คุณศราวุธ ใช้มูลวัวเป็นอาหารเลี้ยงไส้เดือน เนื่องจากมูลวัว

แห้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและหาได้ง่ายในท้องถิ่น เมื่อไส้เดือนกินมูลวัวไปแล้วถ่ายออกมาเป็นโปรตีนที่ดีเหมาะสำหรับใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพราะมูลของไส้เดือนจะแปรไปตามอาหารที่กินเข้าไป ที่สำคัญไส้เดือนเป็นสัตว์ที่ชอบกินอาหารมูลสัตว์เคี้ยวเอื้องอยู่แล้ว

การขยายพันธุ์ไส้เดือน

คุณศราวุธ บอกว่า ไส้เดือนเป็นสัตว์ 2 เพศ สามารถขยายพันธุ์ได้เอง สามารถผลิตมูลไส้เดือนออกขายได้เดือนละ 1 ตัน นำมาคัดแยกเกรดได้ 3 เกรด ก่อนนำมาบรรจุใส่ถุงละ 1 กิโลกรัม และถุงขนาด 25 กิโลกรัม ขายเป็นปุ๋ยอินทรีย์มูลไส้เดือน พัฒนาเครื่องร่อนมูลไส้เดือน

การคัดแยกมูลไส้เดือนนั้น ใช้เครื่องร่อนมูลไส้เดือน ที่ได้คุณภาพมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ การนำมูลไส้เดือนบรรจุใส่ถุงเพื่อจำหน่าย ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงในการคัดแยกมูลของไส้เดือนให้ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งคุณศราวุธ ได้ไอเดียการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวมาจากเครื่องร่อนข้าวเปลือกจากโรงสีข้าว จึงนำมาดัดแปลงและออกแบบให้ช่างผลิตเครื่องร่อนมูลไส้เดือนขึ้นมาใช้งาน ช่วยให้ผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ได้คุณภาพและมาตรฐานที่หน่วยงานราชการกำหนดไว้

คุณอาทิตติญา โทไธสง หรือ คุณเชล วัย 28 ปี เจ้าของแปลงทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 หมู่ที่ 14 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรหญิงผู้มีหัวใจรักและศรัทธาในการทำอาชีพเกษตรกรรม โดยมีเป้าหมายคือ การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรน้ำในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ไม้ดอกไม้ประดับ และปลูกพืชผสมผสาน ที่สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งผักและผลไม้ ซึ่งเป็นการลดรายจ่ายและเป็นการเพิ่มรายได้ ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 หลังจากคุณเชลเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จึงกลับมาอยู่บ้าน จึงนำสิ่งที่เรียนมานั้นมาปรับใช้เกี่ยวกับการทำเกษตร ทั้งการเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อประชาสัมพันธ์ จึงพูดคุยกับทางครอบครัวว่าทำอย่างไรให้มีรายได้ให้กับตนเอง ก่อนจะมองเห็นช่องทาง และเริ่มเข้าสู่วงการการขายมะสังดัดออนไลน์อย่างเต็มตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณ 20 ปี ทางบ้านของคุณเชลมีการขายส่งมะสังดัดอยู่ก่อนแล้วแต่เป็นการขายแบบออฟไลน์ คุณเชล เล่าว่า มะสังดัดเป็นไม้ประดับที่อยู่คู่กับตำบลดงขี้เหล็ก จังหวัดปราจีนบุรี มานานกว่า 30 ปี ในอดีตรุ่นปู่ย่าตายายจะมีการไปขุดต้นมะสังดัดมาจากป่าและนำเข้าสู่กระบวนการดัดให้เป็นรูปทรง ก่อนที่จะเริ่มนำเมล็ดของมะสังดัดมาเพาะปลูกเอง เนื่องจากมีการขายและซื้อมะสังดัดเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้นในชุมชน

“แน่นอนเลยว่าในธรรมชาติมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าอยู่แล้วค่ะ ก็คือรุ่นปู่ย่าตายายไปเอามาจากป่า พอรุ่นของเขามะสังดัดเริ่มเป็นที่รู้จัก ก็เริ่มนำมาเพาะเมล็ดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และเหมือนเป็นการเพิ่มและกระจายรายได้ให้กับในชุมชนอีกด้วยค่ะ”

ระยะเวลากว่าจะนำต้นมะสังดัดมาขายนั้นใช้เวลากว่า 9 เดือน โดยแบ่งออกเป็นช่วง 1-2 เดือนแรกจะเป็นการเพาะเมล็ดมะสังดัด โดยการไปเก็บลูกมะสัง นำเมล็ดมาคว้าน ล้างทำความสะอาด ก่อนจะนำลงเพาะปลูกหลังจากเริ่มเป็นต้นกล้าแล้ว ก็สามารถนำลงแปลงปลูกได้ ใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน เมื่อมะสังดัดพร้อมขายแล้วก็จะขุดขึ้นมาพักใส่กระถางอีก 1 เดือน เมื่อรากของมะสังแข็งแรงแล้ว จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการตัดใบ ให้ลวดและดัดทรง เมื่อดัดทรงเสร็จแล้ว จะไปสู่การนำมะสังดัดออกเลี้ยงกลางแดดอีก 2 สัปดาห์ จึงจะพร้อมจำหน่ายให้ลูกค้าที่ต้องการ

ส่วนวิธีการดูแลมะสังดัดไม่ได้ยากอย่างที่คิด รดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ที่แปลงเกษตรนั้นจะไม่ใช้สารเคมีเด็ดขาด เนื่องจากมะสังดัดเป็นไม้ที่ใช้สารเคมีไม่ได้นั่นเอง ภายในสวนจะใช้ปุ๋ยน้ำผ่านการรดน้ำผ่านหัวสปริงเกลอร์ที่ได้จากถุงแก๊สชีวภาพ มีการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง อีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยมูลไก่ผสมแกลบขาวควบคู่กันไปด้วย

“มะสังดัดคนส่วนใหญ่คิดว่าจะเลี้ยงยาก แต่จริงๆ แล้วเลี้ยงง่ายมากค่ะ เวลาลูกค้าซื้อมะสังดัดไปก็จะแนะนำลูกค้าว่าสามารถนำตากแดดได้เลยหากเจอแสงแดดจัด สามารถรดน้ำเช้าเย็นได้เลยค่ะ หรือเป็นลูกค้าที่อยู่คอนโดฯ ก็จะแนะนำให้ตั้งในที่ที่มีแสงแดดรำไรแต่ถ้าไม่มีแดดจริงๆ เวลารดน้ำให้นำออกมาเจอแดดบ้างสัก 30 นาทีต่อวันก็ยังดีค่ะ นอกจากต้นมะสังดัดแล้วภายในสวนยังมีการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อให้เกิดความหลากหลายภายในสวนอีกด้วยค่ะ ในสวนจะไม่มีการใช้สารเคมี จะใช้เป็นน้ำหมักชีวภาพมีการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง รวมถึงใช้ปุ๋ยมูลไก่ผสมแกลบขาวที่สามารถหาซื้อได้ตามฟาร์มไก่ในพื้นที่อีกด้วยค่ะ”

ปัญหาหลักของโรคระบาดที่เกิดขึ้นในต้นมะสังดัดมักไม่ค่อยเจอโรค เนื่องจากทางสวนมีการใช้น้ำหมักชีวภาพและจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในการบำรุงต้นและมีส่วนในการป้องกันโรคที่มักจะเกิดขึ้นกับต้นมะสังดัด แต่หากขุดมะสังดัดและเจอลมในช่วงฤดูหนาวก็อาจจะส่งผลให้ต้นมะสังดัดเหี่ยวเฉาไม่สวยเท่าที่ควร ในอนาคตอาจจะมีการพัฒนาโดยการปลูกมะสังดัดในโรงเรือนเพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุณภาพแก่ลูกค้ามากที่สุด

“ด้วยความที่เราใช้ปุ๋ยน้ำหมักและก็จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ตัวนี้เขาจะช่วยในเรื่องของโรค ทำให้มะสังดัดในสวนของเราไม่ค่อยเจอโรคเท่าไรค่ะ บวกกับที่สวนเราเป็นอินทรีย์ด้วย ไมได้ใช้สารเคมีด้วย เวลาเรากำจัดวัชพืชพวกหญ้าก็จะเป็นวิธีการนั่งถอน ถ้าถามหาอุปสรรคจริงๆ ก็จะเป็นช่วงหน้าหนาวเท่านั้นค่ะ ชื่อช่วงลมออก ถ้าเราขุดมะสังดัดออกมาเจอช่วงลมออก ต้นมะสังดัดก็จะน็อก เหี่ยวเฉาได้ค่ะ เพราะว่าลมนั้นจะมีผลต่อการเติบโตของต้นมะสังดัดนั่นเองค่ะ บางบ้านก็จะแก้ปัญหาด้วยการปลูกมะสังดัดช่วงหน้าหนาวและไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนมีนาคมแทน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นค่ะ”

ผลตอบรับหลังจากเริ่มขายในออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์ ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจสามารถสร้างรายได้และเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงเกิดการจ้างงานในชุมชน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ

“รายได้ดีขึ้นกว่าเดิม จากที่พ่อกับแม่จะส่งขายเดือนละ 2 ล็อต ล็อตละ 1,000 ต้น รายได้จะอยู่ที่เดือนละ 7 หมื่นบาท เมื่อหักลบต้นทุน 2 หมื่นกว่าบาท ก็จะเหลือเดือนละ 4-5 หมื่นบาท แต่ในส่วนของออนไลน์นี่จะขายในราคาปลีก ในล็อตหนึ่งของออนไลน์จะขายล็อตละ 200-300 ต้น และยิ่งในปัจจุบันต้นทุนการผลิตมันเพิ่มมากขึ้น การจ้างงานเรายังมีผู้สูงอายุที่เราต้องจ้างงานเขา เราก็จะให้เขาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขามีรายได้ค่ะ จึงเป็นเหตุผลว่าอยากจะทำโรงเรือนปลูกมะสังดัด เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้ตลอดปี ไม่ขาดช่วงค่ะ”

เมื่อถามถึงราคาขาย คุณเชล เล่าให้ฟังว่า ราคาขายปลีกจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ขนาด คือ กระถางขนาด 3 นิ้วราคา 60 บาท กระถางขนาด 4 นิ้ว ราคา 80 บาท กระถางขนาด 5 นิ้ว ราคา 120 บาท ด้านราคาขายส่งสำหรับลูกค้าประจำที่สั่งมะสังดัดในหลัก 1,000 ต้นขึ้นไป จะส่งอยู่ที่ราคา 40 บาท สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อ คุณอาทิตติญา โทไธสง หรือ คุณเชล ได้ที่แปลงทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 หมู่ที่ 14 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี หรือทางเพจเฟซบุ๊ก “บ้านสวนคุณตาจำลอง ถนนพันธุ์ไม้ปราจีนบุรี”

ถามถึงพื้นที่ปลูกส้มที่มากที่สุดของประเทศ คงเป็นภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่

สายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน หนีไม่พ้นส้มสายน้ำผึ้ง ด้วยคุณสมบัติที่ใยส้มจะนิ่ม ไม่หนา เนื้อแน่น น้ำเยอะ เปลืองบางล่อน และผิวมีสีเหลืองทองอร่ามเมื่อสุกได้ที่ เช่น ส้มสีทอง ส้มเขียวหวาน ส้มโอเชี่ยน ฮันนี่ ส้มฟรีมองต์ ส้มเช้ง ส้มแมนดาริน เป็นต้น

คุณแหลง รายคำ หรือ ลุงต๊ะ เกษตรกรทำสวนส้ม หมู่ที่ 5 ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำสวนส้มมาตลอด 20 ปี มีตัดออกแล้วปลูกมะม่วง มะนาว ทดแทนบ้างนิดหน่อย เพื่อให้สวนมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงยึดพื้นที่เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ 80 ไร่ เป็นสวนส้ม

สวนส้มของลุงต๊ะ แบ่งเป็น ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มสีทอง และส้มโอเชี่ยน ฮันนี่ (หลังจากนี้ จะเรียกชื่อย่อ เหลือเพียง ส้มโอเชี่ยน) รวม 3 ชนิด และสัดส่วนส้มสายน้ำผึ้ง เป็นส้มที่ปลูกมากที่สุด

ลุงต๊ะ บอกว่า แม้ว่าส้มสายน้ำผึ้งจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและตลาดต้องการ แต่การปลูกส้มชนิดอื่นก็มีประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่การให้ผลผลิตอาจจะเร็วหรือล่าช้ากว่า เป็นผลให้มีส้มโอเชี่ยน ยังคงมีตลาดเฉพาะของตัวเองอยู่

ส้มโอเชี่ยน มีจุดเด่นคือ ให้ผลดก ผลใหญ่ น้ำคั้นมาก น้ำคั้นรสชาติดี มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับใช้ไหว้เจ้าหรือบรรพบุรุษในเทศกาลของชาวไทยเชื้อสายจีน

ลุงต๊ะ เล่าว่า ในอดีตส้มโอเชี่ยนปลูกมาก รวมถึงส้มชนิดอื่นด้วย ต่อมาเมื่อมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มสายน้ำผึ้งมาปลูก และตลาดเริ่มได้รับความนิยม การแพร่ขยายของส้มสายน้ำผึ้งก็เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกส้มชนิดอื่นลงตามลำดับ กระทั่งปัจจุบัน เฉพาะอำเภอฝางมีเกษตรกรปลูกส้มสายน้ำผึ้งหลายแสนไร่ ส่วนส้มโอเชี่ยน ถูกลดจำนวนปลูกลงเหลือเพียงไม่ถึง 100 ไร่ ในอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย

สำหรับลุงต๊ะ ยังคงปลูกส้มโอเชี่ยนไว้ 2 แปลง รวมจำนวน 600 ต้น แปลงแรกปลูกระยะ 4×5 เมตร อีกแปลงปลูกระยะ 5×6 เมตร ซึ่งหากต้องการปลูกส้มโอเชี่ยนระยะมาตรฐาน ควรปลูกระยะ 5×6 เมตร จะดีกว่า ช่วงต้นแตกยอด ให้ปุ๋ยเน้นไนโตรเจน สูตรตัวหน้าสูง

ช่วงเริ่มติดผล หรืออายุ 3-4 เดือน ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ

เมื่อส้มอายุ 5-7 เดือน ให้ปุ๋ยสูตรเน้นตัวท้ายสูง เช่น 13-13-21 ระยะการใส่ปุ๋ย ให้อิงตามกระแสความต้องการของตลาด หากราคาส้มดี ใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน ปริมาณ 300-500 กรัม

เพราะพื้นที่ปลูกส้มเป็นที่ลุ่มและที่ราบเชิงเขา เกษตรกรบางส่วนเลือกลงทุนระบบน้ำด้วยการต่อท่อจากภูเขามายังสวน เพราะจะมีน้ำตลอดปี แต่ต้องลงทุนระบบด้วยเงินจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเลือกลงทุนทำที่กักเก็บน้ำเป็นของตนเอง คือ การขุดบ่อ ลุงต๊ะ เป็นหนึ่งในนั้น เขาเลือกขุดบ่อ อาศัยแหล่งน้ำใต้ดิน แม้จะมีมากน้อย แต่ก็ยังมี และเสียค่าน้ำมันสำหรับสูบน้ำขึ้นมาใช้ในสวน คิดเป็นค่าไฟปีละ 240,000 บาท ไม่รวมค่าน้ำมันที่มากน้อยขึ้นอยู่กับการใช้

ในฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำสวนส้ม ลุงต๊ะ บอกว่า ให้สังเกตดิน ถ้าเริ่มแห้งควรให้น้ำประมาณ 30 นาที หรือปริมาณ 60 ลิตร

ในแต่ละรอบปีการผลิต ส้มโอเชี่ยน ให้ผลผลิตหลายรุ่นเช่นเดียวกับส้มอื่น ตลอดปีการผลิต ลุงต๊ะ มีผลผลิตจากส้มโอเชี่ยน 600 ต้น ไม่น้อยกว่า 20 ตัน เฉลี่ยการให้ผลของส้มโอเชี่ยนอยู่ที่ 120-150 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี การเก็บส้มโอเชี่ยน ต้องระวังมากกว่าส้มชนิดอื่น ด้วยสายพันธุ์ที่ให้ผลดก ผลใหญ่ ทำให้ต้นสลัดผลรุ่นก่อนทิ้ง เมื่อรุ่นต่อไปเริ่มติดผล ดังนั้น เมื่อพบว่ามีผลรุ่นใหม่เริ่มติด และผลรุ่นก่อนหน้าแก่ เข้าสีแล้ว ควรเก็บรุ่นก่อนหน้าออกให้เร็ว เพราะต้นจะสลัดผลทิ้ง ทำให้ส้มหลุดจากขั้วเอง เกิดความเสียหาย ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้

“ที่จริงราคาส้มโอเชี่ยน เมื่อก่อนก็ดีอยู่ แต่ 3-4 ปีหลังมานี่ ราคาขายลดลง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตที่ได้ และมีส้มขายในช่วงที่ส้มชนิดอื่นยังไม่ให้ผลผลิต ก็ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ดังนั้น จึงยังควรปลูกส้มโอเชี่ยนไว้”

ราคาขายหน้าสวน ส้มโอเชี่ยนสูงสุด ราวเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี อยู่ที่ 28 บาท ต่อกิโลกรัม จากนั้นเมื่อเก็บขาย ราคาจะลดลงมาเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลของส้มสายน้ำผึ้งปกติ ราคาส้มโอเชี่ยน จะเหลือเพียง 14-15 บาท เท่านั้น

“เมื่อก่อน ส้มโอเชี่ยนจะมีช่วงที่ขายได้ราคาดี ที่ส้มอื่นยังไม่ให้ผลผลิตยาวกว่านี้ 3-4 เดือน แต่ระยะหลัง สภาพอากาศเปลี่ยน ทำให้ช่วงที่เก็บขายได้และไม่มีส้มชนิดอื่นออกสู่ตลาดเหลือเพียง 2-3 เดือน”

ส่วนแรงงานใช้มากในช่วงเก็บผลผลิต หากพื้นที่เป็นที่ราบเชิงดอย จะใช้แรงงานมากกว่าที่ราบลุ่มปกติ และราคาค่าแรงจะแปรผันตามการทำงาน ทั้งนี้ ค่าจ้างแรงงานต่อคนไม่ต่ำกว่า 200 บาท

เมื่อถามถึงต้นทุนการผลิต ลุงต๊ะ บอกว่า ต้นทุนทุกสวนที่ปลูกส้มโอเชี่ยน อยู่ที่ 70,000-100,000 บาท หากต้นทุนน้อยกว่า 70,000 บาท นั่นหมายถึงให้ปุ๋ยและน้ำไม่ถึง ผลผลิตที่ได้จะลูกเล็ก และขายไม่ได้ราคา ทำให้ไม่คุ้มกับต้นทุน ส่วนต้นทุน 70,000-100,000 บาทนั้น ขึ้นกับการดูแล หากดูแลไม่ดี ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-80,000 บาท หากดูแลดี ต้นทุนจะแตะหลักแสนบาท แต่ก็จะได้ผลผลิตมากเพียงพอคุ้มต้นทุน

สำหรับการขาย ในทุกปีจะมีพ่อค้ามารับถึงสวน ราคาขายตามหน้าสวน แปรผันตามปริมาณส้มที่ออกสู่ตลาดในช่วงดังกล่าว ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และแม้ว่าพื้นที่ปลูกส้มโอเชี่ยนจะลดจำนวนลงทุกปี สำหรับลุงต๊ะแล้ว ส้มโอเชี่ยน ยังเป็นผลผลิตที่ช่วยให้มีรายได้ในช่วงที่ส้มขาดตลาดได้

การดูแลและบำรุงรักษาต้นส้มโอเชี่ยน ไม่ได้แตกต่างจากส้มชนิดอื่น แต่หากท่านใดต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับลุงต๊ะ สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 088-251-2273 ได้ตลอดเวลา มะเขือยาว เป็นพืชผักรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายอย่าง ตั้งแต่ แกง ผัด ต้ม หรือเผากินกับน้ำพริก

ส่วนใหญ่แล้ว มะเขือยาวมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ซื้อหาได้ราคาไม่แพง แต่หากใครคิดอยากปลูกไว้กินเอง โดยเฉพาะปลูกในกระถาง สามารถทำได้

เริ่มต้นจากเพาะกล้าโดยใช้ภาชนะเป็นกะละมัง ครุถังแตก หรือเพาะลงดินก็ได้

จากนั้นเตรียมดิน ที่มีส่วนผสมของดิน ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้ว ปุ๋ยคอกอาจจะเป็นขี้ไก่ ขี้วัว หากมีใบก้ามปูผสมด้วยก็จะดีมาก ใส่วัสดุปลูกลงในกระถาง จากนั้นนำต้นกล้าที่มีใบจริง 2-3 ใบ โดยอายุอยู่ที่ 25-30 วัน ลงปลูก

หากบังร่มให้กับต้นกล้าปลูกใหม่ก็จะดี เมื่อต้นตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ให้กับมะเขือราว 1 หยิบมือ ต่อกระถาง หากไม่มีปุ๋ยสูตรก็ไม่เป็นไร หมั่นคอยดูว่ากระถางมีความชื้นหรือไม่…หลังปลูกได้ 60 วัน ก็จะมีมะเขือยาวให้เก็บปรุงอาหาร ส่วนจะเก็บได้นานหรือมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับขนาดกระถางและความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูก

งานปลูกมะเขือยาวในกระถาง เหมาะสำหรับคนมีพื้นที่ปลูกน้อย หรือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานซีเมนต์ ข้อควรระวังนั้น ในกระถางน้ำแห้งเร็ว จึงต้องสังเกต แล้วเติมน้ำให้พอเหมาะ

คนไทยโชคดี ที่มีผลไม้กินตลอดทั้งปี yourplanforthefuture.org การเลือกบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยให้ซื้อได้ในราคาถูก แถมสินค้ามีความสดใหม่ หาซื้อได้ง่าย สับปะรด กล้วย มะละกอ มะพร้าว องุ่น ส้ม ถือเป็นผลไม้ที่ไม่มีฤดูกาลสามารถออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริโภคทั้งปี จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด เป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สับปะรด มะม่วง ขนุน มะพร้าว ระกำ ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ ฤดูผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี

จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคใต้ คือ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และเงาะ จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แพร่ ฯลฯ เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน ลำไย ฯลฯ ฤดูผลไม้เมืองร้อนภาคเหนือเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และฤดูผลไม้เมืองหนาว เช่น สตรอเบอรี่ เคพกูสเบอร์รี่ อะโวกาโด มะเดื่อฝรั่ง ฯลฯ เริ่มเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี

เทคนิครักษาคุณภาพผลไม้
เนื่องจาก เมืองไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เขตร้อน มีอุณหภูมิสูงทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เซลล์มีชีวิตในผลไม้เกิดกระบวนการหายใจในอัตราสูง ผลไม้จึงสุกแก่เร็ว และเน่าเสียเร็วกว่าผลไม้ในเขตหนาว ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยในการยืดอายุผลไม้ ได้ข้อสรุปว่า ผลไม้แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิในการใช้ยืดอายุ คุณภาพของผลผลิตแตกต่างกันไป

กลุ่มแรกคือ น้อยหน่า แตงโม ฝรั่ง มังคุด ลองกอง และกระท้อน ควรจัดเก็บในอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ส่วนลำไย และลิ้นจี่ ควรเก็บรักษาคุณภาพที่อุณหภูมิต่ำสุดที่ 2 องศาเซลเซียส

กล้วยหอม เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
กล้วยไข่ เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
ขนุน เก็บที่อุณหภูมิ 14 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
เงาะ เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
ชมพู่ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
ทุเรียน เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
น้อยหน่า เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
แตงโม เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
ฝรั่ง เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
มะม่วง เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
มะพร้าวอ่อน เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
มะเฟือง เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
มังคุด เก็บที่อุณหภูมิ 13-15*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
ลิ้นจี่ เก็บที่อุณหภูมิ 2*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
ลำไย เก็บที่อุณหภูมิ 2*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
ลองกอง เก็บที่อุณหภูมิ 15**(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
กระท้อน เก็บที่อุณหภูมิ 15**(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)
สะละ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)
สับปะรด เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)
ส้มโอ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 6 (สัปดาห์)

เพื่อยืดอายุผลไม้ให้ยาวนานจนถึงตลาดส่งออก ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการคัดแยกคุณภาพของผลผลิต ก่อนนำเก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิต้องตรวจสอบ รูปทรง ขนาด สีผิว รสชาติ และการเคาะฟังเสียงผลทุเรียน การตรวจสอบความแน่นของเนื้อผล ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และอายุเก็บเกี่ยวที่ให้ผลผลิตมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว กรมวิชาการเกษตร ภายในบริเวณเกษตรกลาง บางเขน จตุจักร กทม. 10900 ในวันและเวลาทำการ