คุณธนวรรธ แนะนำสำหรับผู้ที่อยากปลูกเงาะว่าควรศึกษา

และทำความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกเงาะ เพราะเนื่องด้วยสถานการณ์ราคาปุ๋ยในปัจจุบัน อาจจะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น อยากให้เกษตรกรหันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคนั่นเอง

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อ คุณธนวรรธ ฤทธิ์อ้วน หรือ คุณเบน ได้ที่สวนเงาะไร่โคตรสมบัติ ในพื้นที่ตำบลน้ำโสม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ลำไย เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน ลำไยเป็นไม้ยืนต้นที่ต้องการความหนาวเย็นเพื่อออกดอก จึงพบเห็นสวนลำไยเป็นจำนวนมากในภาคเหนือ หลังจากได้มีการค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรต เป็นสารที่สามารถทำให้ลำไยออกดอกได้ไม่ต้องพึ่งความหนาวเย็น การปลูกลำไยจึงสามารถปลูกในพื้นที่อื่นได้ อย่างเช่น อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

คุณสมพงษ์ สุขเกษม อยู่บ้านเลขที่ 247 หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนลำไยมามากกว่า 10 ปี คุณสมพงษ์ เล่าว่า เมื่อก่อนตนไม่ได้ปลูกลำไย แต่ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นคือ ข้าวโพดและอ้อย แต่ช่วงนั้นพืชเศรษฐกิจ 2 อย่างนี้ราคาไม่ค่อยดี จึงหันมาปลูกลำไยแทน เพราะมองเห็นเม็ดเงินที่ได้มา มันมากกว่าการปลูกข้าวโพดและอ้อย ลำไยที่ปลูกตั้งแต่เริ่มต้นคือ สายพันธุ์อีดอ สาเหตุที่เลือกสายพันธุ์นี้เพราะเนื้อแน่นไม่เป็นน้ำ เนื้อหวาน สายพันธุ์นี้ก็ดีกว่าสายพันธุ์อื่น

คุณสมพงษ์ บอกว่า เมื่อก่อนตนปลูกลำไยระยะชิด 6×6 เมตร ได้ 6-7 ปี พบว่าลำต้นของลำไยเกิดชนกัน ทำให้ทำงานยากไม่สามารถนำเครื่องจักรเข้าไปทำงานได้สะดวก จึงหันมาปลูกระยะห่าง 10×10 เมตรแทน ผ่านมา 12 ปี ลำไยที่ปลูกไว้ยังไม่เคยชนกัน เครื่องจักรสามารถทำงานได้เต็มที่ตลอด เขายังให้ความเห็นว่าการปลูกระยะชิดก็มีข้อดี คือจะทำให้ลำไยเนื้อดี แต่ผลผลิตที่ได้ออกมาก็ไม่ต่างกันกับระยะห่างมาก ตนจึงหันมาปลูกระยะห่างแทนเพราะทำงานได้สะดวกกว่าปลูกระยะชิด

ในการปลูกลำไย คุณสมพงษ์ให้เทคนิคไว้ว่า ก่อนปลูกลำไยต้องยกร่องพื้นดินให้สูง 50-80 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้น้ำสามารถขังได้ จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีบ้างนิดหน่อย ให้รดน้ำต้นลำไยปริมาณที่มากหน่อยและบ่อยครั้ง จะทำให้ลำไยโตเร็วได้ดี ส่วนตัวจะรดน้ำลำไยตอนเริ่มปลูก 3 วัน ต่อ 1 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง หากต้นโตแล้ว 5-7 วัน จะรด 1 ครั้ง 3-7 นาที ลำไยสามารถอยู่ได้ไม่ตาย ในการเลือกต้นกล้าลำไย ให้เลือกต้นที่เล็กที่สุด แต่กิ่งต้องอ้วนและสั้น เพราะเวลาโตขึ้นมากิ่งด้านล่างที่ออกมามันจะชิดสามารถกันลมได้ดี ทำให้ต้นลำไยไม่ฉีกไม่ล้ม

การใช้ปุ๋ยในการบำรุง คุณสมพงษ์จะใช้ปุ๋ยเคมีน้อยกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากปุ๋ยเคมีที่ใช้ทำให้ดินเสื่อม ใบลำไยมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จึงหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพเพิ่มขึ้น การทำปุ๋ยชีวภาพจะใช้สัดส่วนนั้นไม่ได้ตายตัวแล้ว แต่วัตถุดิบที่ได้มาส่วนมากจะใช้เปลือกมันสำปะหลัง 250 ตัน ผสมกับหินปูนโดโลไมท์ 30 ตัน ขี้ไก่ 60 ตัน ผสมพร้อมกับน้ำหมักชีวภาพ EM ทิ้งไว้กับลานปูน 1 เดือน พลิกกลับระบายอากาศสัก 2 ครั้ง ต่อเดือน จนกว่าจะแห้งถึงนำมาใช้ได้ สูตรปุ๋ยเคมีที่ใช้จะเป็นสูตร 46-0-0 และ 0-0-60 ให้หมักไปพร้อมกับปุ๋ยชีวภาพที่กล่าวมาข้างต้น 15 วัน แล้วใช้กับต้นลำไยได้เลย

“หมักปุ๋ยเคมีเข้าไปพร้อมกับปุ๋ยชีวภาพ หมักสัก 15 วันแล้วใช้ได้เลย มันดีขึ้นนะ ต้านทานโรคดีมาก หลังจากใช้ปุ๋ยนี้แมลงศัตรูพืชมันก็มีแต่น้อยลง ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงเยอะเหมือนเมื่อก่อน ใบก็ดีขึ้น ดินก็ดีขึ้น” คุณสมพงษ์ กล่าว

อายุของต้นลำไยที่เริ่มราดสารได้ต้องมีอายุประมาณ 4 ปี เพราะต้นลำไยจะใหญ่โตเต็มที่ ช่วงเดือนที่เริ่มราดสารสามารถทำได้ตลอด ตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน หากสภาพของต้นและใบลำไยพร้อมในการราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต 1 กิโลกรัม 3 ขีด ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ผสมกับไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม ฉีด 4 ครั้ง ครั้งที่ 1-2 ต้องฉีดให้ใบลำไยเปียกโชก ครั้งที่ 3-4 จะลดปริมาณการฉีดให้ใบลำไยพอเปียกๆ แทน จากนั้นให้นับเวลาไปอีก 18 วัน แล้วมาฉีดปุ๋ยสาหร่ายทะเล น้ำตาลทางด่วนเพื่อเร่งให้ลำไยออกดอก และรดน้ำในปริมาณที่มาก

การเก็บเกี่ยวเมื่อก่อนล้งที่รับซื้อลำไยไป จะหาคนงานมาเก็บให้ทั้งสวน จะเริ่มเก็บตั้งแต่เดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ ช่วงตรุษจีน ปีนี้มีปัญหาหนักเพราะคนงานที่ล้งติดโควิด-19 กันเยอะ ทำให้ไม่มีคนงานมาเก็บช่วย จึงต้องระดมกำลังลูกหลานมาร่วมแรงกันช่วยเก็บ ได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาเท่านั้น ต้องยอมเสียต้นทุนเพราะคนงานปีนี้ขาดแคลนจริงๆ

หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จจะต้องตัดแต่งกิ่งลำไยทันที คุณสมพงษ์จะตัดแต่งกิ่งเล็กๆ กิ่งหัก กิ่งร้าว ที่คนงานทำตอนเก็บเกี่ยว ต้องตัดทิ้งให้หมด กิ่งใหญ่แต่ไม่สวยไม่ต้องตัด ตัดเฉพาะกิ่งเล็กเรียวๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้ทิ้งไป เมื่อตัดแต่งกิ่งเสร็จให้ทำความสะอาดโคนต้น เก็บกวาดเศษใบ เศษกิ่งไม้มันที่ร่วงลงมาเอาออกให้หมด หากมีเศษปุ๋ยชีวภาพหลงเหลืออยู่ก็ต้องเอาออก จากนั้นก็ให้ใส่ปุ๋ยและรดน้ำ 7 วัน ต่อ 1 ครั้ง เพื่อให้ลำไยแตกใบใหม่ บำรุงต้นลำไยไปเรื่อยๆ จนผลัดใบที่ 2 จึงค่อยราดสารอีก 1 ครั้ง

หากเกษตรกรจากพื้นที่อื่นอยากที่จะปลูกลำไยเหมือนตน คุณสมพงษ์มีความเห็นว่าไม่น่ามีปัญหาเยอะเกี่ยวกับการปลูก แต่มีปัญหาอย่างเดียวที่ต้องระวังคือเรื่องของน้ำ น้ำต้องใช้ปริมาณที่มากในการปลูกลำไย ส่วนตัวใช้หัวสปริงเกลอร์ที่ปล่อยน้ำ 250 ลิตร ต่อชั่วโมง 1 ต้นจะใช้ 2 หัวสปริงเกลอร์ ใช้เวลารดน้ำ 50 นาที ปีที่แล้วคุณสมพงษ์ ลอง 1 ต้น รดน้ำ 30 นาที ผลที่ได้คือน้ำไม่พอสำหรับลำไย การปลูกลำไยต้องใช้น้ำเยอะมากโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนธันวาคม ช่วงที่ลูกลำไยกำลังใหญ่

ช่วงนี้ราคาลำไยไม่ดี อยู่ที่ 12-15 บาท ต่อกิโลกรัม เสียใจกันเยอะชาวสวนลำไยปีนี้ อยากให้ชาวสวนลำไยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย อยากให้หันมาใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเยอะๆ ปุ๋ยเคมีให้ลดลงมา 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องระวังต้นทุนให้มากๆ เพราะราคาลำไยปีนี้มันไม่ดี ยาฆ่าแมลงพยายามใช้ให้น้อยที่สุด ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดไล่แมลงศัตรูพืชแทนจะดีกว่า

โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดำเนินงานและแนะนำ ส่งเสริมโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตร ตั้งแต่ปี 2559 จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งการรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งในลักษณะนี้ เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาการทำการเกษตรของเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก และปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เกษตรกร ทำใครทำมัน ต่างคนต่างขาย ส่งผลต่อคุณภาพ มาตรฐานของผลผลิต ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด มีผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่

ที่จังหวัดแพร่ ผู้เขียนได้ติดตามการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง ที่มีผลงานโดดเด่น ด้านการผลิต แปรรูป และการตลาด จึงเดินทางไปพบคณะกรรมการขอศึกษาการทำธุรกิจ ใน 9 ประเด็น คือ ลักษณะสินค้าและบริการ กลุ่มลูกค้า ช่องทางการจำหน่าย วิธีการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การใช้ทรัพยากรหลัก กิจกรรมหลัก พันธมิตรทางการค้า รายได้หลัก และโครงสร้างต้นทุนการผลิต

ผู้เขียนได้กล่าวอ้างถึงกรมส่งเสริมการเกษตร ตอนต้นนั้น ในส่วนภูมิภาคมีสำนักงานเกษตรจังหวัด เป็นศูนย์กลางในการบริหารและส่งเสริมการเกษตรของจังหวัด ผู้เขียนจึงติดต่อ คุณประภาส สานอูป เกษตรจังหวัดแพร่ ขอข้อมูลและการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจังหวัดแพร่ จึงนำมาเผยแพร่รวมทั้งแปลงใหญ่ผึ้งด้วย

คุณประภาสได้ให้รายละเอียดถึงโครงการเกษตรแบบแปลงใหญ่โดยภาพรวมตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า “โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่” เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตร มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรชนิดเดียวกัน ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ใกล้เคียงมีการรวมตัวกันเพื่อร่วมกันผลิตสินค้าเกษตร ร่วมกันบริหารจัดการ รวมถึงร่วมกันจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน โดยทั้งหมดได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามแผนที่กำหนดในแต่ละปี เช่น การจัดเวทีวิเคราะห์ศักยภาพ ร่วมกับทีมผู้จัดการแปลงและเกษตรกรสมาชิก วิเคราะห์จัดทำแผนรายแปลง/จัดทำแผนธุรกิจ และถอดบทเรียนเพื่อการขยายผลแปลงใหญ่ที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมและเผยแพร่เป็นตัวอย่างแก่กลุ่มอื่นๆ

คุณประภาส เผยว่า ในปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการพัฒนาระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่จากระยะแรก (ปี 2559-2564) ซึ่งเน้นการพัฒนาการรวมกลุ่ม รวมกันผลิตและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร เข้าสู่ระยะที่สอง (ปี 2565-2570) เพื่อพัฒนาการเกษตรแบบสมัยใหม่ โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรมและแนวทางเกษตรต่างๆ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงลึกต่อความต้องการของกลุ่มสมาชิกเพื่อจัดทำแผนธุรกิจและรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้เน้นด้านการลดต้นทุน การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer และเชื่อมโยงตลาด กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพด้านการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ โดยเฉพาะสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร พร้อมผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิตร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรม ยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งสู่การเป็นผู้ประกอบการ

คุณประภาส กล่าวเน้นถึงการพัฒนาเกษตรแบบแปลงใหญ่ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นหลักการพัฒนากลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ที่มีการพัฒนาเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรภายใต้กฎหมายนิติบุคคล 3 ด้าน ได้แก่

1. ด้านการผลิต ต่อยอดเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีต่างๆ
ด้านการพัฒนาคุณภาพ/มาตรฐาน เข้าสู่การตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตตามมาตรฐานสากลและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ด้านการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ สร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงพัฒนาตลาดแบบออนไลน์ (E-marketplace) ตามแนวคิดการตลาดนำการผลิต
โดยจังหวัดแพร่มีกลุ่มแปลงใหญ่เข้าร่วมโครงการ 20 กลุ่ม งบประมาณ 53 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดหาครุภัณฑ์ ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้าง ปัจจัยการผลิตและบรรจุภัณฑ์ มีการผลิตและตลาดสินค้าเกษตรให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ใช้การตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้ไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศสำคัญของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงของโลกภายในปี 2580 ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ภาพรวมการก่อเกิดเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดแพร่

คุณตุลย์ แก่นหอม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ผู้รับผิดชอบงานเกษตรแปลงใหญ่ระดับจังหวัด กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่เป็นหน่วยงานที่ดูแลแปลงใหญ่ด้านพืชและแมลงเศรษฐกิจ ร่วมกับหน่วยงานภาคีส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 82 แปลง จำนวนเกษตรกร 4,790 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 38,419 ไร่

โดยในช่วงแรกเริ่ม ได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรด้านสินค้าเกษตรเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดแพร่ กำหนดหลักเกณฑ์ให้มีจำนวนเกษตรกรรวมกลุ่มอย่างน้อย 30 ราย และพื้นที่อย่างน้อย 300 ไร่ขึ้นไป เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส้มเขียวหวาน ยางพารา และต่อมากรมส่งเสริมการเกษตรได้ปรับหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น จึงได้มีสินค้าเกษตรทางเลือกซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาเป็นสินค้าสำคัญของจังหวัดแพร่ เข้าร่วมโครงการ เช่น พริก ลำไย ส้มโอ แก้วมังกร ไผ่ พืชผักผสมผสาน โคเนื้อ ปลากดหลวง รวมถึง แปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจ อย่างแปลงใหญ่ผึ้ง หมู่ที่ 4 ตำบลวังธง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นตัวอย่างและต้นแบบการเป็นแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ มีการบริหารกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย

แปลงใหญ่ผึ้งต้นแบบแปลงที่มีศักยภาพ

คุณลินดา เรืองจันทร์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ (ผู้รับผิดชอบงานเกษตรแปลงใหญ่ระดับอำเภอ) และ คุณดวงกมล สิทธิมงคล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ (เกษตรตำบลผู้รับผิดชอบตำบลวังธง) สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่ กล่าวว่า แปลงใหญ่ผึ้ง หมู่ที่ 4 ตำบลวังธง อำเภอเมืองแพร่ ครั้งแรกได้มีการก่อตั้งและรวมกลุ่มดำเนินการในปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 36 ราย ความต้องการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ขณะนั้น เกิดจากพื้นที่ตำบลวังธง มีสวนป่าและสวนผลไม้จำนวนมาก จึงมีเกษตรกรนำผึ้งมาเลี้ยง แต่ในการผลิตน้ำผึ้งแบบรายเดี่ยว ทำใครทำมัน ทำให้เกิดปัญหาด้านการตลาดและคุณภาพของน้ำผึ้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ขายไม่ได้ราคา ประสบภาวะขาดทุน สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่และสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่ ได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มสู่การเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อร่วมวางแผนการผลิต การตลาด สินค้าน้ำผึ้ง ให้เกิดการพัฒนาตามแนวทางการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 5 ด้าน ได้แก่

ด้านการลดต้นทุนการผลิต โดยร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมกันซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด โดยรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลโรงงาน ครุภัณฑ์ และยานพาหนะทางการเกษตรต่างๆ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตน้ำผึ้ง ได้แก่ ต้นทุนการผลิตน้ำผึ้งลดลง เกิดจากค่าขนย้ายลดลง ร้อยละ 30 ค่าลดความชื้นน้ำผึ้งลดลง ร้อยละ 10 จากเดิมต้องขนย้ายน้ำผึ้งจากจังหวัดแพร่ ไปเข้าเครื่องลดความชื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และต้นทุนการซื้อปัจจัยการผลิตลดลง ร้อยละ 10

ด้านการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา เข้าร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านการเพิ่มผลผลิตและให้สมาชิกมีความชำนาญในการเลี้ยงผึ้ง เช่น ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ่ายทอดและสนับสนุนเทคโนโลยี ได้แก่ การดูแลและการเพิ่มจำนวนประชากรผึ้ง เพื่อทำให้เก็บน้ำผึ้งได้มากขึ้น

พัฒนาคุณภาพ/มาตรฐานสินค้าเกษตร โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้น้ำผึ้งมีคุณภาพมากขึ้น และพัฒนามาตรฐานโรงงานผลิตน้ำผึ้งตามมาตรฐาน GMP รวมถึงการขอใบรับรองมาตรฐาน อย. ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า และในส่วนของเกษตรกรอยู่ในระหว่างการขอประเมินมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ด้านแมลงเศรษฐกิจ
ด้านการบริหารจัดการ กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งมีการพัฒนากระบวนการรวมกลุ่มสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรตามลำดับขั้น โดยได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในการรวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งแก่สมาชิก ซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการบริหารจัดการ และการทำงานแบบกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่ในกลุ่มด้านต่างๆ เช่น ด้านการบริหาร ด้านเครื่องจักรกล ด้านแปรรูป ด้านการตลาด อย่างชัดเจน

ด้านการตลาด มีการวางแผน จัดทำแผนธุรกิจและแผนการตลาดของกลุ่ม ร่วมกับหน่วยงานภาคี ภาคเอกชนในการจำหน่ายสินค้าทั้งช่องทางออนไลน์ (เฟซบุ๊กเพจ : แปลงใหญ่ผึ้งตำบลวังธง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่) มีการนำสินค้าไปจำหน่ายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ โดยกำหนดราคา น้ำผึ้งขนาดบรรจุ 1,000 กรัม จำหน่ายในราคา 180-200 บาท ขนาดบรรจุ 350 กรัม ราคา 80-100 บาท และขนาดบรรจุ 250 กรัม ราคา 70-80 บาท
ในส่วนของการดำเนินธุรกิจกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ต้องไปที่ที่ทำการกลุ่มครับ ผู้เขียนขอแนะนำการเดินทาง เริ่มจากตัวจังหวัดแพร่ ขับรถมุ่งไปทางทิศตะวันตก ตามถนนสาย แพร่-ลอง เพียง 1 กิโลเมตร ข้ามสะพานแม่น้ำยม ก็จะเจอสี่แยกสัญญาณไฟจราจร (แยกน้ำโค้ง) เลี้ยวขวาไปตามถนนบ้านสุพรรณ-หัวเมือง ถนนเส้นนี้จะขนานไปตามแม่น้ำยมจนถึงที่ทำการกลุ่มระยะทาง 11 กิโลเมตร

ผู้เขียนได้พบกับ คุณเกียรติ เทียมแสน และ คุณสาธิต ธงสิบเก้า คุณจำนงค์ กาศเจริญ มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่ คุณดวงกมล สิทธิมงคล ร่วมให้ข้อมูลด้วย ได้ข้อมูลการดำเนินธุรกิจทั้ง 9 ด้าน ดังนี้ครับ

สินค้าและบริการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งตำบลวังธง มีทั้งน้ำผึ้ง ตัวอ่อนผึ้ง สบู่น้ำผึ้ง และให้บริการจัดหาวัตถุดิบให้แก่สมาชิก สินค้าของกลุ่ม ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือมีมูลค่าสูง และมีจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ในตัวสินค้าที่ก่อเกิดประโยชน์แก่ลูกค้า เพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งแท้เป็นธรรมชาติ จึงมีความหอม รสชาติหวานอร่อย ลูกค้าจึงตัดสินใจซื้อ ซึ่งทุกคนก็รู้ถึงประโยชน์และคุณค่าของน้ำผึ้ง สินค้านี้จึงตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านสุขภาพและความงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ และยิ่งในปัจจุบัน มีการนำน้ำผึ้งมาใช้เป็นสรรพคุณทั้งทางยาและความสวยงาม จากท่ามกลางกระแสนิยม “น้ำผึ้ง” กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งจึงได้โอกาสในการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นสินค้าอื่นๆ

ด้านความงามมีผลิตภัณฑ์ สบู่น้ำผึ้ง สบู่น้ำผึ้งสูตรโสมเกาหลี เมื่อกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งได้ผลิตสินค้าออกมาจำหน่าย ก็ต้องมี กลุ่มลูกค้า มีทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป กลุ่มลูกค้าเฉพาะในประเทศ ได้แก่ กลุ่มผู้รักษาสุขภาพ ประมาณร้อยละ 20 เป็นช่วงอายุ 40-60 ปี แต่ปัจจุบัน เริ่มมีกลุ่มเยาวชนเข้ามาเป็นกลุ่มลูกค้าด้วย อีกร้อยละ 80 เป็นกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นพันธมิตรกันในด้านการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

คุณเกียรติ กล่าวถึงช่องทางในการจำหน่ายว่า การจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงลูกค้า ทางกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งมีวิธีการที่หลากหลายทั้งขายเองโดยตรง การประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางให้ลูกค้าสนใจ จดจำในผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเขานึกถึงน้ำผึ้ง จึงตัดสินใจซื้อ ลูกค้ากลุ่มนี้ทางกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งจะดำเนินการจัดส่งให้ทันที ลูกค้าก็มีส่วนช่วยในการกล่าวต่อๆ กันไปปากต่อปากถึงตัวสินค้า และก็มีหน่วยงานราชการช่วยประชาสัมพันธ์หรือให้นำสินค้าไปออกงานในงานเทศกาลต่างๆ

กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งจัดตั้งมาเป็นเวลานานหลายปี จึงมีวิธีการสร้างความสัมพันธ์ กับลูกค้าทั้งกลุ่มลูกค้าในประเทศและคู่ค้าต่างประเทศ วิธีการก็คือ การสร้างสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งมุ่งมั่นกระบวนการผลิตให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพราะมีธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนอยู่แล้ว ฝ่ายลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อสินค้าจึงมีการซื้อซ้ำ ทั้งจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ มีการจัดโปรโมชั่น ซื้อโหลได้ส่วนลด นอกจากนี้ ก็ต้องอาศัยคุณภาพของตัวสินค้าเป็นของแท้แน่นอน พร้อมกับแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

“ความซื่อตรง ตรงไปตรงมา ไม่ก่อเกิดการหวาดระแวงก็เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าแล้ว” คุณเกียรติ กล่าว

ในกระบวนการผลิตสินค้าจากผึ้งของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง mobiltarca.com ต้องมีการใช้ ทรัพยากรหลัก หลายชนิด เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ ออกมาดูดี เป็นที่พึงพอใจ ประทับใจ ถูกใจลูกค้า ทั้งทรัพยากรที่มีตัวตน อย่างอาคารสถานที่ เครื่องจักร โรงพักก่อนการระบาย ทรัพยากรที่เป็นนามธรรม ได้แก่ แบรนด์สินค้า นอกจากที่กล่าวมาก็ยังมีทรัพยากรคนงาน องค์ความรู้ด้านการเลี้ยงผึ้ง การวางแผนการผลิต การตลาด การประชาสัมพันธ์ บัญชี การใช้เครื่องจักร เครื่องอบ เครื่องวัดตรวจสอบความชื้นน้ำผึ้ง วัตถุดิบที่เป็นน้ำผึ้งบริสุทธิ์จากดอกลำไย

นอกจากทรัพยากรต่างๆ ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ แล้วยังเกิดจาก กิจกรรมหลัก ที่ต้องทำ เพื่อก่อเกิดคุณค่าแก่ลูกค้า ส่งผลต่อยอดขาย ได้แก่ การวางแผนการผลิต การผลิต การพัฒนาสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ประชาสัมพันธ์ การตลาด การซ่อมบำรุงเครื่องจักร

คุณเกียรติ กล่าวว่า ยอดจำหน่ายสินค้าน้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง มีปริมาณมากขึ้น นอกจากการขายตรง ทั้งขายปลีกและขายส่ง ส่วนหนึ่งมาจากการเห็นความสำคัญของระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ จึงเกิด พันธมิตรทางธุรกิจ ที่ให้ความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ และเอกชน การมีพันธมิตรทางการค้าหรือธุรกิจจะช่วยให้กิจการพุ่งเร็ว กว่าการทำธุรกิจด้วยตนเองโดยลำพัง กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งก็เช่นกัน มีทั้งประเภทพันธมิตรด้านการผลิต และสนับสนุน ทั้งคนและองค์กร

พันธมิตรที่สำคัญของแปลงใหญ่ผึ้ง มีดังนี้ – สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ร่วมมือและช่วยเหลือในเรื่องการประชาสัมพันธ์ สนับสนุนให้นำสินค้าไปออกงาน เป็นหน่วยงานให้คำปรึกษา สนับสนุนงบประมาณและวัสดุ ประสานความร่วมมือให้หน่วยงานอื่นมาถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงผึ้ง

– สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่ ส่งเสริมและประสานถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิต การจัดการผลผลิต และการตลาด

– สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์แพร่ ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ความรู้ด้านการบริหารการเงิน การบัญชี

– สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร่ ด้านการทำการตลาด การประชาสัมพันธ์

– ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นพันธมิตรที่ให้แหล่งเงินทุนแก่สมาชิกกลุ่ม

– บริษัทขนส่ง ช่วยในการส่งสินค้า พัสดุไปยังลูกค้าที่รวดเร็วและปลอดภัย เกษตรกรสมาชิก เป็นผู้ผลิตน้ำผึ้งจากดอกลำไย ส่งมอบให้แก่กลุ่มแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นน้ำผึ้งจากธรรมชาติแท้ การได้มาซึ่งผลผลิตน้ำผึ้ง ทั้งสมาชิกและกลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีการตกลงกัน โดยสมาชิกต้องมีองค์ความรู้การจัดการการเลี้ยงผึ้ง ชีววิทยาสังคม ธรรมชาติของผึ้ง