คุณประสงค์ เดินนำหน้าเข้าไปในสวน “ผักหวานป่า”พร้อมอธิบาย

เรื่องราวความเป็นมา ผักหวานป่า ปลูกแบบป่า คือ “ได้เมล็ดพันธุ์ปลูกแบบฝังเป็นแถวเป็นแนว” เมื่อ ปี 2552 ในป่าผักหวานป่าขึ้นได้ นำมาปลูกแบบหยอดเมล็ด “ผักหวานขึ้นได้ดี” สวยงามได้ หลุมที่ตายปลูกซ่อม เวลา 10 ปีผ่านไป ผักหวานป่ากว่า 1,500 ต้น ตัดยอดแตกยอดอ่อน เจ้าของไม่เก็บขาย แต่ผู้มาซื้อ ถือตะกร้าเข้าสวนเก็บได้ตามต้องการ นำมาชั่งน้ำหนัก

เก็บเงิน 100-120 บาท/กิโลกรัม ได้มากที่สุด 300 กิโลกรัม/วัน มีการขยายพันธุ์ต้นผักหวานจำหน่ายด้วยเมล็ด 20-50 บาท/ต้น ตามขนาดความสูง วันนี้ คุณธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ นำอุปกรณ์การตอนกิ่งผักหวานป่ามาสาธิตการขยายพันธุ์ โดยมีเครื่องมือการควั่นกิ่งตอนแบบง่ายโดยใช้ครีมด้ามแดง ต่อด้วยใบมีด สะดวกรวดเร็วมาก กิ่งตอนจำหน่าย 200-500 บาท การตอนต้นใหญ่ เจ้าของยังไม่ทำ เพราะกำลังเก็บผลผลิต แต่มีคนมาขอให้ตนเองทำ 2,000 บาท/ต้น

“ยังไม่ทำครับ ขอบคุณท่านเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านขยายพันธุ์โดยการ “ตอนกิ่ง” คล่องแคล่วมากๆ ท่านแนะนำเทคนิคการขยายพันธุ์ การขุดล้อมต้นไม้ด้วยครับ” คุณประสงค์ กล่าว

คุณประสงค์ กล่าวว่า พื้นที่ 15 ไร่ ปลูกไม้ผลหลายอย่างผสมผสาน มะม่วงพันธุ์ดี 100 ต้น ลำไย 30 ต้น น้อยหน่า 30 ต้น ไผ่หลากหลายสายพันธุ์ 300 กอ ทำนา 6 ไร่ บ่อน้ำ ขนาด 1 ไร่ เลี้ยงปลากินพืช สระน้ำเลี้ยงอึ่งอ่าง 1 ไร่ สระน้ำเลี้ยงเขียด-กบ 1 ไร่ เป็นรายได้เสริมเข้าไร่นา ปีละหลายหมื่นบาท

คุณประสงค์ บอกว่า ตนเองมีความสุขในไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่ พูดจบก็หอมแก้มภรรยาโชว์ อย่างน่ารักมาก ทำเอาคุณไพรพรอายแก้มแดงไปเลย เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมสวนวันนี้ นอกจากนั้น ยังเจาะน้ำบาดาล ขนาด 6 นิ้ว ลึก 40 เมตร ต่อท่อมาจากหมู่บ้าน ระยะทาง 700 เมตร

คุณประสงค์ กล่าวว่า ตนเองได้รับคำแนะนำจาก คุณบุญเยี่ยม พรทองแก้ว เกษตรอำเภอกุฉินารายณ์ พร้อมนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบล หรือเกษตรตำบล ให้แปรรูปใบผักหวานป่า เป็น “ชาผักหวานป่า” เก็บใบแก่ผักหวานป่านำมาหั่นเป็นฝอย คั่วในกระทะให้สุกหอมกรุ่น ชงกับน้ำร้อน ดื่มบำรุงสุขภาพ ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงสายตา สดชื่นใจ ตนเองก่อสร้างอาคารผลิตชาผักหวานป่า ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ของคนรักสุขภาพ “ชาผักหวานป่า” ชาพร้อมดื่มที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ชาผักหวานป่า ยังมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูง โดยตัวชาประกอบด้วยวิตามินหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินอี

คุณธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณ ลุงประสงค์ เรืองจรัส พร้อมป้าไพรพร ที่ให้การต้อนรับด้วยดี ไร่นาสวนผสมตามแนวทฤษฎีใหม่ เป็นแหล่งน่าเรียนรู้ น่าท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นแบบอย่างของเกษตรกรข้างเคียง สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมดำเนินการใน 18 อำเภอ พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความหลากหลาย ที่ดอน พื้นที่ราบลุ่ม ภูเขา เขตชลประทาน เป็นงานที่ท้าทายของนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เพื่อครอบครัวเกษตรกรให้มีความสุข คือมีอาหารที่สะอาด ปลอดภัย มีรายได้ที่มั่นคง นักส่งเสริมการเกษตรคือมิตรแท้ของเกษตรกรอย่างแท้จริง

ทุกวันนี้น้อยคนนักที่จะรู้จักพันธุ์ของไผ่ ส่วนมากเมื่อได้พบเห็นก็มักรู้เพียงว่า มันคือ ต้นไผ่ เท่านั้น วันนี้จะมานำเสนอไผ่อีกชนิด ที่มีการปลูกขยายพันธุ์เมื่อไม่นานมานี้ให้ทำความรู้จักกัน ซึ่งเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ ได้นำมาเผยแพร่ข้อมูลและนำมาให้ผู้ร่วมงาน ในงานสัมมนา “สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย” ซึ่งจัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ศูนย์ฝึกอาชีพ Matichon Academy และหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ลองกินกัน

คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง

แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ

คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประมาณ 1 ปี ไผ่ก็ออกดอก และตายไปในที่สุด ด้วยความรู้ที่มีอยู่บ้างเกี่ยวกับด้านเกษตร จึงได้นำเมล็ดของไผ่รวกมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ จนได้เป็นไผ่รวกพันธุ์ใหม่ และให้ชื่อว่า ไผ่รวกหวาน ภูกระดึง 58”

คุณสุรูป ให้รายละเอียดว่า ไผ่รวก ที่ได้นำมาขยายพันธุ์นั้นเป็นไผ่รวกชนิดใหม่ ไม่เคยพบและไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสายพันธุ์ไผ่อีกด้วย เพราะไผ่รวกส่วนใหญ่ที่รู้จักเป็นไผ่รวกที่มีรสขมเท่านั้น

หลังจากที่ได้เพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่แล้ว คุณสุรูปได้นำกล้าพันธุ์ที่ได้ไปปลูกในแปลงบนพื้นที่ 45 ไร่ ซึ่งปัญหาแรกที่พบคือการกลายพันธุ์ของไผ่ พบว่า กล้าพันธุ์จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ไผ่รวก 100 เมล็ด จะพบเมล็ดที่เป็นไผ่ขมอยู่ 10 เมล็ด เมื่อหน่อแรกเริ่มออก จึงคัดพันธุ์จากการชิมหน่อสดที่แทงออกมา หากพบว่าหน่อมีรสขม ก็จะขุดออกและนำไปปลูกไว้ในพื้นที่อื่น แต่ถึงแม้ว่าจะมีรสขม แต่ก็สามารถนำไปประกอบอาหารกินได้เช่นกันกับไผ่รวกหวาน ซึ่งจะมีความขมน้อยกว่าไผ่ป่าเล็กน้อย ส่วนไผ่รวกที่มีรสหวานก็จะปลูกและจำหน่ายต่อไป

จุดเด่น ของ ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58
ปลูกง่าย ดูแลง่าย สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ทุกสภาพอากาศ ทนแล้งได้ดี
เป็นไผ่ชนิดที่ตาหน่อดก ออกหน่อเมื่อได้รับน้ำ สามารถตัดหน่อขายได้เกือบทั้งปี เหมาะสำหรับจำหน่ายเป็นหน่อไม้นอกฤดูกาล
หน่อมีรสชาติหวาน อร่อย กินสดได้ มีความกรอบ รสชาติคล้ายคลึงกับยอดมะพร้าว
เป็นไผ่เปลือกบาง ลำตัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรได้ เช่น เป็นไม้ค้ำยัน หรือสามารถนำมาทำเป็นค้างสำหรับไม้เลื้อยได้ ไม่มีคาย เวลาจับจะไม่คัน
หลังจากที่คุณสุรูปได้ปลูกไผ่รวกหวาน และได้มีการขยายพันธุ์รวมถึงจำหน่ายต้นพันธุ์ เมื่อ ปี 2558 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ทำให้มีผู้สนใจโทร.มาสอบถามติดต่อขอซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดีมาก ลูกค้ามีความพอใจในตัวของไผ่รวกหวาน และคุณสุรูปก็ได้ให้รายละเอียด ข้อมูลในการปลูกไผ่รวกหวานอย่างเต็มที่

วิธีการปลูก
ไผ่รวกหวานภูกระดึง 58 สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทุกสภาพดิน และทุกสภาพอากาศ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ทนแล้งได้ดีมาก ให้หน่อได้ตลอดทั้งปีเมื่อได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ไผ่รวกหวานชอบนั้น คุณสุรูปแนะนำว่าควรเป็นปุ๋ยขี้ไก่ แต่ปุ๋ยคอกชนิดอื่นก็ใช้ได้เช่นกัน

เมื่อได้กล้าพันธุ์มาแล้ว ก็เตรียมพื้นที่ในการปลูกไผ่รวกหวาน ต้องไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ แฉะน้ำ ขุดหลุมปลูกในระยะห่าง 2.5×2.5 เมตร เป็นระยะที่ได้ทดลองแล้วว่าเป็นระยะที่เหมาะสม ห่างเกินไปจะทำให้ความชุ่มชื้นน้อย แต่หากชิดเกินไปจะทำให้ลำมีขนาดเล็ก ผ่านไป 1 เดือน จะเริ่มมีหน่อแรกให้เห็น สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-8 เดือน แต่ยังเป็นหน่อที่ไม่โตเต็มที่ หน่อที่โตเต็มที่จะเริ่มเก็บได้เมื่อกอมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งหน่อที่โตเต็มที่ 2 หน่อ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมครึ่ง เมื่อหน่อเริ่มออกมากต้องมีการบริหารจัดการกอไม่ให้เบียดกันเกินไป ด้วยการหักหน่อนำไปกินหรือจำหน่าย ทิ้งลำไว้ประมาณ 6-8 ลำ ต่อกอ

วิธีการใส่ปุ๋ย มี 2 วิธี คือ
วิธีที่ 1 ปลูกก่อน บำรุงหลัง คือไม่ต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ให้ปุ๋ยเป็นระยะหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว

วิธีที่ 2 ปุ๋ยรองก้นหลุม คือการใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมปลูกเพียงเล็กน้อย จากนั้นจะให้เป็นระยะในปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อสังเกตและพบว่า ไผ่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว ต้องดูแลโคนต้น สิ่งที่สำคัญคือไม่เปลือยโคนต้น ต้องหาวัสดุมาคลุมโคนต้น โดยวัสดุที่คุณสุรูปนิยมนำมาใช้คือ ฟาง เปลือกข้าวโพด แกนข้าวโพด ซึ่งคุณสุรูปยังบอกด้วยว่า วัสดุคลุมดินสามารถนำใบไม้หรือเศษวัสดุอื่นได้ เช่น มีเกษตรกรบางรายปลูกไผ่รวกหวานแซมในสวนมะละกอ ก็สามารถนำใบมะละกอมาคลุมดินโคนต้นได้เช่นกัน

การรดน้ำ จะให้ก็ต่อเมื่อแล้งมาก เนื่องจากเป็นไผ่ที่ไม่ชอบน้ำมาก ดูตามความชุ่มชื้นของดิน การจำหน่าย
สำหรับหน่อไผ่รวกหวาน ราคานอกฤดู ขายที่กิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนในฤดูนั้นคุณสุรูปจะไม่ขายหน่อ แต่จะปล่อยให้เป็นลำ เพื่อนำมาจำหน่ายเป็นต้นพันธุ์ และนำไปใช้ประโยชน์ในสวนของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำเป็นค้างถั่ว เป็นไม้ค้ำยันหรือไม้หลักให้กับมะนาว เป็นต้น

ต้นพันธุ์ คุณสุรูป ขายปลีก ต้นละ 300 บาท หากลูกค้าซื้อจำนวนมาก นำไปปลูกเป็นไร่ 1 ไร่ 160 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 200 บาท หรือซื้อ 500 ต้น ขึ้นไป ขายต้นละ 150 บาท สั่งซื้อเยอะ 300 ต้น ขึ้นไป จะบริการส่งถึงที่ สั่งน้อยจะจัดส่งทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ

เมนูอาหารที่สามารถนำไผ่รวกหวานไปประกอบเป็นวัตถุดิบหลัก เช่น ส้มตำ หรือกินสดเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริกได้ สามารถนำไปผัดกุ้งน้ำมันหอยเช่นเดียวกับเมนูหน่อไม้ฝรั่ง โดยที่ไม่ต้องนึ่งหรือลวกก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบกินหน่อไม้ เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วในการนำไปประกอบอาหาร

คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับ เริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร

คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพร จึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่า บ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อ จึงจะเริ่มปลูก

วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือ หญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือ หญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันปลูกสมุนไพรหลักที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ทั้งสิ้น 15 ชนิด อาทิ หญ้าปักกิ่ง หญ้าหนวดแมว เพชรสังฆาต เสลดพังพอน ชุมเห็ดเทศ ขมิ้นชัน ใบชะพลู ทองพันชั่ง อัคคีทวาร เป็นต้น พื้นที่ปลูกกว่า 70 ไร่

คุณสมัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่สนใจปลูกมีมากถึง 300 ราย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 12 รายเท่านั้น เนื่องจากความซับซ้อนการดูแลฟาร์มให้ถูกต้อง ซึ่งที่นี่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์มากมาย ชาวบ้านบางรายยังคงคุ้นชินกับการใช้สารเคมี ทำให้ไม้สามารถเป็นแปลงปลูกอินทรีย์ ทำต่อไม่ไหว ซึ่งผู้ปลูก 12 ราย ที่เหลือในปัจจุบันได้รับรองมาตรฐานเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์แล้ว

บ้านดงบัง ได้รับมาตรฐานรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท. ซึ่งเน้นในเรื่องของความหลากหลายทางระบบนิเวศ ไม่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช้สารเคมี และทำตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลักษณะแปลงปลูกเป็นการปลูกป่า 3 ระดับ ประกอบด้วยไม้สูง ไม้กลาง และไม้ล่าง เป็นการจัดการแปลงปลูกแบบองค์รวม เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งบ้านดงบังแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรพื้นที่แรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งหลังจากได้รับรองมาตรฐานแล้ว เพื่อให้มั่นใจในความสะอาดปลอดภัย จะมีการตรวจแปลงปลูกถึงปีละ3 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจรับของมูลนิธิตรวจปีละ 2 ครั้ง และ มกท. ตรวจอีกปีละครั้ง ทุกๆ ปี

สมุนไพรเด่นที่บ้านดงบังปลูกเป็นหลัก มีจำนวนการสั่งซื้อสูง และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องทุกรอบการสั่งซื้อ คือ ฟ้าทลายโจร หญ้าปักกิ่ง และเพชรสังฆาต ซึ่งในการผลิตแต่ละครั้งจำนวนจะขึ้นอยู่กับการออเดอร์ของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการวางแผนส่งขายสมุนไพรแต่ละชนิดภายในสมาชิกด้วยกัน โดยการแบ่งกันปลูกและส่งขายตามจำนวนสมาชิก เช่น เมื่อมีการส่งฟ้าทลายโจร 1,200 กิโลกรัม สมาชิกทั้ง 12 ราย ต้องรับผิดชอบผลิตด้วยกัน คือมีการผลิตเฉลี่ย รายละ 100 กิโลกรัม เพื่อส่งให้กับโรงพยาบาล เป็นวิธีการช่วยเหลือและแบ่งปันรายได้กันอย่างทั่วถึง

ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ เช่น ฟ้าทลายโจร จะใช้การเพาะเมล็ด แต่ส่วนมากแล้วเป็นการขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ มีข้อดีคือเติบโตเร็ว

ก่อนที่จะมีการปลูก ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี ฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลจะประชุมวางแผนว่าในปีต่อไป โรงพยาบาลจะใช้สมุนไพรอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร แล้วผู้ปลูกจะเริ่มการปลูกในช่วงปลายฝนต้นหนาว กระทั่งถึงเดือนธันวาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้การเก็บเกี่ยวก็จะขึ้นอยู่กับอายุของสมุนไพรแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพและสารออกฤทธิ์ทางยาที่เป็นมาตรฐาน

การดูแล ให้ปุ๋ย

การทำเกษตรอินทรีย์ ปัจจัยที่ใช้ต้องปลอดสารเคมี ที่นี่ใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแทน ซึ่งปุ๋ยคอกก็ต้องมีที่มาที่ไป หากจะใช้ขี้ไก่ ห้ามใช้ขี้ไก่กรงตับ เนื่องจาก ไก่ที่ถูกเลี้ยงลักษณะนี้จะมีความเครียด เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะมีสารเคมีหลั่งออกมาด้วย

ศัตรูพืชของสมุนไพรไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสมุนไพรที่ปลูกส่วนมากทีรสขม ซึ่งศัตรูพืชไม่ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งการปลูกแบบหลากหลายทางระบบนิเวศ ธรรมชาติจะจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ มีนก มีตั๊กแตน มีกิ้งก่า มีหนู เป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ การจัดการแปลงปลูกส่วนมากเป็นเรื่องของการกำจัดวัชพืช

เนื่องจากเป็นแปลงปลูกที่เลียนแบบธรรมชาติ จึงให้น้ำไม่บ่อยนัก คือให้ทุกเช้า วันเว้นวัน ช่วงฤดูฝนไม่ต้องลดน้ำ ให้ธรรมชาติจัดการด้วยตัวเอง โดยรวมแล้วการปลูกสมุนไพรปัญหาในเรื่องของความแคระแกร็นต่างๆ จะน้อยหรือแทบไม่มีเลย มีก็ต่อเมื่อพืชบางชนิดไม่เหมาะกับบางฤดูกาล ทำให้การเติบโตมีปัญหาบ้าง

วิธีเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะเก็บตามอายุของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ฟ้าทลายโจร จะมีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 2-3 เดือน ในแต่ละรอบการผลิตจะปลูกสมุนไพรแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับออเดอร์ของโรงพยาบาล

บ้านดงบังแห่งนี้ถือเป็นส่วนผลิตวัตถุดิบให้กับโรงพยาบาลคือมีพื้นที่ปลูก มีโรงล้างและโรงหั่น ซึ่งแปรรูปออกมาเป็นวัตถุดิบชิ้นแห้ง ส่งให้กับโรงพยาบาล

ขั้นตอนคือ เมื่อเก็บสมุนไพรจากแปลงแล้ว จะมาคัดสิ่งปนเปื้อน ส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง จากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำมาหั่น เข้าโรงตาก ตากให้แห้ง 80% แล้วนำเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 60 องศา นาน 2 ชั่วโมง ก่อนจะบรรจุถุงเตรียมส่งขาย

สมุนไพรชิ้นแห้งที่ส่งขายราคาเฉลี่ยนอยู่ที่ตันละ 1 แสน 5 หมื่นบาท เป็นราคาสมุนไพรออร์แกนิก ซึ่งราคาสมุนไพรจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ ราคาทั่วไป ราคาปรับเปลี่ยนและราคาออร์แกนิก เปรียบเทียบราคาคือ เมื่อส่งขายฟ้าทลายโจรทั่วไป ราคาจะอยู่ที่ 50 บาท/กิโลกรัม หากอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ราคาจะอยู่ที่ 100 บาท/กิโลกรัม และเมื่อได้รับการรับรองเป็นเกษตรอินทรีย์แล้วราคาจะสูงถึง 150 บาท/กิโลกรัม เลยทีเดียว สำหรับสมุนไพรที่แพงที่สุดของสวนบ้านดงบังคือ หญ้าปักกิ่ง ราคาตันละ 8 แสน 5 หมื่นบาท ในเวลา 1 ปี เกษตรกรจะส่งสมุนไพรขายให้ รพ. รายได้ 30,000-40,000 บาทต่อครอบครัว ก่อนหน้านี้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรเป็นรายได้เสริม แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นรายได้หลักของแต่ละครอบครัวไปแล้ว

“สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากปลูกสมุนไพรขาย สมัคร UFABET สิ่งสำคัญอยู่ที่การตลาด เกษตรกรปัจจุบันทำการตลาดไม่เป็น ควรมีการพูดคุยกัน ตกลงกันกับผู้ซื้อ วางระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ปลูกต้องมีใจด้วย เพราะการปลูกสุมนไพรมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันแต่ละชนิด มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ”

บ้านดงบัง นอกจากจะเป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรแล้ว ปัจจุบันที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีเกษตรกรเข้ามาดูงาน ทั้งในพื้นที่ที่นอกพื้นที่หรือกลุ่มเกษตรกรในอาเซียนด้วย และมีกล้าพันธุ์สมุนไพรจำหน่าย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมัย คูณสุข ประธานที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง เบอร์โทรศัพท์ (087) 087 5039

เห็ดถั่งเช่าสีทอง เป็นที่นิยมมากในเมืองไทยเวลานี้ และสร้างรายได้ให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ก็มีความเชื่อว่าการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้นใช้ต้นทุนสูงมาก เพราะเห็ดถั่งเช่าสีทองมีราคาแพง แต่ก็มีเกษตรกรบางคนที่มองเห็นว่า การเริ่มต้นเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้นไม่ได้แพงอย่างคิด เป็นการลงทุนต่ำแต่ได้ในระยะยาว อย่างเช่น เกษตรกรท่านนี้ที่สร้างรายได้เสริมด้วยการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง คือ คุณสุทธิชัย สุทธิพงษ์พร อยู่บ้านเลขที่ 363/2 หมู่ที่ 5 บ้านไร่นาน้อย

ชีวิตพลิกผัน…พนักงานบริษัทรับจ้างผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออกต่างประเทศ ปัจจุบันสร้างรายได้เสริมด้วยการเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง ชายวัยกลางคน ที่อายุเป็นเพียงตัวเลข ผู้ไม่คิดแพ้ต่อโชคชะตา มีแต่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จนทุกวันนี้นอกจากจะทำไร่กาแฟบนเขาบนดอยแล้วยังมองหาธุรกิจเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทอง “ตราบใดที่คำว่าถั่งเช่า มีสรรพคุณทางยาสูง ตลาดยังไปได้ตลอดเพราะเป็นทั้งอาหารและสมุนไพร จึงเชื่อว่าเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองขายสร้างรายได้ที่ยั่งยืน” คุณสิทธิชัย กล่าว

เห็ดถั่งเช่าสีทองใครๆ ก็เพาะได้

“ผมเริ่มต้นจากการเพาะเห็ดครั้งละ 4 กิโลกรัม จะได้เห็ดอบแห้ง 1 กิโลกรัม ค่อยๆ ทำทีละนิด ผมอยากจะแนะนำให้ผู้ที่มีต้นทุนน้อย ก็เริ่มอย่างผมได้เลยครับ โดยมีตู้เย็น 2 ประตู 1 ตู้ เหมือนตู้ขายน้ำดื่มตามภาพ เพาะเห็ดเต็มตู้นี้จะได้เห็ดประมาณ 4 กิโลกรัม ใช้เวลา 2 เดือน ค่าไฟ 2 เดือน 2,000 บาท ขั้นตอนการทำเริ่มแรก โดยการซื้อน้ำเชื้อเห็ดมา 1 ขวด ราคา ซีซี ละ 1 บาท ตัวเพาะเห็ดใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมมะลิ และหนอนไหม นำไปนึ่งให้สุก แล้วนำมาหยดเชื้อ ปิดฝาเก็บใส่ตู้เย็นไว้ 2 เดือน ก็จะได้เห็ดที่งอกอยู่ในขวดความสูงเกือบเต็มขวด ก็นำมาตัดดอกเห็ดออก ขั้นตอนนี้ต้องสวมถุงมือเพื่อกันเชื้อราดำและเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ปนเปื้อน หลังจากนั้น ก็รีบนำไปอบด้วยเตาอบลมร้อนธรรมดา ในอุณหภูมิไม่เกิน 70 องศา เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในอุณหภูมิขนาดนี้ยังคงรักษาคุณภาพของตัวยาได้ดี หลังจากนั้น นำไปบรรจุขายได้เลย การรับประทานก็ใช้ชงดื่ม หรือนำไปประกอบอาหาร เช่น ตุ๋น ทำแกงจืด หรือทำซุปแบบอาหารตะวันตก” คุณสุทธิชัย เล่า