คอยดูนะอีกไม่นานจะมีคนปลูกฟักข้าวเป็นพืชหลักประจำสวน

กล้วยน้ำว้าในประเทศไทย พบว่ามีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้ขาว, กลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง และกลุ่มกล้วยน้ำว้าไส้แดง โดยกล้วยน้ำว้าในแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น กล้วยน้ำว้าไส้ขาว ที่รู้จักกันดีคือ “กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง” เป็นกล้วยน้ำว้าไส้ขาว เมื่อนำไปทำ “กล้วยตาก” จะได้กล้วยตากที่สีเหลืองสวย ไม่ดำคล้ำ หรือเอาไปทำกล้วยแผ่นอบ ก็จะมีสีเหลืองสวยพอดี ไม่เหลืองมาก เหมือนกลุ่มกล้วยน้ำว้าเหลือง

ส่วนกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการกินผลสด ทำกล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยบวชชี เป็นกล้วยที่เหมาะสำหรับการแปรรูป ทำขนม ใช้งานได้หลากหลายที่สุด สุดท้ายคือ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดง เป็นกล้วยที่ติดผลค่อนข้างดก ไส้กลางค่อนข้างแข็ง มีความฝาด จะเหมาะนำไปทำกล้วยเชื่อม หรือทำไส้ข้าวต้มมัด เพราะไส้กล้วยมีความแข็งไม่เละ กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้แดงนั้น ไม่เหมาะที่จะนำไปทำกล้วยตาก เพราะกล้วยตากที่มีสีคล้ำดำ สีไม่สวย ดูเหมือนกล้วยตากเก่า

ในกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับผู้ปลูกหลายรายที่ส่งกล้วยน้ำว้าไส้แดงขายกับผู้ผลิตกล้วยตาก พบว่ากล้วยตากที่ได้มีสีคล้ำดำ หรือถ้าเอาไปทำกล้วยบวชชีก็ไม่สู้อร่อยนัก เพราะมีรสฝาด ในการเลือกปลูกกล้วยน้ำว้านั้นหลายท่านก็ต้องพิจารณาตลาดที่จะรับซื้อเป็นอย่างไร ขายให้กับใคร แล้วเขาเอาไปทำอะไร

กล้วยน้ำว้านวลจันทร์ กล้วยดีที่เริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น ที่แผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้หน่อกล้วยน้ำว้านวลจันทร์ บางคนเรียกกล้วยน้ำว้าเงิน หรือกล้วยน้ำว้าหนัง เริ่มแรกนำมาปลูกแซมเพื่อเป็นร่มเงาให้ไม้ประธาน เมื่อออกเครือปรากฏว่า ลักษณะของผลขนาดใหญ่ ใกล้เคียงกับกล้วยน้ำว้าชนิดอื่น ผลป้อม ทรงกระบอก ปลายค่อนข้างแหลม ผลดิบมีสีเขียวขาวนวล ผิวผลมีสีขาวกว่ากล้วยน้ำว้าพันธุ์อื่น ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองนวล เนื้อผลสีขาวอมชมพู รสชาติหวานจัด เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้นำกล้วยน้ำว้านวลจันทร์มาแปรรูปเป็นกล้วยอบลมร้อน มีรสชาติอร่อยมากและกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและรสชาติอร่อยมาก

การปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้านั้นสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ต้องมีน้ำให้ไม่ขาดแคลน แต่ในบางพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่สมบูรณ์ ก็จะเลือกที่จะปลูกกล้วยในช่วงต้นฤดูฝน ราวปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพื่อลดภาระในการให้น้ำ และที่สำคัญต้นกล้วยจะตั้งตัวได้เร็ว โดยหลังจากปลูกได้เพียง 1 เดือน ต้นกล้วยก็จะมียอดใหม่โผล่เหนือพื้นดิน

