คุณชัยรัตน์เผยเทคนิคเสริม นอกจากอัตราส่วนของอาหารแล้ว

โรงเลี้ยงหรือจุดเพาะด้วงสาคู ตั้งแต่เริ่มใส่พ่อแม่พันธุ์ลงไปเลยนั้น ควรอยู่ใกล้ร่มไม้ อย่าให้อากาศร้อน หรือมีน้ำท่วมขัง มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพราะความชื้นที่พอดี อากาศ และอาหารที่สมบูรณ์ ทำให้ด้วงสาคูรู้สึกปลอดภัย สามารถวางไข่ได้ดกขึ้น และคงสภาพรักษาความสมบูรณ์ของอาหารได้ดีคงที่

คุณชัยรัตน์ กล่าวว่า จุดเด่นของทางฟาร์มด้วงสาคูของเรา เหมาะอย่างมากกับลูกค้ามือใหม่ รับประกันว่าเลี้ยงง่าย และเป็นด้วงสาคูสายพันธุ์ป่าแท้ๆ ที่ทางฟาร์มเพาะพันธุ์เอง และคัดเลือกอย่างพิเศษ เพื่อให้ได้ด้วงสายพันธุ์ป่าแท้ที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด ราคาพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูของทางฟาร์มอาจราคาสูงกว่าท้องตลาดนิดหน่อย แต่รับรองเรื่องสายพันธุ์แท้ ความแข็งแรง สมบูรณ์ ให้ไข่ดก ผลผลิตเยอะ

ตลาดของทางฟาร์มเป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป แต่ถ้ายอดขายดีที่สุดต้องยกให้ตลาดออนไลน์ มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก ทำให้จากธุรกิจครอบครัว กลายเป็นธุรกิจชุมชนไปแล้ว เพราะเกิดการจ้างงานในชุมชนมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ทางฟาร์มจำหน่ายเองโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

“สามารถกำหนดราคาขายเองได้ อาจจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปนิดหน่อย แต่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อได้รับผลผลิตดี มีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกอย่างพิเศษ และพร้อมแบ่งปันข้อมูลความรู้ แนวทางการแก้ปัญหาแก่เกษตรกรผู้สนใจเลี้ยงด้วงสาคูทุกท่าน ทั้งมือใหม่และผู้ที่เคยล้มจากการเพาะด้วงสาคู อยากให้ท่านลองให้โอกาสตัวเองอีกครั้งในการเพาะเลี้ยง เพราะเราสามารถสร้างรายได้ที่ดีและมั่นคงได้จากด้วงสาคู”

สำหรับท่านใดที่สนใจพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู สาคูบด กาบสาคูบด ด้วงสาคู ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณชัยรัตน์ ไกลนุกูล หรือ คุณต้อม อายุ 31 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 109/4 หมู่ที่ 1 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 082-801-4943 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก อ.ต้อม นายช่างฟาร์ม นครศรีฯ

“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง

การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว

ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นชาวบ้านในพื้นที่อีกคนที่ปลูกข่าแดงมานานหลายสิบปี ใช้พื้นที่ปลูกข่าประมาณ 3 ไร่

เกษตรกรรายนี้เล่าว่า ถ้าเริ่มปลูกข่าแดงครั้งแรกควรปลูกประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยจะใช้หัวข่าแก่ปลูก เมื่อปลูกแล้วใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงเก็บผลผลิตได้ ข่านั้นปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี ข่าที่ปลูกกันจะเป็นพันธุ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข่าแดง” เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย แตกหน่อดี ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งปกติแล้วจะปลูกกันไร่ละประมาณ 800-900 ต้น ระยะปลูกห่างกันต้นละเมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปีละ 4 ครั้ง

สำหรับวิธีเก็บผลผลิตจะสับหรือตัดหน่ออ่อนด้วยเสียม ทั้งนี้ การสับหรือตัดหน่ออ่อนมากเกินไปอาจทำให้ต้นแม่โทรมเร็ว แล้วจะให้หน่อช้า ดังนั้น จึงต้องบำรุงต้นแม่ให้ดีเพื่อให้ได้หน่อข่าอ่อนที่ดีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ที่เป็นฤดูหนาว พบว่า หน่ออ่อนมักแตกช้า และชาวบ้านจะถือโอกาสพักต้น รอให้พ้นหน้าหนาวไปก่อน

หลังจากสับหรือตัดต้นข่ามาจากสวนแล้วจะนำมาล้างทำความสะอาด แล้วปอกลอกเปลือกออก จากนั้นตัดแต่งให้สวยงามแล้วนำไปมัดเป็นกำ ให้มีกำละ 5-6 ต้น ขึ้นอยู่กับขนาด นำไปขายให้แก่บ้านที่รับซื้อทุกวัน ในราคาครั้งละอย่างต่ำ 500 บาท ทำให้มีเงินได้จากข่าแดงถึงเดือนละเกือบ 20,000 บาท พร้อมกับบอกว่ารายได้เช่นนี้ดีกว่าการทำนาขายข้าวอีก

ขณะเดียวกัน คุณสำรี แก้วมณี เจ้าหน้าที่ อกม. (อาสาสมัครเกษตรประจำหมู่บ้าน) โทรศัพท์ 085-611-6346 ได้เพิ่มเติมข้อมูลการปลูกข่าแดงของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ว่า อาชีพนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านเกษตรสมบูรณ์ทำกันมานานกว่า 30 ปี ทำกันเกือบทุกบ้าน แต่ละบ้านใช้พื้นที่ปลูกข่าแดงประมาณ 1-3 ไร่ โดยไม่มากกว่านี้ เนื่องจากดูแลไม่ทั่วถึงเพราะทำกันเฉพาะในครัวเรือน ทั้งนี้ การเก็บข่าแดงจะสับหรือตัดหน่ออ่อนทุกวันเวียนไปทีละแปลง สลับไป-มาจนทั่ว

ลักษณะการปลูกข่าแดงเป็นการปลูกครั้งเดียว เพราะจากนั้นจะเก็บผลผลิตไปเรื่อยๆ ได้ยาวนาน 8-10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล สำหรับต้นข่าแดงที่มีหน่ออ่อนแล้วพร้อมเก็บได้คือ ต้นที่มีใบจำนวน 3 ใบ แต่ถ้าต้นไหนมีมากกว่า 3 ใบ จะมีหน่อแก่ ขายไม่ได้ราคา

ต้นข่าแดงชอบอากาศร้อน ยิ่งถ้าให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง ไม่ต้องใช้น้ำมาก แต่ให้บ่อย เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย จะทำให้หน่อแตกได้ดี จึงสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชน้ำน้อย ดังนั้น ข่าแดงถือว่าตอบโจทย์ได้ตรงเป้าหมาย

สำหรับการนำข่าแดงไปบริโภคนั้น ชาวบ้านนิยมกินสด หรือบางแห่งใช้ลำต้นนำไปสับรับประทานแบบเมี่ยง ส่วนถ้าเป็นเมนูอาหารนิยมนำไปนึ่ง ต้มยำ ทำน้ำพริก หรือซุป (เหมือนซุบหน่อไม้)

คุณสำรี บอกว่า ข่าแดงเป็นพืชที่ปลูก/ดูแลไม่ยาก แมลงศัตรูพบบ้างจะเป็นหนอนกอ จะพบในหน้าหนาวเท่านั้น โดยหนอนกอมักเข้าไปกินไส้ในต้นอ่อน ซึ่งชาวบ้านไม่นิยมใช้สารเคมีป้องกันเพราะกลัวเกิดอันตราย แต่จะใช้วิธีสังเกตความผิดปกติของต้น แล้วเมื่อพบหนอนจะทำลายทิ้ง

ส่วนการให้ปุ๋ยจะเน้นใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ส่วนปุ๋ยเคมีใช้น้อยมากประมาณ 1 ไร่ ต่อกระสอบ ต่อปี ดังนั้น ข่าแดงของหมู่บ้านนี้จึงปลูกแบบอินทรีย์แล้วยังจัดระบบการปลูกเป็นแบบแปลง GAP ด้วย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในจังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดอื่น

เจ้าหน้าที่ อกม. เผยว่า ปกติชาวบ้านจะสับหรือตัดหน่อข่าอ่อนได้จำนวนไม่ต่ำกว่าวันละ 300 ต้น หรือบางครัวเรือนอาจเก็บได้ถึงวันเป็นพันต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพอใจในรายได้ของแต่ละครัวเรือน เรียกว่าถ้าต้องการเงินมากก็ช่วยกันเก็บ ทั้งนี้ ราคาที่ชาวบ้านขายให้คนรับซื้อจะอยู่ระหว่าง 5-7 บาท ต่อมัด (ขึ้นอยู่กับราคาท้องตลาด) จึงทำให้มีรายได้จากการขายหน่อข่าแดงอย่างต่ำวัน 500 บาท แต่ครัวเรือนไหนขยันมากอาจได้ถึงวันละ 1,000 บาท ต่อวัน

สำหรับต้นทุนการปลูกข่าแดง คุณสำรีชี้ว่า จะเกิดขึ้นเพียงแค่การปลูกครั้งแรกเท่านั้น อีกทั้งยังประหยัดต้นทุนค่าพันธุ์เพราะสามารถตัดเก็บต้นแก่ที่สมบูรณ์ไว้ใช้ขยายพันธุ์ต่ออีกในรุ่นต่อไปได้ ส่วนการลงทุนอย่างอื่นคงมีแค่ค่าซื้อปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี (เล็กน้อย) ค่าไถพรวนปรับพื้นที่ ค่าน้ำ และค่าไฟ ซึ่งประเมินแล้วมีค่าใช้จ่ายเพียงไร่ละไม่เกิน 3,000 บาทเท่านั้น

“ชาวบ้านทุกครัวเรือนที่ปลูกข่าแดงเป็นอาชีพมีความพอใจกับรายได้ที่รับจากในอดีตที่ปลูกข่าแดงขายเป็นรายได้เสริม แต่ตอนนี้กลับเป็นรายได้หลัก แทนการปลูกข้าว เนื่องจากปลูกข้าวมีรายได้ปีละครั้ง แต่การปลูกข่าแดงขายมีรายได้ทุกวันแล้วทำให้ทุกครัวเรือนมีความเป็นอยู่ที่ดีสามารถส่งบุตร-หลานเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้” คุณสำรี เผย

จากนั้นได้พบกับ คุณนาง เป็นคนดูแลการรับซื้อข่าแดงประจำหมู่บ้าน เธอบอกว่าในแต่ละวันรับซื้อข่าแดงจากชาวบ้านจำนวนพันกว่ามัด ในราคา 4 บาท ต่อมัด แล้วถ้าเป็นช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ราคาจะสูงไปถึงมัดละ 7 บาท รายได้ที่คุณนางรับจากชาวบ้านเพียงมัดละ 1 บาท

พร้อมกับเผยว่า รายได้ที่ชาวบ้านนำข่าแดงมาขายเฉลี่ยแล้วคนละ 400-500 บาท ต่อครั้ง ต่อวัน หรือประมาณ 15,000 บาท ต่อเดือน ทั้งนี้ ภายหลังจากรับซื้อข่าแดงจากชาวบ้านแล้วจะรวบรวมนำไปส่งขายให้พ่อค้าที่ตลาดในอำเภอวารินชำราบทุกวัน ในจำนวนวันละเป็นตัน จากนั้นจึงไปขายส่งต่อให้แม่ค้าในตลาดนัดเพื่อแบ่งเป็นกำขนาดเล็กขายให้ผู้บริโภคในราคากำละ 10-15 บาท

“หลังจากชาวบ้านหันมาปลูกข่าแดงกันจำนวนมากทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญมีรายได้ดีกว่าการปลูกข้าวอย่างมาก อย่างถ้าเปรียบเทียบรายได้จากการขายข่าแดง 1 ไร่ มีรายได้มากกว่าการขายข้าว 1 ไร่เสียอีก” คุณนาง กล่าว

จากข้อมูลการปลูกและขายข่าแดงจากบุคคลต่างๆ จะพบว่าในปัจจุบันชาวบ้านหันมาปลูกข่าแดงกันเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะว่าปลูก/ดูแลง่าย แล้วมีรายได้ทันที ข่าแดงจึงกลายเป็นพืชทางเลือกสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้หลักให้แก่ชาวบ้าน แทนการรอขายข้าว

คราวนี้ลองมาคำนวณตัวเลขรายได้ของชาวบ้าน เพียงแค่ครัวเรือนเดียวถ้าขายข่าแดงทุกวันมีรายได้วันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท แต่ถ้าทั้งหมู่บ้านปลูกข่าแดงขายกันจำนวน 100 หลังคาเรือน จะพบว่ามีรายได้รวมเฉลี่ย 1.5 ล้านบาท ต่อเดือน

