คุณชำนาญ เล่าเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า เกษตรกรมือใหม่

บางคนอาจเคยได้ยินชื่อพันธุ์หอมแบ่งหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์อาหลาด, พันธุ์จ่อย, พันธุ์บัวบาน ฯลฯ ความจริงแล้วหัวพันธุ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก อ.ลับแล แต่ตั้งชื่อตามเกษตรกรผู้คัดหัวพันธุ์ หากหัวพันธุ์ของใครปลูกแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะถูกบอกต่อกันปากต่อปาก ถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมานาน

เรื่องต้องรู้! เพื่อเตรียมพันธุ์หอมแบ่ง
แบบมืออาชีพ
แม้ว่า “หอมแบ่ง” นั้นเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยปกติแล้วเกษตรกรจะนิยมปลูกกันปีละประมาณ 2 รอบ หอมแบ่งที่ปลูกช่วงฤดูฝน (ปลายเดือนกรกฎาคม-กันยายน) จะเรียกกันว่า “หอมแบ่งหน้าน้ำ” ส่วนหอมแบ่งที่ปลูกช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-มกราคม) จะเรียกว่า “หอมแบ่งหน้าแล้ง”

ทั้งนี้ “หอมแบ่งหน้าน้ำ” จะโตไวกว่า “หอมแบ่งหน้าแล้ง” เนื่องจากหัวพันธุ์ที่ใช้ปลูกนั้นมีระยะการตากหัวพันธุ์ที่ไม่เท่ากันกัน

– หัวพันธุ์ที่ปลูกจากหอมแบ่งหน้าน้ำ หลังจากเก็บหัวพันธุ์ต้นสดแล้วจะตากในที่ร่มและโปร่งประมาณ 14 วัน ก็สามารถนำไปทำหัวพันธุ์สำหรับปลูกในหน้าแล้งได้เลย

– หัวพันธุ์ที่ปลูกจากหอมแบ่งหน้าแล้ง หลังจากเก็บหัวพันธุ์ต้นสดแล้วจะตากในที่ร่มและโปร่งประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นจะตัดแต่งต้นและรากทิ้งแล้วคลุกหัวพันธุ์ด้วย “ปูนขาว” เพื่อป้องกันแมลงและเชื้อรา แล้วพักไว้อีกประมาณ 1 เดือน โดยรวมแล้วพันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกหน้าแล้งนั้นจะมีระยะพักตัวนานประมาณ 3 เดือน ถึงสามารถนำไปทำหัวพันธุ์ปลูกในหน้าน้ำได้

ดังนั้น หอมแบ่งหน้าน้ำจึงโตไวและใช้เวลาการปลูกไวกว่าหอมแบ่งหน้าแล้ง เพราะปลูกจากหัวพันธุ์ที่แก่จัดจากระยะพักตัวที่นานกว่า เมื่อลงปลูกแล้วหอมแบ่งจึงสามารถแทงยอดและโตได้ไว

คุณชำนาญ จึงแนะนำว่า หากเกษตรกรจะเริ่มปลูกหอมแบ่ง ควรวางแผนการเตรียมพันธุ์ปลูกอย่างเป็นระบบ หรือหากจะซื้อหัวพันธุ์ต้องสอบถามกับผู้ขายว่าเป็นพันธุ์หอมแบ่งที่ปลูกช่วงใด และไม่ควรใช้หัวพันธุ์ที่อายุเกิน 6 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะฝ่อหรือเน่าได้

เตรียมแปลง-เลือกระบบน้ำเหมาะสม
พื้นฐานสำคัญช่วยหอมแบ่งเจริญเติบโตได้ดี
หอมแบ่งนั้นเป็นพืชที่รากสั้น ดังนั้น ดินที่ใช้ปลูกต้องมีความร่วนซุยและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ พืชจึงจะแทงหัวและรากเดินได้ดี

สำหรับหอมแบ่งหน้าน้ำ ก่อนปลูก คุณชำนาญ จะใช้เวลาเตรียมดินประมาณ 2 เดือน โดยจะใช้ขี้เถ้าชานอ้อยประมาณ 1 รถดั้มพ์/ไร่ และมูลไก่ประมาณ 10-20 กระสอบ/ไร่ โดยสาเหตุที่ใช้มูลไก่เนื่องจากมีเมล็ดวัชพืชปะปนอยู่น้อยกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น จากนั้นจะไถพรวนและตากดินทิ้งไว้เพื่อฆ่าเชื้อโรค และพร้อมทำการปลูก

สำหรับหอมแบ่งหน้าแล้ง จะนิยมปลูกหลังจากทำนา โดยใช้มูลไก่ประมาณ 10-20 กระสอบ/ไร่ และทำการพรวนดิน หลังจากนั้นจะขึ้นร่องและใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เพื่อรองพื้นบนร่องปริมาณ 50กก./ไร่ พร้อมทำการปลูกได้เลย

เนื่องจากหอมแบ่งนั้นเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ก่อนปลูกจะต้องยกแปลง สูงประมาณ 30-40 ซม. ระยะหน้ากว้างของแปลงประมาณ 1.2 เมตร โดยเมื่อลงหัวพันธุ์ จะเว้นระยะห่างระหว่างหัวประมาณ 15 ซม. หรือประมาณ 8 หัวพันธุ์ต่อแถว ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับการปลูกหอมแบ่งเพื่อจำหน่ายทั้งรูปแบบขายต้นและหัวพันธุ์ หากปลูกด้วยระยะที่ถี่กว่านี้จะไม่เหมาะกับการปลูกหัวพันธุ์จำหน่าย เนื่องจากต้นจะแย่งอาหารกันแล้วทำให้หัวพันธุ์เล็ก โดยหลังจากลงหัวพันธุ์เรียบร้อยแล้วจะต้องคลุมฟางให้ทั่วแปลง เพื่อรักษาความชื้นหน้าดิน

สำหรับระบบน้ำ คุณชำนาญ เผยว่าที่แปลงจะใช้เป็นแบบสปริงเกลอร์ เนื่องจากละอองน้ำจะกระจายได้อย่างทั่วถึงในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ช่วงที่อากาศเย็นมีหมอกลงจัดในตอนเช้า สปอร์เชื้อราจะแพร่ระบาดได้ดีตามลม น้ำฝน และน้ำค้าง ซึ่งเวลาที่เรารดน้ำ ละอองน้ำจากสปริงเกลอร์จะชะล้างคราบน้ำค้างเหล่านี้ออก ช่วยลดปัญหาราน้ำค้าง ราแป้ง และราสนิมในหอมแบ่งได้ไปในตัว

เทคนิคการบำรุง “หอมแบ่ง”
ให้หลอดใหญ่ ใบหนา แตกกอดี
ลักษณะของหอมแบ่งที่เป็นที่ต้องการของตลาดคือ หลอดใหญ่ ใบหนา สีใบเขียวเข้ม ต้นสวยแข็งแรง ทนการขนส่ง ซึ่งหลักการสำคัญคือ ต้องบำรุงพืชให้ได้รับธาตุอาหารเพียงพอต่อการเจริญเติบโต เพราะหอมแบ่งที่ขายในรูปแบบต้นหอมนั้นมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 45-50 วันเท่านั้น

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า “หอมหน้าน้ำ” จะโตไวกว่า “หอมหน้าแล้ง” ดังนั้น การบำรุงในแต่ละช่วงก็จะแตกต่างกัน ดังนี้

1. หอมแบ่งหน้าน้ำ (ปลูกปลายเดือนกรกฎาคม-กันยายน) จะแทงยอดหลังลงหัวพันธุ์ประมาณ 7 วัน ซึ่งในระยะนี้ เราจะยังไม่ได้ทำการบำรุง เนื่องจากดินยังมีธาตุอาหารจากมูลไก่อยู่แล้ว

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 14-15 วัน จะเริ่มใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อช่วยเร่งการแทงต้นและแตกกอ เพิ่มการเจริญเติบโต จะทำให้ต้นพุ่งได้ดี

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 25-30 วัน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กก./ไร่ อีกครั้ง เพื่อให้หอมแบ่งนั้นมีหลอดที่ใหญ่ ใบหนา ทนการขนส่ง และสีเขียวเข้มสวยเป็นที่ต้องการของตลาด โดยการบำรุงหอมแบ่งหน้าน้ำ เกษตรกรควรเลี่ยงการใส่ปุ๋ยช่วงฝนตกชุก เนื่องจากเสี่ยงต่อการทำให้ต้นหอมเน่าหรือยุบตัวได้ ดังนั้น หากเป็นช่วงที่ฝนตก ให้เว้นระยะการใส่ปุ๋ยออกไปอีก 2-3 วัน

คุณชำนาญ เล่าว่าในระหว่างที่ปลูกหอมแบ่งได้ประมาณ 20-25 วัน จะเริ่มมีผู้รับซื้อเจ้าประจำติดต่อเสนอราคามา หากได้ราคาที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อก็จะจ่ายเงินมัดจำ จากนั้นเราจะดูแลหอมแบ่งต่อจนถึงระยะเวลาประมาณ 45 วัน ผู้ซื้อจะนำคนงานมาเก็บเกี่ยวผลผลิตเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

แต่หากเราไม่ต้องการจำหน่ายในรูปแบบต้นหอม อาจจะเพราะราคาตกหรือว่าต้องการเก็บหอมแบ่งไว้ทำพันธุ์อยู่แล้วก็จะบำรุงต่อ ดังนี้

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 45 วัน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อช่วยขยายหัวและเพิ่มน้ำหนักหัวพันธุ์ จากนั้นพอหอมแบ่งอายุได้ 60 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยหัวพันธุ์ที่ได้จะสมบูรณ์เก็บไว้ปลูกเองก็ดี หรือจะจำหน่ายก็ได้ราคา

คุณชำนาญ เผยว่าการบำรุงหอมแบ่งสำหรับทำหัวพันธุ์นั้น ควรเน้นให้ครบทั้ง 3 องค์ประกอบคือ ใบ ต้น และหัว หากเราบำรุงเฉพาะ “หัว” ด้วยปุ๋ยสูตรตัวท้ายอย่างเดียว (ธาตุโพแทสเซียม) จะทำให้หอมแบ่งใบสั้น ไม่งาม ส่งผลให้หัวพันธุ์เล็ก เสียน้ำหนักได้ จึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 ที่มีธาตุอาหารหลักครบ และมีธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยบำรุงทั้งส่วนหัวให้ใหญ่ และบำรุงต้น-ใบให้สมบูรณ์ สามารถสังเคราะห์แสงสร้างอาหารไปเลี้ยงหัวพันธุ์ได้ดี

หอมแบ่งหน้าแล้ง (ปลูกเดือนธันวาคม-มกราคม) จะเริ่มแทงยอดหลังลงหัวพันธุ์ประมาณ 14 วัน

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 20 วัน จะเริ่มใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อช่วยเร่งการแทงต้นและแตกกอ จะทำให้ต้นหอมแบ่งพุ่งได้ดี

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 25-30 วัน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กก./ไร่ อีกครั้ง เพื่อให้หอมแบ่งนั้นมีหลอดที่ใหญ่ ใบหนาทนการขนส่ง และสีเขียวเข้มสวย

กระทั่งหอมแบ่งอายุได้ประมาณ 50-55 วัน จะสามารถจำหน่ายในรูปแบบต้นหอมได้ แต่หากต้องการทำหัวพันธุ์จะต้องบำรุงต่อ ดังนี้

– ช่วงหอมแบ่งอายุ 60 วัน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อช่วยขยายหัวและเพิ่มน้ำหนักหัวพันธุ์ให้มีคุณภาพ จากนั้นพอหอมแบ่งอายุได้ 90 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวไว้สำหรับทำพันธุ์ได้

สำหรับเทคนิคการบำรุงหอมแบ่งข้างต้นนั้น คุณชำนาญ ได้เรียนรู้จากการสังเกตพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนผู้ปลูกหอมแบ่งด้วยกัน และนำมาปรับใช้กับตนเอง จนประสบความสำเร็จ ทำให้ได้หอมแบ่งคุณภาพดี มีมาตรฐาน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับซื้อ จนมีพ่อค้าเจ้าประจำติดต่อกันแบบไม่มีขาดช่วงเลยทีเดียว

“เมื่อก่อนนั้นผมไม่รู้จักปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู แต่เห็นแปลงหอมแบ่งของเพื่อนเกษตรกรใบเขียว สวยงาม เลยไปถามถึงเคล็ดลับดู จึงทราบว่าเขาใช้ปุ๋ยสูตรนี้ พอได้มาลองใช้ด้วยตนเองนั้นก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก เม็ดปุ๋ยละลายได้เร็ว พืชสามารถนำไปใช้ได้ไว หลังหว่าน 2-3 วัน ก็เห็นผลแล้ว โดยเฉพาะหอมแบ่งนั้นเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวไว จึงต้องเร่งบำรุงให้เพียงพอก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู นั้นถือว่าตอบโจทย์มาก ใช้มาต่อเนื่องเข้าปีที่ 3 แล้วครับ” คุณชำนาญ เผยถึงเคล็ดลับความสำเร็จ

ปรับการผลิตตามแนวโน้มตลาด
ผลผลิตได้คุณภาพทั้งต้นและหัวพันธุ์
การปลูกหอมแบ่งให้ได้ราคาดี นอกจากคุณภาพของผลผลิตแล้ว เราต้องศึกษาความต้องการทางตลาด เพื่อไม่ให้หอมแบ่งของเรานั้นออกผลผลิตชนกับพื้นที่อื่น

คุณชำนาญ กล่าวว่าก่อนที่จะลงหอมแบ่งแต่ละรุ่นจะตรวจสอบความต้องการตลาดเบื้องต้น และปริมาณผู้ปลูกหอมแบ่งในพื้นที่อื่น จากกลุ่มเฟซบุ๊ก “ชมรมผู้ปลูกหอมแบ่งและแบ่งปันประสบการณ์” โดยในกลุ่มนั้นจะมีทั้งผู้ปลูกหอมแบ่งและผู้ซื้อมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เราจะได้ข้อมูลตรงนี้มาพิจารณาว่าควรจะปลูกหอมแบ่งช่วงใด แต่หากว่ามีผู้ปลูกเยอะเราก็สามารถปลูกหัวพันธุ์เพื่อให้คนภาคอื่นปลูกได้ เพราะจุดได้เปรียบของหอมแบ่ง อ.ลับแล คือมีชื่อเสียงในกลุ่มเกษตรกรปลูกหอมแบ่งอยู่แล้ว

สำหรับต้นทุนการปลูกหอมแบ่งนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 25,000 บาท/ไร่ โดยการขายหอมแบ่งในรูปแบบของ “ต้นหอม” จะได้ราคาประมาณ 35,000 – 140,000 บาท/ไร่

ส่วนการเก็บหอมแบ่งไว้ทำพันธุ์ สามารถจำหน่ายได้ 3 รูปแบบ คือ

แบบที่ 1 การขายแบบเหมาไร่ จะมีผู้รับซื้อมาเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ที่แปลงและนำไปตากเองทั้งหมด ข้อดีคือ เราไม่ต้องลงแรงอะไรเลย แต่ก็จะเป็นการขายที่ได้ราคาน้อยที่สุด

แบบที่ 2 หอมจุก หลังจากเกี่ยวหัวพันธุ์แล้วจะนำมาผึ่งลมไว้ในโกดังที่ร่มและโปร่ง ที่สามารถระบายอากาศได้ดีนาน 1 เดือนจนหัวและใบแห้ง ก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 30-35 บาท/กก.

แบบที่ 3 หอมถุงกระดาษ จะเป็นหอมแบ่งที่ปลูกในหน้าแล้งเท่านั้น หากเป็นหอมแบ่งหน้าน้ำจะนิยมจำหน่ายเฉพาะใน 2 รูปแบบข้างต้น โดยหัวพันธุ์แบบนี้จะต้องพักตัวนาน 3 เดือน รวมทั้งต้องมีการตัดแต่งราก คลุกปูนขาว และบรรจุถุงกระดาษ ดังนั้นจึงเป็นหัวพันธุ์ที่จำหน่ายได้ราคาดีที่สุด อยู่ในช่วงราคาประมาณ 45-60 บาท/กก.

ทั้งนี้ ราคาของหัวพันธุ์ข้างต้นนั้นเป็นราคาที่แบบที่ซื้อขายกันในปริมาณมาก หากขายปลีกทางออนไลน์ หรือผ่านพ่อค้าคนกลางก็จะมีราคาสูงขึ้น การปลูกหอมแบ่งนั้นเหมาะสำหรับเกษตรกรที่อยากปลูกพืชอายุสั้น เก็บเกี่ยวไว ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก และสามารถลองปลูกได้ด้วยต้นทุนไม่สูงมาก แต่สิ่งสำคัญคือ หอมแบ่งของเรานั้นต้องได้คุณภาพ มีใบหนา หลอดใหญ่ สีเขียวเข้ม ร่วมกับมีการการวางแผนการปลูกที่ดี เก็บหัวพันธุ์ไว้ใช้เอง ถ้ามีสิ่งเหล่านี้แล้วคุณชำนาญ บอกว่า “โอกาสขาดทุนแทบจะไม่มีเลย” แถมยังอาจได้กำไรหลักหมื่นหลักแสนได้ไม่ยาก

เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก “จังหวัดชายแดนภาคใต้” อย่างผิวเผิน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในที่นี้หมายถึง 5 จังหวัดใต้สุดของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย แม้จังหวัดปัตตานีจะเป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย แต่จัดว่าเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน เพราะประเพณี วัฒนธรรม ของคนใน 5 จังหวัดนี้จะคล้ายๆ กัน ประชาชนจะมีการเคลื่อนย้ายไปมาใน 5 จังหวัด และมีการออกไปประกอบอาชีพติดต่อสื่อสาร ไปมาหาสู่กับประชาชนในประเทศมาเลเซียเหมือนๆ กัน จึงได้รวมจังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางสังคมของประชาชน หลายๆ อย่างแตกต่างไปจากสภาพในภาคอื่นๆ มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ประชาชนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม และจะเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนกิจ มีความละเอียดอ่อนเปราะบาง และเกิดปัญหาได้ง่าย หากเจ้าหน้าที่หรือส่วนราชการที่ไม่เข้าใจประเพณีและวัฒนธรรมของประชาชนที่นี่เข้าไปปฏิบัติงานได้อย่างยากลำบาก

สภาพเศรษฐกิจทั่วไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประชาชนส่วนใหญ่จะมีฐานะค่อนข้างยากจน วัดจากตัวเลขรายได้ของประชากรต่อหัวยังต่ำกว่าอัตรารายได้ต่อหัวของประเทศไทยมาก แต่ไม่ถึงขั้นอดอยาก ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีอาชีพ ก็ยังพออยู่ได้ พอมีพอกินแต่ไม่ร่ำรวย เพราะสภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่ เนื่องจากศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้คล้ายกับประชาชนในประเทศมาเลเซีย จึงมีการลื่นไหลของประเพณีและวัฒนธรรมตลอดจนการเคลื่อนย้ายเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

มีคนไทยในภาคใต้ 5 จังหวัดชายแดน มากมายที่มีญาติอยู่ในประเทศมาเลเซีย และชาวมาเลเซียมากมายที่มีญาติอยู่ในเมืองไทย การเข้า-ออก ของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะคนไทยที่เข้าๆ ออกๆ ในประเทศมาเลเซียเหมือนเป็นประเทศของตนเอง บางคนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จนไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนชาติใด ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีคนนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ฯลฯ เพราะมีค่านิยมในเรื่องการมีรายได้สูงกว่าทำงานในเมืองไทย

พี่น้องราษฎรไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ มักชักจูงกันเข้าไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายแดนติดกัน ไปมาหาสู่กันสะดวก และง่ายต่อการเข้า-ออก ตลอดจนการไม่มีปัญหาในเรื่องของศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม ขนาดครอบครัวของประชาชนในชายแดนภาคใต้ยังค่อนข้างเป็นครอบครัวที่ใหญ่ เพราะไม่คุมกำเนิด เนื่องจากมีความเชื่อว่าการคุมกำเนิดเป็นการทำบาป ดังนั้น การคุมกำเนิดจึงยังมีน้อย ครอบครัวแต่ละครอบครัวจึงเป็นครอบครัวใหญ่ ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ใช้ภาษาถิ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี

ปลูกยางพารา เป็นไม้เบิกนำฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม
เมื่อ 28 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี” ซึ่งเป็นสถานศึกษา สังกัดสำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2533 โดยมีวัตถุประสงค์ให้ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่พัฒนาและยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรไทยบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ให้เกิดความมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจด้านสังคมและชุมชน ตลอดจนให้เกิดความรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด สร้างความมั่นคงกับครอบครัว ชุมชน และสังคม

ปัจจุบัน สำนักงานศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย บริเวณชายแดนปัตตานี ตั้งอยู่ เลขที่ 62 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โทร. (073) 357-323

ส่งเสริมการเรียนรู้ “เกษตรธรรมชาติ” ปัจจุบัน ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย บริเวณชายแดนปัตตานี ดูแลรับผิดชอบหมู่บ้านเป้าหมายชายแดนไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล รวมทั้งหมด 19 อำเภอ 49 ตำบล 160 หมู่บ้าน ทางศูนย์ได้จัดกิจกรรมอบรมความรู้แก่ราษฎร โดยใช้เจ้าหน้าที่ศูนย์เป็นวิทยากร ควบคู่กับครูภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความรู้ ความสามารถ ในด้านต่างๆ เช่น เกษตรธรรมชาติ แพทย์แผนไทย การจักสาน การเกษตรผสมผสาน การเลี้ยงผึ้งโพรง การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การเพาะเห็ดแครง การขยายพันธุ์ไผ่กิมซุง การผลิตปุ๋ย การเพาะถั่วงอก การเพาะต้นอ่อนทานตะวัน และการขยายพันธุ์มะนาว ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานเกษตร สำนักงานปศุสัตว์ สำนักงานพัฒนาชุมชน และ กศน.ในแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งเรียนรู้ในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดสตูล มีแหล่งเรียนรู้ 2 แห่ง คือศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านวังพะเนียดเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 5 ตำบลเกตรี อำเภอเมือง และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขานุ้ยเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 2 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน

จังหวัดสงขลา มีแหล่งเรียนรู้ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านสี่แยกพัฒนา เกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 8 ตำบลสะเดา อำเภอสะเดา ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านไร่เกษตรธรรมชาติหมู่ที่ 4 ตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านบ่อคุยเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 9 ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย

จังหวัดปัตตานี มีแหล่งเรียนรู้ 1 แห่ง คือ ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านบาเลาะเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 5 อำเภอสายบุรี ส่วนจังหวัดยะลา มีแหล่งเรียนรู้ 4 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านถ้ำทะลุเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 1 ตำบลถ้ำทะลุ อำเภอบันนังสตา ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านคลองปุดเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 7 ตำบลบาละ อำเภอกาบัง ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติชุมชนกาแป๊ะกอตอนอกเกษตรธรรมชาติ ตำบลเบตง อำเภอเบตง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเหมืองลาบูเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 8 ตำบลปะแต อำเภอยะหา

จังหวัดนราธิวาส มีแหล่งเรียนรู้ 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านสาวอเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 8 ตำบลโละจูด อำเภอแว้ง ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติบ้านซอยปราจีน เกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 11 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติในสถาบันปอเนาะนูรุลฮูดาเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 1 ตำบลมูโน๊ะ อำเภอสุไหงโกลก ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสถาบันศึกษาปอเนาะ อัล-มูฮามาดีวิทยาเกษตรธรรมชาติ หมู่ที่ 1 ตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ ใครอยู่ใกล้ที่ไหน ก็แวะเข้าไปเรียนรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติได้ตามความสนใจ

“เศรษฐกิจพอเพียง” ช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย

นอกจากนี้ ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ยังมุ่งเน้นจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีอาชีพ มีรายได้ และลดรายจ่ายภายในครอบครัว ได้แก่ การจัดกิจกรรมที่เป็นหลักสูตรช่างพื้นฐาน (40 ชั่วโมง) หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นทางด้านการเกษตร (3-15 ชั่วโมง) หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นทางด้านคหกรรม (6-30 ชั่วโมง) เป็นต้น โครงการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ได้แก่ กิจกรรมการช่วยเหลือประชาชนในการย้อมผ้า การจัดทำริบบิ้น การสกรีนเสื้อ เพื่อแสดงความอาลัย เป็นต้น การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน ได้แก่ การพัฒนาศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การจัดกิจกรรม กพช. จิตอาสาพัฒนาชุมชนและศาสนสถาน เป็นต้น

ที่ผ่านมา ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนปัตตานี สมัครพนันออนไลน์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานศึกษาดีเด่นเรื่องเกษตรธรรมชาติ รวมทั้งจัดการเรียนรู้โครงการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น รางวัลที่ 3 ระดับประเทศ ผลงานเด่นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป ได้แก่ การเรียนรู้เกษตรธรรมชาติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กิจกรรมการขยายพันธุ์ไผ่เพื่อการค้า การจัดทำขันหมากบายศรีตามวิถีประเพณีมุสลิม งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และอาชีพเพื่อคนชายแดนใต้ เป็นต้น

ทางศูนย์ได้บูรณาการความร่วมมือกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการเผยแพร่ โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ในการเลือกทำกิจกรรมที่เหมาะสมตามสภาพสังคมของแต่ละพื้นที่ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ การเพาะเห็ดนางฟ้า การปลูกผัก การเลี้ยงปลา ตลอดจนสามารถใช้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปขยายผลต่อชุมชน สร้างคนรุ่นใหม่ให้ทำหน้าที่สืบทอดการขับเคลื่อนขยายผลฯ ในพื้นที่ โดยการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น สร้างชุมชนให้เข้มแข็งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับในประเทศไทย ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ตลาดมีความต้องการสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา บัวเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทำให้เกษตรกรหลายจังหวัดมีการยึดปลูกบัวเป็นอาชีพหลัก และอีกข้อดีคือ การทำนาบัวสามารถดูแลรักษาง่ายกว่านาข้าว มีโรคแมลงรบกวนน้อย ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน และสามารถนำมาทำเงินได้หลากหลายรูปแบบแล้วแต่การจัดการวางแผน ทั้งในด้านของการตัดดอกขาย การขายฝักบัว ขายไหลบัว รวมถึงการทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ดีไม่น้อย

คุณสายธาร เหมือนใจ หรือ คุณแยม อยู่บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เกษตรกรวัยใส ต่อยอดอาชีพทำนาบัวของพ่อแม่ที่ทำมานานกว่า 30 ปี โดยการเข้ามาพัฒนาฟื้นฟูจากสถานการณ์ที่ทำให้กิจการของครอบครัวที่เกือบจะไปไม่รอด ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง จากการทำตลาดขายออนไลน์ จนสามารถปลดหนี้และมีเงินเก็บและต่อยอดซื้อที่ทำกิน สร้างครอบครัวได้ด้วยอาชีพปลูกบัวขาย