ส่วนขยายพันธุ์ของกล้วยสามารถใช้ได้หลายแบบ เช่น “หน่อกล้วย” ที่ใช้ได้ทั้งหน่ออ่อน คือเป็นหน่อขนาดเล็ก เพิ่งแทงออกมาจากต้นแม่ ยังไม่มีใบให้เห็น หน่อใบแคบเป็นหน่อที่พอจะมีใบบ้าง แต่ใบจะมีลักษณะเรียวเล็ก ชาวสวนมักเรียกหน่อชนิดดังกล่าวว่า “หน่อดาบ” หน่อใบกว้าง เป็นหน่อที่มีใบโตกว้าง คล้ายกับใบจริง ส่วนของ “เหง้า” เป็นเหง้าหน่อกล้วยที่ต้นโตแล้ว แต่ยังไม่ตกผล เมื่อปลูกเราจะตัดยอดหรือลำต้นออก ส่วนของ “ตา” เหง้าหรือหน่อที่ตกผลแล้วหรือยังไม่ตกผล ถ้ามีขนาดใหญ่พอจะมีตาอยู่หลายตา ซึ่งเราสามารถตัดเหง้าของหน่อ แล้วใช้มีดแบ่งออกเป็นชิ้นๆ เอาไปปลูกในแปลงหรือชำลงกระบะหรือในถุงดำที่บรรจุขี้เถ้าแกลบ ไม่นานตาเหล่านั้นจะกลายเป็นต้นกล้วยขนาดเล็กให้เราได้แยกปลูกลงแปลงต่อไป แต่วิธีดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะขั้นตอนยุ่งยากเหมาะกับการขยายพันธุ์กล้วยที่มีจำนวนน้อยหรือมีราคาแพง

การขุดแยกหน่อจากต้นแม่นั้น ต้องควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้หน่อช้ำมากนัก ควรใช้เสียมที่มีความคมแทงให้ขาดเพียง 1-2 ครั้ง เมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ใช้มีดปาดเอาส่วนของรากออกให้หมด เมื่อเวลาเรานำไปปลูกกล้วยจะสร้างรากใหม่ขึ้นมา ส่วนหน่อที่มีใบมากจนเกินไปก็ให้ริดตัดใบออกบ้าง หรือหน่อมีความสูงหรือมีขนาดใหญ่จนเกินไปก็ให้ตัดเฉือนลำต้นให้สั้นลง แต่ถ้าเป็นไปได้การตัดทอนยอดหรือต้นกล้วยควรตัดก่อนที่จะทำการแยกออกจากต้นแม่ ซึ่งการตัดยอดหรือลำต้นของกล้วยไม่ส่งผลเสียแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน กลับทำให้ลำของหน่อกล้วยมีโคนที่ใหญ่อวบอ้วนขึ้น เนื่องจากอาหารจากเหง้าไม่ต้องเลี้ยงยอดและใบ อาหารจึงไปสะสมและสร้างโคนให้ขึ้นนั่นเอง โดยหน่อที่แยกไปจากต้นแม่สามารถนำไปปลูกได้ทันที หรือถ้ายังไม่พร้อมก็สามารถเก็บรักษาไว้ในที่ร่มได้ก่อนนานนับสัปดาห์

การปลูก ในพื้นที่รกควรทำการดายหญ้าหรือไถพรวนเสียก่อน ก่อนการปลูก 7-10 วัน เพื่อปราบวัชพืชและทำให้ดินร่วนโปร่ง สำหรับพื้นที่น้ำท่วมจำเป็นต้องยกร่องเสียก่อน ระยะปลูกกล้วยนั้นมีความสำคัญมาก ถ้าปลูกชิดกันมากเกินไปก็จะทำให้เกิดร่มเงา ทำให้หน่อที่งอกขึ้นมาใหม่จะไม่ค่อยแข็งแรง ลำต้นเรียวเล็ก เพราะได้รับแสงไม่เพียงพอนั่นเอง ฉะนั้น การเลือกระยะปลูกต้องคำนึงถึงแสงแดด ความสมบูรณ์ของดินและชนิดของพันธุ์กล้วยประกอบกัน

สำหรับการปลูกกล้วยบนพื้นที่ราบ หลังจากกำจัดวัชพืชขุดดินหรือไถพรวนเรียบร้อยแล้ว ตากดินราว 7-10 วัน ก็จะขุดหลุมขนาด 50×50 เซนติเมตร กองดินชั้นบน (หน้าดิน) ไว้ด้านหนึ่ง ส่วนดินชั้นล่างก็จะกองไปอีกด้านหนึ่งของหลุม จากนั้นให้ใส่ดินชั้นบนลงก้นหลุมพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปด้วยเพื่อเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำหน่อกล้วยที่เตรียมไว้ วางหน่อกล้วยลงกลางหลุม

ถ้าต้องการให้กล้วยออกปลีในทิศทางเดียวกันทุกหลุม โดยกล้วยจะแทงปลีออกมาในทิศทางตรงกันข้ามกับรอยแผลนั่นเอง เมื่อวางหน่อเรียบร้อยก็จะนำดินส่วนที่เหลือกลบหลุมให้แน่น ถ้าเป็นการปลูกกล้วยในช่วงฤดูฝนก็ควรพูนดินให้สูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูอื่นก็ไม่จำเป็นต้องพูนดินสูง เพราะเวลาให้น้ำ น้ำที่ให้จะได้ไม่ไหลออกไป ส่วนการปลูกกล้วยแบบยกร่อง มักจะพบเห็นในพื้นที่ในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกล้วยหอมที่มักจะนิยมปลูกกล้วยริมสันร่องทั้ง 2 ข้าง โดยตรงกลางจะเว้นเป็นทางเดิน โดยจะใช้ระยะปลูกถี่เพียง 3 เมตร เพราะเกษตรกรมักจะทำการปลูกกล้วยใหม่ทุกปี และการวางหน่อปลูกก็จะนิยมหันรอยแผลที่เกิดจากการแยกหน่อไปทางร่องน้ำ เพื่อให้กล้วยตกเครือมาในทิศทางร่องทางเดิน เพื่อจะสะดวกในการเก็บเกี่ยวนั่นเอง

การให้น้ำแก่ต้นกล้วย แม้ว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่ค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี แต่ถ้าปลูกกล้วยเป็นการค้า การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกล้วยมีความต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยกล้วยเป็นพืชใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำและน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ควรให้ต้นกล้วยขาดน้ำ หน้าดินควรมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะรากกล้วยส่วนใหญ่จะเจริญและแผ่กระจายเป็นจำนวนมากบริเวณผิวดิน วิธีการให้น้ำแก่ต้นกล้วยมีหลายวิธี เช่น ใช้สายยางเดินรด ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูก ฯลฯ

การใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย ค่อนข้างมีความสำคัญส่งผลถึงการเจริญเติบโตและผลผลิตที่จะออกมาก โดยเกษตรกรมักจะเน้นการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราการให้ประมาณ 200-300 กรัม หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี โดยจะแบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จะใส่หลังปลูกหน่อกล้วยไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ก็จะมีการให้ปุ๋ยครั้งที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมีครั้งที่ 4 เกษตรกรหลายรายที่ใส่ใจในเรื่องของรสชาติ ก็มักจะเปลี่ยนจากสูตร 16-16-16 มาใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 ก่อนการเก็บเกี่ยว

การตัดแต่งหน่อกล้วย หลังจากปลูกกล้วยได้ประมาณ 5-6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อย ซึ่งเราควรเลือกไว้หน่อเพียง 2 หน่อแรกก็เพียงพอ เพื่อเตรียมไว้ทดแทนต้นแม่เดิมที่จะต้องถูกตัดทิ้งในอนาคต หน่อใหม่ที่เลือกควรอยู่ตรงกันข้ามกันของลำต้นเดิม โดยหน่อแรกๆ นั้นจะมีรากลึกและแข็งแรงถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลัง ชาวสวนมักเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมา จะทำให้กล้วยเครือเล็กลง จึงทำลายทิ้งเสียโดยการทำลายหน่อกล้วย ก็อาจจะวิธีการขุดหน่อออก แต่ต้องกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยชะงักทำให้ผลกล้วยเล็กลงได้

