คุณนิกร กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า สรุปตอนนี้องุ่นทุกสายพันธุ์ที่ปลูก

ออกดอกออกผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง แต่พันธุ์ที่ปลูกได้ผลดีกว่าเพื่อน น่าจะเป็น รูทเพอเรท และบิวตี้ซีดเลส ซึ่งถึงแม้ตามตำราจะระบุว่าเป็นพันธุ์ที่ควรปลูกอยู่เหนือน้ำทะเล 300 ฟุตขึ้นไป แต่แถวทับปุดที่แม้จะอยู่ในพื้นที่ระดับเดียวกับน้ำทะเลก็ยังสามารถปลูกองุ่นพันธุ์นี้ได้

สำหรับองุ่นทั้ง 6 สายพันธุ์ เมื่อปลูกแล้วมีอายุประมาณ 1 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต โดยหลังตัดแต่งกิ่ง 15 วัน องุ่นเริ่มออกดอก จากนั้นอีก 25 วัน เริ่มติดผล ช่วงนี้ต้องบำรุงรักษาต่อไปอีก 3-4 เดือน หรือ 90-120 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้ โดยองุ่นพันธุ์บิวตี้ฟิตเล็ต ถือเป็นองุ่นที่มีคุณภาพดี ผลมีสีสวยงาม รสชาติอร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าองุ่นสายพันธุ์อื่นๆ ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 250 บาท

“ผมมั่นใจว่า ภาคใต้เหมาะกับการปลูกองุ่นมาก แต่ถ้าใครคิดจะปลูกควรศึกษาและวางแผนให้ดี โดยเฉพาะหลังคามุงกันฝน เป็นสิ่งจำเป็นมาก สำหรับผู้ที่ไม่อยากใช้ยาเคมี ส่วนเรื่องปัญหาแมลงมีมากมาย แต่ผมใช้ยาเส้นละลายแล้วฉีดพ่น ส่วนบางชนิดที่ดื้อยามากๆ ก็ใช้แอมโมเนียก้อน หรือที่เรียกว่าลูกเหม็นที่ใช้ใส่ในตู้เสื้อผ้า ชุบน้ำมันพืช แล้วนำไปแขวนไว้ เท่านี้แมลงก็ไม่มาให้เห็นแล้ว”

ส่วนเรื่องความหวานขององุ่น ตอนแรกที่ตัดมาลองชิมกันครั้งแรกที่ฝนยังไม่ตกหนัก รสชาติหวานพอใช้ได้ แต่พอมาตอนหลังฝนตกหนักมากจนทำเอาบางช่อผลแตกทั้งที่คลุมหลังคา มีรสออกเปรี้ยวแล้ว แต่จากการศึกษาสวนองุ่นทั่วไป มีวิธีบังคับให้หวานได้โดยกักน้ำไม่ให้ต้นองุ่นรับน้ำนาน 7-14 วัน ก่อนตัดผลองุ่น จะทำให้องุ่นหวาน และถ้าวางแผนการปลูกให้ดี แน่นอนว่าทำได้ หรืออีกทางหนึ่ง กำหนดให้องุ่นสุกและตัดผลได้ตรงกับช่วงหน้าแล้ง องุ่นจะออกมาหวานแน่ๆ

วางแผนทำเป็นแปลงสาธิต

อย่างไรก็ตาม การปลูกองุ่นต้องใช้ทุนเริ่มต้นสูงมาก และต้องทุ่มเทเวลาให้การดูแลใกล้ชิดมากกว่าพืชอื่นหลายเท่า แต่คิดว่าน่าจะคุ้มกับผลตอบแทนที่ได้รับ เนื่องจากองุ่นสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี หรือไม่เกิน 2 ปี ถ้าเทียบกับปาล์ม หรือยางพารา จะคืนทุนที่ เกิน 10 ปีขึ้นไป ขณะที่ในระยะหลังๆ ค่าการจัดการขององุ่นจะลดลงมาก แต่ค่าตอบแทน อาจเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าเลย ที่สำคัญควรเลือกที่มาของต้นพันธุ์ให้ดีด้วย

คุณนิกร บอกด้วยว่า ในอนาคตอันใกล้วาดฝันไว้ว่า จะขยายสวนองุ่นให้เป็นอาชีพหลักให้ได้ และอยากจะตั้งชื่อว่า สวนองุ่นร้อยไร่ เผื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมขายองุ่นสดหน้าแปลง ได้ราคาดีกว่าแน่นอน เพราะองุ่นที่หลีกเลี่ยงการใช้ยาเคมีนั้น หาได้ไม่มากนัก อาจจะสร้างแบรนด์เป็นของจังหวัดพังงา และส่งผลผลิตตามห้างทั่วประเทศหรือต่างประเทศก็เป็นได้ นอกจากนี้ อยากเป็นแปลงตัวอย่าง หรือเป็นแปลงสาธิตให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจมาศึกษาหาความรู้ เพราะตามที่ศึกษามา องุ่นมีผลตอบแทนดีกว่าพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หลายเท่า และเหมือนเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับอาชีพเกษตรกรรมในภาคใต้เลยทีเดียว

“องุ่น เป็นพืชอายุยืนยาวมาก ถ้าดูแลดีๆ คงได้ 20-50 ปี และออกลูกได้ปีละ 2 รอบ และสามารถเลือกช่วงที่จะให้ออกลูกได้ ผมมองว่าองุ่นควรจะปลูกปลายเดือนเมษายนถึงจะดี จะได้รับฝนและทำให้องุ่นโตไวด้วย เรื่องผลผลิตนั้นจะได้ประมาณ 4 ตัน ต่อครั้ง ต่อ 1 ไร่ ใน 1 ปี ตก 8 ตัน ต่อไร่ เป็นข้อมูลที่ศึกษามาครับ องุ่นจึงเหมาะจะเป็นนวัตกรรมทางการเกษตรภาคใต้ของเราต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าพื้นที่อำเภอทับปุดสามารถที่จะปลูกองุ่นในเชิงพาณิชย์ และจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะองุ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยพัฒนาอาชีพ รายได้ของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีความอยู่ดีกินดีได้ไม่ยาก”

คุณนิกร ฝากแจ้งมาว่า หากใครสนใจอยากมาดูหรือศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องการปลูกองุ่น ยินดีให้คำแนะนำ โดยโทรศัพท์ไปที่ (085) 797-2757 และ (089) 290-9265

หลังจากนี้ คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า เกษตรกรและชาวบ้านทับปุดจะหันมาปลูกองุ่นกันมากน้อยแค่ไหน และองุ่นที่นี่จะมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติแตกต่างจากพื้นที่อื่นอย่างไร ส่วนตอนนี้ถ้าใครอยากชิมองุ่นของ คุณนิกร สาระการ ต้องติดต่อกับเจ้าตัวโดยตรง เพราะผลผลิตมีจำกัด

การปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือทำกิจกรรมเดียวทั้งพื้นที่มักมีความเสี่ยงสูงเมื่อต้องพบกับโรคแมลงศัตรูพืชระบาด กระทบแล้ง/น้ำท่วมทำให้เสียหาย หรือขายได้ราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ผลกระทบก็คือความไม่มั่นคงต่อการยังชีพ

วิถีเกษตรผสมผสานแบบประณีต เป็นการจัดการใช้ที่ดิน ทุน แรงงานหรือปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม ทำการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์หรือทำประมงในพื้นที่เดียวกัน เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงน้อยสุดเมื่อจัดการใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสาน ควบคุมโรคแมลงศัตรูพืชโดยชีวะวิธี มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวต่อเนื่อง หรือชะลอการขายได้เมื่อราคาตกต่ำ เป็นหนึ่งวิถีที่ใครก็ทำได้ วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรผสมผสานแบบประณีต…วิถีที่ยั่งยืนมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณวิวิช พวงสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ทำเกษตรผสมผสานแบบประณีต เล่าให้ฟังว่า ได้เคยทำงานภาครัฐมาก่อน แต่ปัจจุบันได้ลาออกมาทำงานภาคการเกษตรกับครอบครัว ในระยะแรกพื้นที่เกษตรที่นี่ได้ปลูกพืชชนิดเดียวมักทำให้ได้รับมีความเสี่ยงกับความแห้งแล้งหรือน้ำท่วมอยู่เนืองๆ แถมยังมีโรคแมลงศัตรูพืชระบาดอยู่บ่อยครั้ง ผลผลิตที่ได้รับมากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอน ฐานะความเป็นอยู่จึงพออยู่พอกินที่ยังไม่มีความมั่นคงนัก

จุดเปลี่ยน เริ่มเมื่อคุณพ่อได้ไปนำหน่อไผ่เลี้ยงที่เจริญเติบโตอยู่ตามริมห้วยในป่าเขามาเป็นอาหารในครัวเรือน ในคราวเดียวกันก็ได้ขุดเหง้าไผ่เลี้ยงมาปลูกที่สวนโดยมีเป้าหมายเพียงได้มีหน่อให้เก็บมากินเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน วิธีการปลูกเลี้ยงไผ่ก็ทำแบบผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ได้ปลูกไผ่ระยะระหว่างต้นและแถวห่างกัน 4×4 เมตร หลังการปลูกได้ดูแลรักษาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะปล่อยให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ

ส่วนเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวต่างแสดงความคิดเห็นว่าไผ่นั้นจะเจริญเติบโตได้ดีที่ตามริมห้วยป่าเขาเท่านั้น เมื่อนำมาปลูกที่นี่จะเจริญเติบโตได้อย่างไร? เหมือนกับเป็นโจทย์ที่ทำให้ต้องค้นหาวิธีการสู้ ด้วยความมุ่งมั่นในปี 2552 จึงได้ทดลองปรับเปลี่ยนระยะการปลูกไผ่มาเป็น 4×3 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 133 ต้น ใช้พื้นที่ปลูกไผ่ 10 ไร่

การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งคือ ปี 2558 เราได้ศึกษาและเรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานแบบประณีต และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นแนวพระราชดำริในการปลูกพืชหลากหลายผสมผสาน ที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเหมาะสมเพื่อการลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตจากกิจกรรมหลายชนิดที่เก็บได้ต่อเนื่อง ได้อาหารปลอดสารเคมีบริโภคเพื่อสุขภาพดีทั้งครอบครัว ด้วยความมั่นใจว่าดีและเราทำได้ ครอบครัวจึงตัดสินใจร่วมกันทำการปรับเปลี่ยนสวนอีกครั้งมาเป็นเกษตรผสมผสานแบบประณีต

ขณะเดียวกัน ก็ได้ก้าวสู่การเป็นเกษตรกรก้าวหน้า รุ่นใหม่ YSF = Young Smart Farmer ในยุคประเทศไทย 4.0 ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมจากกองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการด้วยแนวทางนี้

1. หลักการ (Principle) คือ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยใช้เครือข่ายเป็นเป้าหมายและกลไกในการพัฒนาให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง บนหลักการของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมและการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
2. เป้าประสงค์ (Goal) ด้วยการ 1. สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ทำการเกษตร 2. เป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น 3. เป็นการทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ 4. เชื่อมโยงเครือข่ายในทุกระดับและทุกภาคส่วน
กลุ่มเป้าหมาย Target audience ด้วยการ 1. เกษตรกรรุ่นใหม่อายุ 17-45 ปี เริ่มต้นทำการเกษตรและเลือกประกอบอาชีพการเกษตร และ 2. มีความมุ่งมั่นตั้งใจต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตตนเอง
คุณวิวิช เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า จากแนวทางข้างต้นจึงคิดใหม่ทำใหม่ พร้อมนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อก้าวสู่การเป็นเกษตรกรก้าวหน้ารุ่นใหม่ ปัจจุบันได้จัดการใช้พื้นที่ 19 ไร่ ทำการเกษตรผสมผสานแบบประณีต ดังนี้

1. พื้นที่ 6 ไร่ ได้จัดการปลูกไผ่เลี้ยง ไผ่บง ไผ่รวกหวาน ไผ่ดงดำหวาน ไผ่กิมซุ่ง ไผ่ดำ และปลูกกล้วยแซม

2. พื้นที่ 3 ไร่ ได้จัดการปลูกผักหวานป่า แบบผสมผสานกับการปลูกชะอม มะละกอ กล้วย และไม้พะยูง
3. พื้นที่ 2 ไร่ ได้จัดการปลูกมัลเบอร์รี่หรือต้นหม่อนกินผล และปลูกกล้วยแซม

พื้นที่ 8 ไร่ ได้จัดการเป็นพื้นที่ทำการเกษตรผสมผสาน แบ่งเป็นทำนา หนึ่งไร่หลายแสน ปลูกกล้วย ผักหวานป่า ไผ่ มะม่วง ขนุน หรือพืชผักสวนครัวต่างๆ และในร่องน้ำได้ปล่อยเลี้ยงปลา ปู กุ้ง หรือหอยด้วยวิธีธรรมชาติ
การพัฒนาสวนไผ่ ได้จัดการรื้อพื้นที่สวนไผ่จากเดิมด้วยการเปลี่ยนมาปลูกไผ่ระยะ 3×1.5 เมตร ชนิดไผ่ที่นำมาปลูก ได้แก่ ไผ่เลี้ยง ไผ่บงหวาน ไผ่ดงดำหวาน ไผ่กิมซุ่ง ไผ่ดำ และไผ่รวกหวานไผ่สายพันธุ์ใหม่ การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาได้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักตามอัตราส่วนเหมาะสม ให้น้ำต้นไผ่พอเพียงเพื่อการเจริญเติบโตสมบูรณ์ พร้อมได้จัดการปลูกและผลิตให้หน่อไผ่คุณภาพออกทั้งในและนอกฤดูกาล เพื่อให้มีรายได้นำเป็นทุนหมุนเวียนการผลิต

แนวคิดการทำเกษตรผสมผสานแบบประณีตคือ คิดใหม่ทำใหม่ ลดความเสี่ยง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย มีให้เก็บกิน กำหนดราคาขายได้ มีเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน หรือผลิตด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาด

วิถีเกษตรผสมผสานแบบประณีตที่สำคัญคือ ต้องมีการจัดการที่ดิน เงินทุน แรงงาน และปัจจัยการผลิต วางแผนจัดการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์หรือทำประมงในพื้นที่เดียวกัน ใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต งดหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีด้วยการพึ่งพาธรรมชาติ หรือผลิตและใช้สารสมุนไพรเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพปลอดภัยเก็บเกี่ยวต่อเนื่อง เป็นทางเลือกการยังชีพด้วยวิถีพอเพียงยั่งยืนมั่นคงที่ใครก็ทำได้

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณวิรัช พวงสวัสดิ์ เลขที่ 7 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39000 โทร. (089) 920-7815 หรือโทร. (081) 984-5179 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเมือง โทร. (042) 313-477 ก็ได้ครับ

“เชื้อแบคทีเรีย A. citrulli” เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ประเภท แตงโม เมล่อน และ แคนตาลูป เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตในพืชตระกูลแตงเป็นอย่างมาก ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ปัจจัยเสี่ยงที่หลายฝ่ายห่วงกังวลก็คือ เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดฤดูการผลิต ในดิน น้ำ และเศษซากพืช แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ เชื้อสามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดพันธุ์ได้ (Seed transmission) เนื่องจากไทยมีบทบาทเป็นผู้ส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงรายใหญ่ของโลก หากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ในวงกว้าง อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและรายได้จากการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทยอย่างมาก

โดยทั่วไป การผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องมีการควบคุมทุกขั้นตอนการเพาะปลูกให้ปลอดโรค รวมถึงการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในเมล็ดช่วงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม วิธีการหนึ่งที่จะสามารถจัดการควบคุมโรคผลเน่าได้ คือการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากเชื้อในการเพาะปลูก จึงต้องมีการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ก่อนจำหน่ายในประเทศและการส่งออก โดยจะตรวจทั้งในแปลงปลูกและสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการค้า วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านปริมาณและถูกต้องแม่นยำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมหยุดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ที่ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบหาเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ถึง 50% ช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงของไทยสู่เวทีตลาดโลก

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการศึกษาวิจัยร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยของไบโอเทคกับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ในการพัฒนาเทคนิค IMS (Immunomagnetic Separation) ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ สำหรับตรวจหาเชื้อ Acidovorax citrulli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง (Bacterial Fruit Blotch)

นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้สามารถตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยใช้เวลาเพียง 6-10 วัน ในการแยกเชื้อ A. citrulli ออกจากเมล็ด ในขณะที่วิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (seedling grow-out test) จะต้องเพาะเมล็ดเพื่อให้เป็นต้นกล้า จากนั้นสังเกตอาการโรคในต้นอ่อนและนำไปแยกเชื้อ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 14-25 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ติดมากับเมล็ด ซึ่งวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แรงงาน และเวลาได้เป็นอย่างมาก

ดร. สุมิตรา กันตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักปฏิบัติการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดเผยว่า การส่งออกเมล็ดพันธุ์มีการออกกฎระเบียบให้มีการตรวจรับรองว่าไม่มีเชื้อ A. citrulli ปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพันธุ์ที่จะส่งออก โดยจะสุ่มตรวจในแปลงปลูกและ/หรือสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ กรณีที่ตรวจพบการปนเปื้อนจากการสุ่มตรวจจะทำให้ไม่สามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์รุ่น (lot) ที่ปนเปื้อนนั้นๆ ได้

กรณีที่เกิดความผิดพลาดของการตรวจสอบและปล่อยให้มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ไปยังลูกค้าหรือผู้สั่งซื้อ ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ที่ปนเปื้อนอาจถูกฟ้องร้องและถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้น วิธีการที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบจะต้องมีความจำเพาะเจาะจง มีความไวสูง แม่นยำ สะดวก และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการตรวจหาเชื้อ A. citrulli แบบดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมาคือ วิธีการ seedling grow-out โดยเริ่มจากการนำเมล็ดมาเพาะให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วสังเกตอาการโรคจากต้นกล้าที่ได้ จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นกล้าที่แสดงอาการโรคมาตรวจการติดเชื้อ A. citrulli ในเบื้องต้น ด้วยวิธี ELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assay) ซึ่งอาศัยหลักการของการทำปฏิกิริยาที่จำเพาะเจาะจง ของ antibody และ antigen โดยใช้เอนไซม์เป็นตัวตรวจวัดการเกิดปฏิกิริยา

หรือ วิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นกระบวนการในการสังเคราะห์ชิ้นส่วนของ ดีเอ็นเอ (DNA) ในหลอดทดลอง โดยเลียนแบบมาจากการสังเคราะห์ ดีเอ็นเอ ในสิ่งมีชีวิต โดยตัวอย่างที่ให้ผลบวกจะถูกนำมาแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ใช้เวลานานสูงสุดถึง 25 วัน จึงจะสามารถแยกเชื้อแล้วนำกลุ่มแบคทีเรียที่ได้บนอาหาร ที่คาดว่าเป็นเชื้อ A. citrulli มาทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบได้

สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นจนประสบความสำเร็จนี้ จะใช้เวลาเพียงประมาณ 6-10 วัน เท่านั้น ในการแยกเชื้อ A. citrulli ออกมาจากเมล็ดพันธุ์ จนกระทั่งได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่พร้อมจะนำไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบ หลักการโดยรวมของวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้คือ การใช้เม็ดแม่เหล็ก (magnetic beads) ที่เคลือบด้วยแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli หรือเรียกว่า IMBs (Immunomagnetic beads) ไปจับแยกเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ในน้ำบดเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทำให้เริ่มงอกเพียงเล็กน้อย แล้วใช้แท่งแม่เหล็กเป็นตัวดึง IMBs ที่จับเชื้อดังกล่าวออกมา

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้เชื้อแบคทีเรียเป้าหมายในปริมาณที่เข้มข้น และไม่ปนเปื้อนด้วยส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในน้ำบดเมล็ด ทำให้สามารถนำไปตรวจสอบโดยเทคนิคอื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง IMBs ที่มีเชื้อ A. citrulli ติดอยู่นี้จะถูกนำไปแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ แล้วนำเชื้อที่แยกได้ไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบต่อไป

ดร. อรวรรณ หิมานันโต นักวิจัยห้องปฏิบัติการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า แอนติบอดีที่นำมาใช้เคลือบเม็ดแม่เหล็กนี้ เป็นแอนติบอดีที่ทางไบโอเทคพัฒนาขึ้น ซึ่งแอนติบอดีนี้มีความจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli เท่านั้น โดยไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคพืชชนิดอื่นๆ

ซึ่งวิธีที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถแยกเชื้อ A. citrulli ได้ที่ระดับการปนเปื้อน 0.1% คือ มีเมล็ดที่ปนเปื้อนเชื้อ A. citrulli 1 เมล็ด ในเมล็ดปกติ 1,000 เมล็ด ซึ่งเทียบเท่ากับวิธีมาตรฐาน (seedling grow-out test) ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ และยังเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในเมล็ดพันธุ์มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ที่มีชีวิตซึ่งสามารถก่อโรคได้ ปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการตรวจทางอิมมูโนวิทยาชนิดอื่นๆ รวมทั้งการตรวจหาสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ด้วยวิธีการทางชีวโมเลกุล ซึ่งจะไม่สามารถแยกระหว่างเชื้อตายและเชื้อที่มีชีวิตได้

ดร. สุมิตรา กล่าวเสริมว่า “วิธีการที่พัฒนาขึ้นนี้ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความแม่นยำสูง และยังสามารถลดระยะเวลาในการตรวจเชื้อ A. citrulli ในเมล็ดพันธุ์ จาก 25 วัน เหลือ 6-10 วัน ได้ ทำให้ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน ลดการใช้พื้นที่ในการทดสอบ รวมทั้งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการเพาะเลี้ยงต้นกล้า นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มจำนวนตัวอย่างที่ทดสอบต่อเดือนได้อีกด้วย ส่งผลให้สามารถลดงบประมาณที่ใช้ในการตรวจเชื้อ A. citrulli ลงไปได้อย่างมาก

การตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการค้าเมล็ดพันธุ์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งวิธีการใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับธุรกิจเมล็ดพันธุ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรได้ผลผลิตสูง ผลผลิตไม่เสียหาย

และสำหรับหน่วยงานที่ต้องการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ต้องตรวจสอบเชื้อ A. citrulli ก่อนส่งจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งประเทศไทยถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงสูงถึงประมาณ 1,700 ล้านบาท ต่อปี

สวทช. และเจียไต๋ ซึ่งถือครองอนุสิทธิบัตรผลงานนวัตกรรมใหม่นี้ร่วมกัน เตรียมจัดเวิร์กช็อป เผยแพร่นวัตกรรมใหม่นี้สู่สังคม ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป เพื่อให้นวัตกรรมนี้เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการค้าเมล็ดพันธุ์ของไทยและทั่วโลกในระยะยาว

ชุดตรวจโรคผลเน่า พืชตระกูลแตง

สำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชตระกูลแตง ที่มีความห่วงกังวลว่า แปลงปลูกพืชตระกูลแตงของตัวเองนั้น มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้หรือไม่ สามารถตรวจสอบหาเชื้อแบคทีเรียได้ด้วยตัวเอง โดยซื้อชุดตรวจโรคผลเน่าแบคทีเรียของพืชตระกูลแตง ซึ่งเป็นผลงานของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)

ชุดตรวจโรคผลเน่า พืชตระกูลแตง ของไบโอเทค เป็นชุดตรวจแบบง่ายในรูปแบบ Immunochromatographic Strip Test ใช้ตรวจเชื้อแบคทีเรีย Acidovorax avenae subsp. citrulli (Aac) ที่เป็นสาเหตุของโรคผลเน่าแบคทีเรียของพืชตระกูลแตง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ของพืชในกลุ่มนี้

ชุดตรวจนี้มีความจำเพาะสูง แม่นยำ ใช้เวลารวดเร็วภายใน 5-10 นาที สามารถตรวจหาเชื้อสาเหตุได้จากตัวอย่างใบ ต้นกล้าและเปลือกของผล ใช้ตรวจคัดกรองโรคผลเน่าแบคทีเรียในพืชตระกูลแตง เช่น แตงโม เมลอน สควอช แคนตาลูป แตงกวา และฟักทอง

อดีตข้าราชการครู ผันตัวเป็นเกษตรกร เพาะพันธุ์ต้นเพกาพันธุ์เตี้ย หรือต้นลิ้นฟ้า ขายส่งขายทั่วประเทศ สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 50,000 บาท เผยฝักสดและยอดอ่อนมีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายประสาน คำมาตย์ ชาวบ้านคลองเกษตร ตำบลหนองไฮ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เล่าว่า อดีตตนเคยรับราชการเป็นครู ต่อมาตนรู้สึกอยากหาความท้าทายใหม่ประกอบกับเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ จึงเลือกลาออกจากราชการแล้วผันตัวมาเป็นเกษตรกร เพาะต้นเพกาพันธุ์เตี้ย หรือต้นลิ้นฟ้า ซึ่งชาวอีสานนิยมนำผลมารับประทาน ซึ่งต้นเพกาพันธุ์เตี้ยนั้นปลูกง่ายมีราคาดี และได้ส่งขายไปทั่วประเทศ โดย เมื่อปี พ.ศ.2556 ได้ต้นเพกาพันธุ์เตี้ยมาจากจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นจึงทดลองใช้พื้นที่หลังบ้านปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อรับประทานเอง ต่อมาเพกาเริ่มโตให้ผลดกจึงถ่ายรูปแล้วอัพขึ้นเฟซบุ๊ก จนเพื่อนและคนรู้จักเห็นและถามถึงการซื้อพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ตนจึงลองขยายพันธุ์โดยการตัดรากมาปักชำแล้วส่งขายทางไปรษณีย์ จนสร้างรายได้ดีเกินคาด จึงขยายพื้นที่พร้อมสร้างสวนเครือข่ายขายต้นเพกาพันธุ์เตี้ยสร้างรายได้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ต้นเพกาพันธุ์เตี้ยเพราะมีลักษณะเด่น คือ ต้นโตเต็มที่สูงเพียง 4 เมตร เก็บฝักอ่อนได้ง่าย ฝักมีขนาดใหญ่และยาวมาก มีดอกและติดฝักได้เร็ว ปลูกแค่ 6-8 เดือนก็เริ่มเก็บผลได้ โดยวิธีการขยายพันธุ์เริ่มจากการขุดรากขึ้นมาปักชำ โดยจะตัดรากให้ได้ขนาดประมาณ 3-5 ซม. ขึ้นมาปักในถุงดำที่มีดินผสมแกลบดำ หลังปักชำราว 10 วัน รากเพกาจะแตกและแทงยอดอ่อน จากนั้นอนุบาลต้นต่อไปอีก 15 วันก็พร้อมขาย โดยขายในราคาต้นละ 30 บาท ส่วนผักแก่จะแกะเมล็ดขายราคาเม็ดละ 2 บาท ผลผลิตไม่ต้องหอบไปขายที่ไหนไกล เพราะตนเน้นขายลูกค้าทางโลกออนไลน์ ผ่านทางเฟซบุ๊ก “เพกาเตี้ย มหาสารคาม” และทางไลน์ “เพกาเตี้ย สารคาม” ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อรากเพกาเตี้ยและรากที่ปักชำแล้วให้แพ็คส่งทางไปรษณีย์ และมีลูกค้าเจ้าประจำรายใหญ่จากทั่วประเทศจะเดินทางมามารับซื้อต้นเพกาถึงที่เพื่อนำส่งไปขายยังต่างประเทศอีกต่อ ทำให้ทุกวันนี้มีรายได้จากการขายต้นเพกาพันธุ์เตี้ย เมล็ดพันธุ์ ถึงเดือนเกือบละ 50,000 บาท

สำหรับผลสดต้นเพกาจะกรอบ มีรสชาติขมนำและหวานตาม ชาวบ้านนิยมนำมารับประทานกับแจ่วปลาแดกบอง (น้ำพริกปลาร้าสับ) หรือนำไปเผาไฟให้สุกและอ่อน แล้วลอกปลอกเบาๆ ด้วยน้ำเปล่า เพื่อเอาไปทำเมนูยำหรือลาบ ซึ่งฝักอ่อนและยอดต้นเพกาถือเป็นสมุนไพรที่เชื่อว่าช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยและช่วยชะลอวัย ช่วยบำรุงร่างกาย ลดการอักเสบช่วยขับของเสียในร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ เป็นต้น
ทั้งนี้ เพกาพันธุ์เตี้ย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของอีสาน ที่ดูแลไม่ยุ่งยาก ทนแล้งได้ดี ศัตรูพืชน้อย บำรุงและใส่ปุ๋ยตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องฉีดยาฆ่าแมลง สำหรับผู้สนใจอยากศึกษาวิธีการปลูกหรือซื้อกิ่งพันธุ์เพกาพันธุ์เตี้ย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 86 หมู่ 12 ต.หนองไฮ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม หรือโทร 08-4954-5616 ทางเฟซบุ๊ก “เพกาเตี้ย มหาสารคาม” และทางไลน์ “เพกาเตี้ย สารคาม”

ชะอมเป็นผักพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่คนไทยรู้จักและนิยมรับประทานกันดี ทุกๆบ้านจะใช้พื้นที่ว่างตามรั้วบ้านปลูกชะอมเพียงไม่กี่ต้นเพื่อเก็บไว้รับประทานกันเองในครอบครัวจนถึงปัจจุบัน

ความต้องการบริโภคชะอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ปัจจุบันชะอมกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่เกษตรกรหันมาปลูกในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครนายก ทำให้มีเงินสะพัดปีละหลายล้านบาทจากการปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายและตอนกิ่งขายในชุมชนรองจากข้าวและไม้ผลอย่างมะยงชิด

คุณบุญเรือง ปิ่นเกตุ หนึ่งในเกษตรกรที่หันมาให้ความสนใจปลูกชะอมตัดยอดจำหน่ายอยู่ในพื้นที่ตำบลปากพลี อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ปลูกชะอมพื้นที่ว่างตามริมรั้วหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกปรับปรุงเพื่อใช้ปลูกชะอม ปลูกผสมผสานในสวนผลไม้ ซึ่งผลผลิตที่ใด้ส่งจำหน่ายออกไปในรูปแบบมัดกำ ราคากำละ 2-6 บาท สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงที่รอเก็บเกี่ยวข้าวที่เป็นอาชีพหลัก

“ชะอม เราปลูกประมาณ 2 เดือนขึ้นไป สมัครเล่นสล็อต ยอดจะแตกออกมาให้เก็บผลผลิต ยิ่งมีการดูแลที่ถูกวิธีและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอสามารถเก็บยอดได้วันเว้นวัน ซึ่งแต่ละครั้งจะได้ประมาณ 50 กิโลกรัม ในฤดูจะสูงถึง 100 กิโลกรัม”

รายได้จากการปลูกชะอม กลายเป็นแรงจูงใจให้คนในตำบลปากพลีทุกหมู่บ้าน หันมาปลูกชะอมเป็นอาชีพเสริมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่บริเวณรั่วบ้านและพื้นที่ว่างเปล่าของทุกครัวเรือนถูกเนรมิตรทำเป็นสวนชะอม พูดได้ว่าบ้านไหนที่ไม่มีต้นชะอมบ้านนั้นถือว่าเชย

ปัจจุบันคุณบุญเรืองมีพื้นที่ปลูกชะอม ทั้งหมด 1 ไร่ โดยพันธุ์ชะอมที่คุณบุญเรืองและชาวบ้านเลือกมาปลูกจะเป็นพันธุ์ที่มียอดขนาดใหญ่และปริมาณยอดมากในหนึ่งต้น โดยเธอเล่าถึงขั้นตอนการปลูกชะอมให้ได้ปริมาณและยอดอย่างต่อเนื่องให้ฟังว่า

“ระยะปลูกเราใช้ความห่างระหว่างต้น 1 เมตร แถว 1 เมตร หากปลูกชิดกันมากกว่านี้เมื่อต้นชะอมโตขึ้นยอดจะชนกันทำให้ยอดแตกออกมาน้อย แต่ถ้าปลูกให้ในระยที่เหมาะสมคือ 1 เมตร (ระหว่างต้นและแถว) จะทำให้ได้ต้นชะอมที่ใหญ่และยอดจำนวนมาก ชะอม เป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย ขั้นตอนการปลูกลงดินจึงทำไม่ยาก หลังจากปรับพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ให้ขุดหลุมที่มีขนาดเท่ากับตุ้มของกิ่งที่ตอน จากนั้นนำกิ่งตอนลงหลุมและกลบดิน รดน้ำ โดยการว่างระบบท่อน้ำสปริงเกอร์ตามแนวของแถวชะอม”