คุณประมวนยินดีและดีใจที่ได้ทำหน้าที่เกษตรกรเต็มตัว

แม้จะไม่เคยสัมผัสชีวิตเกษตรกรมาก่อนก็ตาม เขาบอกว่า ยินดีต้อนรับทุกท่านหากต้องการไปเยือน โคก หนอง นา โมเดล ของเขา หรือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ภายใต้ชื่อ ไร่สลิลทิพย์ ตั้งอยู่เลขที่ 85 หมู่ที่ 3 บ้านเสือกินวัว ตำบลมิตรภาพ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม หรือโทรศัพท์พูดคุยกันได้ที่ 086-218-2199

คนไทยมักนิยมชมชอบการล้อมวงกินข้าว สำรับกับข้าวที่ผสมผสานปนเป ทั้งอาหารไทย อาหารจีน ลาว ฝรั่ง เป็นค่านิยมของคนบ้านเรา กินข้าวร่วมกันไป พูดคุย สรวลเสเฮฮาบ้าง ตลกขบขันบ้าง นินทาบุคคลที่สามบ้าง เพิ่มรสชาติให้อาหารมื้อนั้น ให้ถ่ายเทความอร่อยจากปลายลิ้นสู่ท้อง เข้าถึงก้นบึ้งกลางใจทุกคน และมีค่านิยมหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รับกันได้ทั่วไป คือกินข้าวต้องมีของเคียงกับข้าว หรือมีของแกล้ม ที่ชัดที่สุดคือ “ผัก” ซึ่งมีนับกว่าร้อยอย่าง และหนึ่งในนั้น ต้องรู้จักกันทั่วไป คือ “หอมแบ่ง”

เรารู้จัก “หอมแบ่ง” กันมานาน ปลูกกิน ปลูกขาย ทั่วทุกภาคของไทยเรา แต่เราไม่ค่อยเรียกหอมแบ่ง ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เรานักบริโภคส่วนใหญ่เรียกกันว่า “ต้นหอม” เวลาไปตลาดเรามักจะถามแม่ค้าว่า ต้นหอมขายอย่างไร กำละกี่บาท ต้นหอมที่แม่ค้ามัดกำขาย เพราะเขาต้องเอาไปรวมกับ “ผักชี” เรียกกันรวมว่า “ต้นหอมผักชี” ก็ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจตามนี้ก็แล้วกันว่า คือ “หอมแบ่ง” ที่กำลังจะพูดถึง อาจจะมีการเรียกสับสลับกัน เป็นหอมแบ่งบ้าง ต้นหอมบ้าง หรือบางทีว่า “ต้นหอมแบ่ง” เลยก็มี คงเข้าใจและอภัยกันได้ เพราะเขาจะเป็นแค่ผักแกล้ม ผักเคียง หรือผักปรุงแต่งให้เกิดสีสัน ทำให้อาหารมีเสน่ห์ดึงดูดผู้บริโภคยิ่งขึ้นเท่านั้น หรือว่ามีคุณค่าทางยาด้วยเช่นไร เป็นพืชระดับพืชเศรษฐกิจ หรือระดับผักพื้นบ้านธรรมดา ตามกันไปรู้จักหอมแบ่ง ไปพร้อมๆ กัน

พืชในตระกูล หอม-กระเทียม ที่รู้จักกันในเวลานี้ มีลูกเรียงพี่เรียงน้องกันมาตั้งแต่ หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม และหอมแบ่ง เป็นพืชในวงศ์พลับพลึง AMARYLLIDACEAE หอมแบ่ง มีชื่อสามัญว่า Green Shalot หรือเรียกว่า Multiply Onion ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium cepa var.aggregatum ชื่อเรียกอื่นคือ ต้นหอม ต้นหอมขาว หอมต้น หอมนวล มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย ถึงเอเชียตะวันออกกลาง เป็นพืชผักประเภทล้มลุก แต่มีหัวพันธุ์ หน่อพันธุ์ ขยายต่ออายุได้หลายชั่วอายุ เข้ามาปลูกแพร่หลายในไทยเรามานาน ในกลุ่มผักจีน หรืออาจเข้ามาพร้อมกับความนิยมอาหารจีน เป็นผักที่ใช้ปรุงแต่งอาหารประเภทต้มจืด นึ่งปลา ข้าวผัด กินแกล้มข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง คนบ้านเราเห็นเป็นผักที่ขยายพันธุ์ง่าย เอามาเป็นผักปรุงแต่ง หรือกับแกล้ม ลาบ ส้า พล่า ก้อย ต้มขม ต้มอ่อมเนื้อ โรยหน้าน้ำพริก หนำซ้ำดอกหอม ผัดเต้าหู้ ผัดหมู นึ่งเป็นผักเคียงน้ำพริกได้ทุกชนิด

มีวิธีง่ายๆ ในการปลูกขยายพันธุ์ต้นหอมแบ่ง ถ้าหากหาหัวแก่ของหอมแบ่งได้ ซึ่งหัวแก่จะโตเป็นตุ้มกลมๆ เล็ก รูปทรงรียาว คล้ายหยดน้ำ ดูคล้ายกับหัวหอมแดงลีบ หรือคล้ายกระเทียมหัวลีบ นำมาปลูกในแปลงผัก กลางแจ้ง เมื่อเตรียมดินปลูกให้ร่วนซุย ผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก มากพอสมควร หยอดหรือปักหัวหอมที่ตัดปลายหัวเดิมทิ้งบางส่วน ปลูกลงดินแล้วควรคลุมด้วยฟางแห้ง เพื่อช่วยรักษาความชื้นในแปลงและช่วยพยุงให้ยอดต้นหอมแบ่งตั้งตัวได้เร็ว ช่วยคลุมไม่ให้หญ้าขึ้นแข่ง หมั่นรดน้ำเช้าเย็น ถ้าสภาพอากาศมีความแห้งแล้ง การให้น้ำควรมองถึงความชื้นของสภาพแปลงด้วย ถ้าชื้นแฉะมากเกินไปจะเกิดโรคเน่า และพึงระวังอย่าให้น้ำตอนแดดร้อนจ้ามาก ถ้าให้น้ำ เม็ดน้ำจะทำให้ต้นหอมแบ่ง เกิดบาดแผล หัก ช้ำ เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย

การปลูกหอมแบ่ง นอกจากจะปลูกลงแปลงแล้ว ที่นิยมอีกแบบคือ ปลูกลงกระถาง กะละมังก้นรั่ว กล่องลังเก่า รางไม้ไผ่ เรือเก่า นอกจากจะปลูกเพื่อแบ่งกินต้นแล้ว ยังประสงค์ที่จะใช้ประดับบ้าน แต่งกระท่อม จัดสวนหย่อม และอีกหลายประการ บริเวณลานที่จัดกินอาหาร มีกระถางต้นหอมแบ่ง แขวนหรือตั้งไว้ให้เด็ดกินกับแกล้ม เด็ดครั้งละต้นครั้งละใบ อาหารมื้อนั้นละมุนละไม เกินกว่าจะหาใดเทียมเทียบ อาจจะมีกระถางต้นพริกขี้หนูสวน กระถางต้นมะเขือเปราะ กระถางผักชีใบยาว เพิ่มสีสันบรรยากาศรสชาติอาหารได้มากมาย ต้นหอมแบ่งเมื่อปลูกแล้ว มีวิธีการเก็บเกี่ยว 2 ประการ คือถ้าเป็นการปลูกเพื่อการค้า จะใช้วิธีขุดถอนทั้งแปลง มัดรวมกัน ชั่งน้ำหนัก พ่อค้ารับซื้อบรรทุกรถไปส่งแผนกรับจ้างแต่งล้าง จะมีการแต่งตัดราก และลอกใบที่แก่ มีตำหนิออกทิ้งด้วยน้ำไหล แล้วจัดการมัดรวมหรือบรรจุตะกร้า เพื่อจัดส่งขายให้แม่ค้าขายปลีก ดำเนินการมัดกำขายตลาดสดต่อไป