การตัดแต่งใบกล้วย เนื่องจากใบกล้วยมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ เมื่อใบใหม่ออกมา ใบเก่าก็จะแก่ และแห้งติดลำต้น ชาวสวนต้องหมั่นลอกกาบ ใช้ขอเกี่ยวสางตัดใบกล้วยออก โดยจะสางใบกล้วยที่แห้งและเป็นโรคออกอยู่เสมอ โดยถือหลักว่าถ้าใบแห้งและแก่มีสีเหลืองเกินกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของใบกล้วยก็ควรตัดทิ้งเพราะถือว่าไม่มีประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงแต่อย่างใด โดยมักจะเลี้ยงใบไม่น้อยกว่า 7-8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่ก็แต่งใบให้เหลือ 4-5 ใบก็เพียงพอ

การค้ำต้นกล้วย เมื่อเครือกล้วยใกล้แก่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จะทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่าย หรือมีลมพัดแรงๆ ชาวสวนต้องมีไม้ไผ่หรือไม้เนื้ออ่อนที่มีง่ามไว้ค้ำยันเครือกล้วย

เมื่อกล้วยมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน นับตั้งแต่วันปลูกกล้วยน้ำว้า (รวมถึงกล้วยไข่, กล้วยหอม) จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกัน ก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตได้ว่ากล้วยจะแทง “ใบธง” คือใบจะมีลักษณะไม่เหมือนใบทั่วไป เป็นใบขนาดเล็ก ใบชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เมื่อเห็นใบธง เป็นสัญญาณให้เราทราบว่า กล้วยของเรากำลังจะออกปลี ซึ่งปลีกล้วยจะโผล่พ้นตายอดแล้วจะเริ่มทยอยบานให้เห็นดอกกล้วย (หวีกล้วย) ดอกจะบานไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเป็นหวีกล้วยต่อไป ไม่นานปลีจะบานถึงดอกกล้วยหรือหวีกล้วย ซึ่งมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ อยู่ส่วนปลายของปลี

ซึ่งชาวสวนกล้วยเรียก “หวีตีนเต่า” โดยช่องระยะเวลาการบานของดอกกล้วยจะใช้เวลาประมาณ 10-17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อเห็นว่าดอกกล้วยบานเกือบสุดแล้ว ก็ต้องตัดปลีออก เพื่อช่วยให้ผลกล้วยมีการเติบโตได้เต็มที่ กล้วยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 100-110 วัน หลังจากปลีโผล่พ้นยอดออกมา หรือสังเกตที่ผลกล้วยในส่วนรวมของเครือว่าจะมีลักษณะผลค่อนข้างกลมไม่เป็นเหลี่ยม

การเก็บเกี่ยวกล้วยเมื่อเห็นว่าผลแก่ ก็ให้เก็บเอาไม้ค้ำเครือกล้วยออก การตัดเครือกล้วยก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ใช้มีดฟันที่กลางลำต้นกล้วยให้ลึก พอที่จะทำให้ลำต้นกล้วยจะค่อยเอนโน้มมาในทิศทางของผู้รับยืนอยู่ หากไม่มีความชำนาญก็ต้องช่วยกันตัดกล้วยสัก 2 คน โดยคนหนึ่งตัด อีกคนคอยรับเครือกล้วย เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้นำเครือกล้วยให้ตั้งปลายเครือกล้วยขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่าง ตั้งกับพื้น เพื่อไม่ให้ยางกล้วยไหลย้อนลงมาเปื้อนหวีกล้วย กัดผิวกล้วย

ตัวอย่างการบังคับมะนาวให้ได้ผลผลิตในฤดูแล้ง ความมั่นใจของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่การปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เหตุผลเพราะควบคุมปริมาณน้ำและความชื้นของต้นมะนาวได้ ซึ่งปัจจัยเรื่องความชื้นและปริมาณน้ำที่ต้นมะนาวได้รับ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการติดดอกออกผลของมะนาว ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่หากสามารถควบคุมได้ จะบังคับให้มะนาวให้ผลในช่วงเวลาที่ต้องการ ทำให้การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เพื่อบังคับให้มะนาวให้ผลผลิตในฤดูแล้ง หรือทำมะนาวนอกฤดูนั้น ได้รับความนิยม

แต่สำหรับ คุณสมชาย เพชรศรี เกษตรกรหนุ่มไฟแรงวัย 40 ปี กลับมองในมุมกลับ แม้จะถูกมองว่ามีความคิดต่างจากเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวรายอื่นในพื้นที่เดียวกัน แต่ความมุ่งมั่นผนวกกับผลผลิตมะนาวนอกฤดูที่มีให้เห็นแล้ว 2 รุ่น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า แนวความคิดการปลูกมะนาวนอกฤดู ไม่ได้ทำได้เพียงการปลูกในวงบ่อซีเมนต์เท่านั้น แต่สามารถทำได้ แม้ปลูกลงดินปกติ

คุณสมชาย บอกว่า การทำมะนาวนอกฤดูด้วยวงบ่อซีเมนต์ มีต้นทุนสูง และอาจควบคุมความชื้นไม่ได้ 100% ดังนั้น การปลูกลงดิน จึงเป็นอีกทางเลือกที่หากสามารถควบคุมความชื้นหรือปริมาณน้ำได้ดีแล้ว ผลผลิตที่ได้จะมีความคุ้มทุนสูง เกษตรกรที่ทุนน้อยก็สามารถทำได้

อย่างเช่นคุณสมชายเอง มีพื้นที่ทำกินเป็นทุนรอนเพียง 3 ไร่ เบื้องต้นปลูกมะนาว เก็บผลผลิตตามฤดูกาล ได้ราคามะนาวตามแต่พ่อค้าคนกลางหรือตลาดกลางจะให้ ระยะการให้ผลผลิตของมะนาวก็ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะระหว่างปลูกประสบปัญหาหลากหลาย ทำให้การปลูกมะนาว ไม่ใช่ชีวิตเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

“ราคามะนาวขายจากสวน ได้ราคาเพียงร้อยละ 50-60 บาท ผมมองว่าไม่คุ้มหากจะลงแรงทำ ปัญหาที่เห็นในต้นมะนาวชุดล่าสุดคือ ต้นเหลือง โทรม การแก้ปัญหาของเกษตรกรที่นี่คือ ปลูกต้นใหม่แซมต้นเดิมที่กำลังเหลือง ใกล้ตาย เมื่อต้นใหม่ขึ้นมาก็ตัดต้นเก่าทิ้ง ไม่นาน ต้นใหม่ที่ขึ้นมาเริ่มเหลือง ใกล้ตาย ก็ปลูกต้นใหม่แซมเข้าไปอีก วงจรเป็นอย่างนี้ ทั้งที่อายุการเจริญเติบโตของต้นมะนาวนาน และควรได้ผลผลิตที่ดีกว่านี้”

การค้นคว้าและศึกษาเพิ่มเติมผ่านอินเตอร์เน็ตและหนังสือ เป็นวิธีที่คุณสมชายมองว่า ช่วยไขข้อข้องใจในสาเหตุของต้นมะนาวเหลืองก่อนเวลา และต่อเนื่องไปถึงการดึงความสนใจให้คุณสมชายสมัครเข้าอบรมการผลิตมะนาวนอกฤดู และการผลิตมะกรูดตัดใบ เพื่อการค้า ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

หลังการอบรม คุณสมชาย เชื่อมั่นใจแนวการผลิตมะนาวนอกฤดูเพียง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ในท้ายที่สุด หลังจากค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารงานวิจัยของสถาบันการศึกษาอีกหลายแห่งมาประกอบกัน ทำให้เชื่อได้ว่า การผลิตมะนาวนอกฤดูทำได้จริง

ทั้งยังพบว่า ปัญหาต้นเหลืองของสวนเดิมมีสาเหตุจากการปลูกแบบขุดคลุมเป็นเบ้าปลูก เมื่อฝนตก ทำให้น้ำท่วมขัง ระบบรากได้รับความชื้นมากเกิน ส่งผลให้ต้นเหลืองและตายในที่สุด

