ค้างคาวสีขาวหาดูยาก ทำใบไม้เป็นเต็นท์อยู่เป็นกระจุก

เห็นน่ารักแบบนี้ฮาเร็มนะจ๊ะเพจ Miracles Of Nature โพสต์คลิปค้างคาวสีขาวที่หาดูยากที่กำลังเร้นกายหลบอยู่ในใบไม้กระจุกกันอยู่หลายตัวจนทำให้คนที่พบเห็นต่างพากันชื่นชมในความน่ารักและความแปลกของค้างคาวสีขาวชนิดนี้ โดยค้างคาวสีขาว มีชื่อว่า ค้างคาวสีขาวฮอนดูรัส มีขนสีขาว จมูกสีเหลือง ตัวเล็กเพียง 3-4 เซนติเมตร พบได้ในแถบอเมริกาใต้ มีนิสัยชอบอยู่ตามใบไม้ อย่าง ใบตองของต้นกล้วย ซึ่งเจ้าค้างคาวพันธุ์นี้จะกัดใบให้ห่อตัวลงมาลักษณะคล้ายเต็นท์อีกทั้งจะอยู่เป็นกลุ่มตัวผู้ 1 ตัวที่เหลือตัวเมีย

“กฤษฎา” ถกทูตฟิลิปปินส์กรุยทางดันส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุก ลูกไก่พันธุ์ เมล็ดปาล์มน้ำมัน พร้อมกระชับความร่วมมือด้านการเกษตรภายใต้เอ็มโอยูของสองประเทศ หวังลดอุปสรรคการค้าเอื้อเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่ม

นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนางเมรี โจเอ แบร์นาร์โด – อารากน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทย ว่า สาระสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายหารือร่วมกันครั้งนี้เพื่อขยายความร่วมมือด้านการเกษตร และการสินค้าเกษตรระหว่างไทยและสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่นอกจากทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ หรือ เอ็มโอยู ซึ่งครอบคลุมด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ผ่านการประชุมคณะทำงานร่วมทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องตามพันธกรณีภายใต้เอ็มโอยู ให้มีความก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริงแล้ว

ทั้งฝ่ายยังได้หารือเรื่องการผลักดันการส่งออกสินค้าประเทศระหว่างกันเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตรเดิม ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ซึ่งฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวจากไทย มูลค่า 3,687 ล้านบาท เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกที่ล่าสุดฟิลิปปินส์ได้ให้การรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปปรุงสุกของไทยแล้วจำนวน 7 โรงงาน และอยู่ระหว่างการพิจารณาผลของทางการฟิลิปปินส์อีก 2 โรงงานแล้ว ยังรวมถึงสินค้าเกษตรใหม่ที่ได้ฝากทางท่านทูตติดตามความก้าวหน้าผลการพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตจากไทยด้วย ได้แก่ ลูกไก่พันธุ์ และเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ขณะที่ทางฟิลิปปินส์มีความประสงค์จะส่งออกอะโวคาโดมายังประเทศไทย รวมถึงพืชอีกจำนวน 8 รายการ ได้แก่

(1) สับปะรด ได้แก่ ผลสดและหน่อ (2) พริก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ (3) มะละกอ ได้แก่ ผลสดและเมล็ดพันธุ์ (4) มะเขือเทศ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ (5) กล้วย ได้แก่ ผลสดและต้นกล้า (เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) (6) มะเขือ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ (7) โกโก้ ได้แก่ ผลและเมล็ด และ (8) ข้าวโพด ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งความคืบหน้าว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชโดยกรมวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากได้รับทราบผลการพิจารณาที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทางฟิลิปปินส์รับทราบโดยเร็วต่อไป

สำหรับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรระหว่าวไทย – ฟิลิปปินส์ ในปี 2660 มีมูลค่ารวม 28,345 ล้านบาทโดยไทยส่งออก 23,978 ล้านบาท ขณะที่มีการนำเข้า 4,366 ล้านบาท ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าจำนวน 19,612 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญจากไทยไปฟิลิปปินส์ เช่น ข้าว เมล็ดข้าวโพด นมถั่วเหลือง เป็นต้นขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ๆ เช่น แป้งข้าวสาลี และปลาทูนาครีบเหลืองแช่แข็ง เป็นต้น

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แนะนำสถานที่ท่องเที่ยง นั่นคือ ป่าดงฟ้าห่วน อำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ป่าดงฟ้าห่วน ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลังใหม่เพียง 3 กิโลเมตร เป็นป่ายางนาที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเขตป่าดิบชื้นในอีสานที่เกินคาด นักตัดไม้ในอดีตเก็บป่านี้ไว้ตัดภายหลังแต่รัฐบาลสั่งปิดสัมปทานป่าทั่วประเทศในปี2532 ป่างามชิ้นนี้จึงหลงรอดมาถึงวันนี้ สภาพภายในงดงามเดินทางสะดวก มีทางปั่นจักรยาน มีแอ่งน้ำภายใน ท่านรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำไว้ให้เรียบร้อย เที่ยวได้สบายใจ นอกจากนี้ ยัง มีป่ากลางเมืองแบบนี้อีกทั้งที่สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น บุรีรัมย์ บางกะเจ้า เชียงใหม่ ระยอง ลองค้นหาวางแผนเดินทางกันครับ ส่วนเส้นทางอีสานโขง ชี มูลนั้นโรแมนติคเช่นไร ลองแต่งไทยใส่ซิ่นไปเยี่ยมชมกันที่อีสานได้

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของกรมชลประทาน ภายหลังจากที่ได้ลงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกรมชลประทาน เพื่อสำรวจความต้องการของประชาชนทั่วประเทศนั้น โดยลงพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยตามโรดแม็ป เริ่มจากเวทีที่ 1 “ปรับทุกข์ ผูกมิตร” ระหว่างวันที่ 21 ก.พ.-20 มี.ค. 2561 เพื่อสำรวจความต้องการและชี้แจงประชาชนรวมทั้งสิ้น 13,382 ครั้ง ประกอบด้วย 15,020 หมู่บ้าน 3,590 ตำบล 747 อำเภอ ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีแนวทางการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยม ยั่งยืนที่กรมชลประทานรับผิดชอบ 3 แนวทาง ได้แก่ คนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข และรู้กลไกการบริหารราชการ

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กำหนดเมนูอาชีพรองรับแนวทางดังกล่าว ซึ่งในส่วนของกรมชลประทาน ประกอบด้วย 4 เมนู ได้แก่ การจ้างแรงงานสร้างรายได้ การส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมทั้งสิ้น 2,074 แห่ง วงเงิน 13,701.9850 ล้านบาท สำหรับประโยชน์จากโครงการที่จะได้รับคือ มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 17,900 ไร่ ความจุเก็บกักเพิ่มขึ้น 14.09 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีครัวเรือนรับประโยชน์ 586,594 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2561 โครงการจ้างแรงงานสร้างรายได้ ภายใต้กรอบการขับเคลื่อน คนไทยไม่ทิ้งกันมีเป้าหมาย 76 จังหวัด จำนวน 172 แห่ง แรงงาน 7,520 คน งบประมาณ 187.5545 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 156 แห่ง งบประมาณ 170.41 ล้านบาท มีรายการที่ขอเพิ่มเติม จำนวน 138 แห่ง งบประมาณ 131.14 ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณในการจ้างแรงงานไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของแรงงาน โดยได้เตรียมดำเนินการขึ้นบัญชีแรงงานเพื่อดำเนินการจ้างต่อไป

การส่งเสริมการใช้ยางพาราภาครัฐ ภายใต้กรอบการขับเคลื่อน ชุมชนอยู่ดีมีสุข โดยมีเป้าหมาย 53 จังหวัด จำนวน 317 แห่ง 239,501 ครัวเรือน ใช้ยางพารา 3,509.50 ตัน ระยะทางรวม 999.65 กิโลเมตร งบประมาณ 3,548.0209 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 306 แห่ง งบประมาณ 3,498.99 ล้านบาท มีรายการที่ขอเพิ่มจากแผน จำนวน 285 แห่ง งบประมาณ 3,251.31 ล้านบาท

การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้กรอบการขับเคลื่อน รู้กลไกการบริหารราชการโดยมีเป้าหมาย 30 จังหวัด จำนวน 300 แห่ง พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 60 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 92,285 ไร่ 14,611 ครัวเรือน งบประมาณ 699.5056 ล้านบาท มีเมนูที่ตรงกับความต้องการของประชาชน จำนวน 156 แห่ง งบประมาณ 428.25 ล้านบาท มีรายการที่ขอเพิ่มเติม จำนวน 55 แห่ง งบประมาณ 519.18 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มการวางระบบส่งน้ำ กระจายน้ำให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่

จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร พาลัดเลาะจากนครสวรรค์มายัง จ.อุทัยธานี พร้อมเพื่อนร่วมโคจรคนเดิม โบ๊ท – ธารา ทิพา ที่จะพาทุกคนออกสัมผัสกับความสโลวไลฟ์ของความคลาสสิคแห่ง จ.อุทัยธานี

ออกสตาร์ท ประเดิมที่แรกที่ ตรอกโรงยา พาหาของอร่อยลงท้องกับร้านเม้งเป็ดพะโล้ ที่ขายได้มากถึงถึงวันละ 40-50 ตัวต่อวัน ต่อมามายังที่ ม.เจริญการค้า เพื่อพบกับ อ.ต๋อย ผู้ช่ำชองเรื่องศิลปะเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นเพื่อนใหม่ของจ๊อบ นิธิ เมื่อ 7 ปีที่แล้วอีกด้วย ออกโคจรต่อมายังสถานที่สุดคลาสสิคที่เป็นทั้งร้านกาแฟ และพิพิธภัณฑ์ ที่บ้านจงรัก หลังจากนั้นไปล่องเรือบนแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อพาไปพบกับไฮไลท์แห่งเมืองอุทัยธานี ไม่ว่าจะเป็น วัดที่มีอายุถึง 200 กว่าปี และแพประวัติศาสตร์ ที่ใช้รับเสด็จรัชกาลที่ 5 เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ต่อมาพามารู้จักกับปลาร้าด่วน ที่สองหนุ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยมาก” สุดท้ายปิดท้ายด้วย “ศูนย์วงเดือน” ศูนย์ฝึกอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างดี

บางข้อมูลบอกว่า บันทายฉมาร์ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านครวัดเสียอีก เพียงแต่ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักเท่า อาจเป็นเพราะบันทายฉมาร์แทบจะเป็นเพียงซากปรักหักพัง ด้วยว่ายังไม่มีการบูรณะอย่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่ผู้ที่จะชมบันทายฉมาร์อย่างละเอียดดื่มด่ำ ต้องเป็นคนที่สนใจประวัติศาสตร์และความงามของโบราณสถานอย่างจริงจังทีเดียว จึงจะด้นดั้นมาและใช้เวลาอย่างน้อยเต็มวัน อย่างมากต้องละเลียดกันสักสองสามวัน

ไม่ใช่จัดทัวร์เช้าไปเย็นกลับ แบบนักท่องเที่ยวฉาบฉวยที่เพียงแค่มาถ่ายรูปหมู่หรือเซลฟี่ให้เป็นที่ประจักษ์ว่ามาและนะบันทายฉมาร์ ไม่ได้ถือเป็นความผิด มันเป็นไลฟ์สไตล์ของใครของมัน

ปราสาทบันทายฉมาร์ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าชายศรินทรกุมาร ซึ่งสิ้นพระชนม์จากการทำสงครามในบริเวณนี้ เป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าชายและองครักษ์ผู้สละชีพแทนพระองค์อีกด้วย เป็นกลุ่มปราสาท มีจำนวน 10 หลัง ด้วยกัน บันทายฉมาร์เป็นปราสาทหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนั้น ยังมีปราสาทตาเปล่ง ปราสาทตาสก ปราสาทตาเปรียว ปราสาทตาพรหม ปราสาทแม่บุญ (อยู่กลางบารายตะวันออก) กับปราสาทที่เป็น “ป้อม” ประจำ 4 ทิศ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิขององครักษ์ทั้งสี่

พวกเรามีเวลาไม่พอที่จะชมทุกปราสาท เราใช้เวลาเช้าจรดเย็นละเลียดบันทายฉมาร์ปราสาทหลัก พอมีเวลาเหลือเล็กน้อยก็เดินไปชมสะพานที่อยู่อีกด้าน เห็นแล้วก็เศร้าใจที่ศีรษะยักษ์ยุดนาคถูกบั่นไปแบบไม่เหลือเยื่อใย เช่นเดียวกับโบราณวัตถุอีกมากในปราสาทที่ถูกขโมยไปขายให้นักสะสม เล่าขานกันว่าเดิมทีไม่มีใครกล้าแตะต้องที่นี่ เพราะเกรงอัฐิของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และองครักษ์ แต่ต่อมาเหมือนจะสิ้นยำเกรงหรือสุดทานทนกับความขาดแคลน จึงมีการเข้ามาลักลอบนำโบราณวัตถุออกไปขายจำนวนมาก การจะทำอุกอาจเยี่ยงนี้ได้ฉันว่าต้องมีการหนุนหลังจากคนมีอำนาจแน่นอน

ก็ด้วยข่าวคราวขโมยวัตถุโบราณอย่างอาจหาญนี่เอง บันทายฉมาร์จึงถูกเปิดเผยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น กลายเป็นมรดกที่ทำให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ มา ได้ใช้เป็นที่ทำมาหากินผ่านการท่องเที่ยว บันทายฉมาร์ตั้งอยู่ในหมู่บ้านทมอพวก นักท่องเที่ยวที่มาบันทายฉมาร์มักแวะพักร่าง กินข้าว จับจ่ายซื้อของ เป็นรายได้ให้แก่ชาวบ้าน

อีกทางหนึ่งคือ การรวมกันทำที่พักแบบโฮมสเตย์ในรูปแบบสหกรณ์ชุมชน สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเวลาชมปราสาทอย่างละเอียดลออ และชมชอบอารมณ์พื้นถิ่น แน่ล่ะพวกเราเป็นกลุ่มที่มีความสุขกับการได้เดินชมปราสาทอย่างช้าๆ ละเลียดสายตาไปตามร่องรอยหินทุกก้อน อิ่มเต็มกับความงามของลวดลายที่ช่างโบราณสลักเสลา ความอ่อนช้อยบนหินที่อัศจรรย์ตา ความศรัทธาที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่

แล้วพวกเราก็ช่างสุขสรรค์นักที่จะได้นอนบ้านชาวบ้าน แม้ในลักษณะของโฮมสเตย์ กระนั้นเราก็ยังได้กลิ่นความเป็นท้องถิ่นอันพิเศษ จินตนาการถึงเชื้อสายที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชาวบ้านที่นี่คือลูกหลานผู้รับมรดกอันยิ่งใหญ่

ใครหลายคนอาจจะเห็นว่าโบราณสถานต้องตั้งอยู่อย่างสง่างาม รายล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงาม อย่างที่ปราสาทใหญ่ๆ ของบ้านเราชอบปูหญ้าเขียวและจัดสวนหย่อม ฉันเห็นด้วยว่าควรดูแลโบราณสถานไม่ให้ใครมาทำลาย ไม่ให้ใครมาทำสกปรกรกรุงรัง แต่ในอีกมุมหนึ่งโบราณสถานที่อยู่ใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนก็มีชีวิตชีวาดี เพียงแต่ทำความเข้าใจและให้ชุมชนมีส่วนในการดูแลโบราณสถาน

ถ้ามีประตูที่สามารถย้อนอดีตชาติได้ ฉันก็อยากไปดูให้เห็นกับตาว่า สมัยกระโน้นผู้คนเขาอยู่กันอย่างไร

ฉันประทับใจปราสาทตาเปล่งที่ตั้งอยู่หลังบ้านตายายคู่หนึ่ง เราต้องขออนุญาตเดินตัดเข้าทางบ้านตายายที่กำลังนั่งเปิบข้าวอยู่บนแคร่หน้าบ้าน ทั้งคู่ยิ้มแย้มพยักหน้าให้เข้าไป แถมชักชวนให้กินข้าวด้วย ฉันเห็นต้มปลาในหม้อเล็กๆ แล้วหิวติดหมัดขึ้นมาทันใด แต่ตัดใจเดินเข้าไปชมปราสาทหลังเล็กๆ นั่นก่อนจะค่ำมืด จากปราสาทตาเปล่งเราเดินไปถึงปราสาทตาพรม ระหว่างทางนี้มีร่องรอยถางหญ้าตัดกิ่งไม้เพื่อเปิดทาง เราเดาว่าอาจจะมีการปรับภูมิทัศน์เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอีกไม่นานวัน

เช้าอีกวัน หลังชงกาแฟสดที่พกห่อติดตัวกันมา ตามด้วยก๋วยเตี๋ยวร้านในหมู่บ้านแล้วก็รอรถเหมาคันเดิมมารับเพื่อไปพระตะบอง คนขับใจดีพูดไทยได้ เราขอแวะชมบารายที่อยู่ระหว่างทางก็พาไปด้วยความเต็มใจ รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนโรยกรวดตามแผนที่ ไม่มีใครรู้ว่าบารายอยู่ตรงไหน รู้ตามข้อมูลแค่ว่ามีบารายใหญ่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายนี้

เราพยายามมองหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ตามแผนที่ว่าไว้ แต่แลไม่เห็นแหล่งน้ำที่ว่าแม้แต่น้อย รถแล่นลึกเข้าไปตามทางเรื่อยๆ จนต้องบอกให้จอดถามชาวบ้านที่ริมทาง ชาวบ้านชี้ไปไม่ไกล บอกว่านั่นไงทางเข้าบาราย รถเลี้ยวปาดเข้าไปพบผู้หญิงสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ ทั้งคู่ชี้มือไปทางทุ่งข้าวที่กำลังออกรวงงามว่า นั่นไง บาราย

พวกเราจึงบรรลุว่า ที่แท้บารายใหญ่ได้กลายเป็นทุ่งนาไปแล้วนี่เอง และลึกเข้าไปในป่าละเมาะที่รกเรื้อคือที่ตั้งปราสาทแม่บุญ ชาวบ้านบอกว่าเข้าไปไม่ได้หรอกมันรกชัฏมาก กระทั่งคนแถวนี้เองก็ไม่ได้เข้าไปนานแล้ว

ฉันยืนมองทุ่งข้าวในบารายอย่างอิ่มเอมใจบอกไม่ถูก ปราสาทตาบุญนั้นก็อยากชม แต่ไม่ได้ชมก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอต่อใจแล้ว บารายแหล่งน้ำอันยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ ได้กลายมาเป็นแหล่งปลูกข้าวอันไพศาลของชาวบ้าน ฉันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์แต่อย่างใด กลับรู้สึกว่าดีจังที่พื้นที่ซึ่งบรรพบุรุษสร้างมาได้ตกเป็นทรัพย์สมบัติของคนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเป็นของชาวบ้านในพื้นที่ได้ปลูกข้าวทำนา ไม่ใช่กลายเป็นรีสอร์ต สนามกอล์ฟ หรือกลายเป็นที่เช่าสัญญาเกือบร้อยปีของนายทุนต่างชาติ

หลงรักยิ้ม Cool Isan สัมผัสความยิ่งใหญ่แห่งมหาสารคาม ชมหุ่นฟางยักษ์ภูมิปัญญาเก๋ โดยฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” กอดคอหนุ่มอีสาน “โกสินทร์ ราชกรม” ทัวร์เวทีแห่งศิลปะแดนอีสาน ชมการแสดงหมอลำหุ่นกระติ๊บ คณะเด็กเทวดา ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสะพานไม้แกดำ สัมผัสวิถีชาวบ้านหัวขัว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. สนับสนุนรายการวาไรตี้หลงรักยิ้ม จัดทริป Cool Isan เดินทางในเส้นทางพิเศษอีสานแซ่บนัว สัมผัสวิถีชีวิต และเรื่องราวน่ารักแห่งมหาสารคาม เดินทางกับสองหนุ่ม “แดเนียล” และ “โกสินทร์” ชมหุ่นฟางยักษ์ ผลงานประกวดจากเทศกาลหุ่นฟางยักษ์ประจำปี 2018 พร้อมชมการแสดงหมอลำหุ่นกระติ๊บ โดยคณะเด็กเทวดา ณ คันแทนา เธียร์เตอร์ จากนั้นไปสัมผัสแลนด์มาร์คบรรยากาศแห่งท้องทุ่งที่สะพานไม้แกดำ สะพานแห่งวิถีชุมชนอายุยืนยาวกว่า 50 ปี เชื่อมระหว่างสองชุมชนเข้าด้วยกัน พร้อมชมการแสดงเซิ้งกระโจม รับประทานอาหารพื้นบ้านอีสานชาวหัวขัว

ไม่ใช่แค่ค่าครองชีพแพงแถวหน้าของโลก แพงกว่ายุโรปบางประเทศ ฮ่องกง ยังมีที่ดินแพงมากระดับแถวหน้าสุดของโลกอีกด้วย ที่ดินขายกันเป็นตารางเมตร เพื่อย้ำให้เห็นชัดถึงความหายากของที่ดิน ย่านมิดเลเวลที่เป็นที่ดินสำหรับคนดีมีเงินอยู่เชิงเขา มีคนบอกว่าเป็นย่านที่ดินแพงที่สุดในโลก แพงกว่าย่านแมนฮัตตันของนิวยอร์กเสียอีก แต่อันนี้ฉันไม่ยืนยันนะ

เอาเท่าที่ยืนยันได้ เพราะมีการซื้อขายกันจริงไม่กี่เดือนก่อน ราคาที่ดินบนถนนนาธาน ถนนสายการค้าของฝั่งเกาลูน ประเมินกันไว้ที่ ตารางเมตรละ 800,000 บาท แต่ขายจริงๆ กัน ที่ตารางเมตรละ 1 ล้านบาท สรุปสิริราวไร่ละ 1,500 ล้านบาท

ฮ่องกง มีพื้นที่ประมาณ 1,100 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่ 1,500 ตารางกิโลเมตร ในระยะ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เขาถมทะเลได้ที่ดินเพิ่มอีกราว 60 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 8 ล้านคน ใหญ่กว่าสิงคโปร์ที่มีพื้นที่แค่ 719.9 กว่าตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรมากกว่าสิงคโปร์ 4 เท่า ฮ่องกงจึงมีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดเขตหนึ่งในโลก ย่านมงกกใกล้ซิมชาจุ่ยย่านเกาลูน ถูกระบุว่าเป็นย่านที่มีคนอาศัยหนาแน่นที่สุดในโลก มาทำย่านธุรกิจ

มาถึงตรงนี้ เราคงสังเกตว่า ฮ่องกง มีความเป็นอันดับ 1 แถวหน้าของโลกอยู่หลายอันดับ เมื่อที่ดินน้อยคนมาก นโยบายพัฒนาเมืองของฮ่องกง จึงมีสั้นๆ คือ The way out is up แปลง่ายๆ ว่า หนทางออกคือสร้างสูงขึ้นฟ้าสถานเดียว อาคารร้านค้าต่างๆ จะสร้างซ้อนกันบนตึกสูง ตึกระดับ 30-40 ชั้น เป็นระดับที่เรียกว่าเบมากสำหรับฮ่องกง

ส่วนบ้านคนก็เป็นตึกสูงหลายสิบชั้นอีกเช่นกัน แต่อยู่นอกเมือง เป็นเมืองคอนกรีตคล้ายสิงคโปร์

ฮ่องกง ไม่ได้ขาดแคลนที่ค้าขาย แต่ที่ขาดคือ พื้นที่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย พวกนี้อาศัยในที่คับแคบจนเรียกที่นอนของตัวเองว่าโลงศพ ชีวิตคนฮ่องกงดิ้นรน เมืองค้าขายที่ไม่มีวันหลับ ไม่มีที่ว่างให้หายใจเต็มปอด

แต่จะหยามว่า ฮ่องกง ไม่มีชีวิตแง่งามนั้น ก็ไม่จริง

ทุกย่านใจกลางเมือง ไม่ว่าจะบนเมืองเก่า ย่านมิดเลเวล ที่ที่ดินแพงระดับเพชร หรือถนนนาธานที่เพิ่งขายกันไปหยกๆตารางเมตรละล้านนั่น เขามีสวนสาธารณะขนาดใหญ่เขียวขจีให้คนของเขาได้พักคลายชีวิตที่ขึ้งเครียด

เห็นสวนสาธารณะบนย่านที่มีที่ดินแพงระยับเช่นนี้ ฉันนึกถึงเซ็นทรัลปาร์คของนิวยอร์ก และไฮด์ปาร์กของลอนดอน บนถนนนาธาน เขามีสวนสาธารณะเกาลูน พื้นที่ 13.3 เอเคอร์ หรือราว 33 ไร่ เขียวขจีสงบร่มรื่นท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้ารายรอบ เขาเปิดให้คนเข้าหย่อนใจฟรี ดูแลต้นไม้อย่างดี ทั้งที่น้ำท่าของเขาก็หายาก เนื่องจากเป็นเกาะ ต้นไม้จำนวนมากมีอายุนับร้อยปี เขามีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ให้ชมฟรี จัดทำอย่างดีและตั้งใจและมีรสนิยม ไม่ได้ไก่กา

พื้นที่สวนใหญ่ขนาดนี้บนทำเลฝังเพชรอย่างนี้ หากตกในมือผู้บริหารที่ฝักใฝ่เงินทอง หรือกระทั่งเน้นการแก้ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย ที่ค้าขาย คงแปรเป็นอาคารยักษ์ได้มากมาย

คิดง่ายๆ โง่ๆ แค่เฉือนที่ดินขายก็ได้เกือบแสนล้านบาท

ที่จริงฉันว่าไม่ใช่ผู้บริหารฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน มีใจดีผิดมนุษย์มนา หรือเป็นคนดีกว่าผู้นำอื่นใด แต่เพราะกฎหมายบ้านเขามันเข้มงวด มันเน้นให้ประโยชน์แก่คนตัวเล็กตัวน้อย และที่สำคัญการให้ความสำคัญแก่คุณค่าความเป็นมนุษย์นั้นสูงยิ่ง สวนสาธารณะจึงมีค่า ต้นไม้ทุกต้นจึงมีค่า มีความสำคัญ

และอย่าลืมว่า ไม่ว่าตึกสูงจะเบียดเสียดขึ้นในฮ่องกงขนาดไหน ยอดเขาสูงของฮ่องกงอย่างเขาวิกตอเรียก็ยังเขียวขจี มีอาคารขึ้นไปเสนอหน้าน้อยมาก (มีบางหลังนัยว่าตกค้างมาจากสมัยอาณานิคม เป็นพวกเจ้าใหญ่นายโตชาวอังกฤษ ปัจจุบัน บ้านยังคงอยู่ แต่ก็ดูน่ารังเกียจมาก ที่ไปเจ๋ออยู่บนเขาขนาดนั้น)

เขามีกฎหมายห้ามไม่ให้ก่อสร้างบนเขา เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะแร้นแค้นที่อยู่อาศัยแค่ไหน เขาไม่ทำลายต้นไม้บนเขาของเขาแม้แต่ต้นเดียว ไม่เขยิบขึ้นไปบนเขา แต่เก็บความเขียวขจีนั้นไว้อย่างรู้ค่า

