คุณค่าทางโภชนาการมีมากมาย ให้พลังงาน 13 แคลอรีประกอบ

เส้นใยอาหาร 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3 กรัม โปรตีน 0.4 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม แคลเซียม 19 มิลลิกรัม โซเดียม 6 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 111 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง หรือไทอามีน 4 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง หรือไรโบฟลาวิน 0.11 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม

ฟักเขียว นอกจากจะใช้เป็นอาหารแล้ว หมอพื้นบ้านทราบดีว่าเป็นยารักษาโรคได้ ใบแก้ฟกช้ำดำเขียว แก้พิษผึ้งต่อย รักษาแผล รักษาโรคบิด ร้อนในกระหายน้ำ ช้ำบวม แผลอักเสบเป็นหนอง ผลฟักใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ไอ ธาตุพิการ โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ หลอดลมอักเสบ เมล็ดใช้เป็นยาลดไข้ รักษาริดสีดวงทวาร โรคทางเดินปัสสาวะ ไตอักเสบ บำรุงผิว ละลายเสมหะ รากเป็นยาแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษต่างๆ เถาสดมีรสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร แก้ไข้สูง เปลือกฟักเขียว ใช้บำบัดรักษาอาการบวมน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย ช้ำบวมอักเสบเป็นหนอง

สำรับกับข้าว อาหารชาววังมักเคยอ่านเจอในนิยาย แม่แกะสลักฟักเป็นรูปร่างเรื่องราวต่างๆ สื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกลงในเนื้อฟัก แกะสลักทำลวดลาย ตำรับอาหารชาววัง มีความพิถีพิถัน เปี่ยมด้วยศิลปะอันงดงาม ชาวบ้านเองแทบทุกครัวเรือนต่างเคยทำกับข้าว แกงไก่ใส่ฟัก ไก่ตุ๋นฟัก เช้าผัดฟัก เย็นฟักผัด ฟักอ่อนแกงเลียง ฟักนึ่งจิ้มน้ำพริกปลาย่าง แม้แต่ทำขนมแสนอร่อย ฟักเชื่อม กวนแยมฟัก ขนมไส้ฟัก ต่างชาติยังมี ฟักดอง ฟักเค็ม และอีกสารพัดของกินที่นำเอาฟักมาปรุงมาแต่ง ถึงขั้นมีการประกวดสำรับอาหารที่ตกแต่งสวยงาม อร่อย ซึ่งผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่มักจะใช้ฟักเขียวมาเป็นองค์ประกอบสำรับอาหารกันทั้งนั้น

แม่บ้านที่ทำอาหารไปส่งเพื่อนบ้านที่มาช่วยลงแขกเกี่ยวข้าว แกงฟักใส่ไก่บ้าน ลงหาบคอนไปส่งนา อย่าลืมแกงไก่ใส่ยอดใบผักเผ็ด และผักชีใบเลื่อยนะจ้ะ มีเงื่อนไขเตือนพี่น้องปิดท้าย คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย แน่นหน้าอก ไม่ควรรับประทานฟักเขียว ร่างกายจะแย่ลง ส่วนผู้ที่เชื่อในไสยศาสตร์ก็ขึ้นกับดุลพินิจ ความเชื่อ และเหตุผลความจริงก็แล้วกัน เรื่อง เซ็กซ์กามารมณ์ ต้องพิสูจน์ทราบกันด้วยตนเองต่อไปครับท่าน

คุณชำนาญ กูลสกิจ หนุ่มเมืองลิง วัย 45 ปี เริ่มต้นชีวิตด้วยการรับจ้างทั่วไป สู้ชีวิตตั้งแต่ ป.4 เนื่องจากคุณชำนาญเกิดมาในครอบครัวที่เป็นเกษตรกร ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กก็เหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่าอาชีพของตนก็คือ เป็นเกษตรกร จนกระทั่งอายุได้ 18 ปี คุณอาของคุณชำนาญได้มาชักชวนให้มาช่วยปลูกมันสำปะหลัง เมื่อคุณชำนาญได้ลองเริ่มต้นปลูกมันสำปะหลัง ทำให้คุณชำนาญได้รับความรู้จากคุณอาในการปลูกมันสำปะหลังมากพอสมควร

คุณชำนาญ กูลสกิจ บอกว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ค่าครองชีพถูกกว่าสมัยนี้มาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าจ้างคนงาน ค่ารถไถ ค่าที่ดิน และอื่นๆ ทำให้การปลูกมันสำปะหลังมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก ทำให้ได้กำไรดี จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณชำนาญ ในวัย 18 ปี เกิดความคิดที่อยากจะมีไร่มันสำปะหลังเป็นของตนเอง คุณชำนาญจึงทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยการรับจ้างทั่วไป รับจ้างดูแลสวนต่างๆ ให้คนในพื้นที่ เพื่อที่ต้องการหาเงินมาต่อยอดความฝันของตนเอง และด้วยคุณชำนาญทำงานรับจ้างให้กับหลายๆ คน จึงได้ความรู้มากมายจากเกษตรกรคนอื่นๆ

ผ่านไป 1 ปี คุณชำนาญสามารถเก็บเงินก้อนได้จำนวนหนึ่งในวัย 19 ปี จึงได้ตัดสินใจลงทุนปลูกมันสำปะหลัง 5 ไร่ สายพันธุ์ระยอง 5 และสายพันธุ์ระยอง 11 คุณชำนาญ บอกว่า ในตอนนั้นสาเหตุที่เลือกปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ระยอง 5 และสายพันธุ์ระยอง 11 เพราะให้แป้งดี และเป็นที่นิยมในช่วงสมัยนั้น

ปัจจุบัน คุณชำนาญมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของตนเอง จำนวน 20 ไร่ คุณชำนาญ บอกว่าในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงเพาะปลูก สำหรับเกษตรกรปลูกมัน คุณชำนาญเลือกปลูกมันสำปะหลัง สายพันธุ์แขกดำ และสายพันธุ์ 81 เพราะ 2 สายพันธุ์นี้ให้แป้งที่ดี โตไว ต้นสูง เหมาะกับการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝน

และคุณชำนาญเลือกปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์ระยอง 5 ในช่วงการเพาะปลูกนอกฤดูกาล เพราะสายพันธุ์ระยอง 5 มีต้นที่เตี้ย จึงไม่เหมาะกับการปลูกในช่วงฤดูฝนเท่าไร จึงนำมาเพาะปลูกนอกฤดูกาลแทน และให้แป้งดี เทียบเท่ากับ สายพันธุ์แขกดำ และสายพันธุ์ 81

คุณชำนาญ อธิบายถึงหลักการในการปลูกมันสำปะหลังว่า เริ่มจากการไถหน้าดิน โดยใช้ผาล 3 ไถ 1 รอบ ทิ้งดินให้หน้าดินแห้งกรอบ เป็นระยะเวลา 1 เดือน จากนั้นไถผาล 7 และทิ้งดินไว้ 10-20 วัน จากนั้นตัดต้นมันให้ได้ความยาว 20 เซนติเมตร นำต้นมันไปแช่ในน้ำที่เราผสมไว้ ได้แก่ กะปิ 1 กระปุกเล็ก น้ำเปล่า 100 ลิตร เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ขวด แช่ไว้ต้นละ 5 นาที เพื่อให้ไส้ของลำต้นได้อิ่มน้ำ และดูดซับน้ำได้ดี จากนั้นถึงวิธีการนำต้นมันลงแปลงปลูก โดยเว้นระยะห่าง 60 เซนติเมตร ต่อการปลูก 1 ต้น เมื่อต้นมันอายุได้ 50 วัน ถ้าหากมีเพลี้ยก็สามารถฉีดสารกำจัดเพลี้ยได้ โดยผสมกับฮอร์โมนเพื่อฉีดพ่น และไม่ลืมที่จะฉีดยาคุมไข่ หลังจากฉีดพ่นครั้งแรกไปแล้วเป็นระยะเวลา 20 วัน ก็ฉีดฮอร์โมนในครั้งที่ 2 หากมีหญ้าขึ้นต้องตัดหญ้าตลอด มั่นคอยเช็กดูเพราะถ้าหากมีหญ้าขึ้นบริเวณต้นมัน จะทำให้หญ้าเหล่านั้นไปแย่งสารอาหาร เมื่อมันสำปะหลังออกผลผลิตแล้ว จะได้หัวมันที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักไม่ดี

อัตราส่วนในการรดน้ำต้นมัน หากปลูกในช่วงฤดูกาลซึ่งตรงกับฤดูฝนก็ไม่ต้องจำเป็นต้องรดน้ำ แต่ถ้าหากปลูกนอกฤดูกาลจะใช้วิธีปลูกมันน้ำหยด ต้องหยดน้ำ 1 ชั่วโมง ก่อนนำต้นมันลงแปลงปลูก หลังจากนำต้นมันลงแปลงปลูกเสร็จแล้ว รดน้ำไปอีก 2 ชั่วโมง เพื่อให้หน้าดินรัดต้นได้ดี จากนั้นปล่อยน้ำหยดจนชุ่มทุก 7 วัน เมื่อต้นมันมีอายุครบ 5 เดือน ทิ้งระยะห่างในการรดน้ำ เป็น 10-15 วัน รดครั้งหนึ่ง มันที่เหมาะสมแก่การเก็บเกี่ยวคือ มันที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ช่วงเวลานั้นหัวมันจะสร้างแป้งได้ดี แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินในที่นั้นๆ ด้วย จนถึงเวลาถอนหัวมัน ให้สังเกตที่ใบต้นมัน ใบจะร่วง ถ้าร่วงเยอะหมายถึงแป้งในหัวมันสร้างได้เต็มที่ ให้แป้งดีแน่นอน โรงงานที่รับซื้อมันสำปะหลังส่วนใหญ่ ให้ราคาตามค่าของแป้งในหัวมัน ช่วงนี้ราคาจะอยู่ที่ 2.80 บาท ต่อค่าแป้ง 25% และราคา 2.30 บาท ต่อค่าแป้ง 15%

คุณชำนาญ กล่าวอีกว่า มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพราะเนื่องจากมันสำปะหลังมีวิธีการดูแลที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อนมากนัก แต่ก็ต้องการความใส่ใจและดูแล สามารถทำรายได้ปีละแสนบาท

สำหรับท่านใดที่สนใจ สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิมเติมได้ที่ บ้านเลขที่ 10 หมู่บ้านบ่อคู่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี โทร. 087-915-4135, 086-124-7767 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก กูลสกิจ ฟาร์ม

กรุงเทพฯ 6 พฤศจิกายน 2563 – ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับการเกษตรได้มาบรรจบกันผ่านสัญลักษณ์รูปเครื่องบิน พาหนะที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ซึ่งได้นำมาใช้เป็นตราสินค้าของเมล็ดพันธุ์คุณภาพเจียไต๋ เพื่อสะท้อนเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของบริษัทในการส่งมอบนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมของไทย “เมล็ดพันธุ์ตราเครื่องบิน” โดย บริษัท เจียไต๋ จำกัด จึงได้ปูรากฐานแห่งความสำเร็จ ส่งมอบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ทันสมัย และผลักดันให้เจียไต๋ก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรในปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นของเมล็ดพันธุ์ตราเครื่องบินที่ได้หยั่งรากแก้วและเติบใหญ่ ปัจจุบัน ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ ประกอบด้วย 2 กลุ่มธุรกิจ คือ เมล็ดพันธุ์คุณภาพเจียไต๋ตราเครื่องบิน ที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเกษตรกรมืออาชีพ และเมล็ดพันธุ์เจียไต๋โฮมการ์เด้น ที่ได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อรองรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการเพาะปลูก

โดยได้ขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมากกว่า 40 ประเทศ มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชกว่า 10 แห่ง มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 485 สายพันธุ์ จากพืช 42 ชนิดพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นบริษัทไทยรายแรกๆ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากสมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ หรือ ISTA (International Seed Testing Association) และเพื่อตอกย้ำภาพผู้นำนวัตกรรมเกษตรอย่างยั่งยืน กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์เจียไต๋จึงได้ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ใหม่ของเมล็ดพันธุ์คุณภาพเจียไต๋ ตราเครื่องบินให้มีความทันสมัย ซึ่งมาพร้อมกับคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นภายใต้แบรนด์ “เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ CHIA TAI Trusted since 1921” เมล็ดพันธุ์คุณภาพเพื่อเกษตรกรมืออาชีพ โดยที่ตราสัญลักษณ์เครื่องบินยังคงไว้สำหรับกลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์เจียไต๋โฮมการ์เด้น ต่อไป

การปรับโฉมผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ในการแข่งขันระดับสากล เพื่อก้าวสู่การเป็นที่หนึ่งแห่งผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์ในภูมิภาค โดยชูจุดเด่นด้านนวัตกรรมการเกษตรและคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมเสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สร้างการจดจำผ่านสื่อภายในร้านตัวแทนจำหน่าย ด้วยดีไซน์โดดเด่น ทันสมัย ผนวกกับการเดินหน้าวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชด้วย “ไบโอเทคโนโลยี” เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ที่ล้ำหน้า ช่วยให้การคัดเลือกสายพันธุ์มีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีอัตราการงอกสูง แข็งแรง ทนต่อโรค ให้ผลิตผลดีมีคุณภาพ รสชาติอร่อย ทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการส่งมอบนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เจียไต๋ ได้พัฒนาสีเคลือบเมล็ดสีใหม่ “ม่วง มันเงา” สำหรับเมล็ดพันธุ์ลูกผสม F1 เกือบทุกชนิด เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้เด่นกว่าเดิม ช่วยให้พืชมีการงอกที่ดี ต้นแข็งแรง สามารถป้องกันโรคและแมลงปากดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายชัยพันธ์ ลิมปิวรรณ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวถึงการปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ว่า “เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค ในปีนี้ เจียไต๋ ได้ยกระดับภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ด้วยการปรับโฉมและชื่อของเมล็ดพันธุ์ตราเครื่องบินสู่เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ CHIA TAI Trusted since 1921 ที่ยังคงคุณภาพอัดแน่นทุกเมล็ด เพื่อสานต่อความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้า เกษตรกร ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ ในปี 2564 เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ จะเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการด้านอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะตอกย้ำความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างแท้จริง”

บรรจุภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ “เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ CHIA TAI Trusted since 1921” ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้วตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อพี่น้องเกษตรกรทั่วไทย ติดตามข่าวสารและข้อมูลผลิตภัณฑ์ของเมล็ดพันธุ์เจียไต๋เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก CHIA TAI SEED เมล็ดพันธุ์เจียไต๋ www.facebook.com/chiataiseed และเว็บไซต์เจียไต๋

ไม่ว่ายุคใดสมัยใดราคาของกล้วยหอมก็ไม่เคยตกเลย บางช่วงที่ขาดแคลนตกหวีละเป็นร้อยก็มี สมัยก่อนการซื้อกล้วยหอมนั้นต้องซื้อเป็นหวี แต่เดี๋ยวนี้สะดวกขึ้น สามารถหาซื้อเป็นลูกได้ตามร้านสะดวกซื้อ อย่าง ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่ปลูกกล้วยหอมทองป้อนเซเว่นฯ

สหกรณ์ฯท่ายาง เป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมขนาดใหญ่สามารถผลิตกล้วยหอมทองได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเน้นความสะดวก รับประทานครั้งละ 1 ลูก และชอบที่สุกกำลังพอดี เปลือกมีสีเหลืองมากกว่าเขียว การจำหน่ายกล้วยลูกเดี่ยวจึงกลายเป็นกระแสนิยมของคนไทย สังเกตได้จากปริมาณกล้วยหอมทองที่จำหน่ายผ่านเซเว่นฯ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยปัจจุบัน เซเว่น ขายได้วันละเกือบ 100,000 ลูก ในราคาลูกละ 8 บาท เกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้

ด้าน คุณมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เล่าถึงจุดเด่นของกล้วยหอมทองท่ายางว่า มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และมีเนื้อละเอียดกว่าที่อื่น เพราะมีกรรมวิธีการปลูกที่แตกต่างจากที่อื่น โดยเลือกใช้หน่อพันธุ์แท้เท่านั้น เพราะการปลูกด้วยหน่อกล้วยนั้นจะช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ได้

นอกจากนี้ พื้นที่ปลูกยังมีดินที่มีแร่ธาตุดี น้ำอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน น้ำเขื่อนเพชร และน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำที่ได้จากเขื่อนเป็นป่าต้นน้ำธรรมชาติของแม่น้ำเพชรบุรี ประกอบกับอำเภอท่ายางอยู่ใกล้ทะเล ไอของทะเลจะช่วยขับไล่แมลงที่จะมากัดกินทำให้พืชและผลผลิต โดยในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน สภาพอากาศจะช่วยให้ผลผลิตกล้วยเพิ่มมากขึ้น เพราะโดยธรรมชาติกล้วยชอบอากาศร้อนชื้น

คุณมานะ บอกถึงการส่งกล้วยหอมทองขายในเซเว่นฯ ว่า เริ่มในปี 2556 ช่วงแรกส่ง วันละ 900 ลูก ล่าสุดปีนี้สูงถึงวันละ 28,000 ลูก และปีหน้าตั้งเป้าส่งขายในเซเว่นฯ 35,000 ลูก ต่อวัน ซึ่งกล้วยหอมทองที่ส่งนี้จะอยู่หน้าร้านได้ประมาณ 2–3 วัน

หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์ฯท่ายาง ยังบอกด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้ยอดจำหน่ายผ่านร้านเซเว่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทางเซเว่นฯ มีทีมงานให้คำแนะนำมีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่อเนื่อง เริ่มแรกที่ส่งขายเซเว่นฯ เป็นถุงธรรมดา เจาะรู ติดสติ๊กเกอร์ให้เห็นโลโก้ ต่อมาเซเว่นฯ ให้คำแนะนำการพัฒนาแพ็กเกจให้ดูทันสมัย เก็บผลผลิตได้นาน ตอนนี้ปรับเป็นถุงที่เจาะรูเข็ม และกำลังจะพัฒนาถุงให้สามารถเก็บรักษายืดอายุได้นานยิ่งขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพกล้วยหอมทองจากสวนให้มีสภาพสดใหม่ก่อนถึงมือลูกค้า ซึ่งการได้เป็นคู่ค้ากับเซเว่นฯ จึงทำให้มีความมั่นใจในการประกอบอาชีพที่จะสร้างความมั่นคงและสร้างรายได้ที่แน่นอนให้กับกลุ่มเกษตรกร

สหกรณ์ฯ ดูแลควบคุมทุกขั้นตอน

นอกจากเกษตรกรที่นี่จะปลูกกล้วยหอมทองแล้ว ยังปลูกกล้วยไข่ และกล้วยน้ำว้าด้วย ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ ท่ายาง ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการปลูกกล้วยเป็นอย่างดี เพราะสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด 2,000 กว่าราย โดยในจำนวนนี้ 350 ราย ที่มีพื้นที่ปลูกกล้วย 1,200 ไร่ ส่งออกไปญี่ปุ่น และตอนนี้หลายรายก็ยังปลูกขายให้ญี่ปุ่นควบคู่กับการส่งขายในเซเว่นฯ แต่จะแยกแปลงกันปลูก นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ยังมีการขยายห้องแพ็กและห้องบ่ม เพื่อรองรับปริมาณกล้วยที่เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค

การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ท่ายาง นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มของเกษตรกรและมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสม่ำเสมอและสามารถป้อนสินค้าให้กับคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง

มาดูกันว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้มีวิธีบริหารจัดการอย่างไร ประเด็นนี้ คุณมานะ แจกแจงว่า ทางสหกรณ์มีการประกันราคาให้กับสมาชิก มีเงินกู้ให้ และให้คำแนะนำในการปลูกตั้งแต่เริ่มจนถึงเก็บเกี่ยว และมีเจ้าหน้าที่ไปตัด ระยะเวลาปลูก ตั้งแต่ 1-9 เดือน ต้องมีการวางแผน รวมถึงช่วงเวลาในการใช้ปุ๋ย โดยช่วง 4-5 เดือน จะมีเจ้าหน้าที่ไปดูว่าลำต้นแข็งแรงหรือไม่ พอ 7 เดือน กล้วยตกปลี จากนั้น 45 วัน สามารถตัดส่งขายได้ ต้องให้กล้วยแก่ประมาณ 80-95% ตามที่เซเว่นฯต้องการ เพราะจะได้ทั้งเรื่องรสชาติและสี และเมื่อตัดเสร็จแล้วจะนำมาเข้าขั้นตอน ล้าง เป่า และแพ็กเกจจิ้งที่สหกรณ์

ปัญหาอย่างหนึ่งของกล้วยหอมทองคือ หน้าฝนสมาชิกไม่สามารถปรับพื้นที่ได้ และพอปลายปีช่วงหน้าหนาวจะให้ผลผลิตน้อย

พูดได้ว่า สหกรณ์ฯ ท่ายาง ควบคุมดูแลทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเลือกหน่อพันธุ์เลย ในส่วนของราคาประกันนั้น ต่ำสุดให้ลูกละ 1.50 บาท สูงสุดอยู่ที่ 3 บาท ถึง 3 บาทกว่า บางเครือได้ 65-70 ลูก ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ส่งให้เซเว่นฯ วันละ 4,000-5,000 ตัน และส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เดือนละ 15 ตัน โดยขายในราคากิโลกรัม (ก.ก.) ละ 20 กว่าบาท ต่อลูก หนัก 110 กรัม ขณะที่ส่งขายเซเว่นฯ หนักลูกละ 120 กรัม

ทีนี้มาฟังผู้ปลูกกล้วยหอมทอง สมัคร UFABET อย่าง “คุณพุฒิภูมิ ทองประเสริฐ” เกษตรกรวัย 49 ปี กันดูบ้าง หนุ่มใหญ่รายนี้ ปลูกส่งสหกรณ์ฯ มา 5-6 ปีแล้ว ในพื้นที่ 10 ไร่ ที่บ้านท่าทุ่งแฝก ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง สมัยก่อนเขาปลูกมะนาวและพืชล้มลุกอย่างอื่นมา อาทิ แตง และถั่ว แต่เจอปัญหาเพลี้ยไฟ ไรแดง และเป็นพืชที่ต้องใช้สารเคมี ทำให้สุขภาพแย่ เมื่อสหกรณ์ฯมาแนะนำให้ปลูกกล้วย และเห็นว่าสหกรณ์เป็นผู้มารับซื้อในราคาประกัน จึงสนใจและปลูกเรื่อยมา โดยปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้เขามีรายได้หลังค่าใช้จ่ายปีละ 3 แสนกว่าบาท มากกว่าตอนปลูกมะนาวเสียอีก แถมสุขภาพยังดี ไม่เจ็บไม่ป่วยเหมือนที่ผ่านมา

คุณพุฒิภูมิ ซึ่งแม้จะเรียนจบแค่ ป.6 แต่ประสบการณ์ในอาชีพเกษตรกรรมอยู่ในระดับขั้นเทพ เล่าถึงการปลูกกล้วยหอมทองว่า ก่อนปลูกกล้วยทิ้งแปลงไว้ 1-2 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรค มีการเตรียมดิน ขุดร่อง ตีหลุมให้กว้าง สัก 50 เซนติเมตร (ซม.) ลึก 30 ซม. ห่าง 2 คูณ 2 เมตร พร้อมกันนั้นคัดหน่อพันธุ์ที่สมบูรณ์ หน่อจะต้องหนักประมาณ 2-3 ก.ก. ตอนแรกซื้อมาหน่อละ 4 บาท ให้น้ำ 5-7 วัน ต่อครั้ง ไม่ได้ฉีดยาฆ่าหญ้า ดูแลด้วยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ โดยให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง

ที่สำคัญต้องตกแต่งใบตลอดหลังจากออกเครือแล้ว แต่ละต้นควรเหลือใบไว้ 7-9 ใบ เพราะถ้ามีใบเยอะจะทำให้รกรุงรัง และใบจะไปสีกับลูกกล้วย ทำให้เกิดจุดด่างดำ ไม่สวย และทำให้สวนไม่โปร่ง อีกทั้งถ้าทิ้งให้ใบเหลืองแห้งจะทำให้เกิดโรคเชื้อราและเกิดปัญหาแมลง

“พอดีพี่ชายผมเลี้ยงวัวก็นำขี้วัวมาใส่ ปลูกกล้วยหอมทองต้องตัดแต่งใบ อาหารจะได้ไปเลี้ยงลูกได้สมบูรณ์ ปัญหาหนึ่งของกล้วยคือ เจอเพลี้ยแป้ง ถ้าระบาดมากต้องตัดใบทิ้ง ซึ่งมักจะเกิดปัญหาช่วงหมดฝน หน้าฝนไม่ค่อยระบาด และเมื่อกล้วยออกหน่อจะต้องตกแต่งหน่อให้เหลือเพียงหน่อเดียว เพื่อไม่ให้ไปแย่งอาหารของกล้วย บางต้นอาจจะเหลือสองหน่อกรณีที่สมบูรณ์จริงๆ ปกติจะเหลือแค่หน่อเดียว เพื่อใช้เป็นพันธุ์ต่อไป” คุณพุฒิภูมิ กล่าวและว่า จะต้องมีการพรวนดินและถากหญ้าพร้อมกันไปด้วย ปกติปุ๋ยซื้อเป็นลูก ลูกละ 50 ก.ก. ใช้ 10 ลูก ต่อ 2 ไร่ ไร่หนึ่งใช้ประมาณ 200 ก.ก. ราคาลูกละไม่เกิน 500 บาท

ในการปลูกกล้วยหอมทองนี้ คุณพุฒิภูมิ ระบุว่า กล้วยเครือหนึ่งหลักๆ มีประมาณ 7 หวี เฉลี่ยหวีละ 14 ลูก เครือหนึ่งๆ หนัก 12-15 ก.ก. ขายให้สหกรณ์ฯ ก.ก.ละ 13 บาท คิดต้นทุนตกไร่ละ 2-3 หมื่น ได้กำไรไร่ละ 3-5 หมื่นบาท โดยปีแรกเป็นการลงทุนที่มากหน่อย เพราะต้องซื้อหน่อ ซึ่งแม้การปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีผลผลิตจะได้ไม่มาก แต่ถือว่าคุ้มค่า เพราะต้นทุนต่ำกว่า สุขภาพร่างกายแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ช่วงที่กล้วยยังไม่ให้ผลผลิตก็ปลูกพืชอื่นเสริม อย่าง ถั่วพู เพื่อให้มีรายได้เสริมตลอด

สวนกล้วยของคุณพุฒิภูมิ มีพื้นที่ 6 ไร่ ส่วนอีก 4 ไร่ ของเขากระจายไปในหลายแปลง ใครไปเห็นต่างเอ่ยปากชมสวนที่เป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งนี้ ซึ่งเจ้าตัวให้เหตุผลว่า สวนกล้วยที่ดีจะต้องโปร่งให้มีแสงแดดผ่าน