คุณวุฒิชัย แจกแจงว่า ชันโรง เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้ง

ซีพีเอฟ จึงได้ต่อยอดโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงชันโรง ให้เป็นอาชีพเสริมของคนในชุมชน โดยนำผู้สนใจไปดูงานเลี้ยงชันโรงที่พัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงชันโรงที่มีชื่อเสียงที่สุดของทางภาคใต้ เพื่อเผยแพร่ความรู้และทำผลิตภัณฑ์จากชันโรง เช่น น้ำผึ้ง สบู่ เป็นต้น

ปัจจุบัน มีชาวชุมชน 8 ครอบครัว ที่หันมาเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้น มีรายได้เฉลี่ย 50,000-60,000 บาท ต่อปี ทั้งยังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ เช่น น้ำผึ้ง และสบู่ โดย ซีพีเอฟ มีโครงการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงชันโรง เพื่อให้ความรู้แก่คนในชุมชนที่สนใจสามารถนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพได้ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างมั่นคง

แม้โครงการนี้จะเพิ่งส่งเสริมชาวบ้านเลี้ยงได้เพียงปีกว่า แต่ผลปรากฏว่าดีเกินคาด เพราะทำรายได้ให้กับคนในชุมชนเดือนละหลายพันบาท และตอนนี้ชาวบ้านก็สนใจจะเลี้ยงชันโรงเพิ่มขึ้นอีกหลายราย

ลองมาฟังคำบอกเล่าจาก คุณประเสริฐ พุทธทอง ประธานกลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงและผึ้งหลวง อำเภอ สิงหนคร จังหวัดสงขลา แล้วจะรู้ว่าชันโรงเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงและมีอนาคตไกลทีเดียว คุณประเสริฐ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาคนในชุมชนชะแล้ทำอาชีพประมง และจะตีรังผึ้งหลวงในป่าชายเลนเพื่อนำน้ำผึ้งไปขาย แต่เมื่อมีกฎหมายห้ามบุกรุกพื้นที่ป่า ก็ได้หันมาเลี้ยงชันโรง ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากทาง บริษัท ซีพีเอฟ โดยได้ไปศึกษาดูงานการเลี้ยงชันโรงที่จังหวัดพัทลุง และซื้อกล่องพันธุ์มาเลี้ยง จนตอนนี้มีชันโรงอยู่ 250 กล่อง และในปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้มีกล่องรังแม่พันธุ์ 400 รัง เพื่อนำไปฝากตามบ้านต่างๆ ที่มีสวนผลไม้ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกสวนจะเลี้ยงชันโรงได้ ต้องดูด้วยว่าใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีหรือเปล่า ถ้าใช้จะไม่สามารถเลี้ยงได้

แยกรัง ต้องมีไข่นางพญา
จากประสบการณ์ที่เลี้ยงกันมาปีกว่า ทำให้ตอนนี้สมาชิกของกลุ่มที่มีอยู่ด้วยกัน 8 คน สามารถแยกรังชันโรงได้แล้ว อย่างที่คุณประเสริฐอธิบายว่า ในช่วง 1 ปี จะแยกรังจาก 1 รัง เป็น 2 รัง โดยการแยกจะเปิดผ่ากลางกล่องแม่พันธุ์ตอนกลางคืน ซึ่งตัวแม่พันธุ์จะอยู่ครบ ในการแยกต้องดูความสมบูรณ์ของรังด้วย นั่นคือ ต้องมีไข่นางพญาติดไปในรังใหม่ด้วย เพราะอีก 14 วัน ต่อจากนี้ ไข่นางพญาจะฟักเป็นตัวใหม่ รังนั้นเป็นรังที่สมบูรณ์ทันที แต่ถ้ารังไหนที่ไม่มีนางพญา รังนั้นจะค่อยๆ สลายไป

