งานนี้ถือเป็นงานเอ็กซ์โปสำคัญของภาคอีสานมติชนได้ทำหน้าที่

ประสานยุทธศาสตร์ของทุกคนเข้ากับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ โดยปีนี้งานจัดขึ้นในพื้นที่เดิมคือ สนามหน้าศาลาว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ แบ่งเป็น 14 โซน โดยแต่ละโซนมีทางเดินเชื่อมถึงกัน หลอมรวมทั้งสาระ บันเทิง และการค้าให้เป็นหนึ่งเดียว บริเวณหน้างานจะจัดเป็นสวนบึงกาฬเทิดพระเกียรติ สวยทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนจะกลายเป็นสวนไฟซึ่งโดดเด่นอย่างมาก ประดับด้วยโคมไฟไก่ยักษ์สูง 5 เมตร ยาว 8 เมตร ขนาบทั้งด้านซ้ายและขวา รับประกันว่าใครเห็นก็อยากแวะ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวสู่ปี 2560 ด้วยความตื่นตัว

ในส่วนของนิทรรศการ เมื่อเดินเข้างานจะพบกับนิทรรศการสำคัญคือนิทรรศการ “บึงกาฬ 2 แผ่นดิน” จัดแสดงรูปภาพและรายละเอียดการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมบึงกาฬ ของในหลวงทั้งสองรัชกาล นอกจากนี้นิทรรศการจะเชื่อมต่อไปที่พระราชดำรัสเกี่ยวกับการเกษตรและการพัฒนา จนถึงตัวอย่างของโครงพระราชดำริที่ประสบความสำเร็จ เช่นในภาคอีกสาน คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จ.สกลนคร

นิทรรศการที่พลาดไม่ได้ในงานนี้คือนิทรรศการเกี่ยวกับยางพารา ทั้งในเรื่ององค์ความรู้ ความก้าวหน้าทางการเกษตร และนวัตกรรมซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากการยางแห่งประเทศไทยและรับเบอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์ยางพาราแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย รวมไปถึง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ซึ่งนำถนนยางพารา ไปโชว์ถึงงาน ในส่วนของนิทรรศการจังหวัด นอกจากการนำเสนอยุทธศาสตร์และการพัฒนาที่เกิดขึ้นในรอบปีแล้ว ยังมีกิจกรรมในผู้ชมงานได้ร่วมสนุก อาทิ กิจกรรม”มหัศจรรย์บึงกาฬ” ระบายสีที่ท่องเที่ยวในบึงกาฬบนเฟรมขนามหึมา และกิจกรรมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับจังหวัด ซึ่งทุกกิจกรรมในโซนนี้มีการเตรียมของแจก ของที่ระลึก และของรางวัลมากมาย

งานยางพาราบึงกาฬมีจุดเด่นอีกเรื่องคือ เวทีเสวนาซึ่งเนื้อหาแน่นมาก จนเปรียบได้เหมือนการเรียนรู้ทางลัด ภายในเวลาเพียง 7 วันรับรองว่ารู้เรื่องเกษตรรอบด้าน ครบทุกมิติ ยิ่งปีนี้เป็นการจัดการเสวนาแบบ 3 ประสาน คือ หนึ่ง 30 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน นำเสนอรายการเสวนาไฮไลต์ เรื่อง”ยางพารา 4.0″ ว่าชาวสวนบึงกาฬจะก้าวสู่ยางพารา 4.0 ยังไง สอง ได้รับความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมเสวนาเต็มวันเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายางทุกมิติ ในวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ และสุดท้าย กิจกรรมเสวนาซึ่งจัดขึ้นจากความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ โดยทุกรายการถูกคัดเลือกประเด็นโดยจังหวัด เพื่อเสริมทักษะและความรู้ที่ชาวบึงกาฬต้องการจริงๆ

“ในการทำให้งานอีเวนต์ยกระดับเป็นงานเอ็กซ์โปได้นอกเหนือจากกิจกรรมเสวนาที่ดีแล้วก็คือการจัดอบรมหรือเวิร์คช้อป ปีนี้ได้เสริมเรื่องวิชาชีพและการตลาดออนไลน์ เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และสอดคล้องกับคุณโทนี่ ท่านพินิจ ผู้ว่าฯ และนายก อบจ.บึงกาฬ โดยห้องกิจกรรมสามารถรองรับผู้สนใจได้จำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมา”

ด้านการประกวดและความบันเทิงในงานก็เรียกว่าจัดเต็มที่ การประกวดถูกยกระดับขึ้นเป็นระดับชาติ เช่น การแข่งขันการกรีดยางพาราชิงแชมป์ประเทศไทย. ซึ่งนอกจากจะสนุกตื่นเต้นแล้วยังช่วยเสริมทักษะทางวิชาชีพด้วย ที่น่าสนใจอีกกิจกรรมคือ บึงกาฬคอนเทสต์ นับเป็นเวทีสำคัญในการแสดงความสามารถของน้องๆในบึงกาฬด้านการร้องเพลง ชิงเงินรางวัลสูงสุดในภาคอีสาน ปีนี้กรรมการคือคุณสุนารี ราชสีมา ครูเทียม และครูเรืองยศ

คอนเสิร์ตในงานครั้งนี้ที่รับประกันความยิ่งใหญ่ มีก้อง ห้วยไร่, จินตหรา พูลลาภ, หมอลำคณะดัง และศิลปินจากอาร์สยาม ทั้งใบเตย จ๊ะ กระแต กระต่าย ถือว่าจัดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ครบเครื่องทั้งแสง สี เสียง เวที เต็มที่ 7 วัน 7 คืน

การสื่อสารในปีนี้สำคัญมาก ปกติเราทำเต็มที่ทุกปี ทั้งมติชน ข่าวสด มีทีวีตลอด มีข่าวสดอิงลิชไปด้วย เพื่อสื่อสารทุกอย่างให้เป็นสากล นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เห็นประจักษ์ว่าบึงกาฬเป็นเมืองหลวงยางพาราของภาคอีสาน การยางแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ในเรื่องของการดูแลส่งเสริมการบริหารจัดการครบวงจรตามกฎหมาย คือแสดงให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางว่า ทิศทาง แนวทางของการยางเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น หมอนยาง การทำสนามฟุตซอล ตุ๊กตา แผ่นปูพื้น สิ่งเหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมยางที่พี่น้องชาวสวนยางสามารถดำเนินการได้ ในพื้นที่บึงกาฬมีวัตถุดิบมหาศาล หากเรามีการรวมพลังกัน เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการ สามารถร่วมกันหาแนวทางวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่า คิดว่างานวันยางพาราบึงกาฬเป็นเวทีที่มีความสำคัญ ให้ทุกฝ่ายมาชมและมองเห็นแนวทางการพัฒนาร่วมกัน

สำหรับงานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ระหว่างวันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬศูนย์กลางยางพารา การท่องเที่ยวก้าวหน้า การค้าก้าวไกล”

การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ นับเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการวางรากฐานและแนวทาง ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เรียนรู้ เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบเพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันในอนาคต นอกจากนี้ ความสามารถของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่หันมาทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” สอดคล้องกับโมเดล “Thailand 4.0” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเกษตรแม่นยำสูง ( Precision Farming) มีการใช้วิทยากร ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดเป็นกลุ่มเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) ซึ่งเป็น platform ในการสร้าง New Startups ด้านเทคโนโลยีการเกษตร การเปลี่ยนแปลงสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานสร้างงและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ คือ อายุ 17-45 ปี เพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการเสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางเรียนรู้ด้วยตนเอง” และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถด้านการเกษตร ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด จนเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่เป็นผู้นำทางการเกษตรนท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 7 จังหวัดนครราชสีมา มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 1,500 ราย ให้เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับ การพัฒนาภาคการเกษตร รวมทั้งเกิดการสร้างเครือข่ายเกษตตรกรรุ่นใหม่เพื่อเป็นพลังในการปฏิรูปภาคการเกษตรนำไปสู่ความเป็นผู้นำทางเกษตร มีความภาคภูมิใจ พึ่งพาตนเองได้และเป็นที่พึ่งแก่เพื่อนเกษตรกร

สำหรับการจัดงาน “ชุมนุมตลาดนัดวิชาการและนวัตกรรมเกษตรกรรุ่นใหม่” ครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เครือข่าย Young Smart Farmer ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อมูล ประสบการณ์และเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเกษตร ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ณ แปลงนายวิวิช พวงสวัสดิ์ Young Smart Farmer ต้นแบบ ด้านการเกษตรผสมผสาน ณ ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำ จังหวัดหนองบัวลำภู ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิชาการและนวัตกรรมของ Young Smart Farmer ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมจัดแสดงผลผลิตจากเครือข่าย Young Smart Farmer ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเสวนา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ร่วมงานชุมนุมตลาดนัดวิชาการ และนวัตกรรมเกษตรกรรุ่นใหม่ เยี่ยมชมฟาร์ม Young Smart Farmer ต้นแบบ และตลาดนัดวิชาการ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้แลกเปลียนเรียนรู้กับ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จจากทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในที่สุด

ศ.พิเศษ จอมจิน จันทรสกุล นายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยถึงงานมหกรรมเกษตรอีสานใต้ ซึ่งจะมีขึ้นไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นี้ ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์แผ่นดินพ่อ สานต่อเกษตรพอเพียง” ว่า วัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับองค์กรภาครัฐในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันการศึกษา กระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชน ร่วมสร้างสรรค์นิทรรศการน้อมรำลึกถึงปราชญ์แห่งการพัฒนาการเกษตร โดยแสดงพระราชกรณียกิจในโครงการพระราชดำริการจัดแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งแสดงถึงการบริหารจัดการดิน น้ำ พืช อย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสานต่อในพระราชปณิธาน เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งให้แก่ประชาชนและเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาอาชีพ และเพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานการเกษตรตามแนวพระราชดำริและเผยแพร่แก่เกษตรกรและผู้สนใจให้เข้าถึง เข้าใจความพอมี พอกิน พอใช้ และไม่เบียดเบียนกันในการประกอบอาชีพทางการเกษตรให้มีความมั่นคง พอเพียง ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน ขยายผลสู่กลุ่มประเทศอาเซียนในอนาคตต่อไป

ด้าน รศ. ธีระพล บันสิทธิ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลราชธานี กล่าวว่า การจัดงานเกษตรอีสานใต้ประจำปี 2560 มุ่งเน้นการบริการและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของมหาวิทยาลัยด้านการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และเพื่อเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยีทางการเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เพื่อสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาสินค้า การบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อการอยู่ดีกินดีของคนในชาติ และความมั่นคงของประเทศต่อไป

คณบดีคณะเกษตรศาสตร์เผยด้วยว่า สำหรับในปีนี้มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย นิทรรศการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร การผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจจากภาครัฐและเอกชน เครื่องจักรกลการเกษตร การให้ความรู้ด้านพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานให้แก่เกษตรกร การประกวดพืชและสัตว์ การเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์อันมีรากฐานจากภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแพทย์ทางเลือกที่นำเสนออาหารและยาบำรุงสุขภาพจากผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับจากกลุ่มเกษตรกรต่างๆ การแสดงศิลปวัฒนธรรมถวายความอาลัย โดยเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในท้องถิ่นร่วมใจกันแสดง

นางวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พีทีทีจีซี กล่าวว่า โครงการหลวงสนับสนุนให้ใช้แปลงทดลองโครงการเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดสอบการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมต้นกล้า การเพาะปลูก และบรรจุภัณฑ์มาใช้กับผลิตภัณฑ์ของโครงการ สนับสนุนการขยายผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงกับเกษตรกร เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับสมาชิกเกษตรกรของโครงการหลวง ในระยะเริ่มแรกมี 5 ชนิด คือ พลาสติกคลุมโรงเรือนถุงบรรจุผักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถุงยืดอายุผลิตผลทางการเกษตร ถุงปลูก ถุงเพาะ พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ และถาดสลัดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้

บริษัทยังร่วมมือกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ตั้งแต่ปี 2557 จัดฝึกอบรมการสร้างโรงเรือนต้นทุนต่ำ การใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนและถุงปลูกถุงเพาะ เพื่อปลูกผักอย่างถูกวิธีให้แก่โรงเรียน 31 แห่ง และ 6 ชุมชน ในพื้นที่เขตปฏิบัติการของมูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 เมื่อเวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์พื้นที่การเกษตร ของชาวนาในช่วงนี้ หลังสภาพอากาศที่กลับหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่นาข้าวของเกษตรกรนั้น เกิดปัญหาข้าวได้รับผลกระทบในช่วงฤดูหนาว หรือ “ข้าวกระทบหนาว” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดใบจุด ใบเหลือง ต้นข้าวหยุดการเจริญเติบโต ไม่ดูดซับอาหาร คอรวงสั้น ออกรวงโผล่ไม่พ้นกาบใบ หรือเรียกว่า โรคจู๋ มีความเสี่ยงต่อการที่รวงไม่ผสมเกสรจนเป็นหมันและจะทำให้ เมล็ดข้าวเล็ก แบน ลีบ ผลผลิตตกต่ำ และได้รับความเสียหาย

เช่นในพื้นที่บ้านทุ่งทอง ต.บ้านเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นพื้นอีกหนึ่งพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวเย็น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่นั้นเริ่มกังวลว่าข้าวที่ได้ทำการปลูกไว้และกำลังเจริญเติบโตนั้นจะเกิดปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ทำให้ต้องคอยดูแลเฝ้าระวังสังเกตุและต้นข้าวในพื้นที่นากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาที่เสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ซึ่งปัญหาที่เกษตรขึ้นกับพืชผลการเกษตรในช่วงฤดูหนาวนั้น เป็นช่วงที่เกษตรกรชาวนาต้องในการดูแลและเฝ้าระวังไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูหนาวหรือจนกว่าจะถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ติดต่อเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอลานสัก อำเภอบ้านไร่ และอำเภอห้วยคต จะมีสภาพอากาศหนาวเย็นกว่าทุกพื้นที่ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคของนาข้าวในช่วงฤดูหนาวมากที่สุด

ลำไยนอกฤดูจันทบุรีป่วน ผลผลิตทะลักพร้อมกัน ขาดแรงงานเก็บ คาดผลผลิตเสียหาย 20% ขณะที่ล้งรายใหญ่เลือกเก็บเฉพาะลำไยเบอร์ใหญ่เท่ากับเงินมัดจำแล้วทิ้งสวน ด้านเกษตรจังหวัดแนะทำเกษตรแปลงใหญ่ สร้างพลังต่อรองล้ง หลังพบปัญหาล้งไม่ยอมรับสัญญากลาง

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร เกษตรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ลำไยนอกฤดูจังหวัดจันทบุรี รอบปี 2559/2560 เกิดภาวะผลผลิตออกมาทะลักพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559-มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานเก็บลำไยเกือบ 100% ที่เป็นชาวกัมพูชามีไม่เพียงพอสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตลำไยออกมาจำนวนมากในช่วงดังกล่าวเนื่องจากเกิดฝนแล้งนานในปี 2559 กระทั่งฝนตกลงมาช่วงเดือนมิถุนายน เกษตรกรชิงจังหวะในการราดสารเพื่อกระตุ้นให้ลำไยออกดอกพร้อมกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้สถานการณ์แรงงานเก็บลำไยเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

สำหรับกรณีปัญหาการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของผู้ซื้อนั้น เนื่องจากสัญญากลางกฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้จึงยังไม่มีผลทางปฏิบัติ ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรจะต้องสร้างความเข้มแข็งรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองและใช้ความรู้ การบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งได้ดำเนินการในปี 2559 แล้วจำนวน 2 แปลง

ลำไยนอกฤดูจันท์ 2.9 แสนตัน

ทั้งนี้ ลำไยปี 2559/60 ในอำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอสอยดาว และอำเภออื่น ๆ มีปริมาณผลผลิต 2.9 แสนตัน แบ่งเป็น อำเภอโป่งน้ำร้อน 1.6 แสนตัน อำเภอสอยดาว 1.2 แสนตัน อำเภออื่น ๆ 6,542 ตัน เป็นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว (ข้อมูลวันที่ 20 ม.ค. 2560) จำนวน 2.2 แสนตัน หรือร้อยละ75.89 ผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 7.1 หมื่นตัน หรือร้อยละ 24.11

“จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีลำไยนอกฤดูมากที่สุดในประเทศไทย มูลค่าการค้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จากปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ดังนั้นเราจะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ปัญหาต่อไป”

ด้านนายชยันต์ เนรัญชร กรรมการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี และเจ้าของสวนลำไยขนาดใหญ่ อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ปัญหาลำไยล้นตลาดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยปกติล้งจะจ้างแรงงานมาเก็บลำไยเอง แต่เนื่องจากแรงงานไม่พอทำให้ไม่สามารถเก็บลำไยของชาวสวนได้ตามสัญญา ขณะที่บางสวนล้งให้เฉพาะคัดลำไยเบอร์สวย ๆ ในจำนวนเท่าราคาที่มัดจำกันไว้แล้วทิ้งส่วนที่เหลือไป ทำให้เกษตรกรจำใจปล่อยให้ลำไยร่วงหล่น เสียหายขาดทุนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ตลาดจีนหยุดรับสินค้านานกว่า 10 วัน ทำให้ล้งหยุดรับซื้อลำไยจากชาวสวน คาดว่าความเสียหายครั้งนี้ประมาณ 10% คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายอรรถวุฒิ เวชปรีชา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลปะตง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกอย่างสำหรับชาวสวนลำไย คือ สัญญาซื้อขายยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยสัญญากลางไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะล้งยังคงใช้สัญญาของล้งที่เกษตรกรเสียเปรียบอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการไม่กำหนดเวลาเก็บผลผลิตที่ชัดเจน และเกษตรกรไม่สามารถต่อรองได้ เนื่องจากต้องการเงินมัดจำ 20% ที่ล้งจะจ่ายให้เป็นทุนก่อน ทำให้ที่ผ่านมาล้งจะเลือกเก็บเฉพาะลำไยเบอร์ใหญ่เท่ากับเงินมัดจำแล้วทิ้งสวน และในปีนี้ผลผลิตออกมาล้นตลาดช่วงตรุษจีน ทำให้ล้งทิ้งสวนไปช่วง 2-3 เดือนที่ผลผลิตออก จึงสร้างความเสียหายถึง 20%

“ที่ผ่านมา ล้งใช้วิธีจ่ายค่ามัดจำ 20% ของผลผลิตที่คาดว่าจะออกมา โดยตกลงราคาที่กิโลกรัมละ 38-40 บาท แต่หากชาวสวนต้องการเงินเพิ่ม ก็จะต้องลดราคาลำไยเหลือกิโลกรัมละ 35 บาท ดังนั้นหากมีกฎหมายบังคับใช้สัญญากลาง ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาล้งฮั้วกับเกษตรกรรายใหญ่ อย่างไรก็ตามรายย่อยควรรวมตัวกันเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มอำนาจการต่อรอง รวมทั้งวางแผนการบริหารจัดการให้ดี”

ด้านนายทวี ณรงค์เพชร เกษตรอำเภอสอยดาว กล่าวว่า การทำสัญญากลางที่ให้ความยุติธรรมทั้งเกษตรกรและล้ง ควรจะมีการทำข้อตกลงที่สถานที่ราชการ หรือที่องค์การบริหารส่วนตำบลที่มีพยานรู้เห็น เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเกษตรกรฟ้องร้องศูนย์ดำรงธรรม แต่เมื่อล้งมีสัญญามายืนยันเกษตรกรก็ต้องยอมรับ

ส่วนปัญหาขาดแคลนแรงงานนั้น คาดว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะอำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน สามารถนำแรงงานกัมพูชามาใช้ได้ครั้งละ 7 วัน ส่วนที่เป็นปัญหาคือแรงงานที่เข้ามาเก็บลำไยมีปัญหาค่าแรงกับล้งก็จะหนีกลับบ้าน เรียกกันว่าคว่ำตะกร้า และอีกปัญหาคือล้งบางแห่งทำสัญญาซื้อขายไว้กิโลกรัมละ 40 บาท โดยมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเมื่อผลผลิตออกมาก็จะมาเลือกเก็บเบอร์ใหญ่ในวงเงินที่มัดจำ หลังจากนั้นก็จะทิ้งสวน ซึ่งปกติลำไยจะอยู่บนต้นได้ไม่เกิน 15 วันก็จะร่วง ทั้งนี้เมื่อลำไยเริ่มร่วงก็จะมีล้งรายใหม่เข้ามาติดต่อซื้อในราคาที่ถูกลง เช่น กิโลกรัมละ 30 บาท เป็นต้น ชี้อนาคตแรงงานขาดแคลน

นายอำนาจ จันทรส เลขาธิการสมาคมชาวสวนลำไย จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การซื้อขายลำไยในปัจจุบันจะเป็นลักษณะการจ่ายมัดจำไว้ก่อน เลือกต้นที่ใบสวย จากเดิมมัดจำ 30% แต่ตอนนี้จะให้ตันละ 10,000 บาท หากสวนไหนคาดว่าจะได้ผลผลิต 50 ตัน ก็จะได้มัดจำก่อน 5 แสนบาท ถ้าติดผลก็เจรจาขอเงินเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่ล้งหนีนั้น ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่ทำผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตามปัญหาล้งที่แย่ก็มี ซึ่งสมาคมพยายามแนะนำให้ชาวสวนขายให้กับล้งที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันในจังหวัดจันทบุรีมีล้งลำไยประมาณ 65 แห่ง แต่ได้มาตรฐานประมาณ 50 แห่ง

ส่วนเรื่องแรงงานในอนาคต 3-4 ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาขาดแคลนแน่นอน เพราะปัจจุบันประเทศกัมพูชาสามารถปลูกลำไยได้แล้วในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดพระตะบอง ไพลิน และบันเตียเมียนเจย ขณะที่วิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐยังไม่ชัดเจน เกษตรกรต้องเร่งปรับตัว ซึ่งสวนลำไยของตนก็ได้ปรับมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

สระแก้วผ่อนแรงงานสิ้น เม.ย.

นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า sixbetg8.com สืบเนื่องมาตรการการผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการสวนลำไยในจังหวัดจันทบุรีเคลื่อนย้ายแรงงานกัมพูชาข้ามเขตเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว4อำเภอประกอบด้วย อำเภอวังสมบูรณ์ คลองหาด วังน้ำเย็น และอำเภอเขาฉกรรจ์ ซึ่งจะหมดเขตเวลาที่กำหนดในวันที่ 31 มกราคม 2560 แต่เนื่องจากผลผลิตลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าจะมีผลผลิตถึงสิ้นเดือนเมษายน จึงผ่อนปรนขยายเวลาให้ผู้ประกอบการ หรือล้งจังหวัดจันทบุรีสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานชาวกัมพูชาเข้ามาเก็บลำไยในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้วออกไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2560

ทั้งนี้มาตรการผ่อนปรนดังกล่าว สามารถใช้ได้ในฤดูการผลิตนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังได้เพิ่มมาตรการให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในขณะเคลื่อนย้ายแรงงานด้วย

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ประกอบการปลูกดอกกุหลาบบ้านห้วยนกแล หมู่ที่ 9 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ให้แรงงานชาวเมียนมารีบเก็บดอกกุหลาบ และคัดแยกบรรจุห่อ เพื่อเตรียมส่งไปจำหน่ายยังปากคลองตลาด เพราะใกล้เทศกาลวาเลนไทน์ หรือ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้แล้ว โดยในขณะนี้ ราคาดอกกุหลาบ เริ่มมีราคาสูงขึ้น จากเดิมราคาเพียง ดอกละ 1.50 บาท – 2 บาท แต่ขณะนี้ขึ้นมาอยู่ที่ราคา 4 – 5 บาท โดยคาดว่า ดอกกุหลาบแดงจะมีราคาสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการหลายแห่งในพื้นที่อำเภอพบพระ ต่างเร่งเก็บดอกกุหลาบและคัดแยกบรรจุห่อกระดาษ เพื่อส่งไปยังปากคลองตลาด ซึ่งขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อจากกรุงเทพฯเข้ามาแล้ว

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานจากสระแก้วว่า การประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) ที่ผ่านมา โดยมีนายสมชัย อมรรัตนสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ได้มีการสรุปแผนการปฏิบัติการยึดคืนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว (ส.ป.ก.สระแก้ว) ว่าสามารถยึดคืนมาได้ทั้งหมด 10 แปลง รวมพื้นที่ทั้งหมด 4,257.59 ไร่ กระจายอยู่ใน 4 อำเภอ คือ อรัญประเทศ โคกสูง วัฒนานคร และวังน้าเย็น โดยในอำเภอโคกสูงสามารถยึดคืนมาได้ทั้งหมด 1,724.56 ไร่ รองลงมาคืออำเภอวัฒนานคร ซึ่งสามารถยึดคืนมาได้ทั้งหมด 1,615.37 ไร่ ซึ่งที่ดินทั้งหมดดังกล่าวจะถูกนำไปพัฒนาและนำไปจัดสรรให้กับราษฎรตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

ด้านนายเลิศศักดิ์ สุขสวัสดิ์ ส.ป.ก.จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ที่ดินจำนวน 10 แปลงดังกล่าวที่ยึดคืนมาได้นั้น ได้ออกตรวจสอบแนวเขต และวัดพื้นที่เสร็จเรียบร้อย 2 แปลง ในตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จำนวนพื้นที่ 578.54 ไร่ และในตำบลหนองม่วง อำเภอโคกสูง จำนวน 719.34 ไร่ ที่เหลืออีก 8 แปลง ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแนวเขต เนื้อที่ และขั้นตอนต่อไป หลังจากนี้จะได้นำพื้นที่ดังกล่าวไปพัฒนาตามสภาพของพื้นที่ และ คทช.จังหวัดจะทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ และนำเสนอ คทช.ระดับชาติ พิจารณาอนุมัติต่อไป