เพื่อนชวนไปชมสวนไม้ประดับ ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร (มก. ฉกส.) บริเวณบ้านเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร โดยออกจากตัวเมืองสกลนคร ผ่านสี่แยกบ้านธาตุนาเวง หรือที่เรียกกันว่า “สี่แยกบ้านธาตุ” หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จากตัวเมืองสกลนคร เพียง 6 กิโลเมตร ก็ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวา มุ่งหน้าตามถนนสกลนคร-นครพนม ผ่านหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียง 909 กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่เป็นกระบอกเสียงในการปฏิบัติภารกิจในด้านจิตวิทยา สร้างมวลชนต่อสู้กับภัยคุกคาม ความคิดหรืออุดมการณ์ที่เห็นต่าง ไม่ตรงกัน “คอมมิวนิสต์” ในสมัยนั้น แต่ปัจจุบัน ไม่มีให้เห็น คงเหลือแต่ร่องรอยของอดีต และเลยผ่านทางเข้าสนามบินสกลนคร

นั่งรถผ่านมามองฝั่งซ้ายของถนน มีคลองจากชลประทาน เขื่อนน้ำอูน ทอดยาวตรง บางแห่งคดเคี้ยวไปตามพื้นที่ในไร่นา ไหลผ่าน ลอดสะพานข้ามถนนไปสู่ฟากโพ้น ก่อนลงสู่แหล่งน้ำหนองหาร ทะเลสาบน้ำจืดแห่งอีสาน ปกติทุกปีในพื้นที่ยามนี้จะมองเห็นความเขียวขจีของข้าวกล้า นาปรัง มีหมู่นกปากห่างและนกนา เดินย่องหาอาหาร ขาวไปเต็มทุ่ง

แต่ปีนี้ชาวนาหลายคนไม่ได้ทำนาปรัง เพราะรัฐบาลประกาศว่าน้ำในเขื่อนมีน้อย คนทำนาปรัง ต้องลดการทำนาลง หรือลดพื้นที่ เพราะน้ำอาจไม่พอ จึงส่งผลให้เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่ ในช่วงของพืชฤดูแล้งต้องเลิก หันไปทำอย่างอื่นแทน

ขับรถมาได้ประมาณ 15 นาที ก่อนถึงทางแยกเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร ก็เลี้ยวซ้าย ที่ที่ป้ายบอก บ้านหนองหอย 7 กิโลเมตร

หลังจากที่รับประทานอาหารเที่ยง อาหารป่าประเภท แกงหน่อไม้ ใส่ผักหวานป่าและเห็ด พร้อม แกงหวาย เพื่อนก็ชวนไปดู “ธนาคารต้นไม้” ที่บ้านหนองหอย ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร โดยเพื่อนนัดไว้กับ คุณสมใจ ครุธตำคำ เจ้าของ “ธนาคารต้นไม้” ไว้ หลังโทรศัพท์นัดแล้วจึงเดินทางเข้าไป ใช้เวลาขับรถเพียง 10 นาที ก็ถึงที่หมาย

พบกับ คุณสมใจ ครุธตำคำ อายุ 52 ปี เจ้าของธนาคารต้นไม้ ทักทายแนะนำตัวทำความรู้จัก

เจ้าของธนาคารต้นไม้ เล่าความเป็นมาว่า มีญาติพี่น้องรวมกัน 4 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน และคุณพ่อเสียตั้งแต่อายุยังน้อย จึงต้องร่วมต่อสู้ ทำนา ทำสวน ทำไร่ ดูแลน้องๆ ส่งเรียนหนังสือ

หลังแต่งงาน ก็ยึดอาชีพเกษตรกรรม สืบสานมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้ ร่วมกับ คุณแม่ “เทือง ครุธตำคำ” หลังจากทำนาทำไร่มาก็พบว่า การทำเกษตร หากเราปลูกแบบเชิงเดี่ยว จะทำให้เกิดความเสี่ยง จึงได้ศึกษาจากตำราและจำจากสื่อ ทีวี อ่านจากหนังสือ จึงได้หันมาทำเศรษฐกิจแบบผสมผสาน เมื่อมีเวลาและโอกาสก็ไปดูงานในแถบใกล้เคียงนำมาปรับปรุงทำในที่ดินของตนเอง ดังนั้น จึงมีของกิน ทุกอย่างในพื้นที่ ยึดหลัก กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กินและจำหน่ายได้ โดยเริ่มทำจริงจัง เมื่อ ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน

คุณสมใจ เล่าว่า จากที่เป็นคนชอบการเกษตรและรักชอบต้นไม้ จึงได้พลิกผัน จัดแปลงที่ดินร่วมกับคุณแม่ และต่อมาได้เข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ ของสหพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย ในปี 2562ในการจัดพื้นที่ที่ดินของตนเอง

และพืชผักผสมผสาน เช่น มะม่วง มะละกอ และพืชยืนต้นอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

คุณสมใจ บอกว่า ต้นไม้ที่เป็น “ธนาคารต้นไม้” ได้รับการสนับสนุนจากทาง ธ.ก.ส. และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อ 27 กันยายน 2562 โดยมีสมาชิก 33 ราย แนวทางในการจัดตั้งธนาคารต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ป่าอยู่กับคน หรือคนอยู่กับป่า มีสำนึกรักป่า มองเห็นคุณค่าและประโยชน์จากป่า การดูแลป่าที่มีอยู่ และปลูกป่าซ่อมแซมเพิ่ม ในกรณีที่ตัดเพื่อไปทำประโยชน์ เช่น ทำบ้าน ก็ต้องปลูกซ่อมแซมไว้

ประโยชน์ที่ได้รับ นอกจากสภาพแวดล้อมและป่าเป็นแหล่งที่มีประโยชน์อนันต์มีคุณมหันต์ ทำความชุ่มชื้นแล้ว เจ้าของป่ายังได้ประโยชน์ คือ กรณีต้นไม้ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ธ.ก.ส. ให้ค่าดูแล ต้นละ 3 บาท ต่อปี ในการปลูกเพิ่ม โดยจะแบ่งให้เจ้าของป่า (ต้นไม้) 1 บาท ต่อต้น

ให้เป็นค่าจัดการในกลุ่ม 1 บาท

ค่าวัดต้นไม้ 1 บาท

นอกจากนี้ สมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกับกลุ่ม สามารถนำมาเป็นหลักประกันกู้เงินได้กับทาง ธ.ก.ส. และในอนาคต ทางกองทุนหมู่บ้านก็จะใช้หลักทรัพย์ต้นไม้กู้ยืมเงินได้เช่นกัน

คุณสมใจ บอกอีกว่า ในฐานะที่ได้รับเกียรติ ให้เป็นกรรมการตรวจแปลงธนาคารต้นไม้ เมื่อหากสมาชิกหรือบุคคลจะเข้ามาเป็นสมาชิกของธนาคารต้นไม้ จะมีคณะกรรมการตรวจแปลง รูปที่ 10 การตรวจวัดระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยนแปลงสัมพันกับปริมาณฝนตกในพื้นที่ ทำการวัดต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปี บริเวณพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าถึงเป็นช่วงหน้าแล้งก็ยังพอมีน้ำใช้สำหรับการเกษตร

ออกไปตรวจ และรับเป็นสมาชิก และตรวจนับต้นไม้ ทำเป็นคิวอาร์โค้ด ติดขึ้นทะเบียน และมีการตรวจแปลงตลอดเวลา ป้องการตัดไม้และป่าด้วย

ในส่วนที่ปลูกป่า รักษาป่าให้กับ ป่าไม้จังหวัดนครพนม จำนวน 6 ไร่ นั้น จะได้ค่าปลูกเพิ่มและรักษาป่า ปีละ 5,000 บาท

ปัญหาและอุปสรรคของที่นี่คือ ที่ดิน เป็นดินลูกรัง มีธาตุอาหารในดินต่ำ แหล่งน้ำ ไม่เพียงพอ หน้าแล้งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ จะสังเกตจาก มะละกอ และพืชอื่นๆ ที่ให้ผลไม่เต็มที่ ปัจจุบัน แม้จะใช้น้ำบาดาลก็ไม่เพียงพอ แต่หากทำเป็นหรือได้บ่อบาดาลขนาดใหญ่ก็จะทำให้เพียงพอ และต้นไม้ก็ชุ่มชื้นไปด้วย เป็นสิ่งที่ต้องการเร่งด่วนขณะนี้

นอกจากนี้ หากรัฐอยากช่วยเกษตรกรจริง ให้มาส่งเสริมเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เช่น การทำปุ๋ยใช้เอง น้ำหมักใช้เอง ตลอดจนตลาดพืชบางชนิดรองรับด้วย เช่น จัดหาและส่งเสริมการกินพืชผักปลอดสารพิษ เป็นต้น

สำหรับรายได้ ปัจจุบันมาจากการเก็บพืชผักที่ปลูกแบบผสมผสานนำไปขายในตลาด มีรายได้ทุกวัน พอมีพอกิน ไม่ขัดสน ชีวิตอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า อากาศบริสุทธิ์

สิ่งที่ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนมีความสำนึกรักป่า มองอย่างมีคุณค่า เพราะป่าไม้มีคุณค่ามหาศาล วันนี้หากไม่มาช่วยกันแล้ว ในอนาคตป่าคงหายากยิ่งขึ้น หากไม่ช่วยกันรักษาป่า ก็คงเป็นตำนานเล่าขานมาถึงแต่รุ่นเราเท่านั้น

“ตรัง” เป็นจังหวัดแรกที่ส่งเสริมให้คนไทยปลูกยางพารา ทุกวันนี้จังหวัดตรังเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของภาคใต้ และมีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดเป็น อันดับ 4 ของประเทศ (พื้นที่สวนยางพารา 1.5 ล้านไร่) ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดตรัง และมีอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราแบบครบวงจรในท้องถิ่น เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางวังคีรี ที่มีผลงานแปรรูปยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพสูง และชุมนุมสหกรณ์ตรัง ผู้นำด้านการแปรรูปยางอัดก้อนจำหน่ายทั้งในและส่งออก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาวิกฤตราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจำนวนมาก รัฐบาลจึงวางเป้าหมายพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยการโค่นสวนยางเดิมและส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพาราปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ เช่น การเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชผัก ผลไม้

ทั้งนี้ รัฐบาลจะมอบทุนอุดหนุนแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ไร่ละ 10,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยาง ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงด้านผลกระทบจากราคายางตกต่ำ และช่วยเพิ่มรายได้ รวมไปถึงสร้างทางเลือกในอาชีพ เพื่อความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง

กศน. ร่วมพัฒนาอาชีพ “สมาร์ทฟาร์มเมอร์”

สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง ได้ส่งเสริมให้ชาวสวนยางพารา sshep.com หันมาปลูกพืชผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ และทำประมงภายในสวนยางพารา เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารเลี้ยงดูครอบครัว เหลือจากการบริโภคจึงค่อยนำผลผลิตออกจำหน่าย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง หวังช่วยเกษตรกรลดรายจ่ายในครัวเรือน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง มอบหมายให้ อาจารย์นพรัตน์ โชติเกษมกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผน คุณกาญจนา รุ่งเมือง ครูอาสา กศน. อำเภอกันตัง คุณบุญภพ ดวงสุด ครู กศน. ตำบลคลองชีล้อม พาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยี่ยมชมกิจกรรมสร้างอาชีพสมาร์ทฟาร์มเมอร์ สอดรับกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล โดยสำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้กับเกษตรกร นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปบริหารจัดการพืชผลการเกษตรอย่างเป็นระบบ และให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพระยะสั้น ตามความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น

ชาวบ้านส่วนใหญ่ของตำบลคลองชีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีรายได้หลักจากการทำสวนยางพารามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเผชิญกับปัญหาราคายางตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนอย่างมาก

ลุงศรี แก้วลาย (โทร. 081-272-3901) ผู้นำชุมชนและแกนนำ หมู่ที่ 4 ตำบลคลองชีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง หนึ่งในสมาชิกสภาชุมชนบริหารจัดการตนเองคลองชีล้อม ได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกร ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการพึ่งพารายได้จากการทำสวนยางเพียงอย่างเดียว ให้หันมาใช้เกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ผักเหรียง ผักกูด ฯลฯ ในสวนยางพาราตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพึ่งพาตัวเองได้ ลดต้นทุน

ปรากฏว่า ผักเหรียง ขายดีมาก ผลิตไม่ทันกับความต้องการของผู้บริโภค แถมจำหน่ายได้ราคาสูง กิโลกรัมละ 50-60บาท ลุงศรีจึงชักชวนเกษตรกรจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (ผักเหรียงปลอดสารพิษ) กลุ่มปศุสัตว์ (เป็ดเนื้อ เป็ดไข่ ไก่เนื้อ ไก่ไข่) และกลุ่มปลูกไม้ยืนต้น พวกเขาแบ่งปันความรู้เรื่องการจัดการที่ดิน การคัดเลือกพันธุ์ผักที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและสภาพแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ด้านตลาด วางแผนจัดตั้งตลาดชุมชน เป็นจุดรับและส่งวัตถุดิบในท้องถิ่น การปรับตัวสู้วิกฤตครั้งนี้สามารถเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาปากท้องได้เป็นอย่างดี ลุงศรีมีโอกาสถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกผักเหรียง และพืชสมุนไพรต่างๆ ให้กับชาวบ้านและผู้สนใจภายใต้การสนับสนุนของ กศน. อำเภอกันตัง อีกด้วย