คุณสัญญา เผยถึงต้นทุนการปลูกฟักข้าวว่า เป็นการลงทุน

อย่างค้างที่ใช้ปลูกในช่วงเริ่มแรก อาจใช้ต้นยูคาลิปตัส ที่มีในพื้นที่ หรือต้นไผ่ ครั้นพอมีรายได้ค่อยเปลี่ยนเป็นเสาปูน เพื่อให้เกิดความทนทาน แข็งแรง สามารถต้านทานกระแสลม ทั้งนี้ชาวบ้านมักปลูกกันบ้านละ 1-2 งาน ถ้าคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมดแล้ว น่าจะมีเนื้อที่ประมาณ 100 กว่าไร่ โดยเฉพาะตอนนี้ได้รับความสนใจมาก มีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังหลายอำเภอ หลายหมู่บ้านในจังหวัดสุรินทร์

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ มีรายได้จากฟักข้าว 2 ด้าน คือ การขายเยื่อฟักข้าวแช่แข็งทั้งภายในและต่างประเทศ อีกด้านคือ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป อันได้แก่ น้ำฟักข้าวพร้อมดื่ม น้ำฟักข้าวเข้มข้น สบู่ฟักข้าว และเค้กฟักข้าว

คุณสุพจน์ ภูมิสุข นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มแปรรูปฟักข้าว ได้กล่าวว่า กลุ่มนี้เป็นสมาชิกเครือข่าย Young Smart Farmer ของจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น มีความตั้งใจ มุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จดีมาก กระทั่งสามารถเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มอื่น

ความจริงแล้วชาวบ้านมีการปลูกฟักข้าวกันมายาวนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการจัดรูปแบบที่ชัดเจน ภายหลังเมื่อนำเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง และมีการพัฒนาจนได้มาตรฐานก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องตัวผลิตภัณฑ์และรายได้ อีกทั้งการปลูกฟักข้าวยังได้เปรียบกว่าแหล่งอื่น เพราะสามารถได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ต่างจากที่อื่นที่ต้องหยุดในบางช่วง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล

เจ้าหน้าที่เกษตรฯ ชี้ว่า นอกจากการได้เปรียบทางธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้ยังวางแผนการผลิตได้ตรงจุดตามความต้องการที่หลากหลายของตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการต่างกัน บางรายต้องการเยื่อไปเป็นส่วนผสมในสินค้าบางชนิด หรือบางรายต้องการนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และบางรายอาจต้องการนำไปแปรรูปเป็นอาหาร/เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันว่าการปลูกฟักข้าวทำให้ชาวบ้านมีความสุข จากรายได้ที่เกิดขึ้น จึงได้ลงพื้นที่ไปพบกับคุณสวิง เติมสุข เจ้าของสวนฟักข้าว

คุณสวิง บอกว่า ปลูกฟักข้าวมาได้สัก 3 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่ มีอาชีพหลัก คือ ปลูกข้าว ส่วนฟักข้าวที่ปลูกเป็นรายได้เสริม แต่ที่ผ่านมามีรายได้ดีมาก ปีละเกือบแสนบาท จนคิดว่าน่าจะเป็นรายได้หลักไปแล้ว

คุณสวิงเล่าให้ฟังว่าจำนวนผลฟักข้าวที่เก็บส่งเข้ากลุ่มใน 1 สัปดาห์ มี 3 ครั้ง ได้จำนวนกว่า 100 กิโลกรัม ฟักข้าวมีผลผลิตตลอด เก็บได้ทุกวัน นอกจากนั้น ยังระบุว่า ฟักข้าว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาปุ๋ยไม่เคยใช้เลย ปลูกแบบธรรมชาติ เพียงแค่ใช้น้ำหมัก และปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง จะใส่กระป๋องผสมน้ำราดที่ต้น

แล้วบอกต่ออีกว่า การปลูกฟักข้าวใช้ต้นทุนน้อย อีกทั้งยังเพาะเมล็ดต้นพันธุ์เอง เสาค้างที่ปลูกเดิมใช้ไม้ยูคาลิปตัส แต่ไม่ทน ต่อมาเมื่อสะสมรายได้จำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนมาเป็นเสาปูนแทน เพราะต้องการให้ทนทาน แข็งแรง สามารถใช้ได้นาน

ท่านที่สนใจแล้วมีบริเวณพื้นที่ในบ้านไม่มาก อาจปลูกไว้สัก 1-2 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตมาไว้รับประทานกันในครอบครัว เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งยอดและใบ นับเป็นพืชสมุนไพรชั้นยอด หรืออาจปลูกในกระถางเป็นร่มเงาได้ ดัดแปลงเป็นโรงจอดรถที่ปกคลุมด้วยต้นฟักข้าวได้ หรืออาจปลูกเป็นซุ้มเพื่อนั่งพักผ่อน พอมีผลฟักข้าวเกิดขึ้นก็ช่วยกันเก็บ ถือเป็นความสุขทางใจได้อีกด้ว

สนใจผลิตภัณฑ์ ฟักข้าว ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (091) 862-8262, (087) 481-2527, (090) 836-8657

ในวงการเกษตรไส้เดือนถือเป็นสัตว์ที่ทำประโยชน์ให้มากมาย การคืบคลานชอนไชในดินของสัตว์ชนิดนี้ช่วยทำให้ดินร่วนซุย การถ่ายเทน้ำและอากาศดี ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดินทำให้รากพืชหาอาหารได้ง่าย ไม่เพียงเท่านั้นไส้เดือนยังเหมือนเครื่องชี้วัดสารเคมีในดิน เพราะถ้าดินบริเวณนั้นมีสารเคมีตกค้าง จะไม่พบไส้เดือนสักตัว อาจกล่าวได้ว่าบริเวณใดมีไส้เดือน บริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์

สำหรับนักตกปลาแล้วไส้เดือนถือเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาปลาทุกชนิด อีกทั้งยังพบว่าในตัวไส้เดือนมีปริมาณเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่สูงมากหากนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ถ้าใช้ไส้เดือนเป็นอาหารแก่นกแข่งเสียงแล้วจะทำให้มีเสียงไพเราะ มีขนสวย หรือถ้านำไปเลี้ยงหมูแล้วพบว่าคุณหมูทั้งหลายจะมีการผสมพันธุ์ที่ดี ไม่เพียงเท่านั้นมูลไส้เดือนยังเกิดประโยชน์ต่อวงการเกษตรด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดมีอาชีพเพาะ-เลี้ยงไส้เดือนขึ้นเพราะต้องการนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ และนำมาใช้ย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอาหาร เช่น เศษผัก ผลไม้หรือมูลสัตว์ เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์

“ฟาร์มไส้เดือนเดช” ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ที่ 11 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร มี คุณตุลย์เดช เผดิมชิต หรือ คุณเดช เป็นเจ้าของ

เจ้าของฟาร์ม บอกว่า การเลี้ยงไส้เดือนมี 2 แบบ คือถ้าเลี้ยงแบบขนาดเล็กเพื่อใช้เองในวงจำกัดมักใช้ขยะอินทรีย์ที่เหลือใช้ เช่น ผัก ผลไม้ เป็นอาหารไส้เดือนแล้วผสมใบไม้แห้ง หรือถ้าเลี้ยงในเชิงการค้าต้องทำให้เป็นระบบมาตรฐาน ซึ่งมักใช้มูลสัตว์เลี้ยงอย่างเดียว

คุณเดช เรียนจบปริญญาตรีทางด้านการโรงแรมและท่องเที่ยวจากประเทศออสเตรเลีย หลังจากเรียนจบกลับมาทำงานที่เมืองไทยสักพัก แต่ต้องไปช่วยธุรกิจโรงพิมพ์ที่บ้าน ขณะเดียวกัน จะใช้เวลาว่างปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ แล้วทดลองเพาะต้นกล้าจนประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดกำลังใจขยายต่อยอดออกไปอีกจำนวนมาก และทำเช่นนี้อยู่ 5 ปี เห็นว่าทำอย่างไรถึงจะสร้างคุณภาพพืชที่ปลูกอยู่ให้มีความสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้เปิดอบรมการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยขึ้นจึงไปเข้าอบรม หลังจากอบรมเสร็จได้ทดลองเลี้ยงไส้เดือนจำนวนหนึ่งแต่ไม่สำเร็จดีเท่าไรนัก จึงพยายามค้นคว้าเพิ่มเติมแล้วทำใหม่อีกกระทั่งเกิดความชำนาญสามารถจับแนวทางได้ จึงพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำได้สำเร็จอย่างถูกต้อง

เหตุผลที่คุณเดชสนใจการเลี้ยงไส้เดือนเพราะต้องการนำมูลมาใช้เป็นปุ๋ยให้แก่ไม้ดอก ไม้ประดับที่เขาปลูกให้มีความงอกงาม เจริญเติบโตแข็งแรง อีกทั้งเมื่อนำมาใช้กับการตอนกิ่ง การปักชำ จะช่วยทำให้ออกดอกเร็ว ดอกมีขนาดใหญ่ แข็งแรง

“แต่ภายหลังจำนวนไส้เดือนเพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว พร้อมกับมูลที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน พอเป็นเช่นนั้นจึงมองเห็นลู่ทางธุรกิจด้วยการเพาะพันธุ์ไส้เดือนขาย พร้อมกับแปรรูปมูลไส้เดือนเป็นปุ๋ย”

ไส้เดือนที่คุณเดชใช้เป็นพันธุ์แอฟริกัน เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดเพราะมีคุณสมบัติโตเร็ว ขยายพันธุ์เร็ว มีขนาดใหญ่ เจ้าของฟาร์มชี้ว่าไส้เดือนของไทยก็มีคือ พันธุ์ขี้ตาแร่ มักมีจำนวนมากในจังหวัดแถบภาคเหนือ และไม่ค่อยพบในภาคกลาง กับอีกพันธุ์ในบ้านเราคือ สายพันธุ์สีน้ำเงิน แต่ไม่แพร่หลายเพราะมีขนาดเล็กเกินไป

ดังนั้น ในปัจจุบันธุรกิจของคุณเดชคือการทำฟาร์มไส้เดือน ซึ่งได้แก่ การขายพันธุ์ไส้เดือนแอฟริกัน กับการขายปุ๋ยมูลไส้เดือน นอกจากนั้น มีธุรกิจคู่ขนานคือการเพาะกล้าพันธุ์ไม้ในกลุ่มที่ใช้สำหรับจัดสวนหลายชนิด การเลี้ยงเพื่อขายพันธุ์

เจ้าของฟาร์มไส้เดือนให้รายละเอียดขั้นตอนการเพาะ-ขยายพันธุ์ว่า ควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่มีร่มเงาทั้งวัน มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว และมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-30 องศา จากนั้นจัดเตรียมภาชนะสำหรับเลี้ยง ซึ่งสามารถเลือกใช้วัสดุเลี้ยงได้หลายชนิดตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกะละมังพลาสติกที่ควรมีความกว้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร หรือในวงบ่อซีเมนต์ กระสอบปุ๋ย หรือแม้แต่ในกระถางมังกร

ให้เตรียมวัสดุที่ใช้เลี้ยง ได้แก่ มูลสัตว์ อย่างมูลวัว แพะ กระต่าย ช้าง แต่ในกรณีที่เป็นมูลสัตว์ปีกควรปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานจึงไม่ค่อยนิยม สำหรับสัดส่วนที่ผสมให้ใช้มูลสัตว์ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ กับใช้ดินผสมใบไม้แห้งหรือฟางหรือหญ้าแห้งประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ดินที่ใช้ควรเป็นดินชีวภาพหรือดินอินทรีย์ ไม่ควรใช้ดินที่มีส่วนผสมของสารเคมี และอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนอาจเป็นขยะอินทรีย์ อย่างผัก ผลไม้ นำมาฝังกลบให้เป็นอาหารของไส้เดือน

อย่างไรก็ตาม หากเป็นการเลี้ยงไส้เดือนเชิงธุรกิจขนาดใหญ่มักใช้มูลสัตว์เป็นหลักอย่างเดียว ใช้มูลวัวนมที่ผสมกับขุยมะพร้าวหรืออาจใช้มูลวัวนมล้วน โดยมีวิธีทำคือนำมูลวัวมาทุบหรือป่นให้ละเอียด แล้วจึงนำไปใส่ในภาชนะอย่างกะละมังหรือวงซีเมนต์ จากนั้นรดน้ำเพื่อให้คลายความร้อน ให้รดทุกวัน วันละ 1 ครั้ง

ทิ้งไว้สัก 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ขณะรดน้ำจะมีน้ำที่ผ่านมูลวัวไหลออกมาให้จัดหาภาชนะมารองเพื่อนำน้ำมูลวัวไปใช้รดต้นไม้ได้ ให้ลองใช้นิ้วจุ่มลงดินดูว่าเย็นหรือยัง ถ้าเย็นแล้วจึงค่อยปล่อยพันธุ์ไส้เดือนโดยมีอัตราการปล่อยพันธุ์ในกรณีที่มีพื้นที่สัก 1 ตารางเมตร ให้ปล่อยไส้เดือนประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นมือใหม่อาจน้อยกว่าก็ได้ประมาณครึ่งกิโลกรัม เพราะจะช่วยให้เลี้ยงง่าย แล้วค่อยปล่อยให้ไส้เดือนขยายพันธุ์เอง

ภายหลังปล่อยไส้เดือนลงในภาชนะเลี้ยงแล้วโดยธรรมชาติมักใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ไส้เดือนคุ้นเคยกับวัสดุเลี้ยงเสียก่อน จากนั้นไส้เดือนจะผสมพันธุ์กัน แล้วออกไข่ทุกสัปดาห์ละ 3 ฟอง ต่อตัว และในไข่ 1 ฟอง สามารถให้ลูกเฉลี่ย 2 ตัว สำหรับพันธุ์แอฟริกัน ทั้งนี้ ไข่ไส้เดือนจะมีทุกสัปดาห์

พันธุ์ไส้เดือนที่มีขนาดเล็กจะถูกเลี้ยงไปในระยะเวลาประมาณ 1 ถึง 1 เดือนครึ่ง จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการจำหน่าย โดยไส้เดือนจะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 4-6 นิ้ว มีขนาดใหญ่ประมาณดินสอ ทั้งนี้ วิธีการขายจะกำหนดเป็นตัวหรือเป็นน้ำหนักแล้วแต่การตกลงกัน ขายครึ่งกิโลกรัมในราคา 400 บาท และ 1 กิโลกรัม ราคา 800 บาท

ไส้เดือน เป็นสัตว์ที่มีโปรตีนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ มักนิยมนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหลายชนิด โดยสัตว์ที่กินไส้เดือนเป็นอาหารจะมีสุขภาพแข็งแรง มีขนาดใหญ่ มีสีขนสวย นอกจากนั้น ถ้านำไปใช้เลี้ยงหมูจะพบว่าจะช่วยในเรื่องการผสมพันธุ์หมูได้อย่างดี

ในกรณีที่ลูกค้าอยู่ไกลแล้วต้องการให้จัดส่ง จะส่งเป็นไข่ไส้เดือนเป็นชุด ใน 1 ชุด มีจำนวนไข่ 150 ฟองไปให้ ซึ่งระหว่างเดินทางอาจมีการฟักตัว เหตุผลที่ต้องส่งเป็นไข่ไส้เดือนเพราะมิเช่นนั้นไส้เดือนอาจตายได้ระหว่างเดินทาง ทั้งนี้ มียอดการสั่งซื้อไส้เดือนในทุกสัปดาห์ โดยสัปดาห์ละ 3-4 ชุด โดยลูกค้าที่ซื้อมักนำไปเลี้ยงเพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือน

ใครที่สนใจต้องการทำเป็นรายได้เสริมหรืองานอดิเรก คุณเดช แนะว่า ควรใช้พื้นที่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณข้างบ้านหรือระเบียงบ้านก็ได้ หรืออาจดัดแปลงชั้นวางของที่เป็นลิ้นชักใช้เลี้ยงไส้เดือนได้

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนก็เป็นอาหารที่เหลือจากการกินประจำวัน ทั้งนี้ ถ้าเป็นกรณีของชาวสวน ชาวไร่ที่เลี้ยงตามต่างจังหวัดสามารถนำพืชผักที่เสียหายจากการเพาะปลูกนำมาใช้เป็นอาหารไส้เดือนได้ แต่เน้นว่าต้องฝังกลบในดินเพื่อป้องกันสัตว์อื่นมากิน

ระยะเวลาการให้อาหารไส้เดือนควรพิจารณาในทุก 7 วัน ว่าอาหารหมดหรือยังด้วยการใช้วิธีเขี่ยดู ถ้าอาหารหมดสามารถเติมลงไปได้ในจำนวนที่ไม่มาก และควรกระจายอาหารให้เป็นบริเวณกว้าง ไม่ควรให้เป็นกลุ่มหรือกระจุก สิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นอาหารไส้เดือนคือสิ่งที่มีรสเผ็ดร้อน หรือมีกลิ่นฉุน หรือรสเปรี้ยว

“ผู้เลี้ยงท่านใดที่คิดในเชิงการค้าควรเลี้ยงให้มีความชำนาญเสียก่อน แล้วเมื่อมั่นใจจึงลงทุนซื้อหาวัสดุมาเลี้ยง ที่สำคัญควรหาตลาดไว้ก่อนเพราะเมื่อไส้เดือนมีการแพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก”

การทำปุ๋ยมูลไส้เดือน

หลังจากไส้เดือนกินอาหารหมดแล้ว (จากการสังเกตด้วยตาเปล่า) ก็จะเหลือเฉพาะมูลที่ถ่ายไว้เท่านั้น ให้แยกไส้เดือนออกมาจากภาชนะเลี้ยง (ไส้เดือนที่แยกสามารถนำไปเลี้ยงต่อ) แล้วนำมูลไส้เดือนไปตากแห้งสัก 2 วัน เพื่อให้สะดวกต่อการร่อนในตะแกรง เมื่อร่อนเสร็จจึงได้มูลไส้เดือนล้วนก็สามารถนำมาใส่ในต้นไม้หรือพืชต่างๆ ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่ต้องการทำขายด้วยการแพ็กใส่ถุงต้องให้ตากแดดต่อไปอีกสัก 1 สัปดาห์ หลังจากร่อนแล้วจึงนำไปแพ็กใส่ถุงสุญญากาศ

คุณเดช ระบุว่า มูลสัตว์จำนวน 100 กิโลกรัม จะได้มูลไส้เดือนจำนวน 70 กิโลกรัม ถึงแม้น้ำหนักจะลดลง แต่ได้ตัวไส้เดือนเพิ่มมากขึ้นแทน เพราะเพียง 1 เดือน ตัวไส้เดือนเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่า ยิ่งถ้าเลี้ยงนานถึง 2 เดือน โดยสภาพการเลี้ยงยังสมบูรณ์จะได้ตัวไส้เดือนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

นอกจากปุ๋ยมูลไส้เดือนแบบตากแห้งแล้ว น้ำมูลไส้เดือน ซึ่งเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากภาชนะที่ใช้เลี้ยง นิยมใช้ฉีดพ่นทางใบหรือต้น โดยน้ำมูลไส้เดือนนี้จะต้องนำไปผสมกับน้ำเปล่าในอัตรา 1 ต่อ 50 หรืออีกวิธีอาจใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ตากแดดแล้วมาผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 10 แล้วทิ้งไว้สัก 1 สัปดาห์ จึงค่อยนำมาใช้

“วิธีหลังนี้จะได้ประโยชน์มาก เนื่องจากมาจากมูลไส้เดือนล้วน ทั้งนี้ ประโยชน์ของน้ำมูลไส้เดือนมักใช้ฉีดพ่นทางใบและต้นเช่นเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้พืชมีการเจริญเติบโตได้ดอกได้ผลอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชได้ด้วย”

การขายปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยจะขายให้แก่เกษตรกรที่ทำสวนเกษตรหรือปลูกต้นไม้ดอก ไม้ประดับ เพราะจะช่วยให้ไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต แข็งแรง ให้ดอกสวยงาม มีผลขนาดใหญ่ อีกทั้งถ้าเป็นไม้ผลจะช่วยเพิ่มความหวานด้วย “ธุรกิจไส้เดือนสามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายอย่าง ขณะเดียวกัน ยังสามารถผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนไปพร้อมกันอีก จึงถือเป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อย แต่นำไปต่อยอดได้มากมายในรายได้ที่เพิ่มมาก ทั้งยังไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด”

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเดช โทรศัพท์ (081) 792-8277, (081) 147-8255 หรือ http://wormhut19.blogspot.com/ อากาศร้อนชื้นและมีฝนตกบางพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกดาวเรือง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองเฝ้าระวังการระบาดของโรคดอกเน่า มักพบได้ในระยะติดดอกดาวเรือง โดยจะพบแสดงอาการเริ่มแรกที่กลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก จากนั้นจะเน่าลุกลามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งดอก ทำให้ดอกดาวเรืองเสียคุณภาพ หากเชื้อราเข้าทำลายในระยะดอกตูม ดอกจะไม่สามารถบานได้ กรณีเชื้อราเข้าทำลายรุนแรงในระยะที่ดอกบานแล้ว เชื้อราจะขยายลุกลามไปสู่ต้น ทำให้ต้นเน่าและยืนต้นตายในที่สุด

สำหรับในสภาพที่มีฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคที่ดอก ให้เกษตรกรตัดดอกที่เป็นโรคหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลายหรือฝังดินนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค อีกทั้งควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ซึ่งถือเป็นการลดความชื้นในดิน ทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค

กรณีที่พบโรคดอกเน่ายังคงระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นทุก 5-7 วัน

การสูญเสียชีวิตพะยูนมาเรียม จากขยะพลาสติก เป็นเรื่องสะเทือนใจคนไทยจำนวนมาก เพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือและตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวในทุกภาคส่วน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2562 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการแถลงข่าว เรื่อง “พะยูนมาเรียม”, “ทะเลไทย” ต้อง “ไร้ขยะ”

ผู้ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ ประกอบด้วย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงาน วช. รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย ทะเลไทยไร้ขยะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม วช.

ซึ่งสาระสำคัญของการแถลงข่าวในครัั้งนี้ มุ่งสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างครบวงจร ทังในเชิงนโยบายและปฏิบัติ บนฐานการวิจัยที่พร้อมใช้งาน และสามารถปรับไปตามสภาพปัญหาและพื้นที่ โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมดำเนินการร่วมกันอย่างต่อเนื่องและจริงใจของทุกภาคส่วน

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลักของประเทศและส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน จึงเป็นหน่วยงานกลางที่ประสาน เชื่อมโยงทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันบนฐานงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์และปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการลดปัญหาการตกค้างของขยะพลาสติกในทะเล จากปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดขึ้น วช. ได้ชูประเด็นในการแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านการวิจัยและพัฒนาซึ่งต้องดำเนินการใน 5 ประเด็นหลัก คือ

1. ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกต้องผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ง่ายต่อการจัดการขยะและการนำกลับไปใช้ใหม่ สามารถตรวจสอบเส้นทางวงจรผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิตถึงวาระสุดท้ายของพลาสติก โดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่ผลิตเม็ดพลาสติก ในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ศึกษาแล้วมากกว่า 15 ผลิตภัณฑ์ รวมถึง บรรจุภัณฑ์ หลอด วัสดุก่อสร้าง วัสดุประกอบอาคาร และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

2.ชุมชนในพื้นที่ทุกจังหวัดที่ติดทะเล จะต้องรู้วิธีจัดการขยะพลาสติกได้ด้วยตนเองและเบ็ดเสร็จในพื้นที่ ได้ดำเนินการใน 23 จังหวัด ในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน อาทิ ชายหาดบางแสน แสมสาร เกาะหลีเป๊ะ และเกาะภูเก็ต

3. ต้องมีกระบวนการเก็บและจัดการขยะในทะเลอย่างเป็นระบบในทุกพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่และชุมชน และรู้ตัวเลขขยะพลาสติกในทะเลที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะในพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 ภายในปีที่หนึ่ง และเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ในปีถัดไป

4. นำขยะพลาสติกมารีไซเคิลโดยไม่เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ โดยเฉพาะการตกค้างในสัตว์ทะเลและสิ่งมีชีวิต5. ลดการตกค้างของไมโครพลาสติกที่ตกค้างในทะเลและสิ่งมีชีวิตบนฐานจากการวิจัยที่สามารถเทียบมาตรฐานกับนานาชาติได้

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ 5 ประเด็น ดังกล่าวได้บรรจุไว้ในโครงการ ทะเลไทยไร้ขยะ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย โดยเริ่มการวิจัยมาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ภายใต้โครงการวิจัยท้าทายไทยที่เน้นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ มีการประยุกต์องค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาจริงอย่างครบวงจรและยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. เป็นผู้กำหนดหัวข้อวิจัยและให้การสนับสนุนทุนวิจัย ซึ่งมีแผนงานในภาพรวมประกอบด้วย การจัดการพลาสติกอย่างครบวงจรตั้งแต่การผลิตในระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตในภาคเอกชนในการวางระบบติดตามผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิตเม็ดพลาสติกจนถึงปลายทาง เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตผลิตภัณฑ์ การนำไปใช้ และการกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อกำจัดปัญหาขยะที่ทิ้งสู่ทะเลจากบนบกในระยะยาวและเป็นการกำจัดปัญหาขยะทะเลจากต้นทาง

องค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวตามมาในภายหลัง โดยการทำงานร่วมกับผู้ผลิตและภาคประชาสังคมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและเชิงสังคม รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์จากขยะพลาสติก และรีไซเคิลพลาสติกที่การกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของขยะพลาสติกหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการนำมาใช้งานและกำจัด การสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายและสร้างความตระหนักรวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาผ่านระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเพื่อจัดการขยะทะเลตกค้างที่มีขนาดใหญ่จนถึงไมโครพลาสติก โดยการทำงานร่วมกับ ภาคประชาสังคมในพื้นที่และหน่วยงานระดับท้องถิ่นเพื่อลดและป้องกันปัญหาขยะตกค้างอย่างยั่งยืน โดยใช้นวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีและเชิงสังคม รวมถึงการสร้างเครือข่าย “นักรักทะเลไทย” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านสื่อหลากหลายรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมต่าง ๆ การนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อช่วยในการเก็บรวบรวมขยะตกค้าง การกำหนดมาตรฐานการตรวจวิเคราะห์ไมโครพลาสติก เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบของขยะพลาสติกตกค้างในทะเลในระยะยาวอย่างยั่งยืน

“ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม สามารถลดการสูญเสียชีวิตของสัตว์ทะเลจากขยะพลาสติก และสัตว์ทะเลจะได้รับการป้องกันจากอันตรายและผลกระทบจากขยะทะเลในระยะยาว” ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สิริฤกษ์ กล่าวในที่สุด

โรงเรียนบ้านท่าส้ม อ.กันตัง จ.ตรัง ผุดไอเดียปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย นำเงินรายได้มาแบ่งปันให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ป้องกันปัญหานักเรียนชั้นประถมลาออกกลางคัน และยังฝึกให้มีความรับผิดชอบ อดทน สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า นายวิเพลิน ชุมพล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าส้ม ต.บ่อน้ำร้อน อ.กันตัง จ.ตรัง ผุดไอเดียปลูกต้นดาวเรืองเพื่อตัดดอกขาย สร้างรายได้เข้าโรงเรียน และส่วนหนึ่งมอบให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จำนวน 10 คน ๆ ละ 40 บาทต่อสัปดาห์ หลังมีโครงการออกเยี่ยมบ้านของนักเรียนแล้วพบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งยังมีฐานะยากจน ทำให้ขาดเรียนบ่อย และมีหลายรายต้องลาออกกลางคันเพราะไม่มีเงินเป็นค่ารถมาโรงเรียน จึงปรึกษากับคุณครูในโรงเรียนจัดทำโครงการปลูกดอกดาวเรืองขึ้น โดยคัดเลือกนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงเข้าร่วมโครงการ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงและนักเรียนทั่วไปตั้งแต่ชั้น ป.4-ป.6 ให้ความสนใจหันมาช่วยกันรดน้ำ บำรุงดิน กำจัดวัชพืชและแมลงต่าง ๆ เกินเป้าหมายที่กำหนด

ซึ่งดอกดาวเรืองที่ปลูกซื้อพันธุ์มาจากจ.สระบุรีเป็นพันธุ์ดอกใหญ่ โดยเริ่มปลูกมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจำนวน 500 ต้น ใช้เวลาปลูก 45-50 วันเริ่มตัดดอกขายได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 450-500 ดอกราคาดอกละตั้งแต่ 80 สตางค์ถึง 1.80 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสั่งจองทั้งหมด ทำให้นักเรียนมีรายได้ ไม่ขาดเรียนและขยันลงแปลงปลูก ซึ่งนอกจากจะได้ชมความสวยงามของดอกดาวเรืองแล้ว ยังสร้างความรับผิดชอบและความรักความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องระดับประถมศึกษาได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับกลับไปปลูกที่บ้านหรือเป็นอาชีพเสริมต่อไปในอนาคต โดยทางโรงเรียนฯ ได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2,000 ต้นเพื่อแบ่งปันรายได้ให้นักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้อย่างทั่วถึง

ด้านนายวิเพลิน ชุมพล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าส้มกล่าวว่าทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหานักเรียนยากจนและมีความเสี่ยงต่อการลาออกกลางคัน เพื่อช่วยเหลือให้มาโรงเรียนทุกวัน โดยตัดดอกได้อาทิตย์ละ 400-500 ดอกแบ่งให้นักเรียนอาทิตย์ละ 40 บาทเพื่อเป็นค่าขนมในช่วงที่มาโรงเรียน ประโยชน์ที่นักเรียนได้รับคือทักษะการประกอบอาชีพ สามารถนำไปประกอบอาชีพแทนการทำสวนยางหรือปาล์มน้ำมันในอนาคต โดยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกทดแทนได้ นอกเหนือจากนี้คือเด็กจะมีนิสัยความรับผิดชอบติดตัวไปด้วย

กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณบุญมี แท่นงาม เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ถึงสถานการณ์ทางด้านการเกษตรภายในจังหวัด จากบทสัมภาษณ์มีความน่าสนใจไม่น้อย ลองติดตามดู

นครสวรรค์เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของภาคกลางหรือบางหน่วยงานจัดให้อยู่ทางตอนล่างของภาคเหนือ ซึ่งถ้าเป็นภาคส่งเสริมการเกษตรนี้จังหวัดนครสวรรค์ ถือว่าอยู่ภาคเหนือแต่ถ้าเป็นของกรมอุตุนิยมวิทยาจะอยู่ภาคกลาง สรุปแล้วคือเป็นจังหวัดภาคกลางติดต่อทางเหนือ

นครสวรรค์ทำนา 2.3 ล้านไร่แต่ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน

คุณบุญมี เล่าว่า จังหวัดนครสวรรค์มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ มีพืชเศรษฐกิจหลักอยู่ 3-4 ชนิดด้วยกัน พืชตัวแรกคือ “ข้าวนาปี” โดยนครสวรรค์มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 2.3 ล้านไร่ โดยเฉพาะในปีนี้ในช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลทำนา เกษตรกรทำนาไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ ตกอยู่ประมาณ 2 ล้านไร่ ก็จะเหลืออีกบางส่วนนิดหน่อย ทีนี้พื้นที่ทำนาทั้งหมด 2.3 ล้านไร่นี้เป็นพื้นที่ในเขตชลประทานจริงๆ ประมาณ 4 แสนไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่ที่ใช้น้ำฝนอย่างเดียวในการทำนา ฉะนั้น เมื่อเทียบอัตราส่วนระหว่างพื้นที่ชลประทานกับพื้นที่ทำนาโดยอาศัยน้ำฝน…อาศัยน้ำฝนจะมากกว่า

สถานการณ์ในการทำนาปีนี้โดยเฉพาะในเขตชลประทานจะมีปัญหาในเรื่องการบริการ ในเรื่องน้ำของทางชลประทาน น้ำไม่เพียงพอต่อการทำนาของเกษตรกร ซึ่งถามว่าเป็นวิกฤตหรือยังในการทำเขตพื้นที่ชลประทาน ก็ตอบว่ายังคงสามารถที่จะจุนเจือเกษตรกรได้อยู่ สามารถช่วยเกษตรในการทำนาได้ ส่วนนอกเขตชลประทานซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างมาก ปัจจุบันปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอต่อการทำนา นาข้าวยังคงต้องการน้ำฝนอยู่ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงตามที่เราติดตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาในปี 2562 ฤดูกาลผลิตการทำนาปีนี้กรม

อุตุนิยมวิทยาบอกว่าจะแล้ง ตั้งแต่กรกฎาคมอาจจะถึงสิงหาคม ฉะนั้น เมื่อแล้งถึงสิงหาคมเป็นวิกฤต เกษตรกรจะลำบากกว่านี้ เพราะถ้าแล้งไป 2 เดือนนี้ ผลกระทบน่าจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรโดยตรงเลย คือข้าวขาดน้ำ การเจริญเติบโตของข้าวก็จะมีปัญหาและในพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้ทำนา