หลายคนอาจสงสัยว่า การแยกรังไม่กลัวโดนต่อยหรืออย่างไร ประเด็นนี้คุณประเสริฐบอกว่า ชันโรงดีตรงที่ไม่มีเหล็กไน เวลาแยกรังทำได้ง่ายกว่าผึ้ง โดยนำกลิ่นเฉพาะรังมาทาที่ปากรังไว้ ชันโรงก็จะกลับไปหากลิ่น เหมือนใช้เรดาร์นำร่อง พอแยกแล้วต้องนำรังใหม่ไปไว้ให้ห่างจากรังเดิมไปอีก 1 กิโลเมตร ไม่เช่นนั้นชันโรงจะบินกลับไปหารังเก่า

สำหรับระยะเวลาที่ชันโรงจะให้น้ำผึ้ง ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารของชันโรงด้วย เช่น ดอกไม้ ถ้าเป็นช่วงที่ดอกเสม็ดบานเต็มๆ ไม่นานน้ำหวานก็จะเต็มรัง และจะมีรสหวาน แต่ถ้าเป็นฤดูมะม่วง หากนำรังกล่องชันโรงไปตั้งตามบ้านที่มีต้นมะม่วง มะขาม กระท้อน และมะนาว น้ำผึ้งอาจจะออกเปรี้ยวหน่อย ซึ่งชันโรงจะให้น้ำผึ้งน้อยกว่าผึ้งหลวงมากเพราะตัวเล็ก

ช่วงปีเศษของการเลี้ยงชันโรงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ประธานกลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า ปีแรกมีปัญหาเพราะเพิ่งเริ่มเลี้ยง มีการลองผิดลองถูกกันไป จนรู้ว่าแบบไหนที่ไม่ควรทำ รวมทั้งวิธีการวางไข่ ถ้าวางพลาดไข่จะฝ่อ ต้องวางให้เป็นธรรมชาติที่สุด ย้ายมาแบบไหนต้องตั้งแบบนั้น บางทีย้ายมาแล้วกลับหัวก็ล่มทั้งรังเลย

“ช่วงย้ายรังตอนแรกๆ ได้ไข่เยอะ ดีใจ แต่จริงๆ แล้ว ไข่พวกนั้นไม่มีตัวนางพญาอยู่เลย ฝ่อหายไปหมดก็มี บางทีตั้งไว้ มีคอกวัว จุดควันไฟไล่ยุงให้วัวตอนกลางคืน ไม่รู้ว่าควันพวกนี้มารบกวนชันโรง อันนี้ก็พลาด ถ้ามีควันไปรบกวน ชันโรงจะบินหนี ทิ้งรังไปเลย และไข่พวกนี้ถ้าจะฟักต่อไปต้องมีนางพญาและตัวทหาร ถ้าไม่มีตัวทหารมีแต่ไข่เฉยๆ จะฝ่อ เพราะต้องมีแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้ฟักเป็นตัว”

ผลิตกล่องแม่พันธุ์ไม่ทันขาย
ประธานกลุ่มชะแล้รักษ์ชันโรงฯ ให้ข้อมูลอีกว่า สิ่งที่ต้องระวังในการเลี้ยงชันโรงก็คือ มด จิ้งจก และกิ้งก่า ต้องป้องกันสัตว์พวกนี้ให้ดี ดังนั้น เมื่อนำกล่องไปตั้ง พอถึง 2 วัน ก็มาดูแลครั้งหนึ่ง และในพื้นที่รอบๆ ต้องระวังเรื่องยาฆ่าแมลงด้วย โดยต้องไปคุยกับคนที่ทำสวนที่นำกล่องชันโรงไปตั้งด้วย ไม่สามารถใช้ยาฆ่าแมลงได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีโครงการว่า ถ้าบ้านไหนที่ทางกลุ่มนำรังชันโรงไปฝากไว้ จะมีเมล็ดพันธุ์พวกบวบ ถั่ว ไปให้เป็นการตอบแทนน้ำใจให้เล็กๆ น้อย ๆ

ในการเลี้ยงเมื่อปี 2561 กลุ่มแยกกล่องชันโรงได้ 600 กล่อง ส่งขายกล่องละ 1,000 บาท ได้น้ำผึ้ง 38 ขวด ปริมาณขวดละ 750 มิลลิลิตร ขายขวดละ 1,500 บาท ส่วนรังแม้จะกินไม่ได้เหมือนรังผึ้ง แต่สามารถนำมาชันเรือและทางเหนือใช้ทำพระได้ด้วย

หลังจากมีรายได้พิเศษจากการเลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมเดือนละหลายพันบาท ทำให้ชาวบ้านอีกหลายคนสนใจจะมาเข้าร่วมเลี้ยงด้วย เพราะเห็นว่าไม่ต้องลงทุนมากและไม่ต้องดูแลเยอะ

นอกจากนี้ ยังมีคณะบุคคลจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดสงขลาเอง และที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งสั่งซื้อกล่องแม่พันธุ์ด้วย จนทางกลุ่มผลิตไม่ทันความต้องการของตลาด พร้อมกันนั้นทางกลุ่มยังนำน้ำผึ้งมาแปรรูปเป็นสบู่ด้วย

ช่วงหน้าฝนต้องให้อาหารเสริม
สำหรับผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงชันโรงของชุมชนชะแล้ก็คือ คุณประวีณ เลิศอริยะพงษ์กุล ผู้จัดการฝ่าย ซีเอสอาร์ ฟาร์มสัตว์น้ำภาคใต้ ซีพีเอฟ

หนุ่มใหญ่รายนี้ให้รายละเอียดว่า ทาง ซีพีเอฟ เข้ามาสำรวจในพื้นที่ เห็นว่ามีชันโรงจำนวนมาก แต่ชาวบ้านไม่ได้สนใจและไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรบ้าง นอกเหนือจากการทำชันมาอุดเรือ ซึ่งหลังจากนำไปดูงานการเลี้ยงชันโรงที่จังหวัดพัทลุงก็เริ่มลงมือเลี้ยงเป็นเวลาปีกว่าแล้ว โดยทำเป็นรายได้เสริม อยู่ที่ครอบครัวละ 6,000 กว่าบาท ต่อปี ปี 2561 รายได้รวมทั้งกลุ่มอยู่ที่ 600,000-700,000 บาท เลยคิดจะขยายเครือข่าย ขยายไปตามหมู่บ้าน ตามสวน ตามไร่ ให้ครบทั้ง 5 หมู่บ้าน ตั้งเป้าอยู่ที่ไตรมาสแรก 150 รังก่อน ขึ้นกับว่าบ้านไหนเหมาะสมขนาดไหน เพราะต้องดูว่าบ้านละแวกนั้นใช้สารเคมีหรือไม่ เนื่องจาก

ชันโรงไวต่อยาฆ่าแมลง
ดูเรื่องอาหารว่ามีอาหารเพียงพอหรือไม่ เช่น มีทั้งปาล์ม กระท้อน มะม่วง
เรื่องความปลอดภัย ต่อไปชันโรงมีโอกาสถูกขโมย เพราะมูลค่าจะเยอะมาก
ส่วนรังชันโรงที่ทางกลุ่มนำไปฝากไว้ที่บ้านต่างๆ จะมีเมล็ดพันธฺุ์พืชให้ไปด้วย และเมื่อเก็บเกี่ยวก็ให้ค่าฝาก รังละ 20 บาท ขณะที่เจ้าของสวนก็ช่วยดูแลด้วย ชันโรงเองก็ไปช่วยผสมเกสรมะพร้าวบ้านหลังนั้นด้วย เรียกว่าได้กันหมด ปีนี้จะขยายรังแม่พันธุ์เพิ่มอีก 400 รัง เป็นรังแม่พันธฺุ์ จากที่มีรังพ่อแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 250 รัง

คุณประวีณ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับน้ำผึ้งชันโรงที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่าน้ำผึ้งทั่วไปว่า ปกติเวลาผึ้งทั่วไปตอมดอกไม้ ผึ้งจะดูดน้ำหวาน 80% เอาเกสร 20% แต่ชันโรงจะเอาเกสร 80% ดูดน้ำหวาน 20% เพราะฉะนั้นพวกแร่ธาตุ วิตามิน จะอยู่ที่เกสรดอกไม้ที่ชันโรงเก็บไว้ที่รัง ในน้ำผึ้งชันโรงจึงมีคุณค่าและราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ผลิตได้น้อย เนื่องจากเป็นผึ้งตัวเล็ก

สำหรับการเลี้ยงชันโรงนั้น ปีหนึ่งทำได้แค่ 10 เดือน เพราะในภาคใต้ฝนตก เดือน 11 เดือน 12 ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องไปเริ่มกลางๆ เดือนกุมภาพันธ์ ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ต้องมีอาหารเสริมให้ด้วย คือน้ำผึ้งโพรง หรือน้ำผึ้งหลวงใส่ในถ้วยใส่ฝาไว้ประมาณครึ่งฝา ชันโรงจะมาตอมน้ำผึ้ง

สาเหตุที่ต้องใช้อาหารเสริม เพราะฝนตกท้องฟ้าปิด ชันโรงบินออกไปไม่ได้ เพราะชันโรงต้องอาศัยแสงในการบิน พอท้องฟ้าเปิด ชันโรงก็จะบินออกไป แล้วก็รีบกลับมา

อีกวิธีหนึ่งง่ายๆ คือ ปลูกดอกไม้ที่ให้น้ำหวานเยอะๆ ไว้ข้างๆ รัง เช่น ดอกทานตะวัน ดอกรักแรกพบ จริงๆ แล้วชันโรงเป็นผึ้งที่ไม่เลือกตอมดอกไม้ ในเกสรก็จะมีน้ำหวานอยู่ ช่วงหน้าฝนเกษตรกรจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องน้ำผึ้งเลย และจะไม่แยกรังด้วย เพราะช่วงนั้นชันโรงอ่อนแอ ถ้าไปแยกรังจะไปออกหากินไม่ได้ นอกจากนี้ ความชื้นในอากาศเยอะ เสี่ยงต่อเชื้อรา จึงไม่ยุ่ง อีกอย่างช่วงเดือน 11-12 เป็นช่วงทำประมง คนในชุมชนชะแล้จะกลับไปทำอาชีพหลักคือประมง ต้องไปนอนเฝ้ายอกัน

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงชันโรงให้ประโยชน์กับทุกฝ่ายแบบวิน-วิน เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้คงมีเกษตรกรสนใจเลี้ยงกันมากขึ้นแน่นอน เพราะเป็นสัตว์ที่สร้างรายได้ก้อนโตให้กับผู้เลี้ยงทั้งทางตรงและทางอ้อม

สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย “อย่ามาขิง?!?” เสียงลูกชายกำลังจะเข้าวัยรุ่นคุยกับเพื่อน ผมก็งงว่า ขิง ที่วัยรุ่นชอบพูดแปลว่าอะไร สงสัยจนต้องไปหาความหมายกันในอากู๋ Google อืม อย่ามาขิง ของวัยรุ่นแปลว่า อย่ามาอวด โอย เข้าใจยากซะจริงคนรุ่นใหม่ๆ เปิดด้วยขิงฉบับนี้จึงขอพาท่านไปเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกขิงไกลถึงเขาค้อ เพชรบูรณ์ ไปดู “ขิง” ที่มีกระแสเสียงเล่าเสียงลือว่าช่วยต้านโควิด-19 ที่กำลังระบาดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกและโควิด-19 ก็อาจจะคร่าลมหายใจของรัฐบาลมือไม่ถึงในหลายประเทศทั่วโลกลงไปด้วย แต่เอที่เขาค้อหลายคนบอกว่านอนที่นี่ 1 คืนจะอายุยืนไปอีก 1 ปี ผมขับรถผ่านไปผ่านมาหลายเที่ยวหลายคืนสงสัยจะอายุยืนถึง 120 ปี (ฮา) เกริ่นมายาวเหยียดตั้งใจจะพาท่านไปชมขิงจริงๆ ครับ

ขิงมากสรรพคุณ
ผมลองค้นๆ ดูก็พบว่า ขิงนั้นมีสรรพคุณทางยามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ในทางยานิยมใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและจะมีใยอาหารมาก ขิงรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำขิงสดมาคั้นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย ผสมน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้งแก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง ฯลฯ (โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์) แต่เสียงลือในเรื่องการใช้ขิงรักษาอาการโควิด-19 นั้น หน่วยงานราชการประกาศว่า ยังไม่มีข้อมูลรายงานการศึกษาวิจัยว่า น้ำขิงสามารถต้านโควิดได้ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

ขิงไม่ชอบสภาพน้ำท่วมขัง
พาท่านมาพบกับ คุณสมชาติ แสนยากุล ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 10 ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ คุณสมชาติปลูกขิงมานานแล้วควบคู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวที่กรุงเทพฯ

“ตอนนี้ผมปลูกขิงเอาไว้ 5 ไร่ ปลูกบนเชิงเขาเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำขังเพราะขิงไม่ชอบสภาพน้ำท่วมขังทำให้เน่าเสียง่าย การผลิตขิงต้องมีความพิถีพิถันในการปลูกและการดูแลจึงทำให้ได้ผลผลิตขิงที่มีราคาดี” คุณสมชาติ เริ่มต้นเล่าให้ฟัง

การปลูกขิงในพื้นที่เข็กน้อย เกษตรกรมักจะเลือกปลูกขิงพันธุ์พื้นเมืองหรือพันธุ์ที่สามารถหาได้ทั่วไปในพื้นที่ ส่วนวิธีการปลูกขิงเนื่องจากขิงมีโรคระบาดค่อนข้างมาก เกษตรกรในพื้นที่จึงต้องสลับพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ เพื่อลดการระบาดของโรค โดยทำการปลูกขิง 1 ครั้งต้องเว้นพื้นที่ไป 4-5 ปี จึงจะกลับมาปลูกได้ใหม่ ในเขตเขาค้อมีการปลูกขิงมานานแล้ว และต้องขยับย้ายพื้นที่การปลูกไปจังหวัดอื่นๆ อย่างเช่น พื้นที่ทางภาคเหนือ 4-5 ปีจึงกลับมาปลูกในพื้นที่เขาค้อได้อีก การใส่ปุ๋ยเกษตรกรผู้ปลูกขิงที่เข็กน้อยจะเน้นการใช้ปุ๋ยคอกคือ ปุ๋ยขี้ไก่ ใส่ตอนเตรียมดินปลูก หลังจากนั้น จะให้ปุ๋ยเคมีสูตรเร่งราก ปุ๋ยเคมีสูตรเร่งลำต้นและใบ ถัดมาเน้นปุ๋ยเคมีสูตรเร่งหัว

ขิงมีโรคระบาดที่ต้องระวัง
คุณสมชาติ เล่าต่อไปว่า วิธีการปลูกขิงจะปลูกด้วยเหง้า ตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปลูกในหลุม หลังจากนั้น เว้นไว้ 1-2 เดือนจึงเอาเศษหญ้าคามาคลุมหน้าดินเพื่อบังแสงแดด เมื่อขิงงอกออกมาต้นเริ่มเจริญเติบโตก็จะนำดินมาถมทับรอบกอเพื่อบังคับให้ขิงเกิดการแตกตาแตกหน่อมากขึ้น

ช่วงเวลาปลูกขิงจะลงมือปลูกประมาณเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายนและจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวขิงอ่อนได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงกันยายน แต่ถ้าปล่อยไว้จนถึงเดือนธันวาคมก็จะต้องเก็บขายในแบบขิงแก่

คุณสมชาติ บอกว่า ขิงมีโรคเยอะและมีการระบาดได้อย่างรวดเร็วในดิน โดยเฉพาะในสภาพที่มีน้ำท่วมขัง วิธีการของเกษตรกรจะสังเกตที่ใบของขิงหากใบมีจุดสีขาวหรือสีที่ผิดปกติจะต้องรีบทำการกำจัดโดยการถอนออกและคลุมดินป้องกันไม่ให้โรคระบาดไปยังต้นข้างๆ หรือแปลงข้างเคียง แต่หากเอาไม่อยู่เกิดการระบาดก็จะต้องโละถอนขิงออกทั้งหมด

ส่วนโรคสาเหตุสำคัญที่ทำความเสียหายให้แก่ขิงเป็นอย่างมาก กรมวิชาการเกษตร โดย ลัดดาวัลย์และคณะ รายงานไว้ว่า คือโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ซึ่งเชื้อสาเหตุของโรคนี้ทำให้การผลิตขิงของไทยเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เนื่องจากเชื้อสามารถอาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน และยังติดไปกับหัวพันธุ์ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญต่อการผลิตขิง โรคนี้มีการระบาดอย่างรวดเร็ว ผลผลิตเสียหายจนบางครั้งไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกขิงซ้ำที่เดิมได้เพราะการเกิดโรคระบาดรุนแรงในปีต่อมา เกษตรกรต้องเปลี่ยนพื้นที่ปลูกขิงทุกปี

ขิงราคาดี
คุณสมชาติ เล่าว่า การปลูกขิงสร้างรายได้เป็นอย่างดีให้เกษตรกรในพื้นที่เข็กน้อย เกษตรกรบางคนมีพื้นที่ 20 ไร่สำหรับปลูกขิง บางปีขายผลผลิตได้ในราคาไร่ละ 300,000 บาท ส่วนเกษตรกรที่ปลูกขิงแล้วขิงมีสภาพความสมบูรณ์ปานกลางก็อาจจะขายได้ที่ราคาหลักแสนต่อ 1 ไร่ โดยขายกันแบบเหมาทั้งไร่ ในขณะที่การปลูกขิงมีต้นทุนไร่ละประมาณ 30,000-40,000 บาท ในเรื่องปริมาณผลผลิตขิงที่ปลูก 1 ไร่จะได้ผลผลิตประมาณ 3-5 ตัน ขึ้นอยู่กับการดูแลและการจัดการโรคระบาดของเกษตรกร

ส่วนเรื่องตลาดรับซื้อขิงนั้นคุณสมชาติให้ข้อมูลว่า “ราคาของขิงดีมาก ราคาไม่ตกมา 3-4 ปีแล้ว มีตลาดต้องการเยอะ โดยเฉพาะโรงงานขิงดอง และบางประเทศในตะวันออกกลางที่ซื้อขิงในลักษณะของขิงสด

ข้อมูลของคุณสมชาติตรงกับรายงานของศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง ที่รายงานว่า แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้ปลูก แปรรูป และส่งออกขิงมาที่สุดในโลก แต่เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมาทำให้ปริมาณการผลผลิตขิงในประเทศจีนลดลงจนถึงขั้นมีการนำเข้าขิงจากหลายประเทศ รวมทั้งขิงจากไทยเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิต บริโภค และส่งออกขิงสดรายใหญ่ของโลก ทำให้จีนมีความต้องการในการนำเข้าขิงสดจากต่างประเทศในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่หากพิจารณาถึงการแปรรูปขิงในตลาดจีนนั้นยังขาดความหลากหลายของสินค้า โดยหากผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตสินค้าจากขิงให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าและพัฒนาสินค้าไทยให้มีความแปลกใหม่ของสินค้าไทยในตลาดจีนได้ เช่น น้ำมันนวด น้ำมันหอมระเหยของไทยยังคงมีโอกาสในตลาดจีนอยู่ และนอกจากจะนำขิงมาแปรรูปในรูปแบบน้ำมันแล้ว ยังสามารถนำขิงมาแปรรูปในรูปแบบสินค้าบริโภคได้อีกด้วย เช่น ชาขิงสไตล์ไทย ขนมขบเคี้ยวอื่นๆ ที่ทำจากขิง เป็นต้น

ขิงนางพญา หรือขิงแก่ราคาดี

คุณสมชาติ บอกว่า ผลผลิตขิงจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่แบบเหมาสวน และในปัจจุบันเกษตรกรสามารถขายออนไลน์ได้โดยจะมีพ่อค้ามาเสนอราคากันแบบออนไลน์ นอกจากนั้น ก็จะมีตัวแทนจากโรงงานแปรรูปมารับซื้อขิงในพื้นที่ด้วย และหากเกษตรกรปลูกขิงเลี้ยงไว้จนได้ขิงแก่ที่ปลอดโรคก็จะทำให้เกษตรกรได้ราคาสูงกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัม เพราะขิงแก่จะมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเยอะ ขายได้เป็นปริมาณมากกว่ากิ่งอ่อน 7-8 เท่าตัว และยังสามารถขายขิงแก่ในลักษณะของต้นพันธุ์ให้กับเกษตรกรเอาไปปลูกได้อีกทางหนึ่ง

อีกช่องทางการตลาดของคุณสมชาติคือ การขายขิงนางพญาหรือขิงแก่ข้ามปี เป็นขิงที่เรียกว่าแม่ขิงที่เหลือตกค้างอยู่ในสวน จะขุดพร้อมขิงอ่อนขึ้นมาขาย ขิงนางพญาจะมีราคาแพงมากที่สุด แม่พันธุ์ขิงหรือขิงนางพญาราคาจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความแข็งแรงในสภาพแปลงปลูก การซื้อขายแม่พันธุ์ขิงก็ซื้อแบบเหมาไร่ราคาไร่ละ 200,000-300,000 บาท ซึ่งสามารถทำกำไรได้มากกว่า 10 เท่าถ้าเทียบกับการปลูกขิงอ่อน

“การขุดแม่พันธุ์ขิงหรือขิงนางพญาจะทำการขุดนำมาล้างแล้วตากแดดไว้ 1-2 วันก่อนจะแพ็กกล่องขายแบบออนไลน์ในราคา 55 บาทต่อกิโลกรัม ตามคำสั่งซื้อออนไลน์จากคนรู้จักทั่วไป”

คุณสมชาติ บอกว่า การปลูกขิงสามารถสร้างมูลค่าได้สูงทั้งตัวเกษตรกรเองและพ่อค้าคนกลาง รวมไปถึงแรงงานรับจ้างทั่วไปที่เข้ามาขุดผลผลิตขิงและดูแลสวนขิง แต่ปัญหาคือทำได้ยากต้องใช้ประสบการณ์ค่อนข้างสูง

ใครสนใจขิงนางพญาหรือสนใจการปลูกขิง สอบถามเพิ่มเติมกับคุณสมชาติ ติดต่อไปได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-918-2925 ส่วนฉบับนี้คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย หมดพื้นที่แล้ว ต้องขอลากันไปก่อน ขอให้โชคดี ไม่มีโรคกันทุกท่านทั่วหน้า สวัสดีครับ

จุดเริ่มต้น หญ้าหวายข้อ ณ ตำบลนาหมื่นศรี
คุณนิคม เสนี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 บ้านนาจิก ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เกษตรกรผู้ปลูกหญ้าหวายข้อ เล่าว่า เมื่อปี 2547 จุดเริ่มต้นของการปลูกหญ้าหวายข้อนั้นเริ่มจาก คุณวีรศักดิ์ ดำชุม หรือ น้าลา เกษตรกรหมู่ที่ 6 บ้านหัวเขา ตำบลนาหมื่นศรี เป็นผู้นำพันธุ์หญ้าหวายข้อจากจังหวัดกระบี่เข้ามาปลูกในพื้นที่ตำบลนาหมื่นศรีเป็นคนแรก และได้แบ่งพันธุ์ให้เกษตรกรที่สนใจนำไปขยายพันธุ์ปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์และจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงวัวชนมาจนถึงปัจจุบัน

คุณนิคม กล่าวว่า นอกจากงานประจำแล้ว littlekeylime.com ตนเองและภรรยาทำสวนยางพารา ทำนาปี ปลูกผักสวนครัว และสนใจทำอาชีพเสริมหารายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว โดยปลูกหญ้าหวายข้อมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งเช่าพื้นที่ประมาณกว่า 1 ไร่ นำพันธุ์หญ้าหวายข้อมาปลูก เนื่องจากปลูกง่าย รายได้ดี ปลูกครั้งเดียวสามารถตัดขายได้ ทุก 40 วัน หมุนเวียนตลอดทั้งปี หลังจากตัดแล้วหมั่นดูแลกำจัดวัชพืช เน้นการบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่ทำใช้เอง ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีเพียงครั้งเดียวต่อรอบ ให้น้ำโดยวางระบบแบบสปริงเกลอร์วันละครั้ง หลังจากตัดหญ้าขายแล้วใช้เวลาประมาณ 18 วัน หญ้าจะงอกมาใหม่

ทั้งนี้ “หญ้าหวายข้อ” เป็นพันธุ์หญ้าที่มีโปรตีนสูง วัวชนและวัวพื้นบ้านชอบกิน เป็นที่ต้องการของตลาด โดยลูกค้าจะเหมาซื้อเป็นล็อก ขนาดล็อกกว้าง 5 เมตร ยาว 60 เมตร ในช่วงฤดูแล้ง ขายราคาล็อกละ 1,200-1,500 บาท ในช่วงฤดูฝน ขายราคาล็อกละ 1,000 บาท ลูกค้าจะเข้ามาตัดหญ้าเองเมื่อครบกำหนดวันตัด

วิธีการปลูกหญ้าหวายข้อ

หญ้าหวายข้อ ชอบดินพรุ น้ำแฉะ ถ้าปลูกบนโคกต้องมีระบบให้น้ำ เริ่มจากการเตรียมพื้นที่
ใช้วิธีปิดหน้าดิน โดยตัดหญ้าในแปลงให้ผงแล้วปิดหน้าดินไว้ (หลักการ คือเมล็ดพืชทุกชนิดจะงอกเมื่อมีแสงแดดและอุณหภูมิที่เหมาะสม ถ้าแสงแดดและอุณหภูมิไม่เหมาะสม เมล็ดก็จะไม่งอก) หลังจากนั้น พ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช ทิ้งไว้จนหญ้าแห้งแล้วทำการเผา ซึ่งความร้อนจะทำให้เมล็ดหญ้างอก เมื่อเมล็ดเริ่มงอกให้หว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต หลังจากนั้น พ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชทิ้งไว้จนหญ้าแห้งแล้วทำการเผาซ้ำ เป็นการกำจัดวัชพืชสำหรับการปลูกหญ้าในปีแรก หลังจากนั้น เตรียมดินให้ละเอียดร่วนซุย

ขั้นตอนการปลูก
นำพันธุ์หญ้าสับเป็นท่อน ยาวประมาณ 1 คืบ ฉีดน้ำให้ชุ่ม บ่มทิ้งไว้ในร่ม 7-10 วัน เพื่อให้รากมันงอก แล้วนำไปโปรยลงในแปลงปลูก ไถกลบด้วยจอบหมุนเพื่อให้รากจมลงไปในดิน

การให้น้ำ
โดยทั่วไปหญ้าหวายข้อจะทนแล้งได้ดีมาก เกษตรกรมักปล่อยให้เติบโตด้วยการอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก ในช่วงฤดูแล้งให้น้ำโดยวางระบบแบบสปริงเกลอร์กระจายน้ำทั่วทั้งแปลงวันละครั้ง ช่วงฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำเนื่องจากอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ การใส่ปุ๋ย
– เมื่อปลูกครั้งแรก ใส่ปุ๋ยหมัก 50 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับใส่ปุ๋ยเคมี โดยปุ๋ยเคมีแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1 เมื่อหญ้าเริ่มงอกอายุได้ 15 วัน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 18-4-5 ปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่

ครั้งที่ 2 ก่อนตัดหญ้าขาย 15 วัน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 18-4-5 ปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่

– หลังจากตัดหญ้ารุ่นแรกแล้ว รอหญ้ารุ่นที่ 2 ให้สังเกตหญ้าเริ่มแตกตายาว 10-15 เซนติเมตร หรืออายุประมาณ 10 วัน หว่านปุ๋ยหมัก 50 กิโลกรัมต่อไร่ และหว่านปุ๋ยสูตร 18-4-5 ปริมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ และปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปริมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่ปุ๋ยเพียงรอบเดียว อีก 40-45 วัน สามารถตัดหญ้าขายได้เป็นรุ่นที่ 2 ได้ ส่วนในรุ่นต่อๆ ไป ดูแลบำรุงต้นหญ้าใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียว 40-45 วัน สามารถตัดขายได้