อ้อ! แล้วสวนสัตว์ฮ่องกง เปิดให้เข้าฟรีนะ เขาไม่คิดเงินจากประชาชนและนักท่องเที่ยว นี่ก็เขาให้ความสำคัญกับการพักผ่อนหย่อนใจของคนไม่เลือกหน้า แต่พูดก็พูดเถอะ สวนสาธารณะฮ่องกงดูแลไม่ดีเท่าสวนสาธารณะของสิงคโปร์ ซึ่งสะอาดเกลี้ยงเกลาไร้กลิ่นอย่างสิ้นเชิง ห้องน้ำสาธารณะฮ่องกงยังส่งกลิ่นอบอวลอยู่ ฉันว่าอาจเพราะคนของเขามากมาย นักท่องเที่ยวมากมายจนยากจะรับมือ

ไปฮ่องกง อย่าดีแต่ช็อปปิ้งล่ะคุณ ไปนั่งชื่นชมสวนสาธารณะของเขาบ้าง พืชพื้นบ้านมากมายหลายชนิด ที่ค่อยๆ สูญหายไปจากความทรงจำของคนบ้านเรา หมายถึงว่าพืชบางอย่างเรามักจะลืม ว่ามันมีประโยชน์ โดยเฉพาะที่ว่า เป็นพืชกินได้ และมีหลายอย่างที่เลือนหายไป สูญพันธุ์ไป ทำให้เราไม่ได้พบเห็น ก็เลยทำให้หายไปจากความทรงจำ เมื่อก่อนเคยรู้จัก เดี๋ยวนี้แม้แต่ว่าเคยรักก็จำไม่ได้

“กะทกรก” พืชชนิดหนึ่งที่ยังพบเห็นกันอยู่ทั่วไป ตามไร่ ตามสวน ปลายหนาว ช่วงแล้งนี่ พบเจอบ่อยมาก คงเป็นเพราะมีพืชไม่กี่ชนิดที่จะมีความโดดเด่น ชัดเจนเช่นนี้นะ ออเจ้า “กะทกรก” หากจะนับว่าเป็นวัชพืช ก็อาจจะใช่ เพราะเป็นพืชที่ขึ้นมาคอยแย่งน้ำแย่งอาหาร กับต้นพริก ต้นมะเขือ ต้นผักหวาน ต้นกระถินริมรั้ว ยิ่งในยามที่เกิดความแห้งแล้ง เวลาที่มีน้ำจำกัด กะทกรกกลับชอบชิงพื้นที่เจริญงอกงาม นั่นก็แสดงว่า เป็นคู่แข่งกับพืชปลูกทั่วไป หรือภาษาเกษตรเรียกว่า “วัชพืช” นั่นเอง แต่จะเป็นวัชพืชที่รุนแรงร้าย แบบที่ว่าต้องกำจัดหรือไม่ ยังหาบทสรุปไม่ได้ แต่ด้วยการคาดเดา คงจะอิงเอาเหตุผลต่างๆ สวมอ้างได้ว่า ไม่นะ มองในแง่บวก น่าจะเป็นพืชที่ให้ประโยชน์มากกว่าโทษ

เมื่อสมัยความเจริญยังไม่กระจายไปทั่วถึง ตามชนบท คนบ้านไร่บ้านนา รู้จักกันดี ลูกกะทกรก ที่อมเปรี้ยวอมหวาน บวกกับความมันเมื่อได้ขบลิ้มรส ลูกผลอร่อย ดอกสวยงามตา มีความวิจิตร เต็มไปด้วยศิลป์ขั้นเทพ ธรรมชาติที่รังสรรค์ให้เกิดความงดงาม ยามดอกกะทกรกบานรับแสงตะวัน ยอดเถากะทกรกชูยอดรับแดดลม พลิ้วโบกโยกไหว มีมือเรียวเล็ก แต่เหนียวแน่น คอยพยุงยึดเหนี่ยวให้เถาขึ้นพันสิ่งของข้างตัว ให้เชิดยอดใบ รับแดดลมและอากาศ เหมือนอยากจะทะยานขึ้นเกาะขี่ก้อนเมฆที่บนฟ้า