แต่สำหรับชาวเรา มุ่งแต่จะปลูกกินอย่างเดียว มีวิธีที่แนะนำให้ง่ายๆ ถ้าหาหัวพันธุ์หอมแบ่งได้ ก็ปลูกลงแปลงเล็กๆ จัดเป็นสวนหย่อม หรือปลูกลงภาชนะเหลือใช้แล้ว หรือถ้าหาหัวพันธุ์หอมแบ่งไม่ได้ ก็เริ่มต้นที่ไปซื้อต้นหอมที่แม่ค้าตลาดสดขายต้นหอมผักชีเป็นกำ เลือกเอากำที่มีต้นหอมที่มีปมรากติดนิดๆ เอามาทำกินก็ใช้วิธีตัดต้นหอมให้สูงจากส่วนหัวสักนิ้วสองนิ้ว เอาต้นและใบส่วนนั้นไปกิน เหลือส่วนหัวที่ยาวนิ้วสองนิ้ว ห่อกระดาษไว้ที่อุณหภูมิปกติ มีเวลาเอาไปปลูกกระถางได้ต้นหอมใหม่ รอให้ต้นหอมแตกกอ เป็น 3-4 ต้น ค่อยฉีกหรือตัดมากิน ตามที่มาของชื่อ “หอมแบ่ง” ถ้าปล่อยให้เจริญเติบโตจนแก่ จะได้หัวเก็บไว้ปลูกต่อได้อีกนานหลายรุ่น การเก็บหัวหอมแบ่ง ต้องเก็บไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเท อย่าให้โดนน้ำ เอาไปปลูกใหม่ ข้อดีของต้นหอมแบ่ง คือไม่แบ่งแยกหรือจำกัดฤดูปลูกด้วย

ต้นหอม หอมแบ่ง มีคุณค่าทางอาหารและสารประกอบสำคัญที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคภัยคนเราได้มากมาย ต้นหอมแบ่งสดๆ 100 กรัม ให้พลังงาน 32 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใยอาหาร 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7.3 กรัม น้ำตาล 2.3 กรัม โปรตีน 1.8 กรัม ธาตุฟอสฟอรัส 33 กรัม แคลเซียม 47 กรัม โซเดียม 16 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 276 มิลลิกรัม วิตามินซี 22 มิลลิกรัม สารเบต้าแคโรทีน 76.30 ไมโครกรัม และมีสารฟลาโวนอยด์ สารเคอร์ซิติน สารเควซิติน สเปริโอไซด์ เป็นต้น ซึ่งสารอาหารต่างๆ มีสรรพคุณรักษาโรค บำรุงร่างกายได้มากหลายอย่าง เช่น ช่วยดูแลระบบย่อยอาหารแก้ท้องผูก แก้หวัด ไอ จาม น้ำมูกไหล ไข้ หายใจขัดคัดจมูก มีธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัสบำรุงกระดูก ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน ลดอาการอักเสบ แก้อักเสบบวมช้ำ ต่อต้านแบคทีเรีย มีสารต้านอนุมูลอิสระ สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็ง มีวิตามินเอบำรุงรักษาตา บำรุงสมอง เพิ่มน้ำนมแม่ แก้เลือดกำเดาไหล ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และอีกมายมายหลายสิบนับร้อยอย่าง คือคุณประโยชน์ของต้นหอม หอมแบ่ง

ทุกครั้งที่คิดจะบอกความรู้สึกดีดีแก่ผู้อื่น นึกถึง “หอมแบ่ง” ไว้ให้มั่นเหมาะ กอดกัน หอมกัน ตามสถานการณ์อันเหมาะสม ที่เหมาะที่ควร และขอให้นึกถึงคำว่า แบ่ง คือแบ่งปัน เอื้ออาทร เพื่อความสุขในสังคมครอบครัว เพื่อนพ้องน้องพี่ สังคมชุมชน แล้วความสุขจะแผ่ซ่านกระจายไปทั่วทุกทิศ ปลูกต้นหอมแบ่ง แบ่งมากิน แบ่งปันให้ญาติมิตรสหายหรือผู้มาเยือน จะเป็นของขวัญที่สวยเลิศ เกิดประโยชน์ ประทับใจไปนานแสนนาน

ช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ปฎิบัติตามนโยบายรัฐบาล “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” รักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ชักชวนคนไทยหันมาปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง สำหรับบริโภคในครัวเรือน โดยใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 10 วัน

การปลูกต้นอ่อนผักบุ้งเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือสร้างอาชีพเสริมรายได้ในยุคโควิดนั้น มีขั้นตอนการทำที่แสนง่าย เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ 1. เมล็ดผักบุ้งหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือร้านค้าจำหน่ายวัสดุการเกษตร 2. ดินผสมพร้อมปลูก 3. กระบะ/กระถาง หรือตะกร้าปลูก ขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ 4. ผ้าขนหนู และ 5. น้ำ

สำหรับวิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง มีดังนี้

แช่เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนในน้ำ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งทิ้งไว้ 10 นาที

โรยเมล็ดลงบนดินผสมไม่หนาแน่นจนเกินไปและโรยดินกลบ ความหนาเท่ากับเมล็ดหรือโรยเมล็ดหนา 1 ชั้น ลงบนผ้าขนหนูที่วางบนตะกร้า แล้วนำผ้าปิดด้านบนเมล็ด ปิดคลุมเมล็ดที่เพาะให้มิด รดน้ำเป็นละอองฝอยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นเวลา 8-9 วัน โดยระวังไม่ให้ดินแฉะหรือแห้งจนเกินไป

เมื่ออายุครบ 5 วัน ให้เปิดวัสดุที่ปิดคลุมออก จะเห็นต้นอ่อนมีสีเหลือง

เมื่ออายุครบ 6 วัน ให้นำออกมารับแสง เพื่อสร้างคลอโรฟิลล์ สร้างใบ และยอดอ่อนสีเขียว อายุ 9-10 วัน สามารถเก็บต้นอ่อนผักบุ้งไปบริโภคหรือจำหน่ายได้

สำหรับการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง ตามวิธีการที่ วว. นำมาแนะนำดังกล่าว สามารถปรับลดขนาดได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ที่ท่านมี ซึ่งจะทำให้ได้ผักสำหรับรับประทานที่ปลอดจากสารเคมี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยประหยัดรายจ่าย และช่วยเพิ่มรายได้ในครัวเรือนสำหรับท่านที่สนใจนำไปประกอบอาชีพต่อไป

“ผักบุ้ง” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ipomoea aquatic Forssk หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ผักทอดยอด” ในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี มีคุณค่าโภชนาการ ประกอบด้วย เส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น โดยผักบุ้งไทยจะมีวิตามินซีสูง และมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน (มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา) น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานผักบุ้งสดๆ ที่ปลอดจากสารเคมี จะได้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุสูง ทั้งนี้ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักบุ้ง เพราะผักบุ้งมีคุณสมบัติไปช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งจะทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไป อาจจะก่อให้เกิดอาการเป็นตะคริวได้ง่ายและบ่อยขึ้น ทำให้ร่างกายอ่อนแอได้

ผักบุ้งมีสรรพคุณหลากหลาย เช่น ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส มีน้ำมีนวล มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย ความแก่ชรา และชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยป้องกันการเกิดหรือลดอัตราการเกิดของโรคมะเร็งได้ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น

ในตำราโบราณ ต้นสดของผักบุ้งจะนำมาใช้เป็นยาดับร้อน แก้อาการร้อนใน บำรุงโลหิต บำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในด้านความจำและการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ยอดผักบุ้งช่วยแก้โรคประสาท รากผักบุ้งช่วยแก้อาการเหงื่อออกมาก มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้อาการไอเรื้อรัง แก้โรคหืด เป็นต้น

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นมนุษย์เงินเดือนลาออกจากงานประจำ หันมายึดอาชีพเกษตรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นอย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้คือ ก่อนปลูกพืชชนิดใด จะศึกษาหาความรู้ว่าพืชชนิดนั้นๆ เหมาะกับดินประเภทใด พร้อมหาตลาดรองรับไว้เรียบร้อย ซึ่งเมื่อมีการวางแผนและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบก็สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นผลกำไร ซึ่งถือเป็นรายได้ดีทีเดียว

อย่าง คุณวิชิต ทองประสาร หรือ คุณแมน อายุ 41 ปี เจ้าของ “สวนไผ่ทองประสาร” และ คุณสุภาวดี บุญทศ หรือ คุณมด อยู่ที่ตำบลโคกสำราญ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สองสามีภรรยาที่เคยทำงานในบริษัทเอกชนมาก่อน โดยคุณแมนนั้นเป็นถึงผู้จัดการศูนย์รถยนต์มิตซูบิชิ ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุดท้ายเมื่อปลายปี 2557 ตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เพราะมองว่าแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด แต่ก็คือลูกจ้างอยู่วันยังค่ำ สู้ออกมาทำอาชีพอิสระเป็นเจ้าของกิจการเองดีกว่า ซึ่งวันหนึ่งลูกๆ ก็ยังสามารถสืบทอดต่อไปได้

จุดเด่น ไผ่ตงอินโดฯ
คุณวิชิต เล่าที่มาที่ไปของการปลูกไผ่ตง สายพันธุ์อินโดฯ ว่า ก่อนหน้านี้ได้เริ่มศึกษาหาพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศ และสภาพดินของสวนที่มีอยู่ 4 ไร่ เนื่องจากดินเป็นดินทราย และเป็นที่นาดอน หน้าแล้งจะแล้งมาก พอถึงหน้าฝน น้ำมาเยอะก็ท่วมขัง ขณะที่ไผ่ตงสายพันธุ์อินโดฯ เป็นพืชชนิดเดียวที่ตอบโจทย์สวนแบบนี้ได้ดีที่สุด เนื่องจากปลูกได้ในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ อีกทั้งทนแล้งได้ดี น้ำท่วมไม่ตาย ไฟไหม้ก็ไม่ตาย วิธีการปลูกก็ง่าย ดูแลง่าย โตไว และสามารถจำหน่ายและแปรรูปได้ทั้งหน่อ ลำ และกิ่งพันธุ์ ที่สำคัญไม่ต้องสิ้นเปลืองเรื่องปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีอื่นๆ เพราะไผ่ไม่มีโรคและแมลงรบกวน สามารถปลูกและดูแลแบบออร์แกนิกได้เลย

ใช้เวลาปลูก 7-8 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ และอายุในการเก็บผลผลิตยาวนาน ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปีและต่อเนื่องอีกหลายสิบปี

สวนไผ่ทองประสาร ปลูกไผ่ตงอินโดฯ บนเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่ 600 ต้น ที่ยโสธร ส่วนที่อำเภอชัยบาดาล เช่าพื้นที่ปลูกไผ่ตงอินโดฯ อีก 52 ไร่ โดยปลูกแบบไม่พึ่งพาสารเคมีหรือเป็นเกษตรอินทรีย์นั่นเอง ซึ่งคุณวิชิตอธิบายขั้นตอนการปลูกเพื่อให้ได้ต้นไผ่ที่สมบูรณ์ว่า ในการบำรุงรักษานั้น จะต้องพรวนดินรอบกอไผ่ทุกๆ 2-3 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ไผ่ออกหน่อ ส่วนการให้ปุ๋ยจะเน้นปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ให้ต้นละ 2-3 กิโลกรัม ต่อเดือน ต่อครั้ง และให้น้ำ 3 วันครั้งในช่วงหน้าแล้ง

ในการขุดหลุมปลูกนั้นตามหลักวิชาการจะต้องขุดหลุม 30 คูณ 30 เซนติเมตร แต่ในความเป็นจริง คุณวิชิต บอกว่า ขุดหลุมให้ลึก 20 เซนติเมตร และกว้าง 20 เซนติเมตร ก็พอ โดยปลูกให้เอียง 45 องศา และเว้นระยะห่างต่อต้น 3 คูณ 3 เมตร

เกษตรกรรายนี้ย้ำว่า ไผ่ตงอินโดฯ ชนิดนี้ไม่มีปัญหาศัตรูพืชระบาด จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใดๆ เลย ผลผลิตหน่อไม้สดจึงเก็บได้ทุกวันและให้หน่อทั้งปี ผลผลิต (หน่อ-ลำ) ที่ได้ จะเน้นนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าก่อนจำหน่ายและจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. หน่อสด แปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้ต้ม เพื่อจัดจำหน่ายกับตลาด ห้าง ร้าน ที่ได้ติดต่อไว้แล้ว

2. ลำไผ่ แปรรูปโดยการเผาถ่าน เพื่อทำถ่านดูดกลิ่นและถ่านอัดแท่ง ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อจัดวางจำหน่ายตามห้าง ร้าน ที่ได้ติดต่อไว้

ปลูกแล้วรับซื้อผลผลิต
คุณวิชิต ระบุว่า เนื่องจากสวนไผ่ทองประสารเป็นสวนแรกๆ ในเขตนี้ ที่ส่งเสริมให้ปลูกและรับซื้อผลผลิตคืนด้วย ทางสวนจึงเน้นที่การผลิตและขยายพันธุ์ไว้จำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจไผ่ตงอินโดฯ ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อขยายพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและความต้องการของคู่ค้า ดังนั้น รายได้หลักในช่วง 1-3 ปี ของทางสวนจึงมาจากการขายกิ่งพันธุ์เป็นหลัก โดยขายในราคากิ่งละ 60 บาท ซึ่งเป็นกิ่งพันธุ์ที่ใช้วิธีชำเป็นเวลา 3 เดือน มีรากเต็ม สูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้ามาเป็นเครือข่ายของสวนทองประสาร 60-70 ไร่ ในพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในอีสาน ทั้งยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ

ถามถึงปัญหาหรืออุปสรรคในการปลูกไผ่ตงอินโดฯ คุณวิชิต virtualracersedge.com บอกว่ามีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เรื่องศัตรูพืชที่เคยเจอจะมีแค่มดแดงที่มาเกาะกินน้ำหวานจากหน่อไม้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระยะ 15-30 วัน ในช่วงแรกที่ปลูกลงดินจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า พอผ่านช่วงนี้ไปเมื่อรากหากินเองได้ ก็จะไม่ยุ่งยากแล้ว

ชี้ค่าตอบแทนดีกว่าพืชอื่น
คุณวิชิต ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะปลูกไผ่ตงอินโดฯ ว่า ไผ่เป็นพืชที่ให้ประโยชน์อย่างมหาศาล มีความสัมพันธ์กับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยมาแต่โบราณ เป็นพันธุ์ไม้ที่มีคุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันไผ่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งการปลูกไผ่ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ไผ่ออกหน่อก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ในส่วนของเงินลงทุนนั้น คุณวิชิต ให้รายละเอียดว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ไผ่ประมาณ 150 ต้น โดยกิ่งพันธุ์ราคาต้นละ 60 บาท รวมแล้ว 1 ไร่ ต้องใช้เงิน 9,000 บาท ให้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อเดือน ซึ่งช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด สามารถเก็บผลผลิตหน่อสดขายได้ตลอดทั้งปีทั้งในและนอกฤดู

การตลาด สามารถส่งเข้าตลาดเจริญศรี ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตลาดสุระ จังหวัดนครราชสีมา และตลาดไท กทม.ราคาผลผลิต (หน่อสด) ขึ้นลงตามฤดูกาล หน้าแล้งตกกิโลกรัมละ 35-60 บาท ส่วนหน้าฝนกิโลกรัมละ 10-25 บาท คิดค่าเฉลี่ยขั้นต่ำทั้งปี อยู่ที่ประมาณ 25-30 บาท ต่อปี

คำนวณแล้ว ใน 1 ไร่ จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อเดือน และจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต (หน่อสด) 300 กิโลกรัม ต่อเดือน x 12 เดือน = 3,600 กิโลกรัม ต่อปี ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะมีรายได้ 3,600 x 25 = 90,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าปลูก 4 ไร่ คิดเป็นรายได้ดังนี้ 90,000 x 4 = 360,000 ต่อปี รายได้นี้คือรายได้จากการขายหน่อสดอย่างเดียว ไม่ได้รวมการจำหน่ายหน่อไม้แปรรูป ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ดอง กิ่งพันธุ์และลำไผ่ ซึ่งถ้าเทียบระยะเวลาในการปลูกและราคาที่ขายได้ จะเห็นว่าไผ่ตงอินโดฯ ได้เงินดีกว่าพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา