คุณอภิศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิก

ของยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เมื่อในสมาชิกกลุ่มได้พืชผักหรือผลผลิตต่างๆ ก็นำมารวมกัน เพื่อไปขายสู่ตลาดกลางในเมืองโคราชอีกที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพื้นที่ 2 ไร่ ที่มีอยู่ไม่พอกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำในจังหวัด ที่ติดต่อให้นำผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า รวมถึงตามตลาดต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยเช่นกัน

เกษตรแบบผสมผสาน
ทางเลือกที่ดีกว่า
แต่ก่อนคุณอภิศักดิ์ เคยเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลือกทำการเกษตรแบบเดี่ยว ด้วยปัจจัยในเรื่องของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนของอาหารสัตว์ที่หามาได้ไม่พอกับจำนวนที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อจะได้ใช้ต้นทุนในการซื้ออาหารสัตว์ได้หลากหลาย ไม่ประสบปัญหาอาหารไม่พอเลี้ยง

“เราก็สามารถใช้ต้นทุนเรา หาอาหารสัตว์ที่แตกต่างกันได้ ตอนนี้เราก็มีหมูป่าอยู่ 14 ตัว ก็จะได้เศษอาหารมาจากโรงเรียนบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง หรือว่ามีงานตามที่ต่างๆ เราก็สามารถหาเศษอาหารจากจุดๆ นั้นมาได้ เราก็ถือคติที่ว่า ด้านได้อายอดนะ สมัยก่อนเลี้ยงหมูบ้าน 4-5 รุ่น ก็เลยเลิกเลี้ยง มาเลี้ยงหมูป่าแทน เอาเศษอาหารให้อย่างเดียว วันไหนที่โรงเรียนปิดเราก็เอาต้นกล้วยหรือว่าผักบุ้งมาเป็นอาหารแทนได้”

เลี้ยงหมูป่า
ควบคู่กับการทำเกษตรแบบผสมผสาน
หมูป่า เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย สามารถใช้อาหารท้องถิ่นที่มีอยู่ได้ ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อหมูมีค่อนข้างมาก แต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงแพงกว่าเนื้อหมูปกติทั่วไป จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ เลือกเลี้ยงหมูป่าเพิ่มจากเดิมทีที่เลี้ยงเป็ดและไก่ไว้อยู่แล้ว

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า เริ่มนำหมูป่ามาเลี้ยงครั้งแรกจากโรงเรียนบุญเหลือ

“ช่วงแรกที่นำมาเลี้ยงมีอยู่ 8 ตัว ในส่วนของตัวผู้เราจะเก็บเอาไว้แค่ตัวเดียว ส่วนตัวเมียจะเก็บไว้เยอะหน่อย สาเหตุที่เราชำแหละตัวผู้ไปเยอะ เพราะจะได้เก็บตัวเมียไว้ทำพันธุ์”

กำไรส่วนใหญ่ที่ได้มาจากการเลี้ยงหมูป่าคือ การขายเนื้อหมูแบบแยกขายเป็นกอง

“แต่ก่อนเคยมีคนมาซื้อตัวเล็กๆ ตัวละ 1,500 บาท แต่มาคำนวณดูแล้วผมว่ามันไม่คุ้มนะ ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงให้โตแล้วชำแหละและแยกขายเป็นกอง ก็จะทำให้มีรายได้ที่ต่างกันออกไป ถ้าขายให้ชาวบ้านก็จะขายกองละ 500 บาท ขายสัก 10 กอง ก็ได้ละประมาณ 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นบางกอง นี่กองละพันเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ กำไรที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวอีกมากมายที่ปลูกไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม การเอาตัวรอด
ในยุคที่เกษตรมีการแข่งขันสูง
ณ จุดนี้ ประเทศไทยของเราได้ก้าวสู่ AEC แบบเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกษตรที่ตอนนี้ได้มีการนำเข้ามาเป็นอย่างมาก เช่น กระเทียมจีน หอมจีน กะหล่ำปลี เป็นต้น

ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งเราจะได้ความคิดที่ว่า ทำไมเราถึงลองปลูกหรือสร้างพันธุ์พืชต่างๆ ด้วยตัวเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อยู่รอดได้เช่นกัน การเรียนรู้การแปรรูปจากผลผลิตที่เรามีอยู่ ให้เกิดเป็นอาหารหรือสินค้าที่น่าสนใจ จะกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ทันที

“ตอนนี้ถ้าเรามีสมุนไพรอะไรที่อยู่ในสวน เราก็เอาไปทำน้ำสมุนไพรด้วย และตอนนี้ที่กำลังจะคิดในปีนี้ก็น้ำสมุนไพรที่ใส่หญ้าหวาน ไม่ใส่น้ำตาล ก็กำลังจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไปเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากท่านผู้อ่านมีความสนใจที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน แต่ต้องการข้อมูลต่างๆ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (090) 669-7859

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกมากในพื้นที่ภาคใต้ จากข้อมูลฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ภาคใต้มีพื้นที่ปลูกยางถึง 4,600,645.97 ไร่ โดยส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกยางพาราแบบพืชเชิงเดี่ยว เกษตรเชิงเดี่ยว หรือการทำการเกษตรโดยปลูกพืชเพียงชนิดเดียว มีความเสี่ยงสูงจากการผันผวนของราคา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐมีนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาง เช่น โครงการประกันราคายางพารา การส่งเสริมการปลูกพืชแซมยางและพืชร่วมยางเพื่อเสริมรายได้

พืชร่วมยาง หรือการทำเกษตรผสมผสานเป็นทางเลือกหนึ่ง สามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ การปลูกพืชร่วมยาง คือ การปลูกพืชที่สามารถเจริญเติบโตควบคู่กับยางพาราเมื่อต้นยางอายุ 3 ปีขึ้นไป ต้องไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นยางพารา ไม่ทำน้ำยางลดลงและสามารถให้ผลผลิตไปพร้อมกันได้ โดยพืชสามารถโตได้ดีในสภาพร่มเงา เช่น สะละ กาแฟ ขิง ข่า ผักพื้นบ้าน

ส่วนเกษตรผสมผสาน คือ การทำกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลา การเลี้ยงผึ้งในสวนยาง มีข้อดีคือ การลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของรายได้ เพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี ช่วยลดต้นทุนการผลิตเหมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เนื่องจากใส่ปุ๋ยครั้งเดียวแต่พืชอย่างน้อย 2 ชนิด สามารถดูดซึมไปใช้ได้ มีอาหารเพียงพอสำหรับบริโภคในครัวเรือน คุณสุวรรณ เขตตะเคียน เกษตรกรบ้านนาท่อม หมู่ที่ 9 ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ โดยยึดหลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ทำเพื่อกินเพื่อใช้ในครัวเรือน แบ่งปัน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้เสริม

ปัจจุบัน คุณสุวรรณ เป็นอาสาสมัครเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยาง ปลูกยางบนเนื้อที่ 6 ไร่ ในช่วงแรกมีรายได้หลักจากยางพาราเท่านั้น แต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความเสียงต่อรายรับ จึงคิดหาวิธีเพิ่มรายได้บนพื้นที่เดิม

คุณสุวรรณ เล่าว่า ปี พ.ศ. 2559 สำนักงานเกษตรอำเภอห้วยยอด กรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชแซมในสวนยางเพื่อเพิ่มรายได้ จึงมีความสนใจและตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ได้รับความรู้และได้รับสนับสนุนต้นพันธุ์สะละ สายพันธุ์เนินวง ต่อมารู้สึกว่ายังมีพื้นที่เหลือ น่าจะต่อยอดได้อีก จึงปลูกสะละสายพันธุ์อินโดเพิ่มเติม ปัจจุบัน ปลูกสะละ ประมาณ 300 ต้น มีรายได้เสริมจากสะละอินโดและสะละเนินวง ประมาณ 30,000 บาท

นอกจากนี้ ยังเลี้ยงผึ้งโพรงเสริมรายได้ในสวนยาง ซึ่งปลูกสะละ จำนวน 80-90 ลัง โดยเลี้ยงผสมผสานในสวนยาง เลี้ยงแบบเลียนแบบธรรมชาติให้ผึ้งหาอาหารจากดอกสะละและช่วยผสมเกสรให้สะละ ดอกยางพารา ดอกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ที่อยู่ติดกันเพื่อให้ได้น้ำผึ้งมีคุณภาพจากธรรมชาติ ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายน้ำผึ้งปีละ 30,000-40,000 บาท

พื้นที่บ้านนาท่อม ตำบลเขากอบ ได้รับแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคจากอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตรัง ทำให้มีน้ำตลอดปี ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีคูน้ำไหลผ่าน จึงขุดคูคลองไส้ไก่เข้ามาในสวนยางเพื่อเลี้ยงปลา ปัจจุบันเลี้ยงปลาประมาณ 10,000 ตัว ส่วนใหญ่เลี้ยงปลากินพืช ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม ปลาอิสก ปลาดุก ปลาสวาย ปลากด ปัจจุบัน รายได้เสริมจากการเลี้ยงปลา ประมาณ 30,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้มีการเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหอยขม รวมถึงปลูกผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน

ในตอนท้าย คุณสุวรรณ ยังสรุปให้ฟังว่า การเลี้ยงปลาระหว่างร่องยางช่วยลดการเกิดโรครากขาวในยางพาราและไม่ต้องรดน้ำสะละ พยายามบริหารจัดการน้ำให้มีประโยชน์สูงสุด และการทำเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายได้จากหลายทางต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งรายได้รายวัน รายเดือน รายสัปดาห์ และรายปี ปลูกเองกินเอง ไม่ต้องซื้อทำให้ลดรายจ่ายได้มาก

จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่พบครั้งแรกในประเทศไทย ในช่วงเดือนมกราคม 2563 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 ปี ได้ส่งผลกระทบทางการศึกษากับการศึกษาอย่างมาก เนื่องจากสถานศึกษาถูกสั่งปิด เด็กนักเรียนนักศึกษาต้องหยุดการเรียนในโรงเรียน และปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) ที่ใช้เทคโนโลยีการศึกษาทางไกล ในระบบ DLTV การเรียนการสอนผ่านทีวี ใช้ระบบออนไลน์ ผ่าน Internet แทน

ซึ่งการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องพยายามหาทางปรับปรุงและเลือกในแนวทางการเรียนการสอนที่ดีที่สุดสำหรับเยาวชนไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีเยาวชนไทยกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวได้ดีกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่หยุดนิ่งในการศึกษาค้นคว้าจนประสบความสำเร็จในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และได้รับรางวัล สิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน โครงการ Thailand New Gen Inventor’s Award : I-New Gen Award 2021 ในงานวันนักประดิษฐ์ 65 ซึ่งจัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆ นี้

รถตัดหญ้าบังคับด้วยคลื่นวิทยุ

“รถตัดหญ้าและพ่นสารทางชีวภาพ โดยใช้กลไกการบังคับด้วยคลื่นวิทยุสำหรับการแก้ไขปัญหาการปลูกทุเรียนของเกษตรกร” เป็นผลงานของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (มอดินแดง) ประกอบด้วย นางสาวกมลนันท์ วงศ์พรมบุตร นายคุณากร ตั้งตระกูล นางสาวญาณภา สิงห์คราม นายวงศ์รวี ศรีไชยโย และ นายปวริศ กองเงินนอก คว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มการเกษตร ได้รับเหรียญรางวัล Gold เงินรางวัลจำนวน 40,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณ จาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิต “ทุเรียนภูเขาไฟ” ที่มีชื่อเสียง แต่เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกทุเรียน ส่งผลให้ต้นทุเรียนได้รับแร่ธาตุและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้นไม่เพียงพอแล้ว ยังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชคือ เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ทำลายใบอ่อนทุเรียน ทำให้ต้นทุเรียนได้ผลผลิตน้อย

เกษตรกรชาวสวนทุเรียนบ้านซำตารมย์ นิยมใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายที่ใช้แรงงานคน ซึ่งไม่เหมาะสมกับการตัดหญ้าในบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง ส่วนเครื่องตัดหญ้าแบบรถขับ แม้ใช้ได้กับพื้นที่สวนที่มีบริเวณกว้างได้ดี แต่มีราคาแพงและมีข้อจำกัดเรื่องการดูแลรักษาของระบบเครื่องยนต์ไฮโดรลิกที่ค่อนข้างซับซ้อน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงรักษา

ดังนั้น เยาวชนนักวิจัยของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงเกิดแนวคิดพัฒนารถตัดหญ้าที่ควบคุมด้วยรีโมตวิทยุผ่านการส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อทำหน้าที่กำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชของต้นทุเรียนในพื้นที่ที่มีขนาดกว้าง รวมทั้งดัดแปลงรถตัดหญ้านี้ให้สามารถฉีดพ่นสารสกัดที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งแมลงศัตรูพืชของทุเรียน เพื่อประหยัดเวลาการทำงานและลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชของต้นทุเรียนในเวลาเดียวกัน แล้วยังช่วยให้เกษตรกรมีผลกำไรเพิ่มขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

“ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารในเปลือกทุเรียน” เป็นผลงานของเยาวชนจากโรงเรียนพุนพินพิทยาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบโดย นายวิศรุต เอียดแก้ว นายวรวิชญ์ พลวิชัย นายจิรวัฒน์ ทิพย์พินิจ นายชินกฤต กาญจนกำเนิด และ นางสาวพวงพกา ชาตรีทัพ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมี คุณครูจิราภรณ์ สมฤดี และ คุณครูจารุวรรณ รักษ์รอด เป็นคุณครูที่ปรึกษา โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้ส่งเข้าประกวดในโครงการ Thailand New Gen Inventor’s Award : I-New Gen Award 2021 และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษา ด้านสุขภาพและการแพทย์

เปลือกทุเรียน เป็นขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรที่พบมากในพื้นที่ภาคใต้ แต่ละปีมีขยะเปลือกทุเรียนสูงถึงร้อยละ 50 ของปริมาณทุเรียนทั้งหมด เยาวชนจากโรงเรียนพุนพินพิทยาคมได้ศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีสารสำคัญเรียกว่า สารกลุ่มฟินอลิก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงเกิดแนวคิดนำขยะเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิวกายสำหรับผู้ชาย เรียกว่า “Extra DU” โลชั่นมีลักษณะเนื้อเนียนละเอียดค่อนข้างหนืด สีเนื้อโลชั่นมีสีครีม-ขาว กลิ่นโลชั่นหอมและมีกลิ่นเฉพาะตัว ทาง่ายซึมเข้าผิวได้ดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ ผู้ใช้มีสุขภาพผิวดีแบบธรรมชาติแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะเปลือกทุเรียน ทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกทุเรียนและสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกด้วย

นวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ

นวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” เป็นผลงานของนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนคัมภีร์วิทยา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ประกอบด้วย นางสาวนูรมา แวมะมิง นายอัฟฟาน สา นายซับรี เจะเลาะ นายยุลกิฟลี แม และ ดร.ฮาซัน ดอปอ นายมูฮัมหมัดซุกรี มาแจ อาจารย์ที่ปรึกษา

นวัตกรรมสีกันไฟไหม้นาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” มีแรงบันดาลใจมาจากพื้นที่จังหวัดยะลามีการทำเกษตรกรรมเยอะและมีขยะเหลือใช้ประเภทแกลบกองทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก บางคนใช้วิธีเผาทำลายทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศตามมา เนื่องจากประเทศไทยมีการเกิดอัคคีภัยเยอะทุกปี แต่สีกันไฟที่มีขายในท้องตลาดมีราคาแพงมาก เยาวชนนักวิจัยทีมนี้ได้ศึกษาพบว่า แกลบมีซิลิกาเป็นองค์ประกอบหลัก ตัวซิลิกาทนความร้อนสูง จึงเกิดแนวคิดนำซิลิกามาพัฒนามาเป็นสีกันไฟ นาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam”

ซึ่งหลักการทำงาน แค่นำสีกันไฟไปผสมกับสีทาบ้านทั่วไปหรือผสมกับสีรองพื้น ในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 เพียงแค่ 1% ใช้ทาทั้งภายนอกและภายใน จะเพิ่มคุณสมบัติกันไฟได้ เนื่องจากตัวนาโนซิลิกาในสีจะกระจายตัวเคลือบผิวของบ้าน ทำให้บ้านไม่ไหม้ ผลการทดสอบด้วยเทคนิค TGA กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่า เมื่อใช้ปริมาณซิลิกาเพียงแค่ 1% สามารถทนความร้อนได้มากถึง 700 องศาเซลเซียส

ประโยชน์ของ นวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” คือ 1. สามารถลดขยะจากแกลบ 2. ลดการเผาแกลบ 3. ลดและป้องกันการลุกลามของไฟ 4. เพิ่มมูลค่าให้กับแกลบ 5. นวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบสามารถขายในราคาย่อมเยาที่ประชาชนเข้าถึงได้

หากผู้ประกอบการรายใดสนใจนำนวัตกรรมสีกันไฟนาโนซิลิกาจากแกลบ “Sekam” ไปใช้ประโยชน์เชิงการค้า สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนคัมภีร์วิทยา ต้นไม้กับครอบครัวคนไทยเป็นของคู่กัน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว รอบๆ บ้านหากมีที่ว่าง เวลากินอะไรอร่อย หากมีเมล็ดเจ้าของจะหว่านหรือโยนเมล็ดพืชออกนอกชาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาให้เจ้าของเก็บมาใช้ประโยชน์

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบบ้านในยุคเก่าก่อน สามารถบ่งบอกได้ว่าชุมชนนั้นตั้งมานานมากน้อยแค่ไหน เช่น ต้นมะพร้าว ที่ขึ้นสูงเลยหลังคาบ้านไปมากๆ เมื่อทางการจะเข้าไปทำนิติกรรมกับชุมชน ชาวบ้านก็อาจจะบอกว่าอยู่มานานแล้ว นานกว่ากฎหมายจะออกมาเสียอีก

สำหรับชุมชนเมือง รูปแบบการปลูกต้นไม้เปลี่ยนไป แทนที่จะปลูกลงดิน ก็ใช้กระถาง วางตั้งตามตึกใหญ่ๆ สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้คือการปลูกพืชไม่ใช้ดิน งานปลูกพืชแบบนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับการปลูกผักสลัด

ที่ผ่านมา มีภูมิปัญญาสำหรับการปลูกต้นไม้รอบบ้านบอกไว้อย่างแยบยล วัตถุประสงค์ก็คงอยากให้คนสนใจปลูกพืชหลายๆ ชนิดไว้ เพื่อเกิดประโยชน์ในครอบครัว

นอกจากที่คุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีผู้แบ่งต้นไม้ที่ปลูกรอบบ้าน โดยแยกประเภทหรือกลุ่ม คือพืชผัก-สมุนไพร ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก-สมุนไพร มีให้เลือกมากมาย

พืชผัก-สมุนไพร ใกล้บ้านคน สามารถปลูกได้หลายอย่าง อาทิ พริก ขิง ข่า มะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นชัน ไพล มะเขือพวง เป็นต้น เดิมที พืชเหล่านี้แทบไม่ต้องซื้อ เพราะเจ้าของบ้านปลูกเอง เมื่อการเกษตรสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อครอบครัวเกษตรกร เวลาว่างมีน้อยลง โอกาสที่จะปลูกพืชให้ครบชนิดจึงมีไม่มาก สุดท้ายจึงนำเงินที่ได้จากพืชหลัก อย่างข้าว ไปซื้อใบมะกรูดตามตลาดนัดหรือตามรถเคลื่อนที่

แต่ยังมีผู้นิยมปลูกพืชผัก-สมุนไพร ไว้รอบบ้าน ทั้งนี้เพราะพืชบางชนิดอยู่ได้นานเป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น

มีพืชผักบางอย่างขึ้นเอง โดยไม่ต้องปลูก เช่น พริก เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมาก ที่ตามท้องถิ่นต่างๆ ชาวบ้านจะปลูกพริกไว้ เมื่อมีผลผลิต นกจะไปจิกกินผลพริก จากนั้นก็บินไปขี้ไว้ตามที่ต่างๆ หากเป็นผืนดินที่มีเจ้าของ เขาก็จะรักษาต้นพริกไว้ จนมีผลผลิตให้เก็บ หากเป็นที่ดินรกร้าง พริกก็กลายเป็นของส่วนรวมไป ใครผ่านไปผ่านมาก็เก็บมาใช้ประโยชน์ได้

พืชผัก-สมุนไพรยอดนิยม มีหลายชนิดด้วยกัน ที่ปลูกแล้วอยู่ได้นานชนิดหนึ่งคือมะกรูด บางคนบอกว่า ต้นมะกรูดปลูกยาก เดิมทีเขานิยมขยายพันธุ์มะกรูด โดยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้มักมีหนาม แต่ทุกวันนี้เกษตรกรที่จังหวัดปราจีนบุรี นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ทำให้ได้มะกรูดทรงพุ่มกะทัดรัด ไม่สูงจนเกินไป หนทางหนึ่งที่ทำได้นั้น คือปลูกลงในกระถาง แล้ววางตั้งไว้หน้าบ้าน เจ้าของอาจจะใช้กระถางขนาดใหญ่หน่อย แต่ต้องหมั่นเติมดินที่พร่องไป งานปลูกมะกรูดที่อยู่ห่างจากแปลงปลูกพืชขนาดใหญ่ มีศัตรูรบกวนน้อย โดยเฉพาะปลูกในหมู่บ้าน แต่หากปลูกใกล้แปลงนาแล้ว มีแมลงหลายชนิดที่มากัดกินใบมะกรูด

ขมิ้นชัน ถือเป็นพืชสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะท้องถิ่นภาคใต้ ครอบครัวชาวบ้านทางภาคนี้ ปรุงอาหารโดยใช้ขมิ้นกันมาก อย่างไก่บ้านต้มขมิ้น ปลาทูทอดขมิ้น

ในแง่ของการรักษาโรค ขมิ้นชัน รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ดีมาก ดังนั้น จึงมีการแปรรูปเป็นลูกกลอนและแคปซูลจำหน่าย ผู้สื่อข่าวในเครือหนังสือพิมพ์มติชน มีประสบการณ์ในการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะกันเป็นอย่างดี เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา เพราะต้องตระเวนทำข่าว โรคกระเพาะจึงกำเริบ…ที่สวนป่าประชานิเวศน์ มีโครงการสมุนไพร จำหน่ายขมิ้นชันแปรรูป เมื่อปากต่อปากแนะนำ ปรากฏว่าโรคกระเพาะที่เป็นกันหลายคนหายขาด

เพราะคุณสมบัติที่ขมิ้นชันมีอยู่ พืชชนิดนี้จึงเป็นได้ทั้งผักและสมุนไพรในตัวเดียวกัน

ไผ่ เป็นพืชที่ปลูกกันมาก โดยเฉพาะครอบครัวในชนบท เนื่องจากไผ่เป็นแหล่งของปัจจัย 4

เริ่มจากหน่อ นำมาทำเป็นอาหาร ผู้คนรู้จักเสาะหาหน่อไม้ตั้งแต่หน่ออยู่ลึกลงไปในดินเป็นคืบ ถือว่าเป็นหน่อต้นฤดู เมื่อโผล่พ้นดินก็ตัดเก็บกันสบาย หน่อไผ่บางชนิด สูงท่วมหัว หรือแขนงเล็กๆ ยังนำมาปรุงอาหารได้ ไม้ไผ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัย ตั้งแต่กระท่อมหลังเล็กๆ ไปจนถึงบ้านเรือน

หน่อไผ่สีสุก นำมาเผาไฟแล้วบีบเอาน้ำมาดื่ม ซึ่งมีรสขม ช่วยบรรเทาโรคไข้ป่า

ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความก้าวหน้ามากในงานพัฒนานำเส้นใยไผ่มาทำเป็นเสื้อผ้า

บ้านเรือนที่อยู่ในเมือง ปลูกไผ่ลำเล็กอย่างไผ่รวกประดับได้ในกระถาง หรือปลูกไผ่ดำก็สวยดี แต่หากในชนบท พื้นที่เหลือเฟือ ปลูกได้ทุกไผ่ นอกจากไผ่ตงที่นิยมกันในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ไผ่จีนก็ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะหลังปลูก 4 เดือนก็ให้หน่อแล้ว ไผ่จีนมีหลายชื่อ คือจีนเขียวเขาสมิง กิมซุ่ง ตงลืมแล้ง อินโดจีน

กลุ่มไม้ผล มะม่วง ยังยอดนิยม

ในบรรดาไม้ผลที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน มะม่วงได้รับความนิยมมากที่สุด สมัคร GClub ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาแล้ว ครอบครัวคนไทยปลูกมะม่วงอกร่อง ปัจจุบันนี้ มะม่วงที่กินกับข้าวเหนียว ยังไม่มีมะม่วงพันธุ์ไหนทาบรัศมีของอกร่องได้ กระนั้นก็ตาม ประชากรของอกร่องลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากมีมะม่วงชนิดใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ อย่างเขียวเสวย น้ำดอกไม้ ผู้ที่ยังหลงใหลรสชาติมะม่วงอกร่อง สามารถปลูกทดแทนได้ มีผู้ใช้เมล็ดเพาะแล้วปลูก อาจจะได้ผลช้ากว่ากิ่งทาบปีสองปี แต่ได้ทรงพุ่มสวย ระบบรากแข็งแรง ให้ผลผลิตแก่เจ้าของดก อีกทั้งอยู่ได้นานหลายสิบปี ยกเว้นน้ำท่วมนาน ต้นขนาดเล็กจะตายง่าย

นอกจากมะม่วงอกร่อง ยังมีมะม่วงใหม่ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมานำเข้ามาทดลองไม้น้อยกว่า 50 สายพันธุ์ แต่มะม่วงอาร์ทูอีทู จากออสเตรเลีย นำเข้ามาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชนะใจคนไทย เพราะผลโต รสชาติดี สีสวย ใครมีที่ว่างเพียงน้อยนิด ปลูกอาร์ทูอีทูแล้วจะได้ผลไม้ไว้กิน ยามติดผลเขาก็สวย ถือว่าประดับได้

นอกจากมะม่วง ขนุน เป็นไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมปลูกกัน ในอดีตมีขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ ของ คุณสมปอง ตวงทอง ตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ทุกวันนี้มีขนุนยอดนิยมอย่างสายพันธุ์ 8 เดือน หรืออีกชื่อหนึ่งคือปีเดียวทะวาย สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะหลังปลูก 8 เดือน หากต้นสมบูรณ์ สามารถไว้ผลบนต้นได้แล้ว ขนุนพันธุ์นี้ออกลูกดก ออกลูกทั้งปี หากปลูกไว้ 4-5 ต้น ตลอดทั้ง 12 เดือนระหว่างปี ขนุนจะมีผลผลิตหมุนเวียนทั้งปี

ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กลิ่นหอมยังได้รับความนิยม

ไม้ดอกไม้ประดับรอบบ้าน นอกจากไม้ตระกูลปาล์มแล้ว ไม้ไทยไม้หอมก็นิยมปลูกกัน

ง่ายๆ เลยสำหรับไม้ดอกหอมคือ จำปี สาเหตุที่มีปลูกกันมาก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรขยายพันธุ์กันไม่ยาก ต้นพันธุ์จึงถูกลง เมื่อปลูกไปไม่นาน จำปีก็ให้ดอกได้ แถมให้ดอกเก่ง มือใหม่หัดปลูกหากสนใจปลูกจำปี ถือว่าคิดถูกแล้ว แต่จำปีมีข้อจำกัด คือไม่ทนน้ำท่วม หากน้ำแช่ต้นวันสองวันก็ตายแล้ว