คุมต้นทางไม่ให้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ให้กับเกษตรกรที่ไม่มีเอกสาร

สิทธิส่วนการ ทางผู้ผลิตอาหารสัตว์เกรงว่าจะนำไปสู่ปัญหาการระบาดของ “เมล็ดพันธุ์เถื่อน” นั้น ถือเป็นปัญหาที่มีการนำออกมาขายทุกปี เป็นการขายตรงให้กับเกษตรกรผู้ปลูก จากข้อมูลที่พบ มักเกิดขึ้นจากเกษตรกรผู้รับจ้างปลูกเมล็ดพันธุ์ให้บริษัท ลักลอบนำเข้าฝักข้าวโพดที่เป็นเมล็ดพันธุ์ออกมาขายให้เกษตรกรแปลงข้างเคียง หลังจากส่งฝักที่เป็นเมล็ดพันธุ์ได้ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ และมีฝักที่เหลือจากการส่ง ขออย่าปรักปรำอย่างไม่มีหลักฐานว่าพ่อค้าพืชไร่เป็นพ่อค้าเมล็ดพันธุ์เถื่อน

ข้าวโพดเพื่อนบ้านล่องหน
ตามที่สมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยระบุว่า มีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านปีละ 800,000-1,000,000 ตันนั้น ทางสมาคมการค้าพืชไร่ไม่เคยทราบตัวเลขดังกล่าวมาก่อนเลย มองว่าเป็นหน้าที่ในการตรวจสอบของกรมศุลกากร อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า หากมีการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านถึง 800,000-1,000,000 ตัน แต่ไทยมีการส่งออกไปต่างประเทศปีที่แล้วประมาณ 700,000 ตันเท่านั้น แล้วข้าวโพดเพื่อนบ้านอีก 200,000-300,000 ตัน ถูกนำส่งไปที่ใด ?

กลไกราคาตลาดข้าวโพด
แม้ถูกกล่าวหาว่าพ่อค้าซื้อข้าวโพดกดราคารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร กก.ละ 1.50-2.00 บาท แต่ข้อเท็จจริงที่สมาคมพ่อค้าข้าวโพดยืนยันได้ว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่วนราคาปัจจุบันที่รับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 4.00-4.25 บาท แต่พ่อค้าจำเป็นต้องไปขายต่อให้ผู้ส่งออก เพราะในแต่ละวันผู้ส่งออกซื้อข้าวโพด 200-300 พ่วง ต่อวัน (1 พ่วง = 30 ตัน) แต่โรงงานอาหารสัตว์โรงใหญ่รับซื้อประมาณ 5-15 พ่วง ต่อวัน

โดยปกติข้าวโพดต้นฤดูจะมีผลผลิต 3.2-3.5 ล้านตัน ซึ่งโรงงานอาหารสัตว์จะใช้ประมาณ 400,000 ตันต่อเดือน ที่เหลือจะค่อยทยอยๆ ซื้อ และจะลดการซื้อเมื่อมีการนำเข้าข้าวสาลี และกากข้าวสาลี (DDGS) เพราะนำเข้ามาโดยเรือขนาดใหญ่ 50,000-66,000 ตัน ซึ่งในช่วงนั้นโรงงานอาหารสัตว์จะลดการใช้ข้าวโพด โดยการใช้รายวัน ที่เหลือให้ตกค้างอยู่บนรถบรรทุกหรือตีออก

โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้คุณภาพตามเบอร์ที่รับซื้อ ทำให้พ่อค้าต้องเก็บสินค้าไว้ในโกดัง มีต้นทุนค่าเก็บรักษา ค่าอบรมยา ค่าขาดน้ำหนัก ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ต้องค่อยๆ ทยอยขายออกไปอีก 8 เดือน หรือถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไปจึงจะหมด ดังนั้น ไม่ควรอ้างว่าไม่มีเงินถุงเงินถังเพราะถึงแม้ว่าจะซื้อข้าวโพดทั้งประเทศ 4.5 ล้านตัน ด้วยราคา กิโลกรัมละ 8 บาท คิดเป็นเงิน 36,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3% ของมูลค่าอาหารสัตว์ อีกทั้งในการรับซื้อข้าวโพดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ของผู้ใช้รายใหญ่เอาเปรียบพ่อค้าและเกษตรกร

โดยกำหนดเงื่อนไขในการรับซื้อว่าต้องเป็นข้าวโพดอาหารสัตว์ เบอร์ 2 ซึ่งที่ถูกต้องเป็นอาหารสัตว์ เบอร์ 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ซื้อ-ขายกันทั่วโลก หากต้องการส่งออก เบอร์ 2 ต้องเพิ่มเงินให้ผู้ขาย เพื่อทำคุณภาพให้สูงขึ้นไปอีก ด้วยการกำจัดเมล็ดแตกหัก เมล็ดเสีย เชื้อรา กาก ฝุ่นซัง แต่กลับกำหนดซื้อ เบอร์ 2 และไปเพิ่มราคาให้ เบอร์ 1 ซึ่งไม่มีจริงในระบบซื้อขาย ส่วนนี้ภาครัฐต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับพ่อค้าและเกษตรกรผู้ปลูกด้วย
ทางแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

การนำเข้าข้าวสาลีเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบนั้น ทางสมาคมการค้าพืชไร่ห่วงใย เพราะหากมีการส่งเสริมให้เกษตรกรในประเทศปลูกข้าวโพดอย่างมีศักยภาพ จะได้ผลผลิตไร่ละ 1,200 กิโลกรัม หากปลูกบนพื้นที่ 7 ล้านไร่ จะได้ข้าวโพดรวม 8.4 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ รวมทั้งสามารถส่งออกส่วนที่เหลือและส่วนที่นำเข้าผ่านชายแดนไปขายต่างประเทศได้อีก แต่หากวัตถุดิบไม่พอใช้จริงๆ ควรนำเข้าข้าวสาลีจากประเทศที่ไม่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี เช่น ยูเครน และขายข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ในราคาที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) พยากรณ์ว่า ผลผลิตข้าวโพดสหรัฐปี 2017/2018 จะได้ 14.2 พันล้านบุชเชล (360 ล้านตัน) มีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 169.5 บุชเชล ต่อเอเคอร์ (1,722 กิโลกรัม ต่อไร่) สูงกว่าไทยที่ได้ไม่ถึง 1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ จึงต้องถามว่า มีส่วนราชการ องค์กรใด เข้าไปช่วยทำให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ ทั้งที่เมล็ดพันธุ์ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จากสหรัฐ เช่น คาร์กิลล์, ซินเจ็นต้า และไพโอเนีย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สมาคมการค้าพืชไร่ได้เน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนควรคิดหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เอาแนวคิดตัวเองไปยัดเยียดให้คนอื่นทำ เพื่อองค์กรของตัวเอง

“ทศพล” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมผลักดัน 5 จังหวัดมีสินค้า GI ให้ได้ เพื่อให้ได้เป้าหมาย 77 จังหวัดสินค้า GI ล่าสุดขึ้น GI ให้กับสินค้า มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และนิลเมืองกาญจน์ และดันสินค้า GI ไทยขึ้นทะเบียนในจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ต่อไป

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ในปี 2560 กรมมีเป้าหมายเดินหน้าโครงการส่งเสริมหนึ่งจังหวัด หนึ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดสินค้า GI ที่มีศักยภาพ ได้มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มการค้าและการส่งออกได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งนี้ ปัจจุบันการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศไทย ยังคงเหลืออีก 5 จังหวัดที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน คาดว่าจะผลักดันให้ได้ภายในปลายปีนี้ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายจังหวัดละ 1 รายการ

สำหรับ 5 จังหวัดที่ยังไม่มีสินค้า GI ได้ขึ้นทะเบียน ได้แก่ สระแก้ว สิงห์บุรี สตูล ระนอง และกระบี่ แต่ทั้งนี้ กรมจะพยายามติดตามและลงพื้นที่ในจังหวัดเป้าหมาย และจังหวัดที่เคยได้รับ GI เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ในการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่ขึ้นทะเบียน อีกทั้งยังเป็นการบ่งบอกที่มาและเอกลักษณ์ของสินค้านั้น ๆ ได้ ซึ่งจะทำให้สินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนของพื้นที่ มีมูลค่าทั้งด้านราคาและความเป็นมาได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ล่าสุดมีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI 2 จังหวัด และได้ส่งเสริมไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้แก่ สินค้ามะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และนิลเมืองกาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากการขึ้นทะเบียนสินค้าทั้ง 2 รายการ กรมจะติดตามและส่งเสริมให้สินค้ารักษามาตรฐาน คุณภาพ ให้มีเอกลักษณ์และมีความยั่งยืน พร้อมทั้งจัดทีมงานไปให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียน การตลาด การพัฒนาสินค้า เพื่อปรับปรุงและเพิ่มคุณภาพสู่ระดับสากลให้ได้ในอนาคต

สำหรับแนวทางส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ที่กรมได้ดำเนินการไว้นั้น ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการจัดทำคำขอและขึ้นทะเบียน GI การจัดทำระบบควบคุมภายในและให้งบประมาณสนับสนุนในการตรวจสอบด้วยระบบควบคุมภายนอก การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมในด้านงบประมาณ ซึ่งแนวทางดังกล่าว กรมจะพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ และให้ได้มาตรฐานระดับสากล และเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศด้วย
ปัจจุบัน ประเทศไทยให้ความคุ้มครองสินค้า GI ไทยและต่างประเทศ

รวมทั้งสิ้น 90 รายการ โดยเป็นสินค้าไทย 76 รายการ มาจาก 53 จังหวัด และเป็นสินค้าจากต่างประเทศ 14 รายการ มาจาก 8 ประเทศ ขณะที่สินค้า GI ไทยที่ได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศ มีทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ ในสหภาพยุโรป 4 สินค้า คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส่วนในต่างประเทศที่ประเทศเวียดนาม คือ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน และอินโดนีเซีย คือ ผ้าไหมยกดอกลำพูน

นายทศพล กล่าวอีกว่า กรมยังได้ส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีน สำหรับสินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะเดียวกันยังอยู่ขั้นเตรียมการจัดทำคำขอเพื่อยื่นจดทะเบียนสินค้าดังกล่าวในกัมพูชา และเวียดนามด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการควบคุมมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า กรมได้จัดทำระบบควบคุมภายในและการยื่นขอใช้ตรา GI ไทยด้วย ใน 20 รายการสินค้า เพื่อให้ได้มาตรฐานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้า GI ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ด้วย ทั้งการจัดงาน GI Market, IP Fair, OTOP Mid Year และการเข้าร่วมงาน THAIFEX, Local Economy ที่ผ่านมา รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์แหล่งผลิตสินค้า GI การจัดมุมจำหน่ายสินค้า การจัดทำป้ายแสดงข้อมูลสินค้า GI อีกทั้งการเริ่มโครงการพัฒนาผลิตภันฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ผู้ประกอบการสินค้า GI สามารถทำตลาดได้เอง และเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับตลาดและผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม กรมจะเดินหน้าผลักดันให้เกิดสินค้า GI อย่างต่อเนื่องภายในปลายปีนี้ และปี 2561 เพื่อให้สินค้า GI ไทยเป็นที่รู้จักทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั้งผู้บริโภคและมาตรฐานระดับสากล เพราะมั่นใจว่าหากสามารถดำเนินการได้ จะทำให้สินค้า GI ไทยเป็นสินค้าที่ต้องการในตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป

ราคาไก่ขยับขึ้น 1-2 บาท รับเทศกาลสารทจีน หมูนครปฐมไม่ปรับราคา แต่หมูภาคตะวันออกเขตส่งออกอาจปรับขึ้นถึง 65 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากวงการไก่เนื้อเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 5 กันยายนนี้เป็นช่วงเทศกาลสารทจีน ทางกลุ่มผู้เลี้ยงไก่เนื้ออิสระได้ซื้อลูกไก่เข้าเลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าช่วงสารทจีนความต้องการใช้ไก่ไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ส่งผลให้ราคาไก่เนื้อหน้าฟาร์มน่าจะปรับเพิ่มขึ้นไปได้อีก 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาประมาณ 38 บาทต่อกิโลกรัม ไปยืนที่ประมาณ 39-40 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ราคาไก่เนื้อช่วงนี้คงไม่สามารถปรับเพิ่มได้มาก เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่เพิ่มกำลังการเลี้ยงกันหมด ส่งผลให้มีการนำชิ้นส่วนจากโรงงานออกสู่ตลาดภายในประเทศจำนวนมากขึ้น เพราะตลาดหลักอย่างสหภาพยุโรปนิยมบริโภคเฉพาะเนื้อหน้าอก ส่วนตลาดญี่ปุ่นนิยมบริโภคน่องไก่

ตอนนี้การบริโภคยังไม่ดีเนื่องจากยังมีฝนตกมาก คนต่างจังหวัดยังมีอาหารโปรตีนอื่นบริโภค โดยเฉพาะสัตว์น้ำ เช่น ปลา ขณะที่บริษัทใหญ่เพิ่มการเลี้ยงกันมาก เพราะส่งออกดี โดยซีพีเพิ่มการเลี้ยงไปที่ 8 ล้านตัว ต่อสัปดาห์ ขณะที่เครือเบทาโกร ผู้เลี้ยงอันดับ 2 น่าจะมีกำลังการผลิตที่ประมาณ 3.5-4 ล้านตัว ต่อสัปดาห์ ตอนนี้ราคาหน้าฟาร์มเฉลี่ยประมาณ 38 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ยังดีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 35-36 บาท เนื่องจากปีนี้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ไม่สูง ราคาลูกไก่เนื้ออยู่ที่ประมาณ 18 บาท ต่อตัว

นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานสหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หมูเป็นในช่วงนี้ราคาคงเคลื่อนไหวไม่มาก ซื้อขายกันที่ กิโลกรัมละ 59-63 บาท สถานการณ์ราคาจะดีไม่ดีอยู่ที่การส่งออกเนื้อหมูของไทยด้วย คู่แข่งคือหมูเวียดนามที่ราคาค่อนข้างผันผวน คาดว่าสารทจีนปีนี้คงขึ้นสูงสุดช่วงสั้นๆ ไม่เกิน กิโลกรัมละ 65 บาท น้ำหนักหมูในช่วง 95-100 กิโลกรัม/ตัว และในช่วงเทศกาลกินเจถัดจากเดือนกันยายนนี้ไป ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะหยุดขายหมู ราคาคงลดลงไม่มาก เหลือประมาณ กิโลกรัมละ 57-59 บาท เพราะต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60-62 บาท ส่วนการเพิ่มแม่พันธุ์เข้าเลี้ยงโดยทั่วไปมีน้อย เนื่องจากแม่พันธุ์ราคาสูงถึงตัวละ 5 หมื่นบาท จากเมื่อ 15 ปีก่อนอยู่ที่ตัวละ 2.8-3.5 หมื่นบาท ขณะที่ราคาไข่ไก่ในช่วงสารทจีน ราคาคงไม่ขึ้นมาก เนื่องจากผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ยังไม่มีการเปลี่ยนถ่ายไก่ไข่หรือปลดระวางกันมาก

ทางด้าน นายตินภัท พณิชย์ประภากุล ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรนครปฐม ให้ความเห็นว่า หมูจากนครปฐมคงไม่ขึ้นราคาจาก กก.ละ 58-60 บาทในช่วงสารทจีน เพราะหมูในประเทศค่อนข้างสมดุล และเพิ่งมีการขยับราคาจาก กิโลกรัมละ 54 บาทขึ้นมา แต่ในภาคเหนือกับภาคใต้อาจมีการขยับราคาขึ้นไปอีกในช่วงสารทจีน

นักวิเคราะห์ทั่วโลกขานรับ “เวียดนาม” ในฐานะประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในระดับเดียวกับ “อินเดีย และบังกลาเทศ” ขณะที่เวิลด์แบงก์ระบุในรายงาน “The World in 2050” ประเมินว่า เวียดนามจะเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2050 จากนโยบายการบริหารประเทศที่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เวียดนาม คาดว่าจะเป็นประเทศได้รับการเลื่อนลำดับชั้นของขนาดเศรษฐกิจเร็วที่สุด คือจากอันดับที่ 32 ของเศรษฐกิจโลก ปี 2016 เป็นอันดับที่ 29 ในปี 2030 และอันดับที่ 20 ในปี 2050

ล่าสุด รัฐบาลเวียดนามประกาศแผนการปฏิรูปการผลิตข้าว “ระยะยาว” เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดส่งออกข้าวเวียดนาม ปี 2017-2020 ซึ่งจะเป็นการวางวิสัยทัศน์ไปจนถึงปี 2030 “เวียดนามเน็ต” รายงานว่า รัฐบาลปรับปรุงแผนการส่งออกข้าว จากเดิมที่เน้นที่ “ปริมาณ” การส่งออกข้าวปรับเป็นเน้นการสร้าง “มูลค่าเพิ่มข้าว” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “ข้าว” ถือเป็นสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับหนึ่ง

แผนการปฏิรูปคุณภาพมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวเวียดนาม zunescene.mobi เพื่อทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้เล่นในตลาดข้าวเบอร์ต้นๆ ของโลก
ตามเป้าหมายในปี 2020 เวียดนามจะส่งออกข้าวรายปีอยู่ที่ 4.5-5 ล้านตัน และจะสร้างรายได้ให้กับประเทศอยู่ที่ราว 2,200-2,300 ล้านดอลลาร์ ต่อปี และตั้งแต่ปี 2021-2030 ปริมาณการส่งออกข้าวรายปีจะลดลงเหลือ 4 ล้านตัน แต่จะสร้างรายได้ให้กับเวียดนาม เพิ่มขึ้นเป็น 2,300-2,500 ล้านดอลลาร์ ต่อปี
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังปรับเปลี่ยนโครงสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อการส่งออก โดยจะเน้นส่งออก “ข้าวหอมพันธุ์พิเศษ” และ “ข้าวจาปอนิกา” คิดเป็นสัดส่วน 40% มากที่สุดของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด ตามด้วย “ข้าวเหนียว และข้าวขาว” สัดส่วน 25% และข้าวคุณภาพสูง ข้าวออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว สัดส่วน 10%

นายเจิ่น กง ถาง รองผู้อำนวยการสถาบันนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านเกษตรและการพัฒนาชนบท กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลกลางยังไม่มีแผนการพัฒนาข้าวแห่งชาติเพื่อการส่งออก ขณะที่หลายจังหวัดได้พัฒนาข้าวคุณภาพสูงจำนวนมาก โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ในการผลิต ดังนั้น รัฐบาลจึงนำผลิตภัณฑ์ข้าวท้องถิ่นมาบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติ

ปัจจุบันแบรนด์ข้าวท้องถิ่นจำนวนมากอยู่ใต้การคุ้มครองจากภาครัฐ เช่น ข้าวเหนียวคิญมอน, ข้าวเหนียวด่งเจือ และข้าวหอม เป็นต้น
“บรรดาผู้ส่งออกข้าวเวียดนามพยายามเจาะตลาดข้าวคุณภาพสูง แต่ต้องเพิ่มห่วงโซ่อาหารมากขึ้น โดยที่ผ่านมาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง มีแบรนด์ข้าวคุณภาพเกิดขึ้นถึง 12 แบรนด์ เช่น หง็อก เจ่ย และหง็อก ด่ง”

พร้อมกันนี้ รัฐบาลประกาศเพิ่มบทบาทข้าวคุณภาพสูงในตลาดส่งออกแห่งใหม่ เช่น ประเทศแอฟริกา โดยประเมินว่าสัดส่วนการครองตลาดข้าวเวียดนามในแอฟริกายังต่ำ นอกจากนี้เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากประกาศแผนพัฒนาข้าว นายกรัฐมนตรี “เหวียน ซวน ฟุก” ได้อนุมัติแผนปรับปรุงโครงการพัฒนาถ่านหินในเวียดนาม เป็นยุทธศาสตร์ปี 2020 โดยระบุว่า “จากที่รัฐบาลเวียดนามชุดก่อนได้พับแผนการพัฒนาถ่านหินไป เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่มั่นใจถึงความปลอดภัย และถูกต่อต้านจากกลุ่ม NGO แต่เราเชื่อมั่นว่าการศึกษาและการวางแผนในระยะยาวเพื่อสร้างความเข้าใจ จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคนี้ได้”
โดยก่อนหน้านี้ เวียดนามนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียเป็นสัดส่วนมากที่สุด และปีที่ผ่านมานำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้น 357.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้นการที่จะลดการนำเข้าถ่านหินได้ เวียดนามจำเป็นต้องเดินหน้าลงทุนโครงการเหมืองถ่านหินในประเทศ

สำหรับโครงการพัฒนาถ่านหินฉบับใหม่ รัฐบาลจะลงทุนสร้างโรงงานคัดแยกถ่านหิน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ Vang Dang 2, Khe Than, Khe Cham และ Lep My ด้วยกำลังการผลิต 2 ล้านตันต่อปี, 2.5 ล้านตัน, 7 ล้านตัน และ 4 ล้านตันต่อปี ตามลำดับ
“วีจีพี นิวส์” หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า จุดประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และย่านธุรกิจที่กระจุกตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายจะจัดตั้งศูนย์ประมวลผลถ่านหินและคลังสินค้ากลาง ซึ่งจะตั้งอยู่ในเขตฮอนไก เนื่องจากมีท่าเรือฮอนไก ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนถ่ายสินค้าของเวียดนาม โดยคาดว่าอินโดนีเซียจะเข้ามาช่วยเหลือด้านการออกแบบ ตลอดจนความร่วมมือในการสำรวจแหล่งพื้นที่ถ่านหินเพิ่มเติม

นักวิเคราะห์มองว่า หากแผนยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่ม “ข้าว” และโครงการพัฒนาเหมืองถ่านหินประสบความสำเร็จ หมายความว่าเวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็กลายเป็นตลาดที่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามามากที่สุดด้วย

เครื่องเบญจรงค์เป็นเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายลงสี 5 สี เป็นงานศิลปะที่ละเอียด ประณีต สวยงามด้วยลวดลายไทยโบราณ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน นับวันยิ่งมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากหลงเหลือผู้สืบทอดเพียงไม่กี่ราย โดยเฉพาะที่ จังหวัดสมุทรสงคราม แหล่งผลิตเครื่องเบญจรงค์ พบการรวมกลุ่มสืบทอดและอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตเบญจรงค์ที่ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา

“ธนวรรธน์ ชยุทวาณิชกุล” ผู้ก่อตั้งกลุ่มบ้านเบญจรงค์บางช้างเครื่องเคลือบศิลาดล เล่าว่า มีความผูกพันกับเบญจรงค์ เนื่องจากคลุกคลีกับกิจการเบญจรงค์ของครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จึงมีโอกาสฝึกเขียนลายเบญจรงค์เพื่อหารายได้หลังเลิกเรียนตั้งแต่วัยเด็ก กระทั่งเรียนจบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยวิจิตรศิลป์เชียงใหม่ สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงมีโอกาสสัมผัสการทำเครื่องเคลือบศิลาดล หรือเครื่องเคลือบสีเขียวแตกลายงา ที่มีความงดงามในแบบที่แตกต่างจากเครื่องเคลือบสีขาวในภาคกลาง จึงขอเข้าไปศึกษาที่โรงปั้้นในจังหวัดสุโขทัย กระทั่งจบการศึกษาในปี 2540 ซึ่งตรงกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก นักศึกษาจบใหม่ต่างประสบปัญหาว่างงาน จึงตัดสินใจนำความรู้เรื่องเครื่องเคลือบศิลาดลมาต่อยอดกิจการเบญจรงค์ ก่อนก่อตั้งกลุ่มเพื่อเข้าคัดสรรสินค้าโอท็อปเมื่อปี 2545 ถึงปัจจุบันผลผลิตได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อปประเภทของใช้ของตกแต่ง ระดับ 5 ดาว ปี 2559

“กลุ่มบ้านเบญจรงค์บางช้างเครื่องเคลือบศิลาดล ผลิตเครื่องเคลือบเบญจรงค์สีขาวเขียนลาย และเครื่องเคลือบศิลาดลแบบเขียนลาย และไม่เขียนลายรูปแบบต่างๆ เช่น แจกัน, จาน และชุดสำรับอาหารเบญจรงค์ ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 50-50,000 บาท มียอดการผลิตเดือนละประมาณ 300 ชิ้น เนื่องจากผลงานแต่ละชิ้นต้องใช้ความประณีต ใช้ช่างถึง 3 คนทำงาน 1 ชิ้น คือ ช่างเขียน ช่างลงสี และช่างเก็บรายละเอียด ใช้เวลาตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึงหลายเดือนตามขนาดและความยากง่ายของผลิตภัณฑ์

เครื่องเคลือบศิลาดลมีกรรมวิธีการผลิตหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดินที่ต้องใช้ดินท้องนาที่มีฟางปน และขี้เถ้าจากไม้รกฟ้า ซึ่งต้องสั่งซื้อจากภาคเหนือ นอกจากนี้ดินต้องมีคุณภาพสูง มีสนิมเหล็กต่ำ มีความชื้น 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้การลงแม่พิมพ์ได้คงรูปสวยงาม จากนั้นนำเข้าเตาเผาอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส ตกแต่งเขียนลาย ชุบน้ำเคลือบแล้วเผาที่อุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส 10-12 ชั่วโมง ผลงานเด่นของกลุ่ม คือ ผลิตเครื่องเคลือบศิลาดลแบบครบวงจร ถือเป็นแห่งเดียวในจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนการเขียนลวดลาย เดิมลงสีจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนำสีสังเคราะห์มาปรับใช้ ส่วนลวดลายเบญจรงค์มีทั้งลวดลายดั้งเดิม เช่น ลายเครือเถา ตั้งตา จักรี ดอกลอย กระจังตาอ้อย ดอกไม้ และลวดลายที่ออกแบบใหม่ เช่น หยดน้ำ ดอกลอย 2 ชั้น พันธุ์พฤกษา และพุ่มอารีย์ ขณะที่ลายน้ำทอง และลายเครือเถา ซึ่งเป็นลายโบราณร่วมสมัยที่ให้ความคลาสสิกยังคงได้รับความนิยม”