คุณสมเจตน์ บอกด้วยว่า ข้าวชอง เป็นข้าวที่ปราศจากสารพิษใดๆ

เพราะใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ คือ มูลไก่เลี้ยงเอง ได้มูลธรรมชาติ ในปริมาณปุ๋ย 25 กิโลกรัม ต่อแปลงนา 1 ไร่ ใส่ในช่วงการคราดดิน หรือช่วงการไถดิน ได้ทั้งช่วงไถดะหรือไถแปรก็ได้ ในส่วนของการให้น้ำสำหรับข้าวชองนี้ คุณสมเจตน์ ใช้วิธีวัดระดับน้ำ โดยเทคโนโลยีการใส่ท่อระบายน้ำ ไว้โดยรอบแปลงนา ประมาณ 3 ท่อ โดยฝังบริเวณคันนา ด้านขอบนอกของพื้นที่ (เป็นระบบการระบายน้ำออกเพื่อรักษาระดับ) โดยระยะความสูงหากวัดระดับจากดินพื้นท้องนา ให้สูงขึ้นมาประมาณ 5-10 เซนติเมตรเท่านั้น และให้มีระดับน้ำที่หล่อเลี้ยงต้นข้าว ไว้เพียงระดับปากท่อที่ฝั่งในระยะดั่งที่กล่าวข้างต้น

ข้าวสายพันธุ์ชอง หรือ “แม่พญาทองดำ” นี้ อาจจะอยู่ในลักษณะ ที่เรียกว่า เป็นข้าวนาปี ก็ได้ ข้าวนาปรังก็ได้ ข้าวไร่ก็ได้ หรือจะเป็นข้าวภูเขาปลูกในที่ราบกลางหุบเขา พื้นที่บริสุทธิ์ ไร้สารเคมีจากพื้นที่ใกล้เคียง เป็นผืนนาโดดเดี่ยวกลางหุบเขาได้ยิ่งดี เพราะนี้คือ แผ่นดินแม่ที่อุดมสมบูรณ์ และคือสมบัติมรดกตกทอด จากบรรพบุรุษ พ่อชอง แม่ชอง

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องของยางพาราในขณะนี้ คณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีการนำเสนอโครงการลดการกรีดยางเพื่อเป็นการลดซัพพลายออกจากสวนยาง นโยบายนี้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้ก็จะเกิดประโยชน์ในเรื่องวัตถุดิบหรือซัพพลายออกมาน้อยจะทำให้เกิดการขาดแคลน ระบบราคา/ตลาด เพื่อหาซื้อวัตถุดิบจะเขยิบขึ้นเกิดประโยชน์กับเกษตรกรและรัฐบาลก็จะสามารถเขยิบราคายางภายในประเทศได้

ส่วนกรณีที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะใช้อำนาจตามพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 มาตรา 5 โดยคณะกรรมการสามารถพิจารณากำหนดเขตพืชเศรษฐกิจได้ซึ่งจะนำมาใช้กับยางพาราเป็นชนิดแรก เกษตรกรและสภาเกษตรกรฯมีการหารือกันว่าจำเป็นต้องใช้ไหม ด้วยที่ผ่านมาปล่อยให้เกษตรกรปลูกได้ตามใจผลผลิตจึงได้บ้างไม่ได้บ้าง คุณภาพมีบ้างไม่มีบ้าง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทางภาครัฐต้องใช้ข้อมูลเชิงวิชาการให้ความรู้กับเกษตรกรแล้วกำหนดพื้นที่ที่สามารถปลูกได้อย่างเหมาะสมเพื่อการผลิตที่มีต้นทุนที่ต่ำได้ผลผลิตสูง

แต่มองว่าจะใช้กับยางพาราอย่างเดียวไม่น่าจะเกิดประโยชน์อยากให้ครอบคลุมไปถึงพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรมีทั้งบุกรุกป่าและป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรซึ่งต้องมีแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งจากกรณีมีเอกสารสิทธิ์ไม่บุกรุกป่าและบุกรุกป่า กับไม่มีเอกสารสิทธิ์บุกรุกป่าและไม่บุกรุกป่า ส่วนที่เกษตรกรบุกรุกป่าจริงมาตรการ เยียวยาอาจไม่ครอบคลุมและทั่วถึงซึ่งต้องเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของสิทธิทำกินก่อน

“การประกาศโซนนิ่งจะทำให้เกษตรกรมีการจัดการอย่างมีคุณภาพ ผลผลิตมีปริมาณมากขึ้น ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูงเพราะเป็นการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม ภาคเหนือ ภาคอีสาน ถ้าเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมรัฐควรจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการปรับเปลี่ยนถ้ายังไม่สามารถควบคุมได้ก็ต้องลดการช่วยเหลือ ซึ่งนั่นหมายถึงเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือว่าไม่ปลูกในโซนนิ่งก็ไม่สามารถรับการช่วยเหลือได้ การจัด

โซนนิ่งจึงจะเกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าประกาศแล้วพื้นที่ยังเหมือนเดิมไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรก็เปล่าประโยชน์ แต่ถ้าพื้นที่นั้นไม่เหมาะสมทางกยท.ก็จะมีทางเลือกให้ เช่น ปลูกปาล์มน้ำมัน ไม้เศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียงได้ เข้าใจว่ายางพาราใช้เวลาปลูก 25-30 ปี จะให้เกษตรกรโค่นยางขณะที่กำลังได้ผลผลิตก็เป็นไปได้ยาก หากเกษตรกรจะโค่นยางเก่าแล้วขอปลูกยางใหม่ถ้าพื้นที่มีความเหมาะสมทางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก็สามารถอนุมัติให้ปลูกใหม่ได้” นายธีรพงศ์ กล่าว

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงชี้ถึงแนวทางปฏิบัติตนโดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อพร้อมรับต่อความเสี่ยง บนพื้นฐานของความรู้ ความรอบคอบ ระมัดระวัง และคุณธรรม การใช้ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการ ด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการกระทำที่ไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความร่วมมือปรองดองกันในสังคม จะสร้างสายใยเชื่อมโยงคนในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน สร้างสรรค์พลังในทางบวก นำไปสู่ความสามัคคี การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จึงน้อมนำปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยการจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ทั่วประเทศ

ไม่เพียงเท่านี้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่ “ยุทธศาสตร์ โคเนื้อ” ก่อเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยริเริ่มโครงการนำร่อง แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร จากที่เคยเลี้ยงโคพันธุ์พื้นเมืองแค่ 2 ตัว ปล่อยให้หากินเองตามท้องนา ขายได้กำไรแค่หลักหมื่น เป็นรายได้เสริมจากการกรีดยางพารา

แต่พอยางราคาตกรายได้แทบไม่พอกิน หลายคนว่างงาน บ้างก็เสพยา และจำนวนไม่น้อยถูกชักชวนไปสู่การก่อเหตุรุนแรง เมื่อหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์ โคเนื้อ” อย่างจริงจัง ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี นอกจากการสร้างรายได้เสริม ยังช่วยลดอัตราการว่างงาน และปัญหาอาชญากรรมของประเทศ จึงนับเป็นอีกหนึ่งผลงานอันน่าภาคภูมิใจ ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือนักรบสีน้ำเงิน

โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561 พลเอก ธงชัย สาระสุข ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้กรุณาอนุมัติให้ รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” เข้าถ่ายทำรายการ ตอน ภารกิจนักรบสีน้ำเงิน : โคเนื้อ เพื่อประชาชน ณ ศูนย์การเรียนรู้ การเลี้ยงโคเนื้อครบวงจร กองสนับสนุนและขยายพันธุ์สัตว์ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย

โดย พลเอก ธงชัย สาระสุข กรุณามอบหมาย พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ที่ปรึกษา ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ และ รองผู้อำนวยการ สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และ พันเอก ชาญณรงค์ บุญญชาติภักดี ผู้อำนวยการ กองสนับสนุนและขยายพันธุ์สัตว์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้นำชมกองสนับสนุนและขยายพันธุ์สัตว์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ซึ่งมีการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสัตว์มากมาย ให้แก่พี่น้องประชาชน องค์ความรู้ไฮไลต์ในการเยี่ยมชมครั้งนี้คือ การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อ การจัดหน่วยเคลื่อนที่ ให้บริการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อคุณภาพดี การอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการผสมเทียมโคเนื้อ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างโคเนื้อคุณภาพดี ราคางามๆ และสามารถนำไปปฏิบัติเองได้

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ โดยชักชวนชาวบ้านไปเรียนรู้การผสมเทียม ที่กองส่งเสริมและขยายพันธุ์สัตว์ อำเภอพนมสารคาม มีทั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ให้บริการลงพื้นที่ผสมเทียมให้แก่เกษตรกร และมีการอบรมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจสามารถนำกลับมาทำเองได้ จากโคพื้นเมืองตัวเล็ก ราคาต่ำ

ตอนนี้ในหมู่บ้านที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เข้าไปส่งเสริม มีโคลูกผสมอเมริกันบราห์มัน และชาโรเลส์ ตัวใหญ่เนื้อแน่น ราคาดี จากฝีมือการผสมเทียมโดยสมาชิกของชุมชนเอง วัวลูกผสมเหล่านี้มีสายพันธุ์ดีที่ได้รับการคัดสรรมาแล้ว เลี้ยงเพียง 2 เดือน ก็สามารถทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยขายต่อให้บริษัทโคขุน ที่แย่งกันรับซื้อแบบไม่อั้นจำนวน เพื่อไปทำการเลี้ยงให้เติบโตเป็นโคขุนต่อไป

การส่งเสริมจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เกิดผลผลิตเป็นโคเนื้อคุณภาพสูง ราคาดี ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โครงการนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเกษตรกรจำนวนมาก รวมทั้งผู้หลงผิด ที่จะได้กลับตัวมามีอาชีพ หรือลูกหลานได้นำมาประกอบอาชีพและได้กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว

นอกจากสอนการจัดการฟาร์มแบบครบวงจรแล้ว หน่วยบัญชาการทหารพัฒนายังส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ให้โคกินเพื่อลดต้นทุน และมอบเครื่องสับหญ้าให้กลุ่มเกษตรกรใช้ ลดเวลานั่งสับหญ้า โดยหวังว่า รายได้ที่มั่นคงทางปศุสัตว์จะช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้น ลดปัญหาการว่างงานและอาชญากรรม ช่วยทำให้เหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนลดลง และหมดไปในอนาคต

พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ที่ปรึกษา ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ และ รองผู้อำนวยการ สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กล่าวว่า หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มีความภาคภูมิใจ ที่มีส่วนร่วมในการสร้างรายได้เสริม สร้างอาชีพ และลดปัญหาสังคม จากยุทธศาสตร์โคเนื้อ มาอย่างเป็นรูปธรรมและยาวนาน

พวกเราจะดำเนินการต่อไปมุ่งมั่น เพื่อเป็นการปฏิบัติงานตามแนวทางพระราชทาน ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และโครงการพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ในการบำเพ็ญกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์

พี่น้องเกษตรกรที่สนใจเรื่องโคเนื้อ สามารถติดต่อได้ที่ กองสนับสนุนและขยายพันธุ์สัตว์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ สังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นักรบสีน้ำเงินเช่นพวกเรายินดีให้การต้อนรับอย่างเต็มที่ ผู้สนใจรายละเอียดสามารถติดตามรับชมและรับฟังได้ใน รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” ทางสถานีวิทยุ มก. ครับ

ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก จ่าสิบเอก นิรันดร์ บรรจงศิริ และ จ่าเอก อัครวินท์ ภูกิ่งหิน ติดต่อประสานงาน รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ตั้งสำนักงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 อีเมล molku@ku.ac.th ไลน์ไอดี ajmaew

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป้าหมาย 5 ล้านไร่ โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดเจนว่าเรื่องสุขภาพของประชาชนต้องมาก่อนนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายเกษตร เห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนงานวิจัยที่สนับสนุนกับนโยบายดังกล่าว ดังเช่นโครงการ “การทดสอบผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการเจริญเติบโตเพื่อลดปุ๋ยเคมีในแปลงทดสอบข้าวพื้นที่เกษตรกรอาสาสมัคร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการเจริญเติบโตสำหรับพืชกระถาง” แก่ รศ.ดร.กัญชลี เจติยานนท์ คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร

นักวิจัยได้ศึกษาไรโซแบคทีเรียซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่หากินอิสระอยู่ในบริเวณดินรอบรากพืชมาตั้งแต่ปี 2544 ได้ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เรือนทดลอง และแปลงทดลอง จนพบว่ามีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชหลากหลายชนิด เช่น พริก แตงกวา ส้มโอ ข้าว พืชไม้ใบ ไม้ดอก ไม้ประดับ นำมาทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ไรโซแบคทีเรียชนิดนี้มีคุณสมบัติในการสร้างสปอร์ได้ ซึ่งสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กรานูลสำเร็จรูปที่มีขนาดเป็นเม็ดใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี เกษตรกรสามารถนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือมีสปอร์เชื้อ Bacillus cereus สายพันธุ์ RS87 เป็นองค์ประกอบหลักที่มีกลไกช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้กับพืช เช่น ตรึงไนโตรเจนให้พืช

ปลดปล่อยฮอร์โนออกซินให้รากพืชเจริญเติบโตดี ปลดปล่อยกรดอินทรีย์ย่อยสลายธาตุฟอสเฟตที่ตรึงอยู่ในดินให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ อีกทั้งได้ทดสอบความเป็นพิษกับสัตว์ทดลองแล้ว พบว่ามีความเป็นพิษในระดับต่ำ ที่ชี้ให้เห็นถึงความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากนี้ หากเก็บผลิตภัณฑ์ในสภาพที่แห้ง ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง สามารถเก็บผลิตภัณฑ์นี้ได้นานเป็นสิบปี ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตพืชหลากหลายชนิด รวมถึงข้าวหลายสายพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในแปลงข้าวเกษตรกรอาสาสมัครเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีให้กับข้าว

ผลการทดสอบในแปลงขนาดเล็กของเกษตรกรอาสาสมัครอำเภอบางระกำ และอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์ไรโซแบคทีเรียชนิดกรานูลสายพันธุ์ RS87 สามารถลดการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับข้าวพันธุ์ กข 49 ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ และยังให้ผลผลิตไม่แตกต่างจากข้าวที่ได้รับปุ๋ยเคมีในอัตราปกติเพียงอย่างเดียว

โดยโครงการวิจัยนี้ได้ขยายผลจากแปลงทดลองวิจัยในมหาวิทยาลัย และแปลงเกษตรกรอาสาสมัครขนาดเล็กไปสู่นาข้าวของเกษตรกรอาสาสมัครที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปัจจุบันมีแปลงสาธิตเกษตรแนวใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่บ้านวังหมัน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท และที่ตำบลโพงาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งเกษตรกรอาสาสมัครได้เห็นผลการทดลองเป็นเชิงประจักษ์ว่าแม้ข้าวที่ได้รับปุ๋ยเคมีเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราปกติที่เกษตรกรอาสาสมัครเคยใช้มาก่อนร่วมกับผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการเจริญเติบโตชนิดกรานูลสายพันธุ์ RS87 แล้ว กลับพบว่าให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันกับแปลงข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมีอัตราปกติเพียงอย่างเดียวเท่าไรนัก

นอกจากจะช่วยลดปริมาณการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับข้าวแล้ว ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยยังช่วยลดความแข็งกระด้างของดิน การเสื่อมโทรมคุณภาพของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ดินสำหรับการทำการเกษตรในพื้นที่ของตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่วนการขยายผลต่อยอดนั้นขณะนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับบริษัทเอกชน เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ไรโซแบคทีเรียชนิดกรานูลสายพันธุ์ RS87 กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หากสามารถขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้แล้วจะเจรจากับบริษัทเอกชนในการขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ต่อไป

ส่วนโครงการวิจัย “การผลิตผลิตภัณฑ์ไรโซแบคทีเรียสำหรับส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและป้องกันโรคเหี่ยวเขียวของพริกในแปลงปลูกเกษตรกร” ก็มีการทดลองในพื้นที่เกษตรกรอาสาสมัครเช่นกัน ทั้งจังหวัดชัยภูมิ แพร่ และน่าน ที่ประสบปัญหาโรคเหี่ยวเขียว ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มีสารเคมีใดๆ ที่มีประสิทธิภาพควบคุมโรคได้ คณะผู้วิจัยจึงได้ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์อิมัลชันที่มีเชื้อแบคทีเรีย Enterobacter asburiae สายพันธุ์ RS83 เป็นองค์ประกอบหลักในการส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิตพริก และสร้างภูมิคุ้มกันโรคหลากหลายชนิด

ผลการทดสอบในปีแรกที่ผ่านมาพบว่าผลิตภัณฑ์อิมัลชันสายพันธุ์ RS83 สามารถควบคุมโรคเหี่ยวเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้พริกมีการเจริญเติบโตและได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดี ทำให้เกษตรกรที่เคยประสบปัญหาสามารถปลูกพริกในพื้นที่ดังกล่าว มีอาชีพปลูกพริกอย่างยั่งยืน ไม่ต้องเปลี่ยนอาชีพการทำการเกษตรของตนเอง นอกจากนี้ ยังช่วยลดการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับพืชเนื่องจากเชื้อมีกลไกการส่งเสริมการเจริญเติบโตให้กับพืช อีกทั้งการควบคุมโรคเหี่ยวเขียวเป็นการควบคุมโดยชีวภาพ จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค

เกษตรกรได้ให้ข้อมูลว่าการปลูกพริกที่ใช้อิมัลชันที่ผ่านมาร่วมกับการจัดการศัตรูพืชชนิดอื่นแบบผสมผสานสร้างรายได้ 40,000 บาท ต่อไร่ ในขณะที่อดีตที่ผ่านมาหากโรคเหี่ยวเขียวปรากฏขึ้นในแปลงพริก เกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย ถ้ามีการแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเป็นความหวังของเกษตรกรในการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพนี้ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาโรคเหี่ยวเขียว โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับบริษัทเอกชน เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อิมัลชันสายพันธุ์ RS83 กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ไรโซแบคทีเรียกับพืชต่างๆ ทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้ พริกชี้ฟ้า แตงกวา ส้มโอ ผักกวางตุ้ง ผักกาดหอม และข้าวซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ของเกษตรกรไทย พบว่าได้ผลผลิตใกล้เคียงกับพื้นที่ที่ใช้ปุ๋ยเคมี 100% โดยเฉพาะแตงกวาที่จะไปลดสารให้ความขม ทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เนื้อแน่น กรอบ เก็บไว้ได้นานกว่า ส่วนข้าวนั้นถ้าใช้สารเคมีจะทยอยออกรวงและสุกทีละน้อย ใช้เวลา 7-14 วัน แต่ถ้าลดการใช้เคมีลงครึ่งหนึ่งและใช้ผลิตภัณฑ์ไรโซแบคทีเรียชนิดกรานูลร่วมด้วย จะทำให้ข้าวออกรวงพร้อมๆ กัน ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวข้าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันคณะผู้วิจัยมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดเม็ดกรานูลที่มีสปอร์เชื้อสายพันธุ์ RS87ประมาณ 150 กิโลกรัม ต่อวัน หากมีเครื่องมือพร้อมจะผลิตเพิ่มให้มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยความคืบหน้าหลังจัดประชุมเตรียมพร้อมการส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์โดยกลไกประชารัฐ พร้อมทำข้อตกลงความร่วมมือในการส่งออกสินค้าประมงและโคเนื้อระหว่างเครือข่ายสหกรณ์กับผู้ส่งออก เพื่อขยายช่องทางตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และจีน เผยแผนปี 62 ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ห้างโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ หวังสร้างยอดขยายทะลุ 705 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลความสำเร็จจากการจัดประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อส่งออกสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์ด้วยกลไกประชารัฐ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าประมงและปศุสัตว์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งออกสินค้าประมงไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และจีน โดยชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จะร่วมกับบริษัทผู้ส่งออก ได้แก่ บริษัท พี.เค. เนเชอรัล ฟิช ฟาร์ม จำกัด บริษัท ปิติยินดี จำกัด บริษัท ศิริคุณ ซีฟู๊ดส์ จำกัด บริษัท เอกชัย อินเตอร์ฟูดส์ จำกัด และบริษัท เอ็น แอนด์ เจ อควาโปรดักส์ จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำกัด ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้ากสิกรรม แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นอกจากนี้ ตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าประมงและปศุสัตว์ยังได้หารือถึงความร่วมมือในการเชื่อมโยงธุรกิจกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนขยายตลาดไปยังห้างโมเดิร์นเทรดและตลาดต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าในปี 2562 ความร่วมมือตามกลไกประชารัฐจะสามารถเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์อีก 705 ล้านบาท โดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะส่งออกกุ้งขาวแวนาไม ไปประเทศจีน 2,000 ตัน มูลค่า 400 ล้านบาท สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัด ส่งออก 500 ตัน มูลค่า 65 ล้านบาท

สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด ส่งออกกุ้งกุลาดำไปประเทศจีน 20 ตัน มูลค่า 6 ล้านบาท สหกรณ์ประมงพาน จำกัด จังหวัดเชียงราย ส่งออกปลานิลไปพม่าและลาว 100 ตัน มูลค่า 4.5 ล้านบาทและส่งขายห้างโมเดิร์นเทรด 50 ตัน มูลค่า 2.25 ล้านบาท สหกรณ์ประมงบางแพ จำกัด จังหวัดราชบุรี ส่งกุ้งก้ามกรามไปต่างประเทศและส่งขายห้างโมเดิร์นเทรด 17.3 ตัน มูลค่า 5.5 ล้านบาท สหกรณ์ประมงนิคมบ้านสร้างพัฒนาปราจีนบุรี จำกัด ส่งออกปลานิล ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาไน และกุ้งขาวแวนนาไม 7,300 ตัน มูลค่า 218 ล้านบาท และสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร มีแผนส่งออกเนื้อโคขุนไปจำหน่ายที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 8.85 ตัน มูลค่า 4.04 ล้านบาท

“รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์ข้อมูลถึงโอกาสและอุปสรรคการเชื่อมโยงธุรกิจประมงและปศุสัตว์ไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งจากประเมินพบว่าธุรกิจประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์ยังมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาเรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้า นอกจากนี้ ต้องนำเสนอความแตกต่างของสินค้า สร้าง Story ให้มีความน่าสนใจและสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของสหกรณ์เอง ซึ่งกรมจะเร่งพัฒนาต่อยอดสินค้าประมงและปศุสัตว์ของสหกรณ์ให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค และสามารถขยายตลาดใหม่ๆ ได้ในอนาคตต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เบทาโกร ชู เอสเพียว (S-Pure) ยืนหยัดอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม หวังกระตุ้นตลาดด้วยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม เพิ่มทางเลือกและยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค ดันยอดขายปีนี้โต 50%

วันนี้ (4 ต.ค. 61) เอสเพียว (S-Pure) โดยเครือเบทาโกร ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จับมือ 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง จัดงาน Live a Better Life ยกขบวนสินค้าทั้งอาหารสดและพร้อมรับประทานจัดโปรโมชั่นพิเศษ ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านอาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม โดยมี นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดงาน ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

นางประถิมา เปิดเผยว่า เครือเบทาโกรให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านคุณภาพ (Food Quality) และความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทั้งนี้จากความสำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว (S-Pure) เป็นแบรนด์แรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ จากสถาบัน NSF ครบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการทำแคมเปญ “เลือกกิน ให้อนาคต” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ ใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับตลาดอาหารสดพรีเมี่ยมของประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวม 3,000 กว่าล้านบาท และมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 10% โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์เอสเพียว (S-Pure) มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30% และตั้งเป้ายอดขายปี 2561 นี้ โตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 50% ซึ่งเอสเพียว (S-Pure) จะมุ่งเน้นสร้างการรับรู้ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยสร้าง Antibiotic-Free Zone และออกสินค้าใหม่ เพิ่มความหลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค