งานปลูกมะม่วงที่ไม่ได้ทำเป็นการค้า อาจจะไม่จำเป็น

ในเรื่องปัจจัยการผลิต แต่หากเป็นการค้าแล้วต้องเพิ่มปัจจัยให้ แต่อาจจะไม่จำเป็นต้องครบ 100 เปอร์เซ็นต์ นานมาแล้ว ลุงเที่ยง สุขนิยม อยู่ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ 3,000 ไร่ ไม่มีระบบน้ำให้เลย แต่ก็สามารถเก็บขายได้ดี ปัจจุบัน ลุงเที่ยงเสียชีวิตแล้ว มีลูกดูแลกิจการต่อ

คุณสุวิทย์ คุณาวุฒิ ปลูกมะม่วงส่งออกอยู่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ 250 ไร่ ไม่มีระบบน้ำให้ จึงต้องเร่งใส่ปุ๋ยก่อนหมดฝน ผลผลิตออกมามีคุณภาพเช่นกัน คุณสุวิทย์ บอกว่า หากมีระบบน้ำก็ดี จะสามารถวางแผนระยะผลผลิตออกสู่ตลาดได้ ยุคเก่าก่อน งานดูแลมะม่วง อาจจะเป็นเรื่องยาก

ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ผู้อยากปลูกมะม่วง สามารถหาความรู้ได้จากเกษตรกรข้างเคียง สื่อต่างๆ ก็มีอยู่มากมาย ที่สำคัญ เรื่องของการปลูกเป็นการค้า เขารวมกลุ่มกัน มีนักวิชาการเกษตรไปให้ความรู้ มีตัวแทนผู้ซื้อส่งออกไปย้ำคุณสมบัติมะม่วงที่ตลาดต่างประเทศต้องการ

เพราะการสื่อสาร รวมทั้งสังคมชาวสวนได้พัฒนาขึ้น วิธีการผลิตมะม่วงนอกฤดู จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ปลูกน้อยขายยาก ปลูกมากขายง่าย
มะม่วง เป็นผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่ บริโภคได้ง่าย…ยกตัวอย่างหากมีข้าวเหนียวมูนสักเล็กน้อย กับมะม่วงน้ำดอกไม้ 1 ผล ก็สามารถกินได้หมด อิ่มพอดี

หากจะกินมะม่วงสุกเปล่าๆ ก็ทำได้ ผลหนึ่งไม่อิ่มก็ต่อผลที่สอง

เพราะแบบนี้เอง ทำให้มะม่วงครองใจผู้บริโภคมาต่อเนื่อง

ปีหนึ่งๆ มะม่วงของไทยมีผลผลิตมากกว่า 3 ล้านตัน

ผลผลิตที่มีอยู่ บริโภคกันภายในประเทศ ในรูปของมะม่วงดิบ (มัน) มะม่วงสุก และมะม่วงแปรรูป

สำหรับการส่งออก มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมีตลาดใหม่ ไม่ไกลจากไทย ขนส่งได้เร็วขึ้นอย่างเวียดนาม จีน มีคนพูดถึงตลาดมะม่วงไว้ว่า “ปลูกน้อยขายยาก ปลูกมากขายง่าย” ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ทุกวันนี้ เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน เช่น กลุ่มบ้านแฮด ขอนแก่น กลุ่มวังโป่ง เพชรบูรณ์

ที่รอยต่อสามจังหวัด อย่าง พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ยามใดมีผลผลิต ผู้ซื้อจะนำตู้คอนเทนเนอร์ไปจอด เก็บผลผลิตส่งออกเลย สำหรับประเทศปลายทางที่ไม่ต้องอบกำจัดไข่แมลงผลไม้

กรณีพื้นที่ปลูกมาก ผลผลิตมีมาก เมื่อเข้าไปซื้อ ผลผลิตจึงเพียงพอ ลดต้นทุนการขนส่งได้มาก เรื่องของการปลูกมากขายง่าย จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง มะม่วง สร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง
มะม่วง เป็นพืชที่ช่วยสร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง

มีผู้ผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงจำหน่ายมานานแล้ว แต่ก็ยังสามารถยึดเป็นอาชีพได้อยู่ สาเหตุเพราะมะม่วงที่ปลูกอยู่ได้ตายลงจึงปลูกทดแทน พันธุ์เก่าๆ โบราณ อย่าง พราหมณ์ขายเมีย น้ำตาลเตา ขายตึก ยังมีเสน่ห์อยู่คนจึงหาซื้อปลูก

ครั้นเมื่อมีพันธุ์ใหม่ๆ เซียนมะม่วงก็ไม่อยากพลาด อย่าง พันธุ์ผลใหญ่สีสวย หลังๆ มาจากไต้หวัน

พื้นที่ปลูกมะม่วงมีมาก ส่งผลให้ปัจจัยการผลิตจำหน่ายได้ดี ปัจจัยการผลิตที่ว่า มีตั้งแต่เครื่องจักรกลการเตรียมดิน สารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย อุปกรณ์การแปรรูป อุปกรณ์ห่อผล รถยนต์ขนผลผลิต รวมไปถึงธนาคารพาณิชย์ที่รับฝากเงินของเกษตรกรที่ได้จากการขายมะม่วง มะม่วงช่วยให้คนมีงานทำ

มะม่วง สร้างรายได้ให้กับครอบครัวคนไทย

สุดท้าย มะม่วงนำเงินตราเข้าประเทที่ผู้เขียนเกริ่นหัวเรื่องเช่นนี้ ก็เพราะว่าสำหรับเกษตรกรรายย่อย คือไม่ทำอะไรให้ใหญ่โต ทำแบบพอเพียง ชีวิตก็มีความสุขได้ เพราะชีวิตคนเรานั้นไม่ได้อยู่ยืนยาวถึงพันปี จะเสาะหาเอาอะไรไปมากมาย เป็นทุกข์กับชีวิตเปล่าๆ หาไปเยอะก็แค่นั้น เหนื่อย ทำงานมากไป โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหา

อย่างเช่นชีวิตของเกษตรกรรายย่อยคนนี้ คุณณรงค์ศักดิ์ แป้นเพชร อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 3 ตำบลสันเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ แต่เดิมเขาเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ พ่อแม่มีอาชีพทำนา คุณณรงค์ศักดิ์ไปมีครอบครัว มีภรรยาอยู่เมืองแพร่ ตอนแรกไปเป็นคนงานเพาะกล้าไม้ให้กับกรมป่าไม้ พอหมดฤดูเพาะกล้าไม้ คุณณรงค์ศักดิ์มีอาชีพค้าขาย ขายทุกอย่าง เช่น ต้มข้าวโพดขายตามหมู่บ้าน ใช้มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสองคนกับภรรยา ต่อมาภรรยาเขาเสียชีวิตไป เขาก็อยู่กับลูกชายสองคน เวลานี้ลูกชายเรียนจบระดับอาชีวะทั้งสองคน มีการมีงานทำกันหมดแล้ว

คุณณรงค์ศักดิ์ ไปรับจ้างเพาะกล้าไม้กับกรมป่าไม้ จนได้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะชำมาพอสมควร การไปรับจ้างเขาเพาะกล้าไม้จะมีรายได้จากงานเหมา เช่น เหมาใส่ถุงดำเรียบร้อย 1,000 ต้น ได้ 1,000 บาท คุณณรงค์ศักดิ์ทำกับลูกชายสองคน จะมีรายได้ 1,000 บาท ต่อวัน แต่งานเหมาแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน พองานหมดก็คือหมด

ต่อมาคุณณรงค์ศักดิ์เห็นว่า ต้นกล้าไผ่มีคนต้องการมาก คุณณรงค์ศักดิ์จึงไปเช่าที่นาปลูกไผ่หวาน 3 ไร่ ซึ่งค่าเช่าถูกแสนถูก ไร่ละ 300 บาท ต่อปี 3 ไร่ เสียค่าเช่า 1,000 บาท ต่อปีเท่านั้น คุณณรงค์ศักดิ์ไปเอาต้นไผ่หวานช่อแฮมาปลูกไว้ทั้งหมด 300 กอ ใช้เวลาเพียง 20 เดือน หรือปีเศษ ต้นไผ่หวานจะแตกเป็นกอใหญ่ด้วยการบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์

หากจะทำหน่อไผ่หวานอย่างคนอื่น ต้องเปลืองเงินทุนอีกเยอะ เช่น ค่าน้ำมัน สูบน้ำเข้ารดกอไผ่ สูบน้ำแต่ละครั้งมีค่าน้ำมันอย่างน้อย 300-400 บาท ต่อวัน เป็นรายจ่ายแบบยังไม่มีรายรับ เกษตรกรรายอื่นๆ เขาจะทำหน่อขายในฤดูแล้ง หรือนอกฤดู ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม ในระยะฤดูแล้งนี้หน่อไผ่หวานนอกฤดูจะมีราคาสูงกว่าในฤดูฝน ซึ่งการจะทำให้หน่อไม้ออกในฤดู ต้องเอาใจใส่ มีต้นทุนเกิดขึ้น ถ้าหากทำ 10-20 ไร่ ทำสองคนไม่ไหว ต้องจ้างแรงงานมาช่วย ก่อนจะได้หน่อไปขายต้องตัดลำแก่ออก เหลือลำที่จะให้ออกหน่อ เพียงกอละ 4-5 ลำ เท่านั้น

ตัดลำแก่ออกแล้วเก็บไปกองไว้เป็นกอง แล้วเก็บกวาดใบไผ่ใส่ในกอไผ่เพื่อให้ชุ่มชื้นเวลารดน้ำ จากนั้นก็ต้องพรวนดินรอบๆ กอ ให้สูงขึ้น เอาฟางข้าวหรือใบไม้ถมกอไว้ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ กอละ 3-4 กระสอบปุ๋ย แล้วต้องรดน้ำทุกๆ วัน ถึงจะได้หน่อ ตอนออกหน่อต้องบำรุงด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 (สูตรเสมอ) เรียกได้ว่าระยะเกือบ 2 เดือน กว่าจะได้หน่อจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ถ้าใครไม่มีเงินทุนจะทำไม่ได้

“ผมเห็นรายจ่ายและค่าแรงแล้วก็ไม่เบา อีกอย่างร่างกายผมไม่ค่อยแข็งแรง ผมเลยใช้วิธีเพาะชำต้นกล้าส่งเขาดีกว่า ง่ายกว่า ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก” คุณณรงค์ศักดิ์ บอก เมื่อกอไผ่หวานช่อแฮแตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็จะใช้วิธีขุดเหง้าแยกออกมาใส่ถุง ใส่น้ำยาเร่งราก

การแยกพันธุ์ไผ่หวานช่อแฮ ทำได้วิธีเดียวคือ ขุดเหง้าอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนไผ่อื่นๆ เช่น ไผ่ซางหม่น ไผ่หก (ไผ่ชนิดลำใหญ่) เขาจะใช้วิธีตอนกิ่งแขนง การทำพันธุ์ด้วยกิ่งแขนงจะมีรากไม่เยอะ เวลานำไปปลูกจะใช้เวลานาน กว่าไผ่จะโตออกหน่อเป็นกอ แต่การแยกพันธุ์ด้วยการขุดเหง้าจะได้รากเยอะกว่า ไผ่จะแตกกอได้เร็วกว่า ปลูกเพียง 8-10 เดือน บำรุงกอให้ดีก็จะมีลำแตกออกมาเกือบ 20 ลำ เป็นกอไผ่ได้เร็วกว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เขาจะชอบต้นพันธุ์แบบขุดเหง้า

เมื่อขุดเหง้าออกมา ต้องรีบให้น้ำทันที ขุดกองไว้แล้วใส่น้ำยาเร่งราก นำบรรจุถุงโดยเร็ว อย่าขุดทิ้งไว้นาน ส่วนมากจะทำได้ทุกฤดู กอหนึ่งจะขุดออกมาได้ประมาณ 2-3 ต้น