พื้นที่ที่มีเพียง 3 ไร่ คุณสมชายตัดสินใจฟันต้นเดิมทิ้ง เผา และไถที่ใหม่ เว้นระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 2 คูณ 4 ได้ต้นมะนาวจำนวน 200 ต้น ต่อไร่

การปลูกใช้วิธีขึ้นลูกฟูกสูง 80 เซนติเมตร คล้ายกับการยกร่องสูง หากลูกฟูกยุบตัวลง ก็เติมสารอินทรีย์ไปเรื่อยๆ ตลอดการปลูก ให้ปุ๋ยขี้วัวไปพร้อมๆ กัน

เตรียมกิ่งพันธุ์ โดยเลือกกิ่งพันธุ์ที่เป็นสายพันธุ์ทางการค้า เช่น แป้นรำไพ เหลืองแป้นพวง แป้นไต้หวัน แป้นจริยา บุญบันดาล พิจิตร 1 ตาฮิติ และแจ่มจำรัส และเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความแข็งแรง ไม่มีโรคแคงเกอร์ติดมา ปลูกหญ้าเม็ดแตง หรือหญ้าสร้อยนกเขา เป็นพืชคลุมดิน หญ้าเม็ดแตงหรือหญ้าสร้อยนกเขานี้ เมื่อปลูกจะเลื้อยเป็นเถา โตเป็นแนวราบ คลุมดินเหมือนพรม เมื่อมีวัชพืชอื่นตกลงดินจะไม่งอก เพราะหญ้าชนิดนี้คลุมดินอยู่ นอกจากนี้ หญ้าชนิดนี้ยังช่วยให้ดินมีความชื้นสูงและนิ่มเท้า แม้จะเดินเท้าเปล่าก็ตาม

รดน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละครึ่งชั่วโมง ระยะ 60 วันหลังการปลูก ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย เพราะยังมีสารอาหารจากปุ๋ยเดิมที่ใส่ไว้ขณะปลูก หลังจากเดือนที่ 2 ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 21-7-14 หรือ 24-9-19 ในปริมาณ 1 ช้อนชา ทุกๆ 20 วัน ตลอดการดูแล เนื่องจากปัจจุบันแร่ธาตุในดินลดน้อยลง ไม่เหมือนเช่นอดีตที่แร่ธาตุในดินยังอุดมสมบูรณ์ การให้ปุ๋ยไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องตลอดระยะการเติบโตของต้นไม้

ปุ๋ยสูตร 24-9-19 นิยมใช้กับสวนยางพารา เป็นสูตรที่ช่วยสร้างเนื้อไม้ ทำให้ลำต้นมะนาวแข็งแรง กิ่งไม่อ่อนแอ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำ ลดต้นทุนได้อีกส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ปริมาณปุ๋ยที่ให้ควรดูที่การเจริญเติบโตของต้นมะนาว หากต้นมะนาวสูงมาก อาจเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากถึง 300 กรัม ต่อต้น หรือผลดกมาก จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยถึง 500 กรัม ต่อต้น (ในทุกๆ 20 วัน) เมื่อต้นมะนาวมีอายุ 30 วัน อาจมีการผลิยอดอ่อน ให้เด็ดยอดทิ้ง จากนั้นต้นมะนาวจะแตกยอดออกอีกประมาณ 3 ยอด อีก 30 วันให้เล็มยอด

คุณสมชาย แนะนำว่า ควรเล็มยอดทุกเดือน จะทำให้ต้นมะนาวตั้งพุ่มได้เร็ว และเพิ่มจำนวนผลผลิตด้วย เนื่องจากแสงแดดจะส่องเข้าถึงภายในพุ่มต้นได้ง่าย การดูแลก็ง่าย ต้นมะนาวของสวนคุณสมชาย ขนาดพุ่มใหญ่ที่สุด สูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตรเท่านั้น

ทั้งหมดนี้คือการปลูกมะนาวตามฤดู คุณสมชาย อธิบายว่า การผลิตมะนาวนอกฤดู ต้องตัดปลายยอดและกำจัดผลออกภายในเดือนกรกฎาคม เพราะหลักการคือ กิ่งที่มีดอกและผลติดอยู่ จะไม่มีการติดดอกในกิ่งนั้นอีก หลังจากตัดปลายยอดและผลแล้ว ในแต่ละกิ่งจะผลิยอดใหม่ออกมาอีกกิ่งละ 3 ยอด เป็นการเพิ่มพื้นที่ผลผลิต

ต่อมาคือ การควบคุมแมลง เพราะระหว่างที่ยอดอ่อนผลิออกมาประมาณ 5 มิลลิเมตร ปัญหาแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ หนอนผีเสื้อ เพลี้ยอ่อน ไรแดง จะเข้ามาทำลายยอดอ่อน ให้ใช้สารอะบาเม็กติน อัตรา 3-10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซเปอร์เมทริน อัตรา 5-10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นป้องกัน โดยสารพ่นป้องกันควรสลับใช้ และแต่ละครั้งไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 2 ครั้ง จะทำให้ศัตรูพืชดื้อยา โดยระหว่างนี้ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 24-9-19 ด้วย

หลังจากแทงยอดใหม่ออกมา ต้องควบคุมไม่ให้มีการแทงยอดอ่อนซ้ำขึ้นมาอีก เพราะธรรมชาติของมะนาว หลังจากแทงยอดอ่อนแล้ว การติดดอกจะตามมา การผลิตมะนาวนอกฤดูต้องควบคุมไม่ให้มีการแทงยอดใหม่ขึ้นมาก่อนเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และเก็บลูกขายได้ในเดือนมีนาคม-เมษายน

“การกดไม่ให้แทงยอดขึ้นใหม่ ผมใช้สารพาโคลบิวทราโซล เพื่อลดการเจริญเติบโตทางใบ กดไม่ให้แทงยอดขึ้นให้ได้ใกล้เคียง 90 วันมากที่สุด” 30 วันหลังจากเล็มยอด ต้องให้ปุ๋ยทางดินสูตรที่มีไนโตรเจนต่ำ และฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 15-5-20 หรือ สูตร 13-13-21 ยกเว้นต้นมะนาวอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก ดูได้จากใบมีสีเขียวเข้ม ต้นที่มีความสมบูรณ์มากจะบังคับให้ออกดอกยาก เพราะสมบูรณ์มากเกินไป ลักษณะนี้ คุณสมชาย จะจับเข้าวงรอบใหม่

ส่วนปุ๋ยทางใบ สวนคุณสมชาย ให้สูตร 9-19-34 หรือ สูตร 15-5-20 ยกเว้นต้นที่มีความสมบูรณ์มาก จะลดปริมาณไนโตรเจนในปุ๋ยลงอีก เช่น สูตร 0-42-56 หรือ สูตร 0-52-34

60 วันหลังจากเล็มยอด ใช้สารพาโคลบิวทราโซลอีกครั้ง หลังจากนั้น “งดน้ำ” และ “งดปุ๋ย” เป็นเวลา 60 วัน รอให้ใบเหี่ยว ซึ่งเป็นระยะที่สร้างตาดอก

หากฝนตกระหว่างนั้น อาจทำให้เกิดการแทงยอดอ่อนได้ ตรงนี้ คุณสมชาย ยอมรับว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ควบคุมได้ยาก อาจมีบ้าง ซึ่งถ้ามีการแทงยอดอ่อนขึ้นมาซ้ำ เป็นต้องจับเข้าวงรอบใหม่

สำหรับสวนคุณสมชาย มะนาวติดดอกหลังจากเล็มยอด ประมาณ 84 วัน ถือว่าใกล้เคียง 90 วันที่สุดแล้ว จากนั้น รอเก็บผลผลิตได้ในเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดน้อย ราคาซื้อขายสูง

พื้นที่ 3 ไร่ จำนวนมะนาว 600 ต้น ผลผลิตต่อต้นราว 300-500 ลูก ขายนอกฤดูได้ราคาลูกละ 5-8 บาท แม้จะผลิตมะนาวนอกฤดูเพียงปีละชุด ก็ได้ผลผลิตที่คุ้มค่าแล้ว

แม้ว่า บริเวณพื้นที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นพื้นที่ปลูกมะนาวกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของประเทศ แต่ก็มีไม่กี่สวนของพื้นที่อำเภอท่ายาง ที่สวนโปร่ง โล่ง ดูสะอาดตา เหมือนสวนของคุณสมชาย สนใจเยี่ยมชมหรือซื้อกิ่งพันธุ์ที่คุณสมชายใช้วิธีการปักชำด้วยตนเอง ติดต่อได้ที่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 9 ตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี หรือโทรศัพท์ (084) 537-4787

กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย

คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง เว็บพนันบอล UFABET อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก

คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ตำบลนาจารย์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โทร. (088) 571-2681 หลังลาออกจาก “ครู” มาปักหลักทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน อยู่อย่างพอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน นำหลักวิชาการ เปลี่ยนจาก “โคขุน” หันมาเลี้ยงสุกรขุน 30-50 ตัว เพราะกำลังลดลง ไม่ต้องออกแดดหาหญ้าอาหาร และนำโคไปเลี้ยง ไก่พื้นเมือง ไก่เนื้อ 100-200 ตัว การเลี้ยงจิ้งหรีด เลี้ยงหนูพุกใหญ่ สิ่งที่ทำเงินให้มากๆ คือ การเลี้ยงกบขายลูกอ๊อด 150 บาท ต่อกิโลกรัม ขายลูกกบตัวละ 1 บาท ที่ลุ่มจะปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ทำนาข้าว แบบเกษตรผสมผสาน

คุณนิยม บอกว่า ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ทั้งด้าน ดิน ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การตลาด ครบวงจร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กศน.เมืองกาฬสินธุ์ ให้การสนับสนุน ตนเองมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นศูนย์กลางการทำงานของเกษตรกร “ครูติดแผ่นดิน” พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สามารถก้าวข้ามความยากจนได้อย่างแน่นอน มีกิน มีแจก มีแลก มีขาย อยู่อย่างพอเพียงเกื้อกูลกันของคนในชุมชน

ทางด้าน คุณวิบูลย์ ไชยวรรณ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ น้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อเกษตรกร ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร มีเกษตรกรต้นแบบ พื้นที่การผลิต ผลผลิตทางการเกษตร หรือสินค้าทางการเกษตร จากผลิตเกษตรอินทรีย์ เรื่องราวดีๆ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทุกอำเภอต้องมีเกษตรกรต้นแบบครับ

หากใครผ่านไปทางถนนแม่ต๋ำฝากน้ำ และแม่ต๋ำสายใน จะพบร้านฮิมต้า การ์เด้น ในสไตล์บ้านโบราณทางภาคเหนือซึ่งแวดล้อมไปด้วยพืชผักและไม้ยืนต้น บรรยากาศน่านั่ง จะได้ชิมกับอาหารอร่อยและเครื่องดื่มเมนูสุขภาพ ชากาแฟตามสมัยนิยม รวมถึงขนม ร้านนี้เป็นของพี่น้องตระกูลฟูแสง

คุณศุภัชญา ฟูแสง หนึ่งในพี่น้องตระกูลฟูแสง เล่าให้ฟังว่า เป็นบุตรของ พ่อน้อย และ แม่บุญ ฟูแสง ปัจจุบันเสียชีวิตไปหมดแล้วทั้งสองคน ทั้งได้มาซื้อที่ดินผืนนี้ประมาณ 1 ไร่กว่า ในปี 2507 เพื่อปลูกบ้านและปลูกผักขาย สำหรับเลี้ยงลูกทั้ง 6 คน ในบางช่วงพ่อน้อยต้องไปค้าขายวัวควาย ที่ตลาดนัดวัวควายตำบลแม่ต๋ำทุกวันจันทร์ ในฐานะหุ้นส่วน ส่วนลูกๆ ก็ช่วยพ่อแม่ทำสวนในช่วงหลังเลิกเรียนทุกวัน พ่อน้อย แม่บุญ ทั้งคู่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เห็นความสำคัญของการศึกษาพยายามส่งลูกให้ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาทุกคน