คัดเกรดขายสินค้าได้ราคาดีนอกจากนี้ พี่นอม มีโอกาสเข้าร่วม

อบรมความรู้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เรื่องการปลูก ดูแล การให้น้ำ การคัดเกรดผลผลิต ตามคุณภาพสินค้าแบ่งเป็นเกรด B และ C ทำให้สามารถพัฒนาผลผลิตที่ดีขึ้น

สำหรับสินค้าเกรด A ลูกใหญ่ คัดสรรใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม เพื่อขายเป็นของขวัญของฝาก เน้นเจาะตลาดออนไลน์ ส่วนเกรด B เน้นจำหน่ายผ่านตลาดขายส่ง และเกรด C เน้นขายตลาดชุมชน และนำไปแปรรูปจากมูลค่าเพิ่ม โดยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง การแปรรูปสร้างมูลค่ามะยงชิดจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในลักษณะ มะยงชิดลอยแก้ว ซึ่งพี่นอมทำร่วมกับเกษตรกรอื่นๆ ในรูปวิสาหกิจชุมชน

แปลง GAP ดีเด่น ของจังหวัดอุตรดิตถ์
ปัจจุบัน แปลงปลูกมะยงชิดของพี่นอมยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการมาตรฐานสินค้า GAP กับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุตรดิตถ์ กรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยเข้ารับการอบรมความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงแปลง การใส่ปุ๋ย การใช้สารเคมีการเกษตร การจัดการแมลงศัตรูพืชในแปลงเพาะปลูก ฯลฯ พี่นอมเลือกใช้สารเคมีการเกษตรที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้วเท่านั้น ไม่ได้ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการดูแลจัดการแปลงและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทำให้สวนแห่งนี้ได้ผ่านการรับรองแปลง GAP ดีเด่น ประจำปี 2563 ของจังหวัดอุตรดิถต์ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นแปลง GAP ดีเด่น อันดับ 3 ของภาคเหนือตอนล่างอีกด้วย

ใช้ถ่านชีวภาพ ปรับปรุงบำรุงดิน
ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช) และจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้คัดเลือกสวนใจใหญ่ ไร่แลตะวัน ของพี่นอม เข้าร่วมโครงการ “ปรับปรุงบำรุงดินด้วยถ่านชีวภาพร่วมกับสารชีวภัณฑ์ (Biochar)” โดยนำวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น เปลือกทุเรียน ฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ ฯลฯ นำมาผ่านกระบวนการด้วยเตาเผาถ่าน 200 ลิตร ที่มีความร้อนสูงประมาณ 400-800 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลาการเผาที่รวดเร็ว สามารถนำถ่านชีวภาพไปใช้ในพื้นที่วนเกษตรไม้ผลจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่ สวนทุเรียน ลองกอง มะขาม และมะม่วงหิมพานต์

คุณสมบัติเด่นของถ่านชีวภาพคือ ช่วยเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นของพืชผล ทำให้ดินเกิดความชุ่มชื่น และสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผลผลิตด้านการเกษตรที่ปลอดภัยต่อไป โครงการปรับปรุงดินด้วยถ่านชีวภาพร่วมกับสารชีวภัณฑ์ ในพื้นที่วนเกษตรไม้ผลจังหวัดอุตรดิตถ์ ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ช่วยให้ชุมชนเกษตรกรมีความเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“ในวันนี้ พี่นอม มีความภาคภูมิใจที่สุดค่ะ ที่การทำเกษตรตามรอยพ่อพอเพียง สร้างความสำเร็จให้กับครอบครัว ให้มีความสุข และได้แบ่งปันความรู้ให้กับชุมชน สิ่งนี้ทำให้เรามีความสุขมากยิ่งกว่า และยิ้มได้ทุกวันค่ะ” พี่นอม กล่าวในที่สุด

หากใครสนใจอยากซื้อผลไม้สด คุณภาพดีของสวนพี่นอม หรือผลไม้แปรรูป สามารถติดต่อสั่งซื้อผลผลิตได้จากเพจ สวนใจใหญ่ ตามรอยพ่อพอเพียง และเพจ Pranom Jaiyai ได้ตลอดทั้งปี

“เคล” มาจากตระกูลผักคะน้า หรือเรียกอีกชื่อว่า “คะน้าใบหยิก” จัดเป็นผักใบเขียวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันโรคความดัน มีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยปกป้องดวงตา และมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีขึ้น ซึ่งด้วยสารพัดคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย จึงไม่แปลกที่ “เคล” ได้ถูกขนานนามว่าเป็นราชินีผักใบเขียว

คุณกิติภูมิ สุขนางรอง หรือ คุณใหญ่ เจ้าของออร์แกนร่าฟาร์มเคล ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 1 ตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พนักงานประจำดูแลแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดต่อยอดจากอาชีพเสริม ให้กลายเป็นอาชีพหลักของครอบครัว ด้วยการปลูกผักเคล ฟันรายได้ 25,000-30,000 บาทต่อเดือน

คุณใหญ่ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันตนเองทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลแปลงผักไฮโดรโปนิกส์แห่งหนึ่งที่จังหวัดนนทบุรี ทำให้พอทราบความต้องการของลูกค้าที่อยู่ในโซนนนทบุรีมาว่าส่วนใหญ่แล้วมีความต้องการผักชนิดไหนกันบ้าง โดยผักที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ คือ ผักสลัดและผักเคล แต่ด้วยที่ทำงานจะเน้นปลูกผักสลัดเพียงอย่างเดียว ผักเคลจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า และประกอบกับราคาจำหน่ายผักเคลในห้างมีราคาสูง จึงได้มองเห็นช่องทางการตลาด กลายมาเป็นไอเดียต่อยอดในการปลูกผักเคล ป้อนให้กับลูกค้าในแถบพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้ว

โดยปัจจุบันฟาร์มปลูกผักเคลตั้งอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง บนพื้นที่ปลูกทั้งหมดจำนวน 6 แปลง มีขนาดความกว้างของแปลง 1 เมตร ยาว 30 เมตร เน้นปลูกแบบลงดิน และปลูกในถุงหรือกระถาง เพราะการปลูกลงดินจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการปลูกพืชในน้ำหรือระบบไฮโดรโปนิกส์ ทั้งในเรื่องของต้นทุนค่าปุ๋ย ระบบการจัดการต่างๆ รวมถึงความแตกต่างของผลผลิต การปลูกลงดินจะได้ใบที่หนา มีข้อดีในเรื่องของน้ำหนัก และทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ส่วนข้อดีของการปลูกในถุงหรือในกระถาง มีข้อดีก็คือในช่วงหน้าฝนสามารถเคลื่อนย้ายขึ้นที่สูงได้ง่าย ช่วยลดปัญหารากเน่าที่เกิดจากความชื้นสูงในช่วงหน้าฝนได้เป็นอย่างดี ผลผลิตไม่เสียหาย สามารถขายในราคาที่ย่อมเยากว่าการปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ที่ต้องใช้ต้นทุนที่สูง แต่ถ้าหากท่านใดมีเงินลงทุนสูงและต้องการความสะดวกสบายในการจัดการก็สามารถปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้อย่างสบายๆ

ปลูกผักเคลลงดิน ต้นทุนต่ำ
รสชาติหวาน กรอบ ด้วยปุ๋ยคอก
คุณใหญ่ เผยเคล็ดลับการปลูกผักเคลว่า เคล็ดลับการปลูกผักเคลไม่ยาก วิธีการปลูกจะคล้ายกับการปลูกผักลงดินทั่วไป เพียงแต่จะต้องควบคุมความชื้นให้ได้ ซึ่งเทคนิคก็คือให้รดน้ำทุกวันในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 06.00-07.00 น. เพราะเป็นช่วงที่อากาศยังไม่ร้อน และใช้สเปรย์พ่นหมอกในช่วงเที่ยงถึงบ่าย เพราะจะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ผักจะมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้

ส่วนช่วงเวลาที่ปลูกผักเคลให้ได้ผลผลิตดีที่สุด คุณใหญ่ บอกว่า เป็นช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นแต่ว่าต้องมีแดดด้วย จะส่งผลให้ใบของผักเคลเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบหยิกสวย และมองไปที่ใบจะเห็นเป็นสีมันวาวจากสารเคลือบของคิวติน ทำให้ใบของผักเคลดูสวยขึ้น

การเตรียมดิน ดินที่เหมาะสมในการปลูกผักเคลจะต้องมีลักษณะเป็นดินร่วน และจำเป็นต้องมีการผสมดินก่อนปลูก ต่างจากการปลูกผักทั่วไปตรงที่ “ผักชนิดอื่นตอนเก็บจะเก็บทั้งต้น แต่ผักเคลต้องเด็ดใบ” ซึ่งก็หมายความว่าดินที่ใช้จะต้องมีการผสมให้มากกว่าการปลูกผักชนิดอื่น เพื่อเน้นให้ใช้ดินได้นานๆ

ในอัตราส่วนดังนี้ ดินร่วน 1 ส่วน : ขุยมะพร้าว 1 ส่วน : กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน : ปุ๋ยคอกคือปุ๋ยขี้เป็ดกับปุ๋ยขี้วัวผสมกัน 1 ส่วน : และขี้เถ้าแกลบ 1/2 ส่วน

จากนั้นนำวัสดุปลูกที่เตรียมไว้ ได้แก่ ดินร่วน ปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ เพื่อให้วัชพืชที่ไม่จำเป็นงอกขึ้นมาให้กำจัดทิ้งได้ง่าย แล้วจึงค่อยนำเอาขุยมะพร้าว และกาบมะพร้าวสับ ที่ผ่านการแช่น้ำเพื่อลดสารแทนนินมาผสมกับดินที่หมักไว้ จากนั้นใช้น้ำหมักชีวภาพราดลงไป ทำการผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วหมักทิ้งไว้อีก 3 วัน

ซึ่งการผสมและหมักดินหลายครั้งจะเป็นผลดีกับผู้ปลูกที่ไม่มีเครื่องวัดค่า pH ดิน ทำให้ไม่รู้ว่าดินที่มีอยู่จะมีสภาพเป็นดินเค็มหรือดินเปรี้ยว การนำดินมาหมักช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ แล้วใช้น้ำหมักเพื่อปรับสภาพดิน พอหมักแล้วจุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำหมักจะช่วยทำให้ดินร่วนซุยขึ้น แล้วจึงค่อยเทดินลงในแปลงปลูกหรือใส่ในถุงปลูก รากของพืชก็จะเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม ผักเคลเหมาะกับพื้นที่โล่ง ลมโกรก อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพราะผักเคลถ้าปลูกในช่วงหน้าฝนในช่วงเวลาก่อนที่ฝนจะตกอากาศจะร้อน ลมจะนิ่ง ถ้าปลูกในที่อับจนเกินไป อากาศถ่ายเทได้ไม่สะดวก ความชื้นจะสูง ทำให้ผักโตช้า และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคแมลงตามมา

“เคล็ดลับง่ายๆ ของการปลูกผักเคลให้ได้ผลดีก็คือ การใช้ซาแรนพรางแสงเข้าช่วย เพราะโดยส่วนใหญ่ผักเคลจะชอบแสงแดด แต่ถ้าแดดจัดมากไปก็ไม่ส่งผลดีกับพืชทุกชนิด ดังนั้น ในช่วงเช้าจะเปิดให้ได้รับแสงเต็มที่ หลังจากนั้นจะใช้ซาแรนคลุมพรางแสงในช่วงประมาณ 11 โมงถึงบ่าย 3 แล้วจะเปิดให้ได้รับแสงแดดอีกครั้งช่วงหลังบ่าย 3 ไปแล้ว”