ต้นพันธุ์จะต้องมีอายุประมาณปีเศษ ถ้าต้นอ่อนกว่านี้ จะไม่ค่อยดี เมื่อปลูกไผ่หวานเพื่อจะทำต้นพันธุ์ เมื่อกออายุได้ 1 ปี ก็ขุดได้ กอหนึ่งมี 20 ลำ ก็ขุดออกมา กอละ 3-4 ลำ เท่านั้น ที่เหลือก็ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ หน้าฝนไม่ต้องรดน้ำ จะรดเฉพาะฤดูแล้ง หรือไม่รดเลยก็ได้ ถ้าเราไม่ได้ทำหน่อในฤดูแล้ง กอไผ่จะไม่มีปัญหาอะไร หากไผ่โตเป็นกอแล้ว ไม่รดน้ำเขาก็อยู่ได้สบาย

คุณณรงค์ศักดิ์ หรือ คุณแป๊ะ ของเด็กๆ ในหมู่บ้าน จะขุดกล้าพันธุ์ขายส่งให้แม่ค้าขายต้นไม้ ในราคาต้นละ 40 บาท ส่งครั้งละ 400 ต้น จะได้ 16,000 บาท อำเภอเมืองตรัง มีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมดประมาณ 549.48 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตทั้งหมด 308 ไร่ พื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วเกือบทั้งหมดเป็นสวนทุเรียนเก่าแก่ที่มีอายุ 20-35 ปี ลักษณะสวนทุเรียนมีลักษณะเป็นสวนผสม ปลูกทุเรียนร่วมกับไม้ผล ไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ บางส่วนปลูกเป็นสวนหลังบ้าน ลักษณะต้นทุเรียนมีลักษณะเป็นต้นสูงชะลูด ความสูงมากกว่า 20 เมตร การติดผลมักติดผลในส่วนบนของทรงพุ่ม

เกษตรกรเจ้าของสวนเกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกรสูงวัย ขาดแคลนแรงงานในการดูแลรักษาและกำจัดศัตรูพืช จึงปล่อยให้ทุเรียนติดผลเป็นไปตามธรรมชาติ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแต่อย่างใด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยของทุเรียนในพื้นที่อำเภอเมืองตรัง มีผลผลิตต่ำมาก ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัม ต่อไร่เท่านั้น พบว่าปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่ำเกิดจากการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาดทำลายผลผลิตให้ได้รับความเสียหาย

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวเมียวางไข่ได้ 100-200 ฟอง โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ที่หนามทุเรียนขณะเป็นผลอ่อน ที่มีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์-เก็บเกี่ยว ระยะไข่ 2-3 วัน ตัวหนอนเจาะเข้าทำลายตรงร่องหนาม ระยะตัวหนอน 30-40 วัน ระยะดักแด้ประมาณ 1-9 เดือน ระยะตัวเต็มวัย 7-10 วัน ความรุนแรงในการทำลายผลผลิตทุเรียนผีเสื้อกลางคืนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ที่ผลทุเรียนได้ 100-200 ผล

คุณบุญชอบ บัวเพ็ชร ข้าราชการครูเกษียณ เจ้าของสวนทุเรียนในพื้นที่ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมืองตรัง มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 7 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 80 ต้น ต้นทุเรียนอายุประมาณ 30 ปี ลักษณะสวนทุเรียนปลูกผสมกับไม้ผลและไม้ยืนต้นอื่น ทำให้ต้นสูงชะลูด และผลผลิตทุเรียนจะติดผลอยู่ส่วนบนของทรงพุ่ม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ประสบกับปัญหาการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาด ทำให้ผลผลิตเสียหาย ร้อยละ 40-50 แม้จะมีการจ้างแรงงานฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนหลังช่วงดอกบาน 1-2 ครั้ง แล้วก็ตาม

ในฤดูกาลผลิต ปี 2563 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง ได้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนวัตกรรมวิธีการควบคุมหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนด้วยนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟแบล็กไลต์ จึงได้ไปติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าว และได้ตัดสินใจลงทุนซื้อวัสดุอุปกรณ์ตามที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรังแนะนำ และดำเนินการติดตั้งกับดักแสงไฟแบล็กไลต์ ตามคำแนะนำของ คุณประทิ่น วรรณงาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรและมีการติดตามให้คำปรึกษา ตลอดระยะเวลาไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต

และในปีนี้พบว่าผลผลิตทุเรียนเสียหายจากหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเพียง ร้อยละ 1 เท่านั้น โดยไม่ต้องใช้สารเคมีแต่อย่างใด

คุณบุญชอบ กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนเมษายน หลังดอกบาน ตนนำนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟหลอดแบล็กไลต์มาใช้ทันที และปีนี้มีความมั่นใจว่า จะไม่มีผลผลิตที่เสียหายจากหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนให้เห็นอีกต่อไป และมั่นใจว่าไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน และจะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

โดยนวัตกรรมวิธีการใช้กับดักแสงไฟแบล็กไลต์ควบคุมหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนควรปฏิบัติดังนี้ หลังทุเรียนดอกบาน ทำการติดตั้งกับดักแสงไฟหลอดแบล็กไลต์ทันที โดยเปิดไฟติดต่อกันทุกคืน ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินไปจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น โดยวางกับดักที่พื้นดินบริเวณรอบนอกสวน หรือห่างจากต้นทุเรียนไม่น้อยกว่า 5 เมตร ทางด้านใต้ลมที่พัดในช่วงกลางคืน โดยใช้หลอดไฟแบล็กไลต์ ขนาด 18 หรือ 20 วัตต์ โดยให้มีระยะห่างระหว่างหลอด ห่างกัน 40 เมตร ต่อหลอด โดยจำนวนหลอดไฟที่ใช้โดยเฉลี่ย 1 ไร่ ใช้ 2 หลอด ถ้าเกินจาก 1 ไร่ ให้ใช้ไร่ละ 1 หลอด เช่น 2 ไร่ ใช้ 2 หลอด บริเวณที่วางกับดักไม่ควรมีแสงสว่างจากหลอดไฟอื่นๆ ในพื้นที่ที่กระแสไฟฟ้าอาจจะมีการดับเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางคืน

ในกรณีที่ต้องการให้การควบคุมเต็มประสิทธิภาพ และเป็นการลดความเสี่ยงให้ใช้กะละมังใส่น้ำและผงซักฟอก ให้มีระดับสูงประมาณ 5 เซนติเมตร วางไว้ใต้หลอด ให้หลอดสูงจากขอบกะละมังประมาณ 5 เซนติเมตร

แต่สำหรับในพื้นที่ที่มั่นใจว่ากระแสไฟฟ้าติดต่อเนื่องตลอดทั้งคืน หรือไม่ดับจะไม่ใช้กะละมังใส่น้ำวางไว้ใต้หลอดก็ได้ ซึ่งจะไม่ทำลายแมลงที่มีประโยชน์และแมลงนอกเป้าหมายประเภทแมลงกลางวัน และที่สำคัญที่สุดในการใช้กับดักนี้คือ เกษตรกรต้องรู้จักตัวเต็มวัย (ผีเสื้อ) ของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน

หากเกษตรกรได้ดำเนินการตามคำแนะนำแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ท่านอย่าเพิ่งท้อใจ นั่นแสดงว่า ท่านอาจจะมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติอยู่บางส่วน ท่านสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง โทร. 075-218-681

ลางสาด และ ลองกอง ถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่ออันดับต้นของจังหวัดอุตรดิตถ์ หากจะเป็นรองก็คงยอมให้ได้เฉพาะ ทุเรียนหลงลับแล และ หลินลับแล ที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่จำนวนลางสาดในปัจจุบัน กำลังจะลดน้อยลง โดยสถานการณ์ลางสาดในพื้นที่อำเภอลับแล เหลือพื้นที่ปลูกอยู่เพียง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ปลูกผลไม้ทั้งหมดในอำเภอลับแล สวนที่เคยปลูกลางสาดเดิมกลับกลายเป็นลองกองไปเกือบทั้งหมด จากการโค่นต้นลางสาดเดิม นำยอดพันธุ์ลองกองมาเสียบเปลี่ยนต้นใหม่ เนื่องจากราคาซื้อขายในตลาดของลองกองสูงกว่าลางสาดมาก

ขณะเดียวกัน เมื่อถึงฤดูการให้ผลผลิตลองกองแต่ละปี ราคาซื้อขายอาจไม่เท่ากัน เมื่อราคาผันผวนขึ้นลงเช่นนี้ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลนานกกก อำเภอลับแล ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลองกองมากที่สุดของอำเภอ ก่อตั้งตลาดกลางสำหรับซื้อขายลองกองให้กับเกษตรกร โดยใช้พื้นที่บริเวณอาคารอเนกประสงค์ หน้าองค์การบริหารส่วนตำบล จัดทำเป็นตลาดกลางซื้อขายลางสาดและลองกอง ผลไม้ขึ้นชื่อของชาวตำบลนานกกก ตำบลฝายหลวง และตำบลแม่พูล

ตลาดกลางซื้อขายลางสาดและลองกองแห่งนี้ เปิดให้ชาวสวนนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ตลาดในช่วงสายของทุกวัน โดยพ่อค้าและแม่ค้าคนกลางจากจังหวัดต่างๆ จะมารับซื้อที่นี่ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ หรือส่งจำหน่ายไปยังตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง การเปิดตลาดแห่งนี้ขึ้น นอกจากจะช่วยประชาสัมพันธ์การจำหน่ายลางสาดและลองกองของชาวอำเภอลับแลแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรได้ราคาซื้อขายที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง

ในอดีต ลางสาด ของอำเภอลับแล ได้รับความนิยมสูง กระทั่งราคาตกต่ำ ลองกองได้ราคาดีกว่า เกษตรกรจึงเปลี่ยนเป็นลองกอง ด้วยการตัดต้นลางสาดทิ้ง แล้วนำยอดพันธุ์ลองกองมาเสียบตอลางสาด ซึ่งวิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตลองกองเร็วขึ้น ทั้งนี้ ลองกอง เข้ามามีบทบาทในอำเภอลับแล ประมาณ ปี 2530 สาเหตุหลักเกิดจากราคาจำหน่ายลองกองดีกว่า อายุการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาของลองกองก่อนจะถึงมือผู้บริโภคนานกว่า ทำให้ปัจจุบัน พื้นที่ทำการเกษตรของตำบลนานกกกทั้งหมดกว่า 25,000 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกลองกองราว 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นพืชสวนชนิดอื่น

นายอาน แปลงดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนานกกก (อบต. นานกกก) เป็นเกษตรกรตามบรรพบุรุษ ได้รับมรดกตกทอดเป็นสวนผลไม้ ประมาณ 200 ไร่ ทั้งหมดนี้ปลูกผลไม้หลายชนิด เช่น มังคุด ทุเรียน ลางสาด เงาะ มะปราง กระท้อน เป็นต้น เมื่อ ปี 2530 ที่ลองกองเริ่มเข้ามามีบทบาทในอำเภอลับแล เกษตรกรบางรายเริ่มเปลี่ยนลางสาดเป็นลองกอง ก่อนการตัดสินใจเปลี่ยนตามเกษตรกรรายอื่น

นายอาน ต้องการความมั่นใจ จึงเดินทางไปภาคตะวันออกและภาคใต้ เพื่อศึกษาการปลูก การดูแล ยิ่งเมื่อเห็นผลผลิตที่จำหน่ายได้ราคาดี จึงตัดสินใจซื้อกิ่งพันธุ์มาเสียบต้นลางสาด ประมาณ 3-4 ปี ก็ได้ผลผลิตขายได้ นายอานเริ่มเสียบยอด ปี 2532 มาได้ผลผลิตใน ปี 2535 การเสียบยอดทำให้ได้ผลผลิตเร็ว ในขณะนั้นราคาซื้อจากสวน กิโลกรัมละ 150 บาท

นายอาน กล่าวว่า การดูแลลองกองง่ายกว่าลางสาด อาจเป็นเพราะใช้วิธีเสียบยอดจากต้นลางสาดเดิม ทำให้ต้นไม่สูงมากนัก ตัดแต่งง่าย ซึ่งการแต่งกิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปลูกลองกอง เพราะจะทำให้รสชาติผลผลิตดี ซึ่งนอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว ควรตัดแต่งผลผลิตด้วย โดยพิจารณาจำนวนผลของลองกอง หากมากเกินไปควรปลิดทิ้งบ้าง เพื่อให้ขนาดผลสวยและมีคุณภาพ

สำหรับสวนลองกองของนายอาน เป็นพื้นที่ปลูกบนภูเขา ประมาณ 20 ไร่ และลองกองปลูกผสมผสานกับไม้ผลอื่นอีกกว่า 200 ไร่ นายอานเชื่อว่า พื้นที่ปลูกลองกองบริเวณภูเขาเหมาะสำหรับการปลูกพืชทุกชนิด โดยเฉพาะ ลองกอง เพราะเป็นพืชต้องการน้ำสม่ำเสมอ และเจริญเติบโตในดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดี ซึ่งพื้นที่ปลูกลองกองของนายอาน เป็นดินภูเขา ที่เรียกกันว่า “หินผาผุ” มีอยู่เฉพาะพื้นที่ตำบลนานกกกเท่านั้น และเป็นดินที่มีหินปน แต่สามารถขุดได้ลึกเท่าที่ต้องการ หินไม่ทำให้ดินแน่นเกินไป รากจึงเจริญเติบโตได้ดี เหมือนกับดินร่วนปนทรายที่รากสามารถชอนไชได้สะดวก ยิ่งภูมิอากาศของอำเภอลับแลเป็นอากาศแบบร้อนชื้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ลองกองเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี

การให้น้ำสำหรับลองกอง ควรให้น้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฤดูแล้งที่ฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำกระทั่งต้นและใบแก่เต็มที่ สมบูรณ์ทั้งต้น จึงลดปริมาณน้ำและงดให้น้ำในที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ลองกองสร้างตาดอก เมื่อสังเกตพบตาดอกมีการพัฒนาและเริ่มยืดตัวเป็นช่อดอก ขนาดสั้นตามกิ่งและลำต้น ก็เริ่มให้น้ำ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของช่อ ดอก

การใส่ปุ๋ย โดยทั่วไปเกษตรกรจะใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี โดยการหว่านปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ ห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วพรวนดินกลบ และใส่หลังจากตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชแล้ว

สำหรับ สวนลองกองของนายอาน ได้รับความนิยมในผลิตผลและคุณภาพลองกองมาก ถึงขนาดมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อและให้ราคาดีถึงสวน นายอาน คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค จึงเลือกใส่ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นเอง หรือปุ๋ยคอก จากมูลวัว มูลควาย ปราศจากสารเคมี

“จริงๆ แล้ว ผมไม่ค่อยได้ดูแลเอาใจใส่ด้วยซ้ำ ซึ่งผิดวิสัยของเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง ในบางปีถึงกับให้ธรรมชาติช่วยดูแลในการให้น้ำ ยิ่งต้นแก่มาก ยิ่งแข็งแรงมาก ตามธรรมชาติลางสาดและลองกองเป็นพืชป่า หากปลูกในสภาพป่าตามธรรมชาติแล้ว แทบไม่ต้องดูแลเลย แต่เรายังให้ปุ๋ยบ้าง เพราะผลผลิตที่ได้นำไปขาย ดังนั้น ต้องทำให้ได้คุณภาพ จึงจะได้รับความไว้วางใจจากพ่อค้าแม่ค้า” นายอาน กล่าว

ความสำคัญในการปลูกลองกองอยู่ที่การตัดแต่งกิ่ง สมัครฮอลิเดย์พาเลซ และการกำจัดวัชพืช ