คุณวิเชียร เล่าว่า ความจริงเรือนจำแห่งนี้มีการฝึกอาชีพให้กับนักโทษ

หลากหลายสาขา แต่อาชีพเด่นๆ ของที่นี่คือด้านการเกษตร ซึ่งเน้นด้านการปลูกพืชไม้ผลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกล้วย มะละกอ ข้าวโพด แตงโม และทุเรียน นอกจากนี้ กำลังจะปลูกองุ่นและแก้วมังกร อย่างไรก็ตาม พืชเด่นๆ ในช่วงนี้เป็น กล้วย ข้าวโพด และมะละกอ ที่มีอยู่แปลงใหญ่ๆ

ส่วนการเกษตรด้านอื่นๆ เป็นการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เล็กจนถึงสัตว์ใหญ่ โดยมีไก่อยู่ 100,000 ตัว มีหมูอยู่ 2,400 ตัว ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงพระกรุณามาดำเนินการที่นี่ เปิดมาร่วมปีแล้ว และพระองค์ท่านจะเสด็จทรงเปิดศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

ศูนย์ดังกล่าว ปลูกพืชหลากหลายชนิด มีทั้ง เมล่อน ไผ่เลี้ยง และไผ่กิมซุง รวมถึงพืชผักสวนครัวด้วย ส่วนสัตว์มีทั้งโค ไก่ดำมองโกเลีย ไก่งวง ไก่พันธุ์ และนกกระจอกเทศ

คุณวิเชียร อธิบายถึงจุดเด่นของศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ว่า เป็นเรื่องของการเกษตรแบบครบวงจร อย่างเช่น พืชจะมีตั้งแต่พืชสวน อย่าง ทุเรียน และกล้วยน้ำว้า ถือเป็นตัวอย่างการจัดการพื้นที่ 16 ไร่ ที่มีการปลูกพืช 3 ชั้น พืชชั้นบนเป็นทุเรียนหมอนทอง ชั้นกลางเป็นกล้วยน้ำว้า ส่วนชั้นล่างเป็นพวกฟักทอง พืชทั้ง 3 ชนิดนี้ ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด เป็นการเรียนรู้การจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปลูกเมื่อปีที่แล้ว ยังไม่มีผลผลิตออกมา ต้องใช้เวลาอีก 4 ปี เพราะทุเรียนปลูก 5 ปี ถึงจะออกลูก ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4-5 ปี ก่อนที่จะได้รับผลทุเรียน เราจะมีผลผลิตของกล้วย เป็นกล้วยน้ำว้า ที่ใช้เวลาประมาณ 10 เดือนกว่าจะได้รับผล ขณะที่ปลูกฟักทอง 90 วัน ก็ออกลูกแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีพืชพวกนี้เป็นตัวอย่างการจัดสรรพื้นที่ให้กับประชาชนที่เข้ามาดูหรือมาเรียนรู้ที่ศูนย์เรียนรู้ในการจัดสรรพื้นที่ให้มีรายได้ เป็นพืชที่ปลูก 3 เดือน ได้ผลผลิต ปลูก 1 ปี ได้ผลผลิต และปลูกทุเรียน 5 ปี ได้ผลผลิต ซึ่งเป็นผลไม้ที่ยั่งยืน”

นำผลผลิตมาแปรรูป

สำหรับวิธีการดูแลบำรุงพืชผลไม้นั้น คุณวิเชียร ระบุว่า สภาพดินบริเวณทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริกนั้น เป็นดินที่ราบเชิงเขา ที่มีเขาอยู่ 2 ลูก คือเขาพริก กับเขาสะเดา ดินเดิมจึงไม่ค่อยเหมาะกับการปลูกพืชสักเท่าไร แต่ที่สามารถปลูกพืชได้ดีเป็นเพราะได้พัฒนาปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช ซึ่งทางเรือนจำไม่ได้ใช้สารเคมีอะไรเลย เป็นสารอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเองทั้งหมด โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด

ผู้อำนวยการทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก บอกด้วยว่า กรณีผลผลิตที่เหลือ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ไม่ผ่านเกณฑ์ คือตกเกรด จะนำมาแปรรูป เช่น กล้วย แปรรูปเป็นกล้วยฉาบบ้าง กล้วยอบ หรือกล้วยตาก เพราะทางเรือนจำมีศูนย์แปรรูปผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่า เรือนจำเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริกปลูกกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทองส่งขายห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้เชิญสื่อมวลชนจากส่วนกลางไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เกษตรอุตสาหกรรมด้วย พร้อมสาธิตการตัดกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าให้ดู ทำให้ได้รู้ได้เห็นวิธีการตัดกล้วยแต่ละหวีแบบไม่ให้มีร่องรอยขีดข่วนหรือช้ำ โดยเมื่อใช้บันไดสูงตัดจากต้นกล้วยแล้ว จะนำมาตัดแบ่งเป็นหวีๆ ในถังน้ำขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้กล้วยถูกกระแทกช้ำ พร้อมใช้มีดคมๆ ที่เป็นลักษณะโค้งตัด แค่นี้ก็จะได้กล้วยหวีงามๆ ที่พร้อมจะส่งห้างได้

คุณวิเชียร แจกแจงว่า ที่ผ่านมาทางทัณฑสถานได้อบรมความรู้เรื่องเกษตรให้แก่ผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ผลผลิตที่ปลูกได้ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีข้อจำกัดในด้านช่องทางการขายอย่างมาก จนกระทั่ง เทสโก้ โลตัส เข้ามารับซื้อผลผลิตในราคาตลาด และมีซัพพลายเออร์ คือ บริษัท วัน บานาน่า ซึ่งปลูกกล้วยขาย เทสโก้ โลตัส อยู่แล้ว เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ทำให้เรียนรู้ถึงการปลูกพืชตามที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้าในเชิงพาณิชย์ ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพตามมาตรฐานของโมเดิร์นเทรด สามารถขายผลผลิตในช่วงแรกเป็นระยะเวลา 3 ปี

สำหรับรายได้จากการขายผลผลิต 50% ใช้ดำเนินการ อีก 50% จะกลับไปที่ผู้ต้องขัง เพื่อเป็นเงินขวัญถุงเมื่อถึงเวลากลับบ้าน ซึ่งเป็นการคืนคนดีสู่สังคม ตามนโยบายการบริหารงานราชทัณฑ์ของอธิบดีกรมราชทัณฑ์

ทั้งนี้ ในการปลูกกล้วยหอมนั้น บริษัท วัน บานาน่า ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการปลูกกล้วยหอมและเป็นบริษัทที่ส่งกล้วยหอมให้ เทสโก้ โลตัส ได้เข้ามาให้คำแนะนำในการปลูก เริ่มตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูก และการจัดการอย่างเป็นระบบ

ชวนร่วมทำเกษตรแปลงใหญ่

ด้าน คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส เล่าถึงความร่วมมือระหว่างเรือนจำแห่งนี้กับ เทสโก้ โลตัส ว่า ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริกมีพื้นที่เพาะปลูกที่ดี และมีผู้ต้องขังที่มีศักยภาพที่พร้อมจะเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ จึงได้เริ่มดำเนินโครงการกับทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2560 เพื่อส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้า เพื่อส่งขายให้กับ เทสโก้ โลตัส โดยมีการปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 10,180 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ และกล้วยน้ำว้าทั้งหมด 6,136 ต้น บนพื้นที่ 58 ไร่

กล้วยทั้งหมดเพาะปลูกโดยผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ เพื่อเป็นการฝึกทักษะวิชาชีพด้านการเกษตรให้กับผู้ต้องขังได้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงหลังจากพ้นโทษไป

“จากความร่วมมือกันครั้งนี้ มองว่าเรือนจำเขาพริกน่าจะปลูกผลไม้อื่นๆ เพื่อส่งขายให้ทางห้างเทสโก้ โลตัส ได้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะแก้วมังกร ซึ่งเป็นผลไม้ที่ปีหนึ่งๆ สั่งนำเข้ามาจำนวนมาก เพราะผลผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอ จึงอยากจะให้ทางเรือนจำเขาพริกปลูกขายให้กับเรา เงินทองจะได้ไม่รั่วไหลไปประเทศอื่น” คุณพรเพ็ญกล่าว

ขณะเดียวกันทางเรือนจำเขาพริกยังได้ร่วมกับบริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่งในการปลูกพืชผักผลไม้ ซึ่งจะทำให้มีตลาดแน่นอน เนื่องจากบริษัทเอกชนจำนวนไม่น้อยต้องการผลผลิตจากเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกัน โดยเฉพาะเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากตามความต้องการ โดยมีทั้งปลูกเพื่อขายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย

อย่างเช่น ก่อนหน้านี้ มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ ซีพี ในการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรฯ ซึ่งแผนความร่วมมือดังกล่าว มีระยะเวลา 15 ปี และผลผลิตที่ได้ทาง ซีพี จะเป็นผู้ดูแลทั้งหมด นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับบางบริษัทในการปลูกกล้วยหอมเขียว ส่งขายในต่างประเทศ

ผู้ที่ผ่านไปยังศูนย์การเรียนรู้เกษตรอุตสาหกรรมเรือนจำเขาพริก จะเห็นผลผลิตของที่นี่นำออกมาขายที่หน้าศูนย์ฯ ในราคาค่อนข้างถูก ที่สำคัญสดใหม่ มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพดสวีท ฟักทอง ผักสวนครัว และไข่ไก่ ฯลฯ

ผู้อำนวยการ ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก ฝากบอกด้วยว่า ทางศูนย์มีพื้นที่อีกเยอะที่จะปลูกพืชผักผลไม้ในปริมาณมากๆ ถ้าผู้ประกอบการรายใดสนใจจะทำเกษตรแปลงใหญ่ หรือต้องการผู้ต้องขังที่ประพฤติดีใกล้พ้นโทษไปทำงานข้างนอก ก็สามารถติดต่อมาได้ ที่เรือนจำ และหากผู้สนใจการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยชีวภาพหรือการทำปุ๋ยหมัก ก็เข้ามาศึกษาดูงานได้

นับเป็นแหล่งผลิตพืชผักผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอีกแห่งของบ้านเรา ทั้งยังเป็นแหล่งฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้อาชีพเกษตรกรรมอย่างครบวงจร ซึ่งเมื่อพ้นโทษไปแล้วสามารถนำวิชาความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่บ้านกุดทิง หมู่ 4 ตำบลบ้านโนน อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านกว่า 100 หลังคาเรือน กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก หลังจากน้ำประปาหมู่บ้านมีสีขุ่นดำ จนไม่สามารถใช้ในการอุปโภคและบริโภคได้

โดยชาวบ้านบอกว่า ปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จนกระทั่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะน้ำที่ไหลมีสีขุ่นดำ มีตะกอนสีดำทำให้เมื่อเปิดก๊อกออกมา น้ำพร้อมตะกอนจะไหลออกมาพร้อมๆ กัน ชาวบ้านต้องให้ตะกอนดังกล่าวนอนก้นถัง จากนั้นจึงใช้น้ำมาอาบ แต่ก็ต้องเจอปัญหาน้ำที่อาบไปแล้ว หลายครั้งต้องเกิดอาการแพ้ทำให้ชาวบ้านต้องรับประทานยาแก้แพ้ไปด้วย โดยปัญหาที่เกิดขึ้นได้มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข ทำให้ต้องซื้อน้ำมาใช้อุปโภคและบริโภค

วันที่ 28 พ.ค. นายสุรสิงห์ พูนเพิ่มสุขสมบัติ เกษตรจ.ระยอง ได้รับการร้องเรียนจากนายจิตติ พฤกษาชาติ อายุ 59 ปี และ นายนาวิน รัตนสุทธินันท์ อายุ 60 ปี สองพ่อค้าขายทุเรียนแผงข้างสำนักงานสหกรณ์ระยอง ริมถนนสาย36 ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง ขณะกำลังเข้าตรวจแผงทุเรียน เพื่อป้องกันการนำทุเรียนอ่อนและทุเรียนด้อยคุณภาพมาจำหน่าย ในตลาดดังกล่าว

นายจิตติ และ นายนาวิน พ่อค้าทุเรียน ได้ ร้องขอความช่วยเหลือ ว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนเองได้ติดต่อซื้อทุเรียนจากเกษตรกรรายหนึ่งในสวนทุเรียนบริเวณ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยตกลงซื้อขายทุเรียนกันจำนวนประมาณ 1,500 กิโลกรัม หรือประมาณ 500-600 ลูก ในราคา 1.6 แสนบาท เพื่อจะนำมาขายปลีก แต่หลังจากที่เจ้าของสวนนำทุเรียนมาส่งให้ ด้วยความไว้ใจจึงไม่ได้ตรวจสอบทั้งหมดจ่ายเงินให้ไปทั้งหมด

จนกระทั่งเริ่มนำมาขายให้กับลูกค้า พอปอกทุเรียนให้กับลูกค้าก็พบว่ามีหนอนเจาะทั่วทั้งลูก พอตรวจสอบลูกอื่นก็พบว่ามีหนอนเจาะทุกลูก จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกลับไปทางเจ้าของสวนที่ซื้อมา เพื่อให้ช่วยรับผิดชอบเพราะไม่สามารถขายได้ แต่เจ้าของสวนกลับพูดจาบ่ายเบี่ยงไม่ขอรับผิดชอบ เพราะซื้อขายไปแล้ว ทางตนได้บอกว่าช่วยลดราคาให้ครึ่งหนึ่งก็ได้ ยอมขาดทุนที่เหลือเพราะขายไม่ได้ หลังจากนั้นเจ้าของสวนก็วางหูจึงเดินทางไปหาที่สวนทุเรียนก็ไม่พบ

จากนั้นได้พยายามติดต่อตลอดแต่ก็ไม่พบตัว ส่วนทุเรียนทั้งหมดไม่สามารถขายได้เพราะหนอนเจาะเข้าไปที่พลูทุเรียนจนเสียหายทั้งหมด ยังวางกองอยู่ที่แผง ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงขอให้ทางเกษตรจังหวัดระยองช่วยเหลือเจรจากับเจ้าของสวน เพราะขาดทุนย่อยยับเลย ต้องเสียเงินไปกว่าแสนบาท พร้อมทั้งทดลองปอกทุเรียนหนอนเจาะให้ดู พบว่ามีหนอนเจาะจริง จนไม่สามาถกินได้

ด้านนายสุรสิงห์ เกษตรจังหวัดระยอง ได้กล่าวว่าเบื้องต้นจะเป็นคนกลางพาสองพ่อค้าที่เจอทุเรียนหนอนเจาะ ไปเจรจากับเจ้าของสวนทุเรียนที่ซื้อมา เพื่อหาทางออกร่วมกัน พร้อมแนะนำว่า การซื้อขายทุเรียนครั้งละจำนวนมาก ควรมีการทำสัญญาซื้อขายไว้เป็นหลักฐาน เพื่อปัองกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเช่นเดียวกับพ่อค้ารายนี้ นอกจากนี้ยังเตือนให้เกษตรกรระวังหนอนเจาะลูกทุเรียน ซึ่งจะระบาดในช่วงฝนตกชุก จึงควรป้องกัน หากพบก็ไม่ควรนำมาจำหน่าย ถือเป็นการหลอกลวง

วันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักดำน้ำของ local diving krabi ผู้ประกอบการนำเที่ยว จ.กระบี่ นำนักท่องเที่ยว ดำน้ำชมปะการัง ใต้ทะเล บริเวณ เกาะยาวาสัม หรือเกาะคู่ ใกล้ ทะเลแหวก ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ แหล่งท่องเที่ยวดำน้ำ ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของจ.กระบี่ ที่มีปะการังสวยงามเป็นจำนวนมาก พบว่า ปะการัง ชนิดต่าง ๆ เช่น ปะการังโขด ปะการัง สมอง เริ่มฟอกขาวเป็นจำนวนมาก

น.ส.ปรัญญา พันธุ์ตาจิต ครูสอนดำน้ำ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมานำนักท่องเที่ยว มาดำน้ำบริเวณเกาะยาวาสัม อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนี้ ทุกครั้งขณะดำน้ำ พบว่า อยู่ที่ 31-32 องศ์เซลเซียล ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้ปะการัง เริ่มฟอกขาว จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบปะการังบริเวณเกาะยาวาสัม อย่างละเอียด เพื่อหาแนวทางป้องกัน และฟื้นฟูปะการัง เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีปะการัง สมบูรณ์สวยงามแห่งหนึ่งของกระบี่

วันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในทุ่งลอ บริเวณท้องที่ ต.อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นบริเวณกว้างประมาณ 3,000 ไร่ เนื่องจากฝนตกติดต่อกัน ทำให้น้ำในแม่น้ำอิงเอ่อหนุนน้ำฝนในนาข้าว ทำให้เกิดน้ำท่วมขังซ้ำซากติดต่อกัน 2-3 รอบ นานกว่า 5 วันแล้ว ทางองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อ่างทอง โดย นายอนุชา กาติ๊บ นายก อบต. ได้เร่งสำรวจและทำรายงานสรุปความเสียหายของพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด ส่งปกครอง อ.เชียงคำ เพื่อเสนอถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ขอให้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป

นายอนุชา กล่าวว่า เนื่องจากเหตุฝนตกที่ผ่านมา 2-3 ครั้ง ท่วมขังนานกว่า 5 วัน แล้ว สภาพื้นที่เป็นทะเลน้ำจืดไปทันที เนื่องจากแต่ละครั้งทำให้มีน้ำฝนและน้ำจากแม่น้ำอิงเอ่อเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวที่กำลังปลูกข้าวนาปี ซึ่งเป็นนาข้าวหว่านบริเวณที่ราบทุ่งลอของ 8 หมู่บ้าน ประมาณ 3,000 ไร่ เกษตรกรประสบปัญหาเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าไถ หว่าน ต้นทุนค่าใช้จ่ายไร่ละ 2,500 บาท ประเมินมูลค่าความเสียหายในขณะนี้ประมาณ 7.5 ล้านบาท ทาง อบต.อ่างทอง จัดทำรายงานสรุปสถานการณ์และความเสียหายไปยังปกครองอำเภอเชียงคำ รายงานต่อนายอำเภอเชียงคำ เพื่อส่งรายงานต่อยังผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ขอความช่วยเหลือประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมนาข้าว เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยในขั้นตอนต่อไป

บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์มีคำสั่งให้ทำลายวัวจำนวนมากถึง 150,000 ตัว เพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “ไมโครพลาสมาโบวิส” (Microplasma bovis) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้วัวเกิดอาการเต้านมอักเสบ ข้ออักเสบ และปอดบวม

ทางการประเทศกีวี กล่าวว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ต้องเพิ่งการเพาะปลูกและปศุสัตว์ เพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ ดังกล่าว การยุติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอันไม่พึงประสงค์ได้เร็วที่สุด จะช่วยพยุงความเชื่อมั่น และภาคการส่งออกของประเทศได้เร็วขึ้น

นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น แห่งนิวซีแลนด์ ระบุว่า “การตัดสินใจในครั้งนี้เพื่อปกป้องภาคการเกษตร ที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ ยอมรับว่าเป็นคำสั่งที่ยากลำบาก เพราะไม่มีใครต้องการเห็นสัตว์จำนวนมากถูกฆ่า แต่หากไม่เร่งมือควบคุมเชื้อโรค ก็จะแพร่กระจายไปยังฝูงวัวอื่นๆ ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม เชื้อไมโครพลาสมาโบวิสไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ “น้ำนมและเนื้อวัว” เป็นการพิสูจน์ผ่านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของนิวซีแลนด์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศใช้มาตรการเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เชื่อไวรัสดังกล่าวถูกพบเป็นครั้งแรกที่ ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยยังไม่มีการยืนยันของที่มาของเชื้อดังกล่าวที่ชัดเจน ทั้งนี้ การเชือดวัว 150,000 ตัว เพื่อกำจัดเชื้อไมโครพลาสมาโบวิสคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 886 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตาม จำนวนวัวที่เตรียมจะถูกฆ่านั้น เป็นเพียงส่วนน้อยของประชากรวัวในแดนกีวี ซึ่งมีทั้งหมด 4.2 ล้านตัวที่ถูกเชือดเพื่อจำหน่ายและส่งออกในแต่ละปี

ขณะที่สมาคมที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยว่า วิธีการจำกัดวัวส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเชือดที่โรงฆ่า ภายใต้การควบคุมเชื้อไวรัสอย่างรอบด้าน ส่วนวัวบางส่วนจะถูกฆ่าและฝังดิน ศอ.บต.ดึงนายทุนจีนลงนามMOUม.สงขลาวิจัยต่อยอดผลิตภัณฑ์ยางพารา หวังเพิ่มศักยภาพแปรรูป-ส่งออก

วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมคณะและ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.) และคณะอาจารย์ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก Yunmeng Group Co.,Ltd และคณะผู้บริหารมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน Mr.Li Yong Sheng ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจในเครือข่าย Yunmeng Group Co., Ltd. และประธานบริษัท China Rubber Yong Sheng Southeast Asia Latex Products Company Limited by Shares และองค์กรเครือข่ายภาคเอกชนของสาธารณรัฐประชาชนจีน ฯลฯ

ในโอกาสเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนายางพารา และอุตสาหกรรมสุขภาพของ 2 ประเทศ ทั้งในด้านการนำผลงานวิจัยเข้าสู่ภาคธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนทุนในการวิจัยด้านนวัตกรรมสู่การพัฒนาการลงทุนในระยะยาว

นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามของ ศอ.บต. และ มอ. ในการเปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาความร่วมมือไทย-จีน โดยมีคณะผู้บริหารมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีความสนใจในการนำผลงานวิจัยของ มอ. ไปพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ภาคธุรกิจ อันจะนำมาสู่การพัฒนาในด้านต่าง ๆ

ด้าน Mr. Li Yong Sheng ประธานกลุ่มธุรกิจ Yunmeng Group Co., Ltd. กล่าวว่ามอ. มีความสามารถด้านงานวิจัยยางพารา และด้านสุขภาพ ที่สามารถผลิตทั้งหมอนยางพารา ที่นอน และถุงมือยางอนามัยรวมถึงอุปกรณ์ด้านสุขภาพ เช่น ยางรองเท้า ยางรองกระดูก เป็นต้น โดยตลาดในประเทศจีนมีความต้องการเป็นอย่างมาก

เนื่องจากประเทศจีนยังขาดแคลนงานวิจัยด้านยางพารา ซึ่งจากความร่วมมือในการพัฒนางานวิจัยยางพาราในครั้งนี้ จะสามารถสร้างตลาดรองรับในประเทศจีนได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการผลักดันสินค้าให้เป็น Made in China และสร้างศูนย์กลางการเรียนรู้ในประเทศ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและกระจายความร่วมมืออีกทางหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า วันนี้ (24 พ.ค.61) นายชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจล้นตลาด จากกรณีที่มีการคาดการณ์ว่า ในปีนี้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียนและมังคุด จะให้ผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่านมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จากปัจจัยเอื้ออำนวยด้านลักษณะอากาศ

“ทุกฝ่ายได้มีความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร เตรียมแผนรับมือสถานการณ์เต็มรูปแบบ ทั้งการเร่งกระจายสินค้าไปตามช่องทางต่างๆ การเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมทั้งการแสวงหาภาคีความร่วมมือในทุกระดับ เพื่อแก้ปัญหาหากเกิดกรณีวิกฤตราคาขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มทุน หรือมีกำไรตามความเหมาะสม”

ปัจจุบันในกลุ่มเกษตรกรบางรายได้มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตกับพ่อค้าแม่ค้าโดยตรงไปบ้างแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ไม้ผลของพื้นที่ใกล้เคียง หรือแหล่งผลิตไม้ผลขนาดใหญ่หลายแห่งของประทศได้รับผลกระทบและเสียหายจากสภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมา จึงคาดว่าสถานการณ์ราคาไม้ผลในปีนี้มีจะมีแนวโน้มที่ดี ฝากถึงเกษตรกรเพื่อให้ดูแล เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพของไม้ผลให้มีคุณภาพเพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อตามราคาตามที่ต้องการ

จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า มีพื้นที่เพาะปลูกทุเรียน และสามารถให้ผลผลิตได้แล้ว จำนวน 39,635 ไร่ และในปีนี้มีประมาณการให้ผลผลิตจำนวน 30,915 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณผลผลิตที่มากกว่าปีการผลิต 2560 ถึง 7,267 ตัน หรือร้อยละ 30.73 และมังคุด ที่มีพื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 83,721 ไร่ มีประมาณการผลผลิตทั้งสิ้นจำนวน 48,642 ตัน มากกว่าการให้ผลผลิตในปี 2560 จำนวน 23,745 ตัน หรือร้อยละ 95.37

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพัทลุงว่า นางจำนง พานิช บ้านเลขที่ 136 หมู่ 3 บ้านด่านโลด เทศบาลตำบลควนเสาธง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ได้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาบริหารจัดการครัวเรือน ด้วยการปลูกทุกอย่างที่บริโภคได้ นอกจากนั้นยังมีปศุสัตว์ คือการเลี้ยงวัว และประมง คือการทำบ่อปลา มีครบทุกอย่างโดยไม่ต้องซื้อ

“การไม่ต้องซื้อเท่ากับมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้อย่างอื่น และหากทุกครัวเรือนดำเนินการรูปแบบนี้ได้ จะไม่ลำบาก และจะมีความเป็นอยู่ที่ดีอีกด้วย ระการสำคัญที่สุดขณะนี้คือการปลูกต้นหม่อนเบอร์รี่ โดย 15 ปีที่ผ่านมาปลูกเริ่มแรกไว้หน้าบ้านประมาณประดับความสวยงาม แซมตามผลไม้ต่าง ๆ เช่น มะม่วง เป็นต้น และปลูกแซมต่ออีกประมาณ 50 ต้น ระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร/ต้น นอกจากไว้บริโภคเองยังขายได้ดีอีกด้วย โดยจะมีแม่ค้าประจำมารับถึงที่ โดยราคาขายส่ง 100 บาท / กก. แต่ราคาค้าปลีกในท้องตลาด ปราคาระมาณ 200 บาท / กก.”