คุณสมบูรณ์ มีแผงค้าเป็นของตนเองที่ปากคลองตลาด

แต่สนใจการทำสวน จึงเริ่มจากสวนฝรั่ง แต่ขายทอดไป จากนั้นซื้อสวนส้ม พื้นที่ 32 ไร่ เพียง 2 ปี สวนส้มก็ประสบภาวะขาดทุน ต้องทำลายทิ้ง และเริ่มปลูกมะม่วงแทน มะม่วงที่ได้มาก็เป็นสายพันธุ์โชควิเชียรที่คุณวิเชียรเพาะไว้ ซึ่งเมื่อนำมาเสียบยอดกับมะม่วงฟ้าลั่นเดิมในสวน ทำให้ผลมะม่วงที่ได้ มีรสชาติดี “ผมนำกล้วยปั่นตามาจากคุณวิเชียร ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ได้ความรู้จากคุณวิเชียร จึงพยายามทำและก็ได้หน่อกล้วยน้ำว้าโชควิเชียรจากการปั่นตากล้วย นำมาปลูก นอกจากนี้ยังนำหน่อกล้วยน้ำว้าโชควิเชียรจากสวนของพี่สาวคุณวิเชียรอีกจำนวนมาก ซึ่งต้องปลดระวางสวนกล้วย มาปลูกเพิ่มในสวนมะม่วงด้วย

คุณสมบูรณ์ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำสวนกล้วยมาก่อน แต่เพราะเสียดายหน่อกล้วยน้ำว้าโชควิเชียร จึงนำไปปลูกกลางระหว่างต้นมะม่วง ในพื้นที่ 25 ไร่ โดยไม่หวังผล แต่หน่อที่ได้จากการปั่นตากล้วย เพียง 13 เดือนก็ตัดเครือได้

เมื่อกล้วยออกเครือ สุก คุณสมบูรณ์ นำไปวางขายที่แผงปากคลองตลาด จากหวีแรกราคา 30 บาท ราคาปัจจุบัน หวีละ 50 บาท เพราะกล้วยมีขนาดพอดี กลม ไส้เหลือง สีเหลืองสวย รสชาติดี กลุ่มลูกค้าที่ต้องการ เป็นกลุ่มที่นำไปใช้ในพิธีกรรม ในบางช่วงได้ราคาสูงถึงหวีละ 60 บาท

จำนวนเครือของกล้วยโชควิเชียร หากไม่นับปลายหัวปลีที่มีหวีเล็กๆ อยู่ นับเฉพาะหวีสมบูรณ์ เคยได้มากที่สุด 12 หวี คุณวิเชียร บอก การดูแลรักษากล้วยภายในสวนมะม่วงของคุณสมบูรณ์ ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษอะไร ปลูกปล่อยตามธรรมชาติ ยกเว้นการทำให้ผลกล้วยสุก สวย สมบูรณ์ หากกล้วยออกเครือให้ผล 5-6 หวี ก็ตัดปลีทิ้ง เพื่อให้ได้กล้วยที่สมบูรณ์ที่สุด หรือหากมีเพลี้ยแป้งกวน ก็ฉีดยายับยั้งการระบาดของเพลี้ยแป้งเท่านั้น ส่วนการให้ปุ๋ย จะทำเมื่อกล้วยออกเครือ ฉีดปุ๋ยเข้าที่กาบกล้วย

กล้วยโชควิเชียร ที่สวนคุณสมบูรณ์ ปัจจุบันไม่ได้จำหน่ายปลีกแล้ว เพราะปริมาณผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อการจำหน่ายส่ง ซึ่งมีร้านค้าขนาดใหญ่และห้างสรรพสินค้ามารับไปขาย นอกจากนี้ ยังมีช่องทางส่งขายไปยังประเทศแคนาดา ที่เปิดกว้างรอรับไม่อั้น

คุณสมบูรณ์ มีวิธีตัดกล้วยอย่างง่าย ผลสวย ได้ราคาตามต้องการ ดังนี้ เมื่อต้นกล้วยสูงประมาณหัวไหล่ ยังไม่ออกเครือ ให้ตัดต้นทิ้ง จากนั้นกล้วยจะแทงใบออกมา 4-5 ใบ และออกเครือตามมาในที่สุด สิ่งที่ได้ คือ กล้วยออกเครือต่ำ เก็บผลผลิตง่าย ขนส่งง่าย ในขณะที่ผลกล้วยยังสวย ขายได้ราคาตามเดิม

เทคนิคการปลูกกล้วย โดยคุณวิเชียร ต้นตำรับกล้วยน้ำว้าโชควิเชียร

ระยะปลูก ใช้ระหว่างต้นระหว่างแถว 3 คูณ 3 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 177 ต้น

หากใช้ระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร จะปลูกได้ 100 ต้น

คุณวิเชียร เคยทดลองปลูกกล้วย หลุมละ 2 ต้น (2 ต้นคู่) แต่ละหลุมห่างกันเล็กน้อย จะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก เช่น ใช้ระบบปลูก 3 คูณ 3 เมตร หากปลูกหลุมละ 2 ต้น จะมีต้นกล้วยมากถึง 354 ต้น หรือ 354 เครือ

หากปลูกระยะ 4 คูณ 4 เมตร จะปลูกกล้วยได้ 200 ต้น หรือ 200 เครือ

กรณีปลูกบนร่องสวนในเขตพื้นที่ภาคกลาง ควรปลูกที่ลาดต่ำที่สุดในร่อง ไม่ควรปลูกบนสันร่องที่ตำแหน่งสูงๆ เนื่องจากปลูกไปได้ระยะหนึ่ง ต้นจะลอยได้ง่าย

เทคนิคตรงนี้ นำไปใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่ากัน กล้วยหอมทองปทุม เป็นกล้วยที่นำพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี เริ่มเป็นที่นิยมปลูกในช่วงปี พ.ศ. 2540 โดยปลูกทดแทนส้มรังสิตที่มีผู้ปลูกน้อยลง ด้วยความสมบูรณ์ของดินที่มีความเป็นกรด ลักษณะของพื้นที่ที่มีคลองชลประทานซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปี และการปลูกพืชแบบร่องน้ำที่มีการนำเลนจากร่องคูน้ำมาทับบนแปลงปลูก มีคันดินอัดแน่นล้อมรอบเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ทำให้การเพาะปลูกพืชผักในพื้นที่นี้ มีลักษณะแตกต่างจากพื้นที่อื่น จึงทำให้กล้วยหอมทองปทุม มีลักษณะผล เปลือก และรสชาติที่แตกต่างจากกล้วยหอมพื้นที่อื่น จนมีชื่อเสียงอย่างแพร่หลาย จากความนิยมที่กล่าวจังหวัดปทุมธานี จึงจัดให้มีงานประกวดกล้วยหอมทองปทุม ในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

กล้วยหอมทองปทุมเป็นกล้วยที่มีผลใหญ่ยาว หน้าตัดค่อนข้างกลม ปลายคอดเล็กน้อย ผิวนวล เปลือกบาง ผลดิบจะมีสีเขียวนวล แต่เมื่อผลสุกแล้วจะมีสีเหลืองทองนวล เนื้อมีความเหนียวและแน่น รสชาติหอม หวาน ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

คุณพงศ์เชษฐ สร้อยทอง หรือ เฮียเอก หนองเสือ อายุ 37 ปี อาศัยอยู่ที่คลองสิบสาม ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองปทุม 35 ไร่ คุณพงศ์เชษฐ เล่าว่า ตนเองชื่นชอบในการทำเกษตร เพราะมีครอบครัวเป็นต้นแบบ เดิมทีทางครอบครัวก็มีอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกส้มเขียวหวาน แต่ย้อนเวลากลับไป มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคาของส้มเขียวหวานตกต่ำมาก

คุณพงศ์เชษฐจึงเข้ามาสานต่ออาชีพเกษตรต่อจากครอบครัว พลิกพื้นที่สวนส้มเขียวหวาน มาปลูกกล้วยหอมทองปทุม ใช้ประสบการณ์จากการทำเกษตรเพื่อเรียนรู้ และเข้าใจพฤติกรรมของกล้วยหอมทองปทุม จนปัจจุบันนี้ คุณพงศ์เชษฐสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดได้ ภายใน 1 เครือ ต้องมีกล้วยหอมทองปทุม 6-7 หวี ในแต่ละหวี ต้องให้ผลกล้วยที่เสมอกัน

หากในจำนวน 1 เครือ ให้หวีที่มีจำนวนมาก และมีผลที่ใหญ่เสมอกัน ก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยหอมทองปทุมได้มากขึ้นกว่าเดิม และมูลค่ากล้วยหอมทองปทุมจะสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลต่างๆ และจะสูงเพิ่มมากขึ้นในช่วงนอกฤดูกาล

คุณพงศ์เชษฐใช้วิธีการเพาะพันธุ์กล้วยหอมทองปทุม โดยใช้หน่อกล้วยหอมทองปทุมที่มีอายุไม่เกิน 10 เดือน ในการเพาะปลูก

การเตรียมดิน เริ่มจากการไถพรวนดินเพื่อพลิกหน้าดิน และหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน อัตราส่วนปูนขาว 1 ไร่ต่อ 1 ตัน เมื่อไถพลิกดินและหว่านปูนขาวแล้ว ทำการปั่นคลุกดินอีก 1 ครั้ง จากนั้นตากดินทิ้งไว้ 1 เดือน เมื่อครบระยะเวลา 1 เดือนแล้ว ทำการขุดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร โดยประมาณ และหยอดสารป้องกันแมลงที่ก้นหลุมก่อนนำหน่อกล้วยลงหลุมปลูก เมื่อนำหน่อกล้วยลงหลุมปลูกแล้ว กลบดินให้เสมอกับปากหลุม ทั้งนี้ ระยะปลูกระหว่างหน่อควรห่างกันตามความเหมาะสมของพื้นที่

การดูแล ควรให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอ กล้วยหอมทองปทุมเป็นพืชที่ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี ชอบน้ำแต่ไม่แฉะ การให้น้ำของทางสวนจะใช้เรือในการรดน้ำ เพราะเป็นสวนส้มเขียวหวานมาก่อน มีคูน้ำตามร่องแปลงปลูก

การรดน้ำ ควรสังเกตหน้าดินและสภาพอากาศ หากในช่วงฤดูฝนก็ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ แต่หากในช่วงฤดูร้อนควรหมั่นคอยสังเกตหน้าดินและสภาพอากาศ เพื่อให้น้ำสม่ำเสมอ และจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้ครบตามช่วงอายุของต้นกล้วย เพื่อผลผลิตที่ดี

ปัญหาของกล้วยหอมทอง พบมากที่สุด คงไม่ใช่เรื่องโรคพืชหรือแมลง แต่เป็นช่วงที่มีลม พายุ อย่างเช่น พายุฤดูร้อนในช่วงเดือนเมษายน ที่พบเจอบ่อยๆ ทำให้ต้นกล้วยเสียหายและขายไม่ได้ เกษตรกรจึงควรระวังหาทางป้องกัน แต่โรคพืชและแมลงนั้นก็มีอยู่บ้าง อย่างเช่น เชื้อราในช่วง 2-4 เดือน ของการเพาะปลูก และใบจุด ใบไหม้ ในช่วง 5-7 เดือน ของการเพาะปลูก จึงจำเป็นต้องใช้สารฉีดพ่นหรือการบำรุงต้นเข้ามาช่วยเหลือ

การเก็บเกี่ยว ทางสวนของเราสามารถเก็บเกี่ยวตัดผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 80-100 วัน โดยเริ่มจากผลที่สุกก่อน กล้วยจากสวนนิยมขายเป็นเครือให้กับพ่อค้าคนกลาง โดยราคาขายต่อ 1 เครือ ที่ต่ำสุดที่เคยเจอมา 60-90 บาท และราคาสูงสุดอยู่ที่ 200-250 บาท ราคาที่ดีของกล้วยหอมทองปทุม ขึ้นอยู่กับคุณภาพและผลผลิตในท้องตลาดช่วงนั้นๆ

คุณพงศ์เชษฐ กล่าวว่า การปลูกกล้วยหอมทองปทุมเป็นการลงทุนขนาดกลาง ไม่ได้มีต้นทุนที่สูงมากไปและไม่ได้มีต้นทุนที่ต่ำ หากเฉลี่ยต้นทุนจากประสบการณ์โดยตรง การปลูกกล้วยหอมทอง 1 ต้น ตั้งแต่เริ่มจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ต้นทุนจะอยู่ที่ 80-100 บาทต่อการปลูก 1 ต้น กล้วยหอมทองปทุมถือเป็นรายได้ต่อปี ในการปลูก 1 ครั้ง เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ทางสวนจะทำการฟันทิ้งและปลูกใหม่ เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของผลผลิตให้สม่ำเสมอกัน

“กล้วยหอมทองปทุม ถือเป็นผลไม้ที่มีความต้องการสูงในตลาดของประเทศไทย เพราะถือเป็นผลไม้มงคลชนิดหนึ่ง ยิ่งช่วงเทศกาลราคาจะสูงมาก ด้วยราคาที่จูงใจทำให้เกษตรกรนิยมปลูก แต่หากเกษตรกรผู้ปลูกเรียนรู้และเข้าใจพฤติกรรมของกล้วยหอมทองปทุม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพออกสู่ท้องตลาดได้ ท่านก็สามารถสร้างกำไรหลักล้านบาทได้”

สำหรับท่านใดที่สนใจหน่อกล้วยหอมทองปทุม ผลผลิตกล้วยหอมทองปทุม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพงศ์เชษฐ สร้อยทอง หรือ เฮียเอก หนองเสือ อายุ 37 ปี อาศัยอยู่ที่คลองสิบสาม ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 097-267-1228 มีผู้ถามเข้ามาว่า ตนเองนัั้นปลูกมะพร้าวน้ำหอมไว้ 100 กว่าต้น กำลังให้ผลผลิต แต่น้ำมะพร้าวไม่หอม และมีรสเปรี้ยว พอปลูกส้มโอก็ไม่หวานอีก แต่กลับมีรสจืดชืด ควรใส่ปุ๋ยอะไรดี?

อาจารย์ประเวศ แสงเพชร อดีตข้าราชการกรมวิชาการ ให้ความรู้ว่า มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้ ทดสอบได้ตั้งแต่ระยะต้นกล้า เมื่อเด็ดส่วนรากมาดมก็หอม แม้จะนำไปปลูกในแหล่งอื่นๆ ก็ยังคงความหอมอยู่ได้ แต่จะให้ผลดกหรือไม่ดกนั้นขึ้นอยู่กับ ระดับน้ำใต้ดินของแหล่งปลูก

มะพร้าวน้ำหอมหรือมะพร้าวแกงจะติดผลดีต้องมีระดับน้ำใต้ดินลึกไม่เกิน 1 เมตร ระดับน้ำใต้ดินยิ่งลึกความสามารถในการติดผลก็จะต่ำลงเป็นลำดับเช่นกัน ดังนั้น พันธุ์มะพร้าวที่คุณซื้อมาปลูกน่าจะเกิดจากเหตุเดียวคือได้ต้นพันธุ์ที่ ไม่ใช่พันธุ์มะพร้าวน้ำหอมแท้มาปลูก

อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยอาจช่วยเพิ่มความหวานของน้ำมะพร้าวได้คือ การใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 สูตรใดสูตรหนึ่งตามที่จะหาได้สะดวก ในระยะติดผลหรือก่อนติดผลเล็กน้อย อัตราครึ่งกิโลกรัม หรือ 1 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอายุของต้นไม้ ด้วยการหว่านรอบต้นและรดน้ำตามจึงจะได้ผลดี

ปุ๋ยตัวท้ายสูงคือ 21 หมายถึง ปุ๋ย 100 กิโลกรัม จะมีโพแทสเซียม (K) 21 กิโลกรัม ธาตุอาหารชนิดนี้มีบทบาทสำคัญช่วยในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลจากใบไปยังผลของต้นไม้ ส่งผลให้ผลไม้มีรสหวานมากขึ้น กลิ่นหอมก็อาจเพิ่มขึ้นบ้างแต่คงไม่มาก เนื่องจากความหอมถูกควบคุมด้วยพันธุกรรม อิทธิพลภายนอกจะมีผลต่อความหอมในปริมาณที่ต่ำกว่าความหวาน

ส่วนในกรณีของส้มโอก็ให้ใช้สูตรปุ๋ย เวลา และอัตราเดียวกันกับที่ได้อธิบายไปข้างต้น นอกจากการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว ควรใส่ปุ๋ยคอกเก่าด้วยในอัตรา 1-2 ปุ้งกี๋ ต่อต้น ในต้นฤดูและปลายฤดูฝนอัตราเดียวกัน เพราะนอกจากจะเพิ่มธาตุอาหารรองให้กับต้นไม้แล้วยังช่วยรักษาความชื้นและปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นอีกด้วย

อีกปัจจัยหนึ่งคือ “น้ำ” ที่นับว่ามีความสำคัญมากในการปลูกมะพร้าว เนื่องจากมะพร้าวมีการวิวัฒนาการและปรับตัวได้ดีในแหล่งที่มีน้ำบริบูรณ์มาเป็นเวลาช้านาน สามารถทนต่อน้ำเค็มได้ดี ผลมะพร้าวแห้งสามารถล่องลอยไปในทะเลจากเกาะหนึ่ง ไปอีกเกาะหนึ่งเมื่อเกยตื้นจะแทงรากและหน่อเจริญเติบโตได้ดีที่บริเวณชายหาด และสามารถสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างปกติสุข

ปัจจุบัน ถ้านึกถึงผลไม้ที่เป็นพืชตระกูลแตง ที่มีราคาค่อนข้างสูง รสชาติหวานละมุนลิ้น คงจะหนีไม่พ้นผลไม้ที่มีชื่อว่า เมล่อน (Melon) ผลไม้เศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีอนาคตทางการตลาดค่อนข้างไกล

เมล่อน (Melon) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis melo L. var. cantalpensis ในวงศ์ Cucurbitaceous ตระกูลเดียวกันกับแตงไทย บางท้องที่เรียก แตงเทศ หรือ แตงหอม มีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักมาก เปลือกหนา ส่วนผิวเปลือกมีทั้งแบบเรียบ และแบบมีร่างแห หรือมีร่องยาวจากขั้วถึงท้ายผล เนื้อมีสีส้ม หรือสีเหลือง มีรสหวาน และมีกลิ่นหอม ในต่างประเทศมีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และเม็กซิโก

ถิ่นกำเนิดของแคนตาลูป/เมล่อน มีการกล่าวถึงหลายพื้นที่ เช่น ทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย แถบกึ่งอบอุ่น และเขตร้อนทางทิศตะวันตกของทวีปแอฟริกา เริ่มพบหลักฐานบันทึกการปลูกแคนตาลูป/เมล่อน ในประเทศอียิปต์ เมื่อ 2400 ปี ก่อนคริสตกาล และมีการบันทึกการนำเข้ามาปลูกในกรุงโรม เมื่อศตวรรษที่ 1 ค.ศ. 1494 และปี ค.ศ. 1582 พบการปลูกแคนตาลูป/เมล่อน ในมลรัฐมิสซิสซิปปี้ อลาบามา และเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1609 การปลูกเมล่อนในประเทศไทย เริ่มมีการนำเข้าพันธุ์จากต่างประเทศมาปลูกครั้งแรกที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เมื่อปี 2478 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาเมื่อปี 2493 ได้นำพันธุ์มาทดลองปลูกที่เกษตรกลางบางเขน แต่การปลูกก็ไม่สำเร็จเช่นกัน และเริ่มทดลองปลูกอีกครั้งในปี 2497 ที่เกษตรกลางบางเขนจนประสบผลสำเร็จ ต่อมีการปลูกที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้ผลดี และเริ่มขยายการปลูกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สรรพคุณ ผล ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ช่วยในการชะลอวัยและลดการเกิดริ้วรอย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างภูมิให้แก่ร่างกาย ช่วยบำรุงและรักษาสายตา มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง มีส่วนช่วยในเรื่องของการเกิดสมาธิ มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยในการลดไข้ ช่วยดับร้อน แก้กระหาย ช่วยเป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการอักเสบของลำไส้ ช่วยบรรเทาอาการท้องปั่นป่วนจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ช่วยในการขับน้ำนม ช่วยในการขับเหงื่อ ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ในการปลูกเมล่อน 41 ครัวเรือน พื้นที่ 231 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 164 ไร่ ผลผลิตทั้งหมด 273,140 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 1,665 กิโลกรัมต่อไร่ โดยพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล่อน เพื่อการส่งออกภายในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างร้อน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับมีแหล่งน้ำและระบบการคมนาคมที่สะดวก จึงทำให้สามารถผลิตเมล่อนได้คุณภาพดี ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเกษตรกรผู้ผลิตส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 25-50 ปี เป็นกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการผลิต การตลาด และการแปรรูป ดังที่จะพาทุกท่านไปพบกับ คุณอาทิตย์ นิยมวงษ์

คุณอาทิตย์ นิยมวงษ์ หรือ คุณป๋อง ปัจจุบันอายุ 31 ปี เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่คลุกคลีอยู่กับเมล่อนมากว่า 10 ปี คุณป๋องเล่าย้อนอดีตอันแสนเจ็บปวดในการทำธุรกิจ เป็นผู้รวบรวมเมล่อนในยุคแรกๆ ให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น ตนเองจบแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าทำงานเป็นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ในบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือนเดือนละ 4,500 บาท จึงนั่งคิดทบทวนตัวเอง หากยังทำงานเป็นช่างอยู่ที่นี่คงไม่มีความมั่นคงแน่นอน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ หลังจากที่ขบคิดอยู่นาน ว่าตนเองนั้นจะประกอบอาชีพอะไร ไม่นานก็เกิดความคิดว่า จะเปิดร้านขายเมล่อนเล็กๆ ริมถนนสายอำเภอเมืองกาญจนบุรี-ไทรโยค การจำหน่ายเมล่อนในครั้งแรกนั้นตนเองจะเปรียบเสมือนพ่อค้าคนกลางในการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรแล้วนำมาวางจำหน่าย กิจการร้านขายเมล่อน ณ เวลานั้นนับว่ามีลู่ทางที่ดี เนื่องจากเป็นผลไม้ชนิดใหม่ที่มีรูปร่าง รสชาติ และลักษณะค่อนข้างแปลกตา

เช้าวันหนึ่งขณะที่อากาศหน้าร้านกำลังเย็นสบาย แสงแดดอ่อนรำไร ใบไม้พลิ้วไหวไปตามสายลมหนาว ไม่นานลูกค้าท่านหนึ่งก็จอดรถยนต์หน้าร้านคุณป๋อง เพื่อขอซื้อเมล่อน คุณป๋องไม่รีรอ รีบปอกเมล่อนให้ชิมรสชาติเมล่อนของตนเองก่อน เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในผลผลิตที่ได้คัดสรรด้วยตนเอง หลังจากลูกค้าชิมเมล่อนแล้วก็แสดงท่าทีอาการบ่งบอกถึงความหวาน กรอบ ในผลไม้ชนิดนี้ จึงตัดสินใจซื้อเมล่อนกลับกรุงเทพมหานคร ให้หลังไม่นานลูกค้าท่านนี้ได้ติดต่อกลับมายังคุณป๋อง ใจความว่า “ผมต้องการซื้อเมล่อนของคุณ อาทิตย์ละ 500 กิโลกรัม สามารถส่งให้ได้หรือไหม” คุณป๋องไม่รอช้า โอกาสมาถึงแล้วจึงตอบตกลงรับคำ

จากการที่คุณป๋องคัดสรรเมล่อนด้วยตนเอง ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตั้งแต่ขนาดผลผลิต รสชาติ และความสวยงามของลาย ลูกค้าท่านนี้จึงเพิ่มจำนวนการซื้อเป็นสัปดาห์ละ 10,000 กิโลกรัม (10 ตัน) โดยขณะนั้นคุณป๋องก็ขบคิด ปริมาณความต้องการผลผลิตมากขนาดนี้ตนเองจะทำเช่นใด จึงเกิดแนวความคิดในการทำระบบลูกไร่ โดยตนเองนั้นจะมีหน้าที่เป็นนายทุนในการออกค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดโรคพืช-แมลง และค่าเมล็ดพันธุ์ เมื่อผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว จะต้องนำมาจำหน่ายคืนให้กับตนเอง ณ ขณะนั้นตนเองมีลูกไร่ ประมาณ 30 ราย โรงเรือนปลูกเมล่อน 100 โรงเรือน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดชัยนาท ธุรกิจการเป็นผู้รวบรวมผลผลิต ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนหลายล้านบาท ชีวิตของคุณป๋องกำลังไปได้สวย เรียกได้ว่ากำลังจะเป็นเถ้าแก่น้อยในวัยเยาว์เลยก็ว่าได้ แต่แล้วลิขิตชะตาชีวิตก็กลับเล่นตลกกับเขา เพราะอะไรนะเหรอ?

คุณป๋องไม่มีผลผลิตส่งให้กับลูกค้า เนื่องจากลูกไร่ของคุณป๋องไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่นำผลผลิตมาจำหน่ายคืนให้ กลับนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับคนอื่นที่ให้ราคาสูงกว่า ทำให้ธุรกิจในครั้งนั้นขาดทุนประมาณ 4 ล้านบาท

ล้มแล้วลุกขึ้นสู้ใหม่

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น thehistoryof.net คุณป๋องไม่ย่อท้อกัดฟันสู้ชีวิตต่อ ด้วยความที่ตนเองมีใจรักในการทำการเกษตร จึงคิดอยากจะลองเสี่ยงกับ “เมล่อน” อีกสักครั้ง โดยในครั้งนี้คุณป๋องจะไม่มีระบบลูกไร่ จะทำด้วยตนเองทั้งหมด จึงเริ่มลงทุนในครั้งแรก 50 โรงเรือน ซึ่งถ้าผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ ไม่นานก็จะคืนทุนอย่างแน่นอน คุณป๋องนับวัน เวลา เฝ้ารอ ให้ผลผลิตออก แต่แล้วโชคชาตะฟ้าลิขิตก็เล่นตลกกับเขาเป็นครั้งที่ 2 การลงทุนปลูกเมล่อนในครั้งนี้ไม่มีผลผลิตออกให้คุณป๋อง เนื่องจากตัวเขาเองนั้นมีแต่กำลังกาย ไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเมล่อน ไม่รู้การเตรียมแปลง การผสมเกสร การให้ปุ๋ย การให้ฮอร์โมนต่างๆ เหตุผลต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้คุณป๋องล้มอีกครั้ง สูญเสียเงินประมาณ 3 ล้านบาท เรียกว่ากลายเป็นคนเสียสติไปพักใหญ่เลยก็ว่าได้

เมื่อล้มแล้วไม่ลุก ก็คงโดนเขาเหยียบย่ำซ้ำเติม ประสบการณ์ความล้มเหลว 2 ครั้ง ประสบการณ์อันเลวร้ายนี้ ทำให้คุณป๋องกลับมามีสติ จึงเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ สะสมประสบการณ์ จนมีความชำนาญ ทำให้รู้ทุกเรื่องของ “เมล่อน” จึงตัดสินใจลงทุนเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “สวนเมล่อนกิตติยา”

สวนเมล่อนกิตติยา ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 4 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี บนเนื้อที่ 37 ไร่ โรงเรือนเมล่อน 50 โรงเรือน มีผลผลิตจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี คุณป๋อง เล่าให้ฟังว่า สวนของตนเองนั้นจะปลูกอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ พันธุ์กรีนเน็ต พันธุ์พอทออเร้นจ์ และพันธุ์ชิสึโอกะ เนื่องจากทั้ง 3 สายพันธุ์ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วมีอายุการเก็บเกี่ยวนาน ความหวานสูง ลายสวยเด่นชัด จึงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

ด้านการตลาดเมล่อนนั้น สวนเมล่อนกิตติยา จะส่งออกให้กับห้างสรรสินค้า Modern Trade เช่น Tops supermarket, Tesco Lotus, Big c ส่วนตลาดต่างประเทศจะส่งผ่าน Suppliers เพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา โดยจะแบ่งเกรดการส่งออกเมล่อน ดังนี้

1. เกรด A (เกรด Premium) สำหรับส่งออกห้างสรรพสินค้า Modern Trade และต่างประเทศ จะต้องมีน้ำหนักเมล่อน ลูกละ 1.3 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 2.5 กิโลกรัม ความหวาน 14 brix ความถี่ของลาย 50%

2. เกรด B และ C สำหรับนำไปแปรรูป และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไปจำหน่ายตลาดนัด หรือร้านผลไม้รายย่อย จะต้องมีน้ำหนักเมล่อน ลูกละ 1.2 กิโลกรัม หรือน้ำหนักเกินขนาด 2.6 กิโลกรัม ความถี่ของลายน้อยกว่า 50%