คุณวิทุนลงปลูกอะโวกาโดไว้ 320 ต้น ในพื้นที่ 2 แปลง ทั้ง 2 แปลง

มีความลาดชันไม่เท่ากัน แต่ทั้ง 2 แปลง ติดตั้งสปริงเกลอร์และระบบการให้ปุ๋ยน้ำหมักผ่านการรดน้ำด้วยสปริงเกลอร์ไปพร้อมกัน ทำให้ประหยัดเวลาในการให้ปุ๋ย โดยการรดน้ำ เริ่มขึ้นเมื่ออะโวกาโดเริ่มติดดอก ประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ด้วยการให้น้ำ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง

ข้อควรระวังในการปลูกอะโวกาโดคือ ไม่ควรมีวัชพืชปกคลุมบริเวณโคนต้นหรือภายในแปลง เพราะระบบรากของต้นอะโวกาโดอ่อนแอ หากเกิดโรคแล้วจะไม่สามารถจัดการหรือควบคุมได้ ต้องปล่อยให้ต้นตายไปในที่สุด ไม่ว่าต้นจะมีอายุกี่ปีก็ต้องปล่อยให้ตาย นอกจากนี้ ยังพบโรคชนิดหนึ่งที่พบในอะโวกาโด และยังไม่พบวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาคือ เกิดอาการใบแห้งจากยอดลงมาที่ต้น และต้นอะโวกาโดจะแห้งตายในที่สุด

การปลูกอะโวกาโดในแปลง ควรมีระยะห่าง 8×8 เมตร เพื่อรักษาทรงพุ่ม พื้นที่ 1 ไร่ จึงปลูกอะโวกาโดได้จำนวน 22 ต้น

อะโวกาโดเมื่อติดผลจะให้ผลผลิตเต็มต้น ควรปลิดออก ให้ผลไม่ติดกัน ป้องกันผิวเสีย จะทำให้ตกเกรดเมื่อซื้อขาย ตัวอย่างเช่น ทรงพุ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ความสูงต้น 4 เมตร ควรปลิดทิ้งให้เหลือผลอะโวกาโด 400-500 ผลเท่านั้น เพื่อให้ผลมีขนาดใหญ่และผลไม่ติดกันจนผิวเสีย

ผลผลิตอะโวกาโดมีหลายเกรด เกรดที่ดีที่สุดเรียกว่า เกรด 1 เอ็กซ์ตร้า เป็นขนาดที่มีน้ำหนักผลมากกว่า 250 กรัม และผิวสวยไม่มีรอยดำ จะส่งจำหน่ายให้กับโครงการหลวงทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะไปส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเชียงใหม่ ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ารับประจำอยู่แล้ว ผลผลิตจึงไม่เหลือตกค้างทุกปี

การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม และหลงเหลือเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ที่ต้องกล่าวถึงอะโวกาโดอย่างละเอียด เพราะเป็นไม้ผลที่ทำรายได้เป็นหลักให้กับครอบครัวของคุณวิทุน โดยแปลงที่มีพื้นที่ 12 ไร่ ปลูกต้นอะโวกาโดและต้นมะม่วงไว้อีก 200 ต้น มะม่วงให้ผลผลิตแล้วประมาณ 25 ต้น

ส่วนพื้นที่อีกแปลงมีขนาด 9 ไร่ เป็นแปลงที่ปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด เช่น อะโวกาโด มะม่วง ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ขนุน มะไฟ ชมพู่ พลับ ซึ่งผลผลิตที่ได้ทั้งหมดส่วนใหญ่รับประทานเองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน เหลือก็นำไปขาย มีรายได้รวมแล้วไม่น้อยไปกว่าอะโวกาโด

นอกเหนือจากแปลงอะโวกาโด มะม่วง และสวนผสม ที่คุณวิทุนเรียกว่า สวนวนเกษตร แล้วคุณวิทุนยังทำนาขั้นบันได โดยการปลูกข้าวพื้นถิ่น และเปลี่ยนสายพันธุ์ทุกๆ 2 ปี ไว้รับประทานในครัวเรือน ซึ่งการทำนาขั้นบันไดเป็นเพราะสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชัน หากไม่ทำเป็นลักษณะของขั้นบันได จะปลูกข้าวไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำในช่วงที่ข้าวต้องการน้ำได้ จึงต้องสร้างคันขึ้นความสูง 20-30 เซนติเมตร ขึ้นกับสภาพพื้นที่

เมื่อข้าวไม่ใช่รายได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นต้นทุน เพราะไม่ต้องซื้อข้าวรับประทาน ที่เหลือเป็นการเลี้ยงสัตว์ คุณวิทุน เลี้ยงไก่ไข่ไว้จำนวนหนึ่ง เป็นการเลี้ยงปล่อย แต่ให้นอนในโรงเรือน เพื่อเก็บไข่ง่าย ทั้งยังเลี้ยงปลา โดยการขุดบ่อขนาดความลึก 1 เมตร ความกว้าง 10 เมตร ความยาว 14 เมตร เพราะดินเป็นดินทราย ทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำได้ จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเดิมคือ การนำขี้วัวขี้ควายมาทำให้เหลวแบบโคลน แล้วเทปาดลงไปที่บ่อเป็นการอุดช่องว่างของดินทราย สามารถกักเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี สามารถเลี้ยงปลาได้ โดยคุณวิทุนเลี้ยงปลานิล จับขายและไว้รับประทานในครัวเรือน

ใต้ถุนบ้านสร้างเป็นคอกไม้ เลี้ยงหมูไว้ 2 ชนิด คือ พันธุ์เหมยซาน และพันธุ์ดูร็อกเจอซี่ (หมูขาว) ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์มีจำนวนรวม 9 ตัว ให้ลูกปีละ 15-18 คอก คุณวิทุนขายลูกหมูยกคอก ซึ่งรายได้จากการขายลูกหมูมีไม่น้อยกว่า 40,000 บาท ต่อปี

รอบบ้าน ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง ลงแปลงผักสวนครัวไว้

พืชทุกชนิดของครอบครัวขยันใหญ่ยิ่ง ไม่ถึงกับปลอดสารเคมี แต่ใช้ให้น้อยที่สุด อาจเรียกได้ว่า “ปลอดสาร” ในแต่ละปี คุณวิทุน ภรรยา และลูก มีรายได้จากการทำการเกษตร 1.6-2 แสนบาท ต่อปี สนใจสอบถามเทคนิคการทำสวนผสมปลอดสารได้ที่ คุณวิทุน ขยันใหญ่ยิ่ง หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือโทรศัพท์สอบถาม

ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีนักวิชาการด้านเห็ดหลายคน หลายสำนัก ที่มีความรู้เรื่องการเพาะเห็ดต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่ทำเป็นเห็ดเศรษฐกิจกันมากเลยทีเดียว แต่ก็มีคนคิดที่จะเพาะเห็ดเผาะ เพราะมีราคาแพง เอร็ดอร่อย ใครๆ ก็ชอบ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่สามารถเพาะได้ แต่ครั้งนี้แม่โจ้และทีมงานศึกษาหาวิธีเลียนแบบธรรมชาติเพื่อกลับคืนสู่ป่าจนได้ผลดี

เห็ดเผาะ หรือภาษาทางเหนือเรียก เห็ดถอบ เป็นอาหารอันโอชะของหลายๆ คน จะได้รับประทานในช่วงต้นฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี จะเกิดขึ้นเองในธรรมชาติทางภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดเผาะมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ อ่อนนุ่ม เนื้อในมีสีขาว เปลือกนอกกรอบ เมื่อผลแก่จะมีสีผิวเป็นสีน้ำตาลอมดำ เนื้อในจะดำ แต่นิยมบริโภคเห็ดเผาะที่อ่อนมากกว่า นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น นำไปต้มใส่เกลือเล็กน้อย จิ้มกับน้ำพริก นำไปแกงใส่ปลาร้าใส่ผักหวานหรือไข่มดแดง หรือทำเป็นแกงกะทิก็ได้ความอร่อย

แต่กว่าจะได้มาเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยนั้น ชาวบ้านจะต้องเดินขึ้นเขาไปหาจากป่าธรรมชาติ มักจะอยู่ตามผิวดินหรือใต้ดินเล็กน้อย ชาวบ้านจะใช้ไม้หรือด้ามเหล็กคุ้ยเขี่ยหาเห็ด บางครั้งจะอยู่ใต้ใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาปิดบัง กว่าจะได้มาแต่ละกิโลกรัมแสนจะเหน็ดเหนื่อย ต้องเดินขึ้นเขาที่ร้อนชื้น เสี่ยงกับยุงป่าและสัตว์ร้าย ท่ามกลางอากาศร้อน บางคนจะต้องออกไปหาแต่เช้ามืดเพื่อแย่งชิงเก็บเห็ดที่ออกก่อนคนอื่น เพราะช่วงที่เห็ดเผาะออกนั้น ทุกคนจะรู้ว่ามีจุดใดบ้างที่มีเห็ดออกตรงนั้นทุกปี

ผู้เขียนเคยเห็นชาวบ้านเหมารถยนต์จากจังหวัดเชียงราย เดินทางมาหาเห็ดเผาะถึงเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดเส้นทางจนถึงเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นี่คือ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เห็ดเผาะราคาแพง ต้นฤดูกาลราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 300-400 บาท แต่ในพื้นที่จะขายเป็นแบบกระป๋องนม ซึ่งจะเล็กกว่าลิตรที่ใช้ในมาตราชั่งตวงวัด กระป๋องละ 100-150 บาท ในธรรมชาติแล้วนั้นหลังจากเก็บเห็ดที่ได้ขนาดเอาไปขายหรือรับประทานแล้ว ยังเหลือเห็ดขนาดเล็กและเส้นใยเห็ดหลงเหลืออยู่ในดิน หลังจากผ่านฤดูแล้งไปแล้วก็จะพักตัวอยู่ในดิน คือยังมีเชื้อเห็ดเผาะอยู่ พร้อมที่จะออกมาเป็นเห็ดเมื่อได้รับน้ำฝนในฤดูกาลต่อไป

ชาวบ้านทั่วไปหลายคนมีความคิดว่า ช่วงฤดูแล้งนั้นจะต้องเผาป่า เพื่อให้เกิดดอกเห็ดเพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้น การเผาป่านั้นเป็นการเผาพื้นที่หน้าดิน ที่มีเห็ดขนาดเล็กและเส้นใยของเห็ดที่เรียกว่า สปอร์เห็ด จะถูกทำลายไปด้วย อีกทั้งเผาใบไม้ที่ปิดบังอยู่ เพื่อให้มองเห็นดอกเห็ดเผาะได้ง่ายเท่านั้น จึงเป็นความเชื่อที่ผิดมาโดยตลอด และยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมกับหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย ผศ.ดร. เรืองชัย จูวัฒนสำราญ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร คุณดำรง ปิ่นทะนา ศูนย์วิจัยป่าไม้และชุมชน ว่าที่ร้อยตรี ดร. ศุลิเชษฏ์ ทองกล่ำ นักวิชาการ สวพส. คุณสันต์ชัย มุกดา นักวิชาการฐานเรียนรู้เห็ดแม่โจ้ ดร. สุธิรา ทองกันทา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สิมิตร ลัคนาวิเชียร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณจิระพันธ์ มุกดา ภาคเอกชน จีระวัฒน์ฟาร์มเห็ด ดร. สุมิตร อธิพรหม อาจารย์ฐานเรียนรู้เห็ดแม่โจ้ ได้จัดเสวนาเรื่องเห็ดภายใต้หัวข้อ “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน” โดยมี คุณคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน

สรุปว่า ได้มีการค้นพบเห็ดเผาะที่เกิดขึ้นใต้ต้นพะยอม ซึ่งเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะพิเศษคือ ดอกใหญ่กว่าเห็ดเผาะที่พบโดยทั่วไป คือมีน้ำหนักประมาณ 18 กรัม ซึ่งเห็ดเผาะทั่วไปจะหนักประมาณ 6-8 กรัม อีกทั้งมีกลิ่นหอมด้วย จึงได้นำมาทดลองเพาะเชื้อเพื่อขยายพันธุ์ เป็นวิธีการที่ง่ายคือ นำเห็ดเผาะที่แก่มาหั่นซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาปั่นผสมกับน้ำสะอาด ผสมน้ำยาล้างจานเพื่อให้สปอร์เห็ดจับตัวกัน ไม่ฟุ้งกระจาย จากนั้นนำมาบรรจุในขวดน้ำทั่วไป ในการนำไปใช้นั้นจะใช้เชื้อเห็ดที่ได้นี้เทลงในถุงเพาะชำต้นกล้าไม้ที่จะนำไปแจกชาวบ้าน ต้นไม้ที่ใช้เพาะกล้า เช่น ต้นไม้ในตระกูลต้นยางนา ไม้พะยอม อีกวิธีการหนึ่งคือ นำเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้แล้ว นำไปรดที่รอบโคนต้นไม้ใหญ่ในป่า ประเภทไม้เต็งรัง ไม้ยางนา แต่จะต้องใช้จอบหรือเสียม แซะบริเวณรากฝอยให้เกิดแผลเล็กน้อย จึงโรยเชื้อเห็ดลงที่บริเวณรากฝอยนั้น ใช้ดินกลบบางๆ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เชื้อเห็ดจะเข้าไปอาศัยที่ปลายรากฝอย ในปีแรกอาจจะมีเห็ดออกน้อย ปีต่อไปต้องเพิ่มเชื้อเห็ดลงไปอีก

ที่สำคัญคือ การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ด วิธีการนี้นอกจากจะใช้ได้กับเห็ดเผาะแล้ว ยังสามารถนำใช้ได้กับเห็ดบริวารอื่นๆ ด้วย แต่ต้องพิจารณาชนิดของเห็ดที่ชอบสิ่งแวดล้อมแบบไหน แบ่งออกเป็นเห็ดที่สามารถเพาะเป็นเห็ดถุงได้ เจริญเติบโตอยู่บนอินทรียวัตถุ เห็ดที่ชอบดำรงชีวิตร่วมกับต้นไม้แบบพึ่งพาอาศัยซื่งกันและกัน เช่น เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดหล่ม เห็ดไข่ขาวไข่เหลือง เห็ดปลวกหรือเห็ดโคน ต้องอาศัยปลวกกลุ่มที่กินทั้งเนื้อไม้ เศษไม้ ใบไม้ ประเภทนี้ต้องนำจาวปลวกมาร่วมในการขยายเชื้อ ราแมลงหรือที่รู้จักกันคือ ถั่งเช่า ประเภทนี้ราคาแพง เพาะขยายยาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า “หนาวเป็นหนอน ร้อนเป็นหญ้า”

วิธีการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งในการนำธรรมชาติของเห็ดกลับคืนสู่ป่า ช่วยให้มีผลผลิตเห็ดในป่าเพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปปรับใช้กับเห็ดได้ทุกชนิด เป็นการเพาะเห็ดที่ไม่ต้องใช้เรือนโรงหรือถุงเพาะ หากมีการปรับสภาพป่าให้เหมาะสม สามารถเก็บเห็ดรับประทานได้นานกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ จะเป็นการช่วยลดการเผาใบไม้เผาป่าที่ก่อให้เกิดหมอกควัน

แตงร้าน เป็นพืชที่ส่วนมากจะนำผลมารับประทานสดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กับน้ำพริก หรือเป็นผักเคียงที่เข้าได้กับอาหารหลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังมีการนำมาแปรรูปในรูปแบบการดอง ตลอดไปจนถึงนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้อีกด้วย

จากความต้องการของผู้บริโภคที่ยังนิยมรับประทานอยู่นั้น จึงทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทำให้ คุณเอกนรินทร์ คงแท่น อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มองเห็นถึงโอกาสของพืชชนิดนี้ เพราะเป็นพืชล้มลุกออกผลผลิตไว สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วตามไปด้วย เกษตรกรผู้ปลูกจึงมีรายได้ทันใช้จ่าย ไม่ต้องรอผลผลิตนานเป็นแรมปีเหมือนพืชชนิดอื่นๆ อีกด้วย

ปรับเปลี่ยนสวนยางพารา
มาปลูกพืชล้มลุก
คุณเอกนรินทร์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับทางด้านช่าง ต่อมามีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงนั้นก็ได้มีสวนยางพาราเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำเป็นอาชีพกันมาอย่างยาวนาน เมื่อประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของราคา เขาถึงได้คิดปลูกพืชที่มีอายุสั้นมาปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีทันใช้กับรายจ่ายในชีวิตประจำวัน

“พอเริ่มที่จะปลูกพืชชนิดอื่น ก็เลยมีความคิดที่อยากจะปลูกพืชล้มลุก เพราะสมัยที่เด็กๆ ก็เคยเห็นแม่ปลูกไว้กินในครัวเรือน ไม่ได้ทำจริงจังอะไร เราก็คิดว่าพืชชนิดนี้ น่าจะใช้เวลาสั้นกว่าทำอย่างอื่น ก็เลยเริ่มที่จะมาปลูกแบบนี้ให้มากขึ้น ก็จะมีแตงโม ฟักทอง แตงร้าน พอปลูกมาได้สักระยะ แตงร้านตลาดมีความต้องการ ก็เลยปลูกแตงร้านตั้งแต่นั้นมา” คุณเอกนรินทร์ เล่าถึงความเป็นมา

จากสิ่งที่ได้พบเห็นตั้งแต่ครั้งเป็นเด็กที่ดูจากพ่อแม่ทำ จึงทำให้การปลูกพืชล้มลุกเป็นสิ่งที่เขาทำแล้วประสบผลสำเร็จ และผลิตสินค้าตามที่ตลาดตั้งการอีกด้วย

ใช้เวลาปลูก 35-40 วัน
ก็มีผลให้เก็บจำหน่ายได้
ในขั้นตอนของการเตรียมแปลงนั้น คุณเอกนรินทร์ บอกว่า จะใช้รถไถพรวนหน้าดินก่อน โดยยกหน้าดินให้เป็นสันแปลงสูงขึ้นจากหน้าดินเล็กน้อย เพื่อที่เวลาฝนตกมากๆ น้ำก็จะไม่ท่วมบริเวณแปลงที่ปลูกแตงร้าน ในระหว่างที่เตรียมแปลงจะนำปุ๋ยคอกมาใส่ผสมลงไปในแปลงด้วย เพื่อให้ดินมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

จากนั้นนำต้นกล้าของแตงร้านที่เพาะไว้ มาปลูกลงในแปลงที่เตรียมจนเสร็จแล้ว ซึ่งต้นกล้าที่นำมาปลูกจะมีอายุประมาณ 5-7 วัน

ปลูกต้นกล้าแตงร้านให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 80-100 เซนติเมตร และระยะแถว 1.50 เมตร พร้อมทั้งภายในแปลงจะสร้างร้านสำหรับให้ต้นเลื้อยขึ้นไปในระหว่างที่เจริญเติบโต จากนั้นรดน้ำดูแลตามปกติ เมื่อแตงร้านเริ่มมีอายุประมาณ 10 วัน จะใส่ปุ๋ยและฉีดฮอร์โมนเสริมเข้าไปให้ต้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

“พอได้อายุที่กำหนด ก็ใส่ปุ๋ย สูตร 21-0-0 เพื่อบำรุงต้นและใบ จากนั้นนับไปอีก 15 วัน ก็จะเปลี่ยนเป็นใส่ปุ๋ย สูตร 14-14-21 เพื่อเตรียมพร้อมให้พืชแทงตาดอก จากนั้นก็รอเก็บผลผลิต เพราะแตงร้านจะใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน ก็จะมีผลแตงชุดแรกออกมาให้เก็บขายได้ โดยหลังจากที่เก็บชุดแรกไปแล้ว ก็จะใส่ปุ๋ยบำรุงเข้าไปทุก 7 วันครั้ง ซึ่งแตงร้านที่ปลูกจะเก็บขายได้ประมาณ 30 ครั้ง จากนั้นก็จะถอนทิ้งแล้วเริ่มปลูกใหม่ทั้งหมด” คุณเอกนรินทร์ บอก

มีพ่อค้าแม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าสวน
ซึ่งการส่งจำหน่ายให้กับตลาดนั้น คุณเอกนรินทร์ บอกว่า จะส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ตามตลาดแถวบ้านก่อน ต่อมาเมื่อเป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้น ก็จะเริ่มมีลูกค้ามาติดต่อขอรับซื้อถึงที่หน้าสวน โดยให้ราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10-18 บาท ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด

“แตงร้าน ต้องบอกก่อนว่า ราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด ช่วงที่ราคาต่ำสุดเคยขายได้อยู่ กิโลกรัมละ 5 บาท ขึ้นไปสูงสุดก็ กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาแล้ว ก็ยังถือว่ายังได้ผลกำไรอยู่ แม้ราคาจะลงไปต่ำสุด เพราะการลงทุนเราลงทุนทีเดียว ไม้คานที่ทำร้านก็อยู่ได้เป็น 3 ปี อะไรที่เก่าเราก็ค่อยๆ เปลี่ยน ก็ทำให้ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก เท่ากับการปลูกแต่ละครั้งไม่ได้ลงทุนเยอะ ก็ยังสามารถมีกำไรได้ แม้จะเป็นช่วงได้ราคาน้อยก็ตาม” คุณเอกรินทร์ บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกแตงร้านเป็นอาชีพ คุณเอกนรินทร์ แนะนำว่า สิ่งแรกที่ต้องมีคือเรื่องของการมีใจรัก เพราะถ้ามีใจรักในด้านการทำเกษตรแล้ว ไม่ว่าจะปลูกพืชผักชนิดไหนก็แล้วแต่ ก็สามารถประสบผลสำเร็จได้แน่นอน และที่สำคัญหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ผลผลิตทางด้านการเกษตรก็จะให้ผลกำไรตอบแทนกลับมาได้อย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกนรินทร์ คงแท่น หมายเลขโทรศัพท์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา หันไปปลูกข้าวไร่แทนการปลูกมันสำปะหลัง หลังช่วงนี้เกิดโรคใบด่างและโรคศัตรูพืชหลายชนิดระบาดในแปลงมันสำปะหลัง ประกอบกับราคาที่ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจหันมาปลูกข้าวไว้กินเองภายในครอบครัว เนื่องจากปีนี้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อนาข้าวเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีความกังวลใจว่าราคาข้าวในปีนี้จะสูง จึงปรับแปลงแปลงมันฯ เป็นแปลงข้าว ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผลผลิตที่ดีมาก

นายสนิท กื๋อกระโทก อายุ 60 ปี เกษตรกรบ้านหนองโค ต.ตะแบกบาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หนึ่งในเกษตรกรไม่กี่รายที่ทดลองปลูกข้าวไร่ เพื่อหวังจะนำมาบริโภคในครัวเรือน แทนการซื้อข้าวสารจากตลาดมารับประทาน กล่าวว่า เดิมทีปลูกมันสำปะหลังไว้เต็มพื้นที่กว่า 20 ไร่ แต่มาช่วงหลังมันสำปะหลังมีปัญหาเรื่องของราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงหันมาปลูกพืชชนิดอื่นเสริม อาทิ ถั่วลิสง และข้าวโพด เป็นต้น

และมาในปีนี้ มันสำปะหลังเกิดการระบาดของโรคใบด่างอีก กับเกิดปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ในหลายพื้นที่ภาคอีสาน จึงตัดสินใจแบ่งเนื้อที่ 2 ไร่ มาทดลองปลูกข้าวไร่ เพื่อเก็บไว้กินเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายเพราะเกรงว่าราคาข้าวจะสูง ถือเป็นการทดลองปลูกในปีแรก ได้พันธุ์ข้าวมาจากเพื่อนเกษตรกรในหมู่บ้านที่เคยปลูกมาก่อน เป็นพันธุ์ “ข้าวหอมมะลิแม้ว” ประมาณ 10 กิโลกรัมเศษ หยอดเป็นหลุมสลับฟันปลา ห่างกันประมาณ 40 – 45 เซนติเมตร ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด ผ่านมาประมาณ 3 เดือนเศษ ข้าวก็ตั้งท้องออกรวงสวยงามอย่างที่เห็น ซึ่งใช้ต้นทุนไม่ถึง 10,000 บาท

นายสนิท กล่าวอีกว่า ในปีแรกผลผลิตที่ได้ ถือว่าน่าพอใจอย่างมาก ซึ่งต้องเจอปัญหาเรื่องหนอนกอ บ้าง เพราะปลูกไว้กินเองจึงไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี คาดว่าน่าจะได้ข้าวเปลือกไม่น้อยกว่า 2 ตัน เพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือนไปอีกหลายปี และหากว่า ข้าวพันธุ์นี้เป็นที่นิยมสามารถจำหน่ายได้ ก็จะเพิ่มพื้นที่ปลูกเพื่อจำหน่ายบางส่วน เพราะโดยส่วนตัวมองว่า เป็นพืชที่ปลูกและดูแลค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีก็ได้ และการปลูกข้าวไร่ด้วยระบบน้ำหยด ก็ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาปกติ ซึ่งให้ผลผลิตดีไม่แพ้กัน

ตลาดสุขใจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้ชื่อว่าเป็น “ตลาดเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ” ที่น่าเรียนรู้แห่งหนึ่งของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจที่ได้แวะเยี่ยมชมตลาดสุขใจ…ศูนย์รวมความอร่อยไร้สารพิษ แห่งนี้จะได้สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง และเรียนรู้โครงการรวมพลังรักษ์โลกไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ได้ ช็อป ชิม อิ่มท้องและสุขใจที่ตลาดแห่งนี้ได้ทุกวันเลยทีเดียว

“ตลาดสุขใจ” มีจุดเริ่มต้นจาก สวนสามพรานมีความต้องการวัตถุดิบอินทรีย์ที่ดี มีคุณภาพ สำหรับใช้ในห้องอาหารของโรงแรม รศ. จุฑาทิพย์ ภัทราวาท สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำให้ คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ ชักชวนเกษตรกรที่ต้องการเปลี่ยนจากเกษตรระบบเคมีเป็นเกษตรระบบอินทรีย์ในพื้นที่มารวมกลุ่ม ชื่อ “กลุ่มธุรกิจเชิงคุณภาพสามพราน”

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งปัจจุบันคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)โดย ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ร่วมก่อตั้งตลาดสุขใจและดำเนินกิจกรรมพัฒนาเกษตรกร นอกจากนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 5 สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ ร่วมส่งเสริมการดำเนินงานของตลาดสุขใจ ภายใต้กิจกรรมของ สามพรานโมเดล ตั้งแต่ปี 2556

คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เว็บเล่นพนันออนไลน์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป เข้ามาให้กำลังใจ ข้อคิดในการรวมกลุ่ม และกรุณาตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “ตลาดสุขใจ” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ วันที่ 12 ธันวาคม 2553 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์อย่างเข้มแข็งภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม (PGS) การบริหารจัดการตลาดอย่างมีระบบและมีส่วนร่วม

ตลาดสุขใจ จำหน่ายโดยเกษตรกรตัวจริง ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง เปิดให้บริการตั้งแต่ ปี 2554 ขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. มีจำนวนร้านค้า 53 ร้าน เนื่องจากมีการรวมร้านย่อยของเกษตรกรให้อยู่เป็นร้านเดียวกัน จากการรายงานของพ่อค้าแม่ค้า พบว่า ในปีแรก (พ.ศ. 2554) มีจำนวนลูกค้า 48,601 คน มีรายได้หมุนเวียน 9,163,094 บาท

ในปี 2561 ตลาดสุขใจมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า 35 ล้านบาท ครบรอบปีที่ 9 ของการเปิดตลาดในปีนี้ ตลาดสุขใจมียอดขายในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2562) มีลูกค้า จำนวน 56,031 คน มีรายได้หมุนเวียน 21,198,501 บาท กล่าวได้ว่า หลังตลาดสุขใจให้บริการมาครบ 8 ปี 9 เดือน มีผู้แวะชมสินค้าในตลาดแห่งนี้ จำนวน 833,645 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทั้งสิ้น 214,273,399 บาท

ตลาดสุขใจ มี “คณะกรรมการตลาด” ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า และเจ้าหน้าที่มูลนิธิสังคมสุขใจ ทำหน้าที่บริหารจัดการตลาด ร่วมด้วย “คณะกรรมการผู้บริโภค” ได้รับความร่วมมือจากตัวแทนผู้บริโภคของตลาด มีเกษตรกรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล IFOAM จำนวน 49 ราย จากสมาชิกเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ทั้งหมด 185 ราย

คนที่มีสิทธิ์นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในตลาดสุขใจ คือ กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เครือข่ายสามพรานโมเดล ที่ใช้ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee System (PGS) เป็นข้อตกลงร่วมในการปฏิบัติของกลุ่ม ทีมเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสังคมสุขใจ ฐานผู้ส่งเสริมร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงของเกษตรกรในเครือข่าย อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง