คุณพิมพลอย ยังได้เปิดร้านอาหารบ้านเนินหินดาด

โดยใช้ผลผลิตทั้งผัก ผลไม้ และไข่ จากเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลที่เลี้ยงไว้จากสวนของตัวเองมาใช้ในร้านด้วย นอกจากนั้น ยังรับซื้อผัก ผลไม้ จากชุมชนใกล้เคียงมาใช้ในร้านด้วย “เรามีลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวที่มาตามสื่อโซเชี่ยล ข้าราชการในพื้นที่ เจ้าของร้าน เจ้าของรีสอร์ตในพื้นที่ จนวันนี้ร้านบ้านเนินหินดาดเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากอาหารขึ้นชื่อของเราที่มีทั้ง พิซซ่าแป้งบางกรอบ อบด้วยเตาดิน ใช้ไม้ฟืนในการอบ ทำให้แป้งพิซซ่าของที่นี่กรอบเฉพาะตัว และมีกลิ่นควันไฟหอมมาก มีเมนูห้ามพลาด อย่าง ‘ซี่โครงหมูบาร์บีคิว’ ที่เลือกใช้ส่วนซี่โครงหมูมาจากวิสาหกิจชุมชนตำบลหินดาด นำมาหมักกับซอสสูตรพิเศษทางร้าน และนำไปอบต่ออีก 2 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมกับผัก ‘สลัดผัก’ จากผักอินทรีย์ปลูกเอง ไว้คอยบริการ”

คุณพิมพลอย บอกว่าเราล้มลุกคลุกคลานมาก่อนในอาชีพเกษตรกรรม จนถึงวันนี้ 8 ปีแล้ว ที่เราได้เรียนรู้เลยอยากจะส่งต่ออาหารและผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับทุกท่าน ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับ คุณพิมพลอย กริ๊งกร๊างกันไปได้ ที่โทร. 064-931-8082 ครับ

ก่อนจากฝากไว้ให้คิดสักนิดว่า ผู้อ่านท่านผู้เจริญทั้งหลายเคยสังเกตหรือไม่ว่า คนที่เรียนจบมาทางด้านการเกษตรแบบผมและแบบใครหลายๆ คน ทำไมไม่ค่อยเห็นใครทำเกษตรอินทรีย์ คนที่ทำเกษตรอินทรีย์มักไม่ได้เรียนจบด้านการเกษตร ฝากคำถามไว้เผื่อใครให้ความกระจ่างกับผมได้ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาโรงเรือนผักอัจฉริยะต้นแบบที่ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงเรือนพืชที่ควบคุมด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติที่สมการควบคุมมีตัวแปรต้น เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ฯลฯ ตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไปในสมการเดียวกัน เพื่อไปควบคุมอุปกรณ์ในโรงเรือน โดยสอดคล้องกับหลักทางเกษตรศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเทอร์โมไดนามิกส์ การควบคุมควรใช้สมองกลฝังตัวที่ติดตั้งในโรงเรือน

โดยได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นจุดสาธิตถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ โดยเฉพาะโรงเรือนพืชอัจฉริยะแบบต่างๆ มีการใช้เซ็นเซอร์และสมองกลฝังตัว มาควบคุมอัตโนมัติ เพื่อให้ง่ายต่อเกษตรกรในการพัฒนาต่อยอด

โรงเรือนผักอัจฉริยะต้นแบบ มีขนาด 6x9x2.2 เมตร (กว้างxยาวxสูง) หลังคาด้านบนเป็นพลาสติก ด้านข้างเป็นมุ้งตาข่าย 32 mesh ด้านในโรงเรือนมีกระบะปลูกผักแบบยกพื้นขนาด 1x6x0.9 เมตร (กว้างxยาวxสูง) จำนวน 3 กระบะ มีเครื่องทำความชื้นแบบแผ่นระเหยน้ำหมุนเวียนอากาศภายในโรงเรือน จำนวน 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีพัดลม 2 ตัว เป่าอากาศผ่านแผงรังผึ้งที่มีน้ำปล่อยลงมา น้ำบนแผงรังผึ้งจะระเหยและดึงความร้อนออกจากอากาศ ทำให้ลมที่เป่าออกมาเย็นและชื้นช่วยลดอุณหภูมิได้ ควบคุมด้วยสมองกลฝังตัวทุก 30 วินาที ให้เปิดเครื่องทำความชื้นอัตโนมัติ ถ้าอุณหภูมิข้างในโรงเรือนสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ข้างในโรงเรือนต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

ด้านบนโรงเรือนมีตาข่ายพรางแสง เปิด-ปิด ด้วยมอเตอร์เกียร์ไฟฟ้า ควบคุมด้วยสมองกลฝังตัวทุก 60 วินาที ให้ปิดตาข่ายพรางแสงอัตโนมัติ เมื่อความเข้มแสงอาทิตย์ภายนอกโรงเรือนมีความสว่างสูงกว่า 30,000 ลักซ์ โดยความเข้มแสงด้านในจะลดลงเหลือราว 10,000 ลักซ์ เพื่อลดความร้อนได้ทันก่อนที่ความร้อนจะสะสมใต้หลังคา มีระบบให้น้ำและปุ๋ยที่ควบคุมด้วย timer ตั้งเวลาให้น้ำวันละ 9 ครั้ง ทุกชั่วโมง (08.00-16.00 น.) ให้ปุ๋ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยในถังปุ๋ยจะผสมปุ๋ยสูตร 20-20-20 จำนวน 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร ทั้งนี้ จะมีเครื่องกวนปุ๋ยที่ตั้งเวลากวนปุ๋ยก่อนให้ปุ๋ย 5 นาที

ได้ทำการทดสอบการปลูกผักเคลราชินีแห่งผักใบเขียวที่กำลังเป็นที่นิยม โดยผักเคลที่ปลูกในโรงเรือนจะไม่ใช้สารเคมี ใช้แต่ชีวภัณฑ์กำจัดแมลง ปลูกในกระบะขนาด 1×6 เมตร ใช้วัสดุปลูกเป็นทรายหยาบที่ผสมปุ๋ยหมัก ปลูกลงกระบะ ระยะปลูกราว 30 เซนติเมตร จำนวน 8 แถว สามารถปลูกได้ราว 240 ต้นต่อกระบะ จากการสังเกตการเจริญเติบโตพบว่า ผักมีการเจริญเติบโตได้ดีในโรงเรือน ได้ผลผลิตรวม 41.2 กิโลกรัม

เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้าชมโรงเรือนผักอัจฉริยะได้ที่ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม โทรศัพท์ 02-940-5791 และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยอง โทรศัพท์

แน่นอนหากพูดถึงต้นอ่อน หลายคนอาจจะสงสัยว่าหมายถึงอะไร เป็นพืชผักชนิดไหน มีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงเห็นกลุ่มผู้รักสุขภาพหลายคนหันมานิยมบริโภค ซึ่งจริงๆ แล้วต้นอ่อนก็คือต้นอ่อนของผักชนิดต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และในฉบับนี้ผู้เขียนจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ต้นอ่อน” และวิธีการเพาะปลูกเพื่อสร้างรายได้กัน

คุณชัยยันต์ อินทสโร หรือ พี่ปู ปัจจุบันเป็นเลขาจิตอาสาศูนย์เรียนรู้คุณธรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ที่อยู่ เลขที่ 77 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านหาร อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ทำหน้าที่วิทยากร รวมไปถึงดูแลและประสานงานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สถาบัน องค์กรภาครัฐและเอกชน อีกหน้าที่หนึ่งเป็นคณะอนุกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนต้นอ่อนคุณธรรมสงขลา พร้อมไปนั้นก็เป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรรุ่นใหม่จังหวัดสงขลา หรือ Young Smart Farmer (YSF) และพ่วงด้วยการเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ AgriBiz The Idol ผันตัวจากพนักงานวิจัยเอกชนสู่อาชีพเกษตรกรเพาะต้นอ่อน สร้างรายได้ รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อต่อยอดธุรกิจเกษตรกร (Veggie Dojo Shop) ให้มีช่องทางสร้างรายได้แบบไม่รู้จบ

พี่ปู เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนหน้านี้รูปแบบงานประจำที่เคยทำมาค่อนข้างที่จะห่างไกลกับการเพาะปลูกพืชอย่างสิ้นเชิง แต่ด้วยจังหวะและสถานการณ์ของชีวิตในขณะนั้น จึงทำให้ตัดสินใจออกจากงานประจำ นับเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตช่วงหนึ่งที่ต้องเผชิญ เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี จนสามารถตกผลึกทางความคิดได้ว่า คุณค่าที่แท้จริงของคนเรานั้น ก็คือ หน้าที่และความรับผิดชอบ แล้วใช้สิ่งเหล่านั้นค้นหาเส้นทางความสุขตนเองให้เจอ ว่ามันคืออะไร และจะทำอย่างไรให้เกิดเป็นรายได้เพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้ โดยเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่ทำก่อน คือ 1. จะต้องเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลผลิตเร็ว เพื่อลดความเสี่ยง และ 2. จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้และต้นทุนกลับคืนมาได้เร็ว จนกระทั่งได้มีแนวคิดธุรกิจ มองหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ในยุคปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มของคนรักสุขภาพและกลุ่มผู้สูงอายุที่อยากมีสุขภาพแข็งแรง จึงได้นำแนวคิดเหล่านี้มาประมวลข้อมูลจนเกิดเป็นธุรกิจการเพาะต้นอ่อนเกิดขึ้น เนื่องด้วยต้นอ่อนของพืชมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย

โดยต้นอ่อนชนิดแรกที่เริ่มลงมือเพาะคือ ถั่วงอก ซึ่งเป็นพืชทำง่ายและใครๆ ก็ทำได้ ทำให้ราคาอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก จึงได้มองพืชชนิดอื่นแต่ยังคงประโยชน์กับผู้สูงอายุคือ ต้นอ่อนทานตะวัน เนื่องจากงานวิจัยชี้ชัดแล้วว่า ต้นอ่อนทานตะวันช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) จึงได้เริ่มทำการตลาดตั้งแต่ตอนนั้น จนเกิดเป็นความชำนาญก็ได้มีการขยายการเพาะหลายชนิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนผักบุ้ง ต้นอ่อนข้าวสาลี (วีทกราส) ต้นอ่อนไควาเระ หรือต้นอ่อนหัวไชเท้า ต้นอ่อนงาดำ เบบี้คะน้า ต้นอ่อนบัวแดง ต้นอ่อนธัญพืชแดง-ขาว ต้นอ่อนถั่วลิสง (ถั่วหัวโต) ต้นอ่อนผักโขม ต้นอ่อนเหรียง ถั่วเขียวคลอโรฟิลล์ ต้นอ่อนกะหล่ำปลีสีม่วง ต้นอ่อนอัลฟาฟา หญ้าแมว และโต้วเหมี่ยว หรือต้นอ่อนถั่วลันเตา แต่การขยายปริมาณการผลิตทุกครั้งที่ฟาร์มจะใช้ตลาดนำการผลิตเป็นหลัก คือผลิตตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งมา จะไม่ใช้วิธีการปลูกก่อน แล้วค่อยไปเหวี่ยงแหหาลูกค้าเอาทีหลัง เพราะต้นอ่อนจะมีระยะของการรักษาคุณภาพ ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ผู้ปลูกควรที่จะต้องสามารถวางแผนจัดการสินค้าให้ได้ตั้งแต่วันก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

แนะมือใหม่เริ่มต้นจาก “โต้วเหมี่ยว” ราคาดี
ผลผลิตยังไม่พอความต้องการของตลาด

เจ้าของบอกว่า สำหรับท่านที่เป็นมือใหม่อยากเพาะต้นอ่อนสร้างรายได้ จะไม่แนะนำให้มองเพียงแค่ว่าการเพาะปลูกยากหรือง่าย แต่อยากให้คำนึงถึงการตลาดเป็นหลัก เนื่องจากในสถานการณ์ตอนนี้ จากการที่ทางฟาร์ม (ฟาร์มจลน์-สวนเกษตรสุขภาพศูนย์บาท) ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาตลอดเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี จึงทำให้ทราบข้อมูลว่าตอนนี้ โต้วเหมี่ยวมีปริมาณผลผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะฉะนั้น เมื่อผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เราก็ทำให้เพียงพอ นี่คือความน่าสนใจ แปลว่าปลูกมาแล้วมีช่องทางการขาย ไม่ใช่ไปทำสิ่งที่ง่าย แต่ช่องทางเต็มอยู่ ก็เหนื่อยที่จะต้องแข่งขัน จึงเป็นเหตุผลในการแนะนำให้เริ่มต้นจากการเพาะโต้วเหมี่ยวเพื่อสร้างรายได้ และยังได้ผลตอบแทนต่อหน่วยสูง ปัจจุบันราคากิโลกรัมละเกือบ 400 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับกลการตลาดของแต่ละพื้นที่ด้วย อย่างของที่ฟาร์มขายในห้างราคาขีดละ 39 บาท โดยตลาดรับซื้อสำคัญคือ ร้านอาหารที่ทำเมนูเพื่อสุขภาพ เช่น ร้านชาบู ร้านบะกุ๊ดเต๋ และร้านข้าวต้ม ที่มีความต้องการไม่เคยหยุดหย่อน โดยสโลแกนสำคัญของโต้วเหมี่ยวคือ บำรุงตับ ม้าม หัวใจ

ขั้นตอนเริ่มแรกในการเพาะโต้วเหมี่ยวให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มที่องค์ประกอบสำคัญทั้ง 5 บริบทนี้คือ

1. บริบทเมล็ดพันธุ์ที่ดี ควรต้องมีอัตราการงอกไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อให้ง่ายต่อการเพาะปลูก เพราะการที่จะเพาะต้นพืชงอกออกมาได้ดี ต้องดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น เหมือนกับการใส่เสื้อหากติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็จะผิดไปทั้งหมด

2. บริบทสถานที่ สามารถเพาะได้ทุกพื้นที่ แต่ผู้ปลูกจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายด้วยว่าจะเพาะปลูกไว้สำหรับรับประทานในครัวเรือนหรือเพาะปลูกเพื่อพาณิชย์ หากเพาะไว้สำหรับรับประทานในครอบครัวก็ไม่ต้องมีรูปแบบอะไรมากมาย แต่เมื่อไหร่ที่เพาะเพื่อพาณิชย์ มีเรื่องของรายได้เข้ามากำกับ ส่วนนี้จำเป็นต้องเพาะในรูปแบบของโรงเรือน ซึ่งโรงเรือนเพาะก็มีหลายแบบ แต่หลักของการสร้างโรงเรือนคือต้องยึดหลัก เย็น มืด โปร่ง แห้ง

– เย็น ควรรักษาอุณหภูมิให้มีความเย็นสม่ำเสมอ โดยผู้ปลูกสามารถเพิ่มความเย็นต่อเนื่อง ด้วยการหมั่นฉีดพ่นน้ำกับวัสดุพรางแสงโรงเรือน หรือพื้น ฝาผนัง หลังคา ที่เป็นองค์ประกอบของโรงเรือนเพาะต้นอ่อน

– มืด คือต้องเพาะอยู่ในโรงเรือน อาศัยการใช้ ซาแรน/มุ้งฟ้า/ป้ายไวนิลเพื่อพรางแสง แต่ในขณะเดียวกัน ภายในโรงเรือนก็ต้องมีการระบายอากาศได้ดี เพราะถ้าหากปิดทึบจนเกินไป จะกลายเป็นแหล่งอับชื้น โอกาสเกิดเชื้อราก็จะสูงตามมา

– โปร่ง ความสูงจากพื้นต้องมีระยะที่พอดีได้มาตรฐาน ระยะห่างระหว่างชั้นอย่างน้อย 40-60 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเชื้อรา รวมถึงศัตรูพืชต่างๆ และพื้นควรเป็นพื้นราบหรือพื้นทรายที่นำไปสู่การรักษาอุณหภูมิ

– แห้ง โต้วเหมี่ยวไม่ชอบความแฉะ เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนการรดน้ำต้องมีความพิถีพิถัน โต้วเหมี่ยวจะมีวิธีการรดน้ำเพียงรอบเดียวเพื่อให้แห้งเร็ว ไม่รดซ้ำไปซ้ำมา ก็จะส่งผลให้พัฒนาการงอก การเจริญเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง

3. บริบทขั้นตอนและวิธีการเพาะปลูก ที่ถูกต้อง ใส่ใจทุกขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และนำไปสู่การลดต้นทุนความเสี่ยงธุรกิจในทุกมิติ

4. บริบทสิ่งแวดล้อม ลม ฟ้า อากาศ ถือว่ามีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและรวมถึงการป้องกัน แนะนำให้ทำการบันทึกข้อมูล รายละเอียดทุกอย่างที่สังเกตและสรุปผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ตลอดกระบวนการในแต่ละรอบของการเพาะปลูก

5. บริบทของผู้เพาะปลูก คือเป็นผู้บังคับทิศทางทั้งหมด ต้องมีความชำนิชำนาญตั้งแต่บริบทที่ 1-4 ถือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงมาถึงผู้เพาะปลูกทั้งหมด

วิธีการเพาะโต้วเหมี่ยวของที่ฟาร์มตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีการพัฒนาวิธีการปลูกมาเรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงพาณิชย์ เริ่มต้นจาก

1. นำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ นำมาล้างน้ำ โดยขั้นตอนการล้างให้ล้างอย่างเบามือ เนื่องจากเมล็ดเปลือกบาง รวมถึงแหล่งที่มาของเมล็ดมีมาจากหลายที่ เช่น นิวซีแลนด์ แคนาดา จีน มาเลเซีย โดยของที่ฟาร์มจะใช้เมล็ดพันธุ์เมเปิ้ล ผิวเปลือกก็จะแตกต่างกันออกไป

2. นำเมล็ดไปแช่ในน้ำไม่เกิน 5 ชั่วโมง น้อยกว่าได้ แต่ถ้าเกินมีปัญหา เพราะโดยหลักแล้วพืชตระกูลถั่วจะมีน้ำมันอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นแล้ว หากใช้ระยะเวลาในการแช่ที่นานเกินไปอาจจะทำให้น้ำมันของเมล็ดออกมาทำปฏิกิริยาทำให้น้ำเสียและก่อให้เกิดเชื้อราที่เป็นโทษกับเมล็ดพันธุ์ที่อ่อนแอ

3. เมื่อแช่ครบเวลาที่กำหนด นำเมล็ดพันธุ์ไปบ่มเย็น ก็คือการนำเมล็ดพันธุ์เข้าไปบ่มไว้ในตู้เย็น ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยการนำเมล็ดพันธุ์ที่สะเด็ดน้ำแล้วมาห่อด้วยวัสดุแห้ง เช่น เสื้อยืด ผ้าขนหนู หรือกระสอบแต่ต้องเป็นกระสอบที่น้ำสามารถระบายออกได้ แล้วผูกปมมัดไม่แน่นจนเกินไปและควรให้มีอากาศอยู่ข้างในแต่ปิดให้มิดชิด จากนั้นให้นำเอาถุงพลาสติกมาห่อครอบอีกชั้น แล้วไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา 2 ชั่วโมง

4. ในระหว่างที่รอบ่มเมล็ด 2 ชั่วโมง ให้เตรียมถาดเพาะขนาดประมาณ 30×60 เซนติเมตร มีรูพรุน ก้นถาดสูงประมาณ 2 เซนติเมตร แล้วใส่วัสดุปลูกลงไปครึ่งถาดเพาะ เป็นดินบาซิลลัส ชนิดโต้วเหมี่ยวเนื้อละเอียดเหมาะกับการปลูกโต้วเหมี่ยว ส่งผลทำให้ผลผลิตมีอัตราการงอกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

5. โต้วเหมี่ยวเพาะ 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3 รอบ ดังนั้น วัสดุปลูกจะต้องมีปริมาณเพียงพอต่อการเจริญเติบโตใน 3 รอบ หลังจากใส่ดินลงถาดเพาะเสร็จ ให้นำเมล็ดที่เตรียมไว้มาโรยให้ทั่ว ในสัดส่วนเมล็ดพันธุ์จำนวน 250 กรัมต่อ 1 ถาด ร่อนกลบดินบางๆ จากนั้นรดน้ำให้ทั่ว โดยช่วงวันที่ 6 ของการเพาะปลูกจะสังเกตเห็นว่าต้นจะเหลือง เพราะมีการควบคุมแสงตั้งแต่ตอนแรกเพื่อให้ต้นยืดสูง พอวันที่ 7 จะปล่อยให้โดนแสง ต้นจะเริ่มเขียว พอถึงวันที่ 8 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต และในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวจะใช้คัตเตอร์ที่มีความคมมากๆ เพื่อให้ได้ต้นอ่อนที่สวยงามไม่ช้ำ

การดูแล หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน โต้วเหมี่ยวเปรียบเสมือนกับเด็กยุคใหม่ คือมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบยุ่งกับใคร และไม่ต้องการดูแลตลอดเวลา ลืมบ้างทิ้งบ้างสัก 1-2 วันก็ไม่เป็นอะไร กลับตรงกันข้ามที่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยซ้ำ เพราะการเปิดเข้าไปในโรงเรือนบ่อยๆ จะไปเป็นการรบกวนระบบการเจริญเติบโตของเขา เพราะฉะนั้น เราต้องรบกวนระบบให้น้อยที่สุด โดยการแนะนำให้ทำระบบรดน้ำอัตโนมัติ แต่ควรจะมีการตรวจดูพัฒนาการงอก 2-3 วันครั้ง

ราคา ขายส่งตอนนี้อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนราคาปลีกนั้นอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 400 บาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ทั้งด้านเวลาและรายได้เมื่อเทียบกับเงินลงทุนคุ้มค่ามากๆ โดยตอนนี้ที่ฟาร์มมีตลาดส่งหลักอยู่ที่ตลาดหาดใหญ่ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ส่วนวีธีการหาตลาดนั้นเริ่มจากการให้ ก็จะเจอมิตรภาพในการจำหน่าย เกิดเป็นการบอกปากต่อปาก จากคนที่ขายไม่เก่ง จนค่อยๆ เรียนรู้พัฒนามาเรื่อยๆ พยายามมองหาว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใครแล้ววิ่งไปหากลุ่มนั้นก่อน เพราะฉะนั้น ตลาดโรงพยาบาลคือกลุ่มแรก จากนั้นค่อยขยับไปตลาด ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงการพัฒนาเป็นวิทยาการสอนคอร์สการผลิตต้นอ่อนพืชเพื่อสุขภาพ เพื่อครอบครัว และเพื่อสร้างธุรกิจให้กับหน่วยงานราชการและเอกชน นั่นก็หมายความว่า ทุกเวทีที่พี่ไป คนที่มาอบรมเขามีโอกาสเป็นลูกค้าพี่ได้ทั้งหมด นั่นคือเป็นคำตอบที่ว่าพี่หาตลาดอย่างไร พี่ปู กล่าวทิ้งท้าย

“คุณพิชิต เกียรติสมพร” ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านสวนแตง ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกร Smart Farmer หัวก้าวหน้าที่เล็งเห็นประโยชน์ของ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต ข้าวปทุมธานี 1 ช่วยยกระดับการผลิตข้าวแบบเดิมให้ก้าวเข้าสู่ระบบสมาร์ทฟาร์มอัจฉริยะ ทั้งทำให้การบริหารจัดการฟาร์มกลายเป็นเรื่องง่าย แก้ปัญหาการตลาดไปพร้อมกัน ตอบโจทย์ การเกษตรยุคใหม่ (Smart Farmer) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอดีต คุณพิชิตเพาะปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง แต่ได้ผลกำไรน้อย เขาจึงศึกษาวิธีและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ลดต้นทุนการผลิตข้าวและป้องกันไม่ให้มีปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวมารบกวนแปลงนา ปี 2562 เขาได้เข้าร่วมโครงการแนวทางการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตข้าวของสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติสุพรรณบุรี

ที่ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี คุณพิชิตมีโอกาสลงมือทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าวขึ้น บนเนื้อที่แปลงนาต้นแบบ 11 ไร่ โดยนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ครอบคลุมตลอดกระบวนการผลิต อาทิ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องกำจัดวัชพืชที่มีความแม่นยำสูง เครื่องตรวจวัดความต้องการธาตุอาหารพืช เครื่องให้ปุ๋ยอัตโนมัติตามค่าวิเคราะห์ดินระบบควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะ ติดตั้ง Sensor ตรวจสภาพต้นข้าว กล้องดักจับแมลง การใช้อากาศยานไร้คนขับในการสำรวจการเจริญเติบโตของพืชร่วมกับการฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ การใช้ Sensor ตรวจวัดสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแปลงเรียนรู้เพื่อนำไปประมวลผลผ่านระบบ Internet สามารถลดแรงงานในการดำเนินงาน ลดระยะเวลา ลดปริมาณการใช้น้ำ และลดปริมาณการใช้สารเคมี

หลังจากคุณพิชิตเข้าร่วมโครงการในฤดูการผลิต 2563/64 ระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ พบว่า มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,985 บาท/ไร่/รอบการผลิต โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน สามารถเก็บเกี่ยวข้าวในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 870 กิโลกรัม สร้างเม็ดเงินไร่ละ 8,976 บาท หักต้นทุนเหลือผลกำไรเฉลี่ย 3,991 บาท/ไร่

เดือนเมษายน 2564 คุณพิชิตขายข้าวความชื้น 15% ในราคาตันละ 10,313 บาท ส่วนข้าวความชื้น 25% ขายได้ตันละ 9,100 บาท โดยผลผลิตทั้งหมดขายเป็นพันธุ์ข้าวปลูกให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และเกษตรกรในชุมชน

หลังจากคุณพิชิตเข้าร่วมโครงการและนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตข้าว พบว่า สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ถึงร้อยละ 13 ขณะเดียวกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเข้าโครงการ

คุณพิชิต ในบทบาทเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเกษตรกรให้ไปศึกษาดูงานเรื่องการรวมกลุ่มเกษตรกรการผลิตข้าวเป็นเมล็ดพันธุ์ และแปรรูปข้าวที่ประเทศญี่ปุ่นและจีน โดยได้นำองค์ความรู้มาเผยแพร่แก่สมาชิกแปลงใหญ่เพื่อการบริหารจัดการแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร

กล่าวได้ว่า คุณพิชิต เกียรติสมพร ประสบความสำเร็จในการนำแนวคิดเกษตรอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตและปรับปรุงการทำการเกษตร สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตไปพร้อมๆ กัน แล้วยังสามารถบริหารจัดการแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา ต้นทุน และมีรายได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 เพื่อทำให้อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แล้วยังยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนอีกด้วย

หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะข้าวปทุมธานี 1 สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิชิต เกียรติสมพร บ้านเลขที่ 22/2 หมู่ที่ 4 ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. 089-174-2512 หรือเข้าไปศึกษาดูงานได้ที่แปลงใหญ่ข้าวตำบลสวนแตงได้โดยตรง หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ สศท.7 โทร. 056-405-007-8 อี-เมล zone7@oae.go.th

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าว จาก funnypatentsandinventions.com สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณปรีดาธพันธุ์ จันทร์เรือง หรือ พี่ดา อาศัยอยู่ที่ 166 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าชัย อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เกษตรกรต้นแบบ ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้ในสถานการณ์ที่ราคาข้าวตกต่ำ ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาคนนี้ได้ จากการปรับตัว หมั่นศึกษาหาความรู้ทั้งด้านการผลิต และการนำนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาสร้างมูลค่าอย่างถูกวิธี ทำให้สามารถปลูกข้าวขายได้โดยที่ไม่ต้องง้อโรงสี ด้วยการใช้นวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาใช้ในการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาในหลากหลายรูปแบบ นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมได้หลายเท่าตัว โดยที่ไม่ต้องมีพื้นที่ปลูกข้าวมากมาย

พี่ดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทำนาปลูกข้าว ตนเองทำงานเป็นพนักงานประจำ ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือนเกินครึ่งแสน ต่อมาในปี 58 ตนเองตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อกลับมาทำงานเกษตรที่บ้านเกิดจังหวัดชัยนาท โดยในช่วงเริ่มต้นได้มีการออกไปสำรวจตลาด สำรวจร้านค้าภายในจังหวัดก่อนว่ามีสินค้าอะไรขายดี และนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล จนได้คำตอบว่าข้าวอินทรีย์ขายดี ซึ่งในตอนนั้นข้าวไรซ์เบอร์รี่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาท บวกกับการมองไปถึงอนาคต ในแง่ของการแปรรูปเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล จึงเป็นที่มาของการเลือกปลูกข้าวอินทรีย์ โดยเริ่มจากนาอินทรีย์ 4 ไร่ แล้วจึงค่อยขยับขยายเป็น 15 ไร่ โดยได้รับประกันคุณภาพในระดับท้องถิ่น PGS และผ่านมาตรฐาน GAP

อดีตขายข้าวได้ตันละ 80,000 บาท
สู่การแปรรูป “ข้าวกล้องงอก”
สร้างมูลค่าหลายล้านบาทต่อตัน
สำหรับเส้นทางการปลูกและแปรรูปข้าวอินทรีย์นั้น พี่ดา เล่าให้ฟังว่า จากที่เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ในปี 58 และได้เข้าร่วมโครงการผูกปิ่นโตข้าว ซึ่งตนเองได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าบ่าวในโครงการ เพราะเป็นชาวนาที่เลิกใช้สารเคมีในการปลูกข้าว กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สามารถขายข้าวได้ตันละ 80,000 บาท โดยที่มีลูกค้าสั่งจองผลผลิตล่วงหน้านานถึง 3 ปี ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการต่อยอดพัฒนาสร้างรายได้ในส่วนอื่น บนข้อจำกัดการผลิตข้าวอินทรีย์ของที่แปลงคือ เป็นแปลงข้าวอินทรีย์ที่ทำยากมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากนาข้างๆ เป็นนาเคมี และทำ 3 รอบต่อปี ก็จะสะสมโรคแมลงไว้เยอะ นาของตนเองจึงทำแค่ปีละครั้ง และได้ผลผลิตน้อย ซึ่งอุปสรรคตรงนี้ก็ไม่ได้ทำให้ท้อแท้ แต่กลับกลายเป็นเหมือนการสร้างแรงผลักดันขีดความสามารถของตนเองให้เป็นมากกว่าชาวนาขายข้าว สู่การเป็นนักธุรกิจมีการนำนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ตนเองมีความถนัดเข้ามาต่อยอดพัฒนาแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในการแก้ปัญหาที่ถึงแม้จะได้ผลผลิตต่อไร่น้อย แต่มีรายได้ไม่น้อยเลย