

กอปภ.ก. จึงได้สั่งการให้จังหวัดเสี่ยงภัย แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังดินโคลนถล่มเป็นพิเศษ 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา พื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยและดินโคลนถล่ม 54 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม

อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง 13 จังหวัด แยกเป็น ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล