คุณอำพน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายไปมาก

หากทุกภาคส่วนร่วมกันปลูกกันอย่างจริงจัง โดยไม่จำเป็นต้องปลูกเป็นแปลงใหญ่เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ แต่สามารถปลูกเป็นแปลงย่อย อาจอยู่ในเมือง ริมถนนหนทาง วัด โรงเรียน สถานที่ราชการ และที่สำคัญสามารถดูแลรักษาทั้งให้น้ำให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี ที่เรียกว่า “ป่ากลางเมือง” ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศชาติได้มาก

วันที่ 19 มกราคม 2560 นายนิพนธ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เปิดเผยถึงความพร้อมในการผสมพันธ์ุหมีแพนด้าในปีนี้ว่า น่าจะสมบูรณ์และพร้อมที่สุด เนื่องจากเมื่อช่วงเข้าวันที่ 24 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนด้า นำโดย รศ.น.สพ.ดร.สุดสรร ศิริไวทยพงศ์ อาจารย์ภาควิชาสูติศาสตร์ เธนุเวชวิทยาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สพ.ญ.ดร.อัมพิกา ทองภักดี ศูนย์นวัตกรรมทางการสืบพันธุ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์และวิจัย องค์การสวนสัตว์ ได้ร่วมกันทำการตรวจระบบสืบพันธุ์ของหมีแพนด้ายักษ์ เพศเมีย ชื่อหลินฮุ่ย อายุ 16 ปี น้ำหนัก 128 กิโลกรัม ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูกาลผสมพันธุ์ ด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์ พบว่าระบบสืบพันธุ์ภายในของหลินฮุ่ยปกติดี

“จากภาพอัลตร้าซาวนด์ไม่พบก้อนเนื้อ ไม่พบถุงน้ำในมดลูก หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังมดลูก โดยพบว่าคอมดลูก (cervix) และโครงสร้างภายในมดลูก (uterus) มีลักษณะและขนาดอยู่ในเกณฑ์ปกติ พร้อมที่จะผสมเทียมช่วงฤดูผสมพันธุ์ภายในปีนี้อย่างแน่นอน” นายนิพนธ์ กล่าว

วันนี้ 19 มกราคม 2560 เวลา 8.20 นาฬิกา นายยรรยงค์ เลขาวิจิตร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เจ้าหน้าที่องค์การสวนสัตว์ สัตวแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตกาญจนบุรี ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองเดินทางลงพื้นที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค เพื่อเข้าดำเนินการขนย้ายสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งเป็นสัตว์ของกลางที่กรมอุทยานนำมาฝากกับทางวัดไว้ ตั้งแต่ปี 2544 ประกอบด้วยละอง ละมั่ง เก้งและกวางออกจากพื้นที่ของทางวัดเพื่อนำไปดูแลต่อที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี

การขนย้ายครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าขนย้ายละอง ละมั่ง ที่สามารถตรวจนับจำนวนที่แน่นอนแล้ว จำนวน 36 ตัว ออกจากพื้นที่วัดให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ ขณะที่เก้ง จำนวน 4 ตัวและกวางจำนวน 83 ตัวนั้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาคัดแยกก่อน เนื่องจากกวางของกลางได้มีการผสมพันธุ์และปะปนอยู่กับกวางลูซ่า ซึ่งเป็นกวางที่อนุญาตให้มีการเพาะเลี้ยงได้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการขนย้ายในวันแรกค่อนข้างจะติดขัดเนื่องจากสัตว์แต่ละชนิดนั้น มีลักษณะบอบบางและบาดเจ็บได้ง่าย จึงต้องวางแผนการจับและขนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้สัตว์เหล่านี้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถขนย้ายละอง ละมั่งได้แล้วจำนวน 6 ตัว ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านเกาะเสือซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเสือที่ขนย้ายไปแล้ว ทำให้ง่ายต่อการต้อนเข้ากรงเพื่อขนย้าย พร้อมทำการเก็บตัวอย่างเลือดและขน ก่อนส่งไปเฝ้าดูอาการที่จังหวัดอุทัยธานี 7 วันจากนั้นจึงจะนำออกจากกรงได้ สำหรับ กาสรขนย้ายสัตว์ป่าทั้งหมด คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะแล้วเสร็จ

วันที่ 19 มกราคม 2560 น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ออกประกาศฉบับที่ 15 (42/2560) เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย และฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะดังกล่าวทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงต่อเนื่อง
“ส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาคบริเวณ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัด ขอให้ระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากฝนตกหนัก ปริมาณฝนสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560” น.ส.พะเยาว์กล่าว
น.ส.พะเยาว์ยังเปิดเผยว่า คลื่นลมในอ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 19-23 ม.ค.60

ข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือนาซา และข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษบ่งชี้ตรงกันว่า ปี 2559 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปถือเป็นปีที่อุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการเก็บสถิติในปี 2423 เป็นต้นมา โดยอุณหภูมิร้อนขึ้นเฉลี่ย 0.07 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งนาซาระบุว่าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 แล้ว

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญมีสวนให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ผนวกกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในบริเวณขั้วโลกเหนือซึ่งทำให้ปริมาณน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือลดลงมากเป็นอันดับสองของสถิติที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักโดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์เอง อันเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม และพลังงาน เพื่อประโยชน์ของภาคการเกษตรไทยซึ่งเป็นอาชีพหลักของพสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ในอดีต

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก่อตั้งเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๗ ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ ๘๒ ถือเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณสนองงานด้านต่าง ๆ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จมายังแม่โจ้ และได้สนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหลวง และโครงการในพระองค์อีกหลายโครงการ โดยเฉพาะด้านการเกษตร สืบเนื่องเรื่อยมาดังนี้

เสด็จพระราชดำเนินมาแม่โจ้เป็นครั้งแรก

นับตั้งแต่องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ได้เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ โดยอาศัยรูปแบบของ FFA จากประเทศสหรัฐอเมริกาผสมผสานกับ FFP ของประเทศฟิลิปปินส์ และได้เจริญรุดหน้าเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการของ อกท.หน่วยแม่โจ้ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งได้รับความสนพระราชหฤทัยเป็น อย่างยิ่ง และเมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๖ นับเป็นวันมหามงคลยิ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจกรรม อกท. หน่วยแม่โจ้ ทรงมีพระราชดำรัสแก่นักศึกษาและคณาจารย์ เป็นครั้งแรกที่แม่โจ้ และได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นักศึกษาแม่โจ้ ความตอนหนึ่งว่า “…แม่โจ้นั้นรักสามัคคีกันมาก และหากพลังแห่งสามัคคี ถ้าไปใช้ในทางที่ถูกต้อง ที่ดี ที่สร้างสรรค์ และจะนำไปสู่ความเจริญ ไปสู่ความดี และผู้ที่ปฏิบัติจะได้รับผลดีคือความยกย่องของชุมชน ความยกย่องของชาวบ้าน และความยกย่องของประชาชนทั้งประเทศ…” โดยมีอาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย นำคณะนักศึกษา เฝ้ารับเสด็จด้วยความปลื้มปิติ จึงถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวแม่โจ้

เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้ ตั้งแต่มีพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรรุ่นแรกของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๑ และได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานปริญญาบัตรแต่บัณฑิตแม่โจ้ต่อเนื่องเรื่อยมา พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราโชวาทให้กับบัณฑิตแม่โจ้ ผู้ซึ่งจะไปเป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำ และเป็นกำลังสำคัญของวงการเกษตรไทยต่อไป อาทิ

พระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๑ “…ขอให้ทุกคนตั้งปณิธานอันมั่นคง จะสร้างความดี จะบำเพ็ญตนเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรทั้งปวง ยึดถือเป็นแบบฉบับได้จริงๆ…”

พระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ “…งานด้านเกษตรมีลักษณะสำคัญพิเศษ คือเป็นการผลิตที่อาศัยพลังของธรรมชาติ นักเกษตร เช่น บัณฑิตแห่งสถาบันนี้ควรเข้าใจให้ซาบซึ้งถึงแก่นแท้ของการเกษตร…”

พระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ “…บ้านเมืองไทยของเรานี้ เลี้ยงตัวอยู่ด้วยการเกษตร วิธีพัฒนาการเกษตรที่เหมาะแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง คือการพยายามดัดแปลง ปรับปรุง นำสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติมาใช้ให้สอดคล้องกลมกลืนกับสภาพพื้นที่และพื้นฐานของเกษตรกรให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเจริญก็จะบังเกิดผลเป็นจริง…”

พระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ “…นักเกษตร ควรศึกษาวงวัฏจักรของงาน ของตัว ซึ่งสัมพันธ์กับงานอื่น ให้กระจ่างโดยละเอียดทั่วถึง จึงจะสามารถทำงานให้บรรลุความสำเร็จได้ตามประสงค์…”

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกาศเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้ ณ อาคารแผ่พืชน์ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ ความว่า “…ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีปฏิบัติการเกษตรอีกแนวทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินจำนวนน้อย มีหลักสำคัญอยู่ว่า แต่ละแปลงจะแบ่งออกเป็นส่วน สมมติว่าแปลงหนึ่งมี ๑๕ ไร่ จะปลูกข้าว ๕ ไร่ ปลูกไม้ผล พืชไร่ และพืชผักสวนครัว ๕ ไร่ ขุดสระน้ำ ๓ ไร่ ปลูกที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ อีก ๒ ไร่ วิธีนี้ได้ทดลองปฏิบัติขั้นแรกมานานพอสมควร และได้ผลดีที่น่าพอใจระดับหนึ่ง ในขั้นที่สองก็จะต้องรวมกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ด้วยความร่วมมือของหน่วยราชการ มูลนิธิและเอกชนเพื่อช่วยเหลือในด้านการผลิต การตลาด และในขั้นที่สามจะต้องร่วมมือกับสถาบันการเงินและการพลังงานเพื่อช่วยเหลือด้านการจัดตั้งและบริหารโรงสีร้านสหกรณ์ รวมทั้งสนับสนุนการลงทุน…” มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้สนองพระบรมราโชวาทจึงได้ตั้งฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ฯ ขึ้น และดำเนินการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อยมา

แม่โจ้ กับ โครงการหลวง

ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดฯ ให้คณาจารย์จาก ๓ สถาบันการศึกษา ซึ่งรวมถึงคณาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) ออกไปส่งเสริมอาชีพชาวเขาหมู่บ้านต่าง ๆ ในถิ่นทุรกันดารหลายแห่ง เรียกชื่อในสมัยนั้นว่า โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โดยแต่ละสถาบันต้องรับผิดชอบหมู่บ้านที่เข้าไปพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ซึ่งอาจารย์จากแม่โจ้ก็ได้ผลัดเปลี่ยนกันออกไปปฏิบัติงานติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ จนถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยค้นคว้าร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงหลายส่วน และมีพื้นที่ดูแลรับผิดชอบงานส่งเสริม จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง๊ะ นอกจากนั้น ยังมีศิษย์เก่าแม่โจ้กระจายตัวถวายงานในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ทั้ง ๓๘ แห่ง ในพื้นที่ ๕ จังหวัดภาคเหนืออีกด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวแม่โจ้ที่ได้ผลิตบัณฑิตคนเกษตรแม่โจ้ สนองงานในพระองค์ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

โครงการพัฒนาบ้านโปงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมีพระราชกระแสรับสั่งให้มหาวิทยาลัยฯ หาลู่ทางเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาต้นน้ำห้วยแม่โจ้และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่ราษฎร ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ดำเนินการสนองพระราชประสงค์ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโจ้ และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมชลประทานพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นบริเวณต้นน้ำ และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแปลงปลูกไม้ใช้สอยสำหรับหมู่บ้านบ้านโปงและหมู่บ้านใกล้เคียง ตลอดจนส่งเสริมบริการด้านการเพาะปลูกพร้อมทั้งพัฒนาอาชีพ และในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร โครงการพระราชดำริบ้านโปง ในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโจ้ โดยมีพระราชกระแสรับสั่งให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณาจารย์ นักศึกษาช่วยกันดูแลรักษาและให้ปลูกไม้โตเร็วเพิ่มเติม ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์ ศึกษาและพัฒนาป่าบ้านโปงขึ้น เนื้อที่ ๓,๖๘๖ไร่ และเนื้อที่ ๙๐๗ ไร่ โดยได้รับ

อนุมัติจากกรมป่าไม้(เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศึกษาวิจัย ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ) เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังมหาวิทยาลัยแม่โจ้อีกครั้ง และได้เสด็จฯไปอ่างเก็บน้ำ ทอดพระเนตรสภาพน้ำและสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่าสันทราย พื้นที่โครงการพัฒนาบ้านโปงฯ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่งผลให้ในปัจจุบันป่าบ้านโปงเป็นป่าใกล้เมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของชาวเชียงใหม่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ดูแลร่วมกับชุมชน

แม่โจ้เปิดการสอนหลักสูตรศาสตร์ของพระราชา “การพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาที่ใช้ แนวคิดอันเหมาะสมและสอดคล้องกับภูมิสังคม ซึ่งทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความคิดเรื่องความพอเพียง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยการสนับสนุนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศอีกหลายท่าน จึงได้จัดการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ผลิตมหาบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อเผยแพร่ให้สังคมเรียนรู้พระราชปรัชญา แนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยได้เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดหลักสูตรที่น้อมนำองค์ความรู้ศาสตร์ของพระราชาอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหลายประการที่ยกมานี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขอประกาศเจตนารมณ์อันมุ่งมั่น “ตามรอยพ่อ กษัตริย์เกษตร” เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

ขอเชิญพสกนิกรชาวไทย น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณต่อภาคการเกษตรไทย ตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” ชมนิทรรศการ ตามรอยพ่อ กษัตริย์เกษตร, แปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ การเสวนา การฝึกอบรม และพบกับตลาดสินค้าปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค พร้อมทั้งชม MINI THEATRE: กษัตริย์เกษตร ในระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการ ๐ ๕๓๘๗ ๕๗๐๘

โรงพยาบาลชลประทาน (ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) จัดโครงการโรงพยาบาลชลประทานทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็นงานสำคัญเพื่อรวมใจ รวมพลังศรัทธา และร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลและถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันพุธที่ 18 มกราคม 2560 ณ ห้องประชุมนันทปัญญา ชั้น 1 โซนบี อาคารเรียนและปฏิบัติการ โรงพยาบาลชลประทาน

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมนำพระราชปณิธานและแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการครองตน ครองคน และครองงาน และเพื่อให้บุคลากรทุกคนได้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะส่วนราชการเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ภายในงานประกอบด้วย พิธีประกาศเจตนารมณ์ โรงพยาบาลชลประทานสู่โรงพยาบาลคุณธรรม พิธีมอบรางวัลบุคลากรดีเด่น การแสดงธรรม โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ กิจกรรม PCMC Cleaning Day และพิธีจุดเทียน/ร้องเพลงถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

ศาสตราจารย์ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และประคณะกรรมการดำเนินงานโรงพยาบาลชลประทาน กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลชลประทานได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและแนวคิดในด้านต่างๆ ของในหลวงรัชการที่ 9 จากนี้ไปเราจะมาร่วมกันทำความดี ร่วมกันสร้างโรงพยาบาลคุณธรรม ซึ่งหมายถึง โรงพยาบาลที่มีการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ประหยัด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องบนพื้นฐาน ทางศีลธรรม วัฒนธรรม และหลักกฎหมาย ตลอดจนให้บริการด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ด้วยความมีน้ำใจ เคารพในศักดิ์ศรีคุณค่าของผู้รับบริการ และบุคคลอื่น ปฏิบัติงานด้วยความสุขเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ” ในวันนี้ จะเป็นก้าวแรกของ การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ มุ่งสู่โรงพยาบาลคุณธรรม ซึ่งนับจากนี้ไปเราจะสร้างความดีให้เป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน

นายแพทย์สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลประทาน กล่าวว่า จากที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายส่งเสริมโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งให้เป็นโรงพยาบาลคุณธรรม เป็นหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ประหยัด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องบนพื้นฐานทางศีลธรรม วัฒนธรรมและหลักกฎหมาย ให้บริการด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ซึ่งหัวใจสำคัญของการเป็นโรงพยาบาลคุณธรรม ผู้บริหารจะต้องสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทุกสายงาน ของโรงพยาบาลมีส่วนร่วมกำหนดหลักคุณธรรมในการทำงานที่สอดคล้องกับ

บริบทของพื้นที่ โดยทำเป็นนโยบายของโรงพยาบาล ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนลงมือปฏิบัติตามร่วมกัน เช่น มีความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ มีจิตอาสาเพื่อประโยชน์ของสังคม โดยโรงพยาบาลคุณธรรมนี้ หวังให้เกิดผล 4 ด้าน คือ ความรักความสามัคคี การประหยัดลดการสูญเปล่าทรัพยากร การพัฒนาคุณภาพการบริการ และได้รับยกย่องชื่นชมจากประชาชนผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ โรงพยาบาลชลประทาน (ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ) พร้อมแล้วที่จะพัฒนาและปรับปรุงงานบริการเพื่อประชาชน โดยทุกหน่วยงานในสังกัดของโรงพยาบาลได้ประกาศเจตนารมณ์โรงพยาบาลชลประทานโรงพยาบาลคุณธรรม คือ บริการด้วยใจ ใฝ่สามัคคี มีความรับผิดชอบ ซึ่งเราจะปรับพฤติกรรมบริการและเพิ่มศักยภาพการให้บริการ สู่ระดับ Excellent รองรับการขยายตัวของสังคมเมืองสู่จังหวัดนนทบุรี โดยขณะนี้โรงพยาบาลได้ปรับภูมิทัศน์และก่อสร้างอาคารผู้ใหม่ 20 ชั้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว หากแต่ยังต้องการงบประมาณสนับสนุนในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และการก่อสร้างตกแต่งภายใน ซึ่งในอนาคตหากอาคารแห่งนี้เปิดใช้งาน เราจะต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริการและการแพทย์เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และหวังว่านโยบายโรงพยาบาลคุณธรรมนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้บุคลากรทำงานเพื่อสร้างความดี และสร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างแท้จริง และจะยึดมั่นคำสอนของหลวงพ่อปัญญาที่กล่าวว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” เราจะเป็นผู้ให้เพื่อสังคม

วันนี้ (19 มกราคม 2560) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยเกษตรกรรมเพื่อการพัฒนา ประเทศฝรั่งเศส (CIRAD) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา ฉบับที่ 3 (Hevea Research Platform in Partnership : HRPP) มุ่งสร้างนวัตกรรมในการเพิ่มและยกระดับคุณภาพผลผลิต พัฒนานักวิจัยด้านยางพารา และผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเผยแพร่ในระดับสากล ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย bndindia.com ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา (Hevea Research Platform in Partnership : HRPP) เป็นศูนย์ความร่วมมือทางวิชาการไทย-ฝรั่งเศส ที่ผ่านมาประเทศไทยมีหน่วยงานด้านวิจัยยางพาราทั้งภาครัฐ และสถาบันการศึกษาที่ร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาลฝรั่งเศส แต่เนื่องจากมีการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องยางพาราเป็นองค์กรเดียวโดยการยางแห่งประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 จึงส่งผลให้ต้องดำเนินการลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพาราขึ้นใหม่ เป็นฉบับที่ 3 โดยมีเครือข่ายสมาชิก ประกอบด้วย การยางแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยเกษตรกรรมเพื่อการพัฒนา ประเทศฝรั่งเศส (CIRAD) เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัย งานวิชาการด้านยางพาราร่วมกันต่อไป ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักในการลงนามความร่วมมือของทั้ง 4 องค์กรนั้น มีความมุ่งมั่นดำเนินการพัฒนาและผลิตงานวิจัยยางพาราทั้งด้านการผลิตยาง (พันธุ์ยาง สรีรวิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ) เศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมยาง รวมทั้ง การพัฒนาบุคลากรของสมาชิกด้วยการส่งเสริมให้ทำงานวิจัยร่วมกับการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ในขณะเดียวกัน กยท. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและพัฒนายางพาราอย่างครบวงจร รวมถึงการวิจัยและพัฒนายางพารา จึงเล็งเห็นว่า การดำเนินงานดังกล่าวล้วนมีประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาวงการวิชาการ ต่อเกษตรกร สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ จะสามารถนำผลงานต่างๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งระดับนโยบายจนถึงภาคปฏิบัติ

ด้าน ดร.พิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา หนึ่งในคณะนักวิจัยของเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา HRPP มีผลงานล่าสุดได้การทำวิจัยเรื่อง Agronomy and physiology of the latex production กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อลดระยะเวลาการกรีดยาง เพิ่มผลผลิตยางพาราในการกรีดให้สูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของคนกรีดยาง สร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพราะปัจจุบันในสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานกรีดยาง พบว่า ควรหาแนวทางในการลดความถี่การกรีดยางโดยกรีดยาง 1 วัน หยุด 2 วัน ร่วมกับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยางจะสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำยางที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถทดแทนความถี่ที่เคยกรีดยาง 2 วันหยุด 1 วัน หรือ 3 วันหยุด 1 วัน ทำให้ปริมาณการทำงานลดลง ในขณะเดียวกัน การลดความถี่ในการกรีดยางก็จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะต้นยางจะมีเวลาพักในการสร้างน้ำยาง 48 – 72 ชั่วโมง จะเห็นว่าผลผลิตน้ำยางต่อครั้งกรีดจะเพิ่มขึ้น 40 – 50 % ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งแรงงานการกรีดยางก็จะมีได้รายได้ในแต่ละวันเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ผลผลิตในการกรีดสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของคนกรีดยาง เป็นแนวทางที่สามารถนำมาเพิ่มผลผลิตยางพาราให้สูงขึ้นได้อีกด้วย