การเพาะเมล็ด ใช้พีทมอสเป็นวัสดุในการเพาะเมล็ด ใช้เวลาในการเพาะเมล็ดประมาณ 3 สัปดาห์ แล้วย้ายกล้าลงถุงเพาะที่มีขนาดเล็กก่อน จากนั้นจึงค่อยย้ายลงถุงหรือกระถางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

การดูแลรดน้ำ ในช่วงเพาะกล้า 3 สัปดาห์ ให้รดน้ำปกติเหมือนกับเพาะกล้าทั่วไปจนครบ 3 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อย้ายกล้าลงถุงปลูกแล้ว ให้รดน้ำทุกวันช่วงเช้า ประมาณ 6-7 โมงเช้า รดน้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเก็บเกี่ยว ซึ่งสาเหตุของการรดน้ำในช่วงเช้า ก็เพื่อให้น้ำระเหยได้ง่าย เพราะถ้าหากรดน้ำตอนเที่ยง แดดจัดๆ จะส่งผลทำให้ใบเสียหายได้

การบำรุงใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกที่ปลูกต้นยังเล็กพืชยังไม่ต้องการปุ๋ยมาก แต่พอหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนครึ่งเป็นต้นไป จะเริ่มใส่ปุ๋ยคอก คือปุ๋ยขี้วัวและปุ๋ยขี้เป็ด แล้วใช้น้ำหมักชีวภาพคอยรดบำรุงช่วงที่ตัดใบ

ผักเคลของที่ฟาร์มจะใช้เวลาประมาณเดือนครึ่งเริ่มเก็บผลผลิตได้ครั้งแรก จะเป็นใบเล็กที่ตัดเพื่อกระตุ้นให้แตกยอด ใบส่วนนี้ให้นำมาคัดเอาแต่ใบที่สวยๆ ก็สามารถนำมาขายได้ในรูปแบบใบอ่อนได้ แต่ยังขายได้ในราคาไม่สูง หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 ใบของผักเคลจะสวยเต็มที่

“อธิบายได้ว่าในช่วงเดือนครึ่งสามารถตัดใบได้รอบแรก หลักจากนั้นสามารถตัดใบขายได้ทุกสัปดาห์ ปลูกครั้งหนึ่งเก็บได้ประมาณ 8 เดือน ใส่ปุ๋ยครั้งแรก 1 เดือนครึ่ง จากนั้นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง เป็นปุ๋ยคอกปุ๋ยขี้เป็ดกับปุ๋ยขี้วัวผสมกัน ปริมาณการใส่ ต้นละประมาณ 1 กำมือ แล้วพอเริ่มเก็บผลผลิตได้ 4-5 เดือน เราอาจจะเพิ่มปริมาณการใส่ปุ๋ยขึ้นเป็น 2 กำมือ เพราะต้นและใบเริ่มใหญ่ ต้องการธาตุอาหารมาก และต้องมีการพรวนดินทุกๆ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนแรกที่เก็บผลผลิต”

การป้องกันกำจัดโรคแมลง ส่วนใหญ่ที่ฟาร์มจะเน้นป้องกันมากกว่าการทำลาย เน้นใช้เชื้อราบิวเวอเรีย สารสะเดา ยาสูบในการป้องกันแมลง หรือถ้าหากเกิดเชื้อราก็จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในการฉีดป้องกัน

ปริมาณผลผลิต เก็บตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งมา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ขายในราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท เมื่อเทียบกับการดูแลถือว่าคุ้มค่า เนื่องจากต้นทุนการปลูกการดูแลเราไม่สูง และเน้นการประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่จังหวัดอ่างทองได้รู้จักผักเคลและทราบถึงคุณประโยชน์ที่มากมายของผักเคลมากขึ้น จึงขายในราคาที่ไม่สูงเพื่อเปิดตลาดหาลูกค้าในอ่างทอง ซึ่งถ้าหากคิดเป็นรายได้เสริมเฉลี่ยต่อเดือนจากการปลูกผักเคลขายอยู่ที่เดือนละ 25,000-30,000 บาท

และนอกจากนี้ ผักเคลยังมีความน่าสนใจอีกอย่างก็คือ เคลไม่ใช่ขายได้เฉพาะใบ แต่ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นหลากหลายผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่า โดยการนำมาจัดกระเช้าของขวัญเพื่อสุขภาพ หรือจะนำมาทำน้ำปั่นเคลก็มีประโยชน์มากมาย ซึ่งในอนาคตทางฟาร์มได้มีการวางแผนต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปอีกขั้น ด้วยการผลิตสินค้าออกมาในรูปแบบ “เคลผง” สำหรับผู้บริโภคที่ไม่ชอบทานผักใบเขียว หรือผู้บริโภคที่ไม่ชอบทานผัก ในรูปแบบเคลผงให้ทานได้ง่ายยิ่งขึ้น

มือใหม่สนใจอยากปลูก
ทดลองปลูกในถุงได้ไม่ยาก
“สำหรับเคลถือยังเป็นพืชที่น่าสนใจ เพราะว่าผักเคลตลาดยังกว้าง ด้วยประโยชน์และสามารถนำมาแปรรูปได้เป็นหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่จำเป็นต้องขายแค่ใบอย่างเดียว แต่เราขายเป็นกระถาง เราอาจจะทำแบบเคลม่วงที่ปลูกมาเพื่อเป็นไม้ประดับหรือเอาไว้ทานก็ได้ ตรงนี้น่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ด้วย หรือจะเพาะต้นกล้าขายก็ได้เหมือนกัน ส่วนขั้นตอนการปลูกต้องคำนึงอะไรบ้าง อันดับแรกต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก เราอาจจะหาพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ยิ่งถ้าจะปลูกไว้ทานเองก็ง่าย ไม่ต้องใช้ทุนเยอะ เหมือนกับการปลูกผักสวนครัว แต่ว่าการปลูกผักเคลเราอาจจะต้องมีเวลาให้ช่วงแรกๆ หน่อยในเรื่องของสภาพอากาศ เช่น การพรางแสง และก็ในเรื่องของการใช้สเปรย์พ่นหมอกก็มีผล” คุณใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 098-473-3123 หรือติดต่อได้ที่ช่องทางเฟซบุ๊ก : Organra Farm Kale – ออร์แกนร่าฟาร์มเคล

มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทรับประทานผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณเพคติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al, 19751) พบว่า ผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก

โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ สารฆ่าเชื้อ มะม่วงหาวมะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยเสริมให้ร่างกายต้านเชื้อโรค สมานแผล ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง

วิธีการปลูก
ขั้นตอนการปลูกแบบไม่ยุ่งยาก ปลูกแบบเดียวกับมะนาว ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่าง 3×3 เมตร ทำไมต้องขุดห่างขนาดนั้น ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นทรงพุ่มใหญ่ มีหนาม เมื่อต้นโตออกผลผลิต เราต้องเก็บ เพราะฉะนั้น ถ้าปลูกถี่และปล่อยให้ต้นสูงมากจะเก็บลำบาก ต้องหมั่นที่จะตัดแต่งกิ่งเพื่อให้สวยและแตกยอด

นำดิน แกลบดำ ไบโอชาร์ คลุกใส่ที่ก้นหลุม หลังจากนั้น ลงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือถ้าอยากปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่นอกฤดู คุณปุ๊แนะนำให้ใส่ไบโอชาร์ ไบโอชาร์จะเปรียบเสมือนผงชูรสของพืช ไม่ใช่ปุ๋ยแต่คือสารปรับปรุงดิน คือสิ่งที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว และอยู่กับเราได้นานกว่าการใส่ปุ๋ย คือไบโอชาร์ใส่แล้วต้นไม้อยู่กับเราได้เกือบ 10 ปี แต่ถ้าใส่ปุ๋ยอยู่ได้ 1-2 ปี ก็หมดแล้วต้องเพิ่ม แต่ไบโอชาร์ใส่ทีเดียวจบ

ฤดูที่เหมาะในการปลูกคือฤดูฝน ไม่ต้องรดน้ำมาก ถ้าปลูกหน้าแล้งมีปัญหาเรื่องน้ำจะทำอย่างไร ต้องปลูกหน้าฝนให้น้ำลงหาต้น ให้ต้นเก็บน้ำ หลังจากนั้น ต้นจะค่อยๆ โต พอช่วงหน้าร้อนให้สังเกตว่าต้นโตหรือไม่โต ถ้าไม่โตให้พิจารณาว่าต้องใส่ปุ๋ยคอกไหม ถ้าไม่ใส่เรื่องของการแตกยอดจะลำบากหน่อย

ระยะเวลาในการปลูก ถ้าเป็นต้นเล็กใช้ระยะเวลา 3 ปี ถึงจะโตมีลูก แต่ถ้าในกรณีที่ใส่ไบโอชาร์เข้าไปผลผลิตจะออกเร็ว 2 ปีกว่าก็ให้ลูกแล้ว การดูแลรักษา
คุณภัทรฤทัย พรมนิล หรือ คุณปุ๊ สาวชาวอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อดีตครีเอทีฟรายการทีวีชื่อดังที่ผันตัวเองเป็นเกษตรกร โดยสวนคุณปุ๊นั้นปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ไว้ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง คิดเป็นจำนวนต้น คือปลูกได้ 300 ต้น ให้คำแนะนำว่า

“ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบความแฉะ ถ้าแฉะแล้วตาย ให้รดน้ำแบบวันเว้นวัน หรือชื้นหน่อยก็ได้ แต่อย่าเปียกจนทำให้รากเปื่อย ไม่งั้นจะดูแลยาก ส่วนเรื่องแมลงจริงๆ มีปัญหาคือเรื่องหนอน หนอนอย่างเดียวเท่านั้น หนอนที่เป็นปัญหาคือหนอนผีเสื้อ หนอนตัวใหญ่ๆ หนอนจะมาทำร้ายต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ กินใบซะเรียบ” แต่ที่สวนคุณปุ๊ไม่ได้กำจัดหนอนด้วยยาฆ่าแมลงหรือวิธีที่พิสดารอะไร แต่ใช้วิธีการไปจับออก เพราะว่าอยากทำเป็นเกษตรอินทรีย์ อีกอย่างสรรพคุณของมะม่วงหาวมะนาวโห่มีเยอะ เพราะฉะนั้น การเอาสารเคมีเข้าไปใส่ไม่ใช่เรื่องดี

หลังจาก “กิจติกร กีรติเรขา” อดีตข้าราชการครูใน ตำบลสะแกราช อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า บนเนื้อที่ 44 ไร่ เขาพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาสวนมะม่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยเน้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดเขาเลือกวิธีการให้ปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ ทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ และออกผลได้ตลอดทั้งปี

กิจติกร เล่าว่า หลังจากอำลาชีวิตครูมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวแล้ว ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่ 44 ไร่ ที่อยู่ใน ตำบลสะแกราช อำเภอปักธงชัย มาปลูกมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เป็นมะม่วงที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลูกใหญ่ มีน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม รสชาติหอม หวาน อร่อย ปัจจุบัน กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบรัสเซีย รวมถึงตลาดระดับบนของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

เขาเล่าอีกว่า มะม่วงงามเมืองย่า จะเน้นเกษตรอินทรีย์ หรือระบบออร์แกนิก ไร้สารเคมีในทุกขั้นตอน ทำให้เป็นสินค้าเกษตรยอดนิยม และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 28 ล้านบาท ต่อปี แต่ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการผลผลิตมะม่วงงามเมืองย่ากำลังประสบปัญหาสารปนเปื้อน ประกอบกับใกล้ช่วงฤดูฝนลำต้นเกิดเชื้อราจากอากาศที่ชื้นและยังก่อให้เกิดการเน่าในภายในลำต้น ทำให้ต้องเร่งพัฒนาปุ๋ยเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้แก่ต้นมะม่วง กระทั่งพบว่าการนำปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดพ้นบริเวณลำต้นและใบ จะทำให้ต้นมะม่วงได้รับสารอาหารเต็มที่ ออกผลได้ตลอดทั้งปี

“ปัจจุบันการปลูกมะม่วงงามเมืองย่า ผมได้คิดค้นการเพาะปลูกแบบใหม่ คือ ปลูกแบบระยะชิด คือ 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ปลูกเอียงในแนว 90 องศาตะวันออก ซึ่งในแนวทางนี้จะทำให้ต้นมะม่วงออกผลมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และความสูงของต้นเมื่อเก็บผลก็จะสะดวกกว่าต้นที่ปลูกแบบตั้งปกติ ซึ่งแนวทางนี้ได้ใช้ระยะเวลานานกว่า 15 ปี” กิจติกร กล่าว

เรื่องการดูแลสวนมะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า อยากให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนในเรื่องของเคมี ให้มาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยการใช้น้ำมูลสุกรนำมาฉีดพ่นที่ลำต้นและใบของมะม่วง ซึ่งจะทำให้มะม่วงออกผลตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการลดหรือการเร่งออกผลแต่อย่างใด จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ที่มีผลวิจัยออกมาว่า น้ำมูลสุกรมีปริมาณไนโตรเจนที่สูง ดังนั้น เมื่อนำมารดต้นมะม่วงงามเมืองย่าก็จะทำให้ต้นมะม่วงติดผลอยู่เรื่อยๆ และอีกวิธีหนึ่งที่ได้นำผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดีปลี และพริกไทย มีสารในการช่วยป้องกันและการจัดการของโรคแอนแทรกโนส หรือ โรคเน่าใน จึงนำดีปลีมาปลูกไว้ที่บริเวณใต้ต้นมะม่วง เพื่อให้สารจากดีปลีซึมเข้าไปยังในเปลือกของมะม่วง ทำให้มะม่วงไม่เน่าเสีย ยังสามารถเก็บผลของดีปลีและพริกไทยไปจำหน่ายในกิโลกรัมละ 100 บาท

ซึ่งแต่ละปีทำให้สวนมะม่วงงามเมืองย่า สามารถเก็บผลดีปลีและพริกไทยที่ปลูกใต้ต้นมะม่วงจาก 400 ต้น กว่า 4,000 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงเอาแนวอย่าง “กิจติกร กีรติเรขา” ทั้งเอาปุ๋ยหมักจากมูลสุกรมาฉีดต้นมะม่วง และการปลูกในแนว 90 องศา เพราะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

รู้หรือไม่ว่า ส้มโชกุน ส้มสายน้ำผึ้ง และส้มเขียวหวาน แท้จริงแล้วเป็นส้มสายพันธุ์เดียวกัน “ส้มโชกุน” ภาคใต้จะเรียกส้มสายพันธุ์นี้ว่า ส้มโชกุน “ส้มเขียวหวาน” หรือส้มเขียวหวานบางมด มาจากคนที่ปลูกส้มอย่างหนาแน่นในภาคกลาง “ส้มสายน้ำผึ้ง” เป็นชื่อเรียกส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ และมีชื่อเสียงอย่างมากคือ ส้มสายน้ำผึ้งอำเภอฝาง

ส้มสายน้ำผึ้ง ลักษณะโดยทั่วไป withme.us ผลส้มเมื่อสุกเต็มที่แล้วจะมีสีเหลือง บางที่ก็มีสีเหลืองสลับเขียว ส้มสายน้ำผึ้งที่มีชื่อเสียงที่สุด ต้องยกให้แหล่งผลิตที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รสชาติทั่วไปของส้มสายน้ำผึ้งจะมีรสเปรี้ยวนำและหวานตาม รสเปรี้ยวจะโดดขึ้นมาก่อนที่จะได้รสหวาน ผลส้มสายน้ำผึ้งมีความฉ่ำน้ำ เนื้อแน่น ทำให้น้ำหนักผลมากกว่าสายพันธุ์อื่น

การขยายพันธุ์ส้มสายน้ำผึ้ง นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เพราะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ส้มสายน้ำผึ้งเป็นพืชผลที่จำเป็นต้องการให้น้ำปริมาณมาก และเป็นพืชที่ไม่สามารถเติบโตได้ในดินเปรี้ยวหรือดินด่าง ดังนั้น ก่อนจะทำการปลูกส้ม คุณสมบัติแหล่งปลูก ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีหน้าดินลึกอย่างน้อย 60 เซนติเมตร มีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 และควรเลือกพื้นที่ที่สามารถระบายน้ำได้ดีเพื่อไม่ให้เกิดน้ำขังในช่วงฤดูฝน

คุณลลิตภัทร อำนาจปลูก อายุ 32 ปี อาศัยอยู่ที่ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรปลูกส้มสายน้ำผึ้ง คุณลลิตภัทร เล่าว่า เดิมทีพื้นที่สวนส้มแห่งนี้เป็นมรดกที่คุณตาคุณยาย คุณลลิตและครอบครัวได้อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามากนักที่จะได้กลับไปดูแลพื้นที่แห่งนี้

วันหนึ่งคุณพ่อได้พูดคุยกับคุณลุงในเรื่องของการทำการเกษตร ในตอนนั้นเองคุณลุงกำลังปลูกส้มอยู่และได้ผลผลิตที่ดีมาก คุณพ่อเลยเกิดความสนใจอยากทดลองปลูกในพื้นที่สวนแห่งนี้ เพราะคุณพ่อและคุณแม่ก็เป็นเกษตรกรมาก่อน เดิมทีเคยปลูกลำไย คุณพ่อได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ส้มสายน้ำผึ้งจากอำเภอฝางมาทดลองปลูก โดยเริ่มแรกก็มีเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น

แต่การทำการเกษตรในครั้งนี้มีเป้าหมายคือ การทำเกษตรออร์แกนิก ปลอดภัย ไร้สารเคมี ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับครอบครัวของเราเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องจากส้มเป็นพืชผลที่มีทั้งโรคพืชและแมลงมาก่อกวนเยอะมาก โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ปลอดภัยต่อสุขภาพคนปลูกและผู้บริโภค

ปัจจุบันสวนส้มสายน้ำผึ้งแห่งนี้มีอายุ 6 ปีแล้ว ถือเป็นความสำเร็จในธุรกิจครอบครัว โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ดูแลและจัดการภายในสวน คุณลลิตภัทรเป็นคนทำการตลาด และช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลสวนส้มสายน้ำผึ้งออร์แกนิก หากใครอยากกินต้องจองกันล่วงหน้า และมีราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ โดยราคาส้มลูกใหญ่ ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม และส้มลูกเล็กสำหรับคั้นน้ำ ราคา 10 บาทต่อกิโลกรัม

การปลูกส้มสายน้ำผึ้ง

ควรเลือกปลูกในพื้นที่ราบเชิงเขา ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากส้มชื่นชอบอากาศที่เย็น ส่งผลให้ส้มมีรสชาติที่หวานและเจริญเติบโตได้ดี พื้นที่ในการเพาะปลูกเนื่องจากเป็นพื้นที่เชิงเขา จึงไม่ได้มีการไถกลบหน้าดิน ใช้วิธีการขุดหลุมปลูก โดยกำหนดแถวในการปลูกเพื่อให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน

หลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร (โดยประมาณ) รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกผสมกับดินเพาะปลูกก่อนนำต้นพันธุ์ลงหลุมปลูกและกลบหน้าดิน การปลูกส้มจะนิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ทำให้ต้นพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีและได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรไม่ต้องรดน้ำในช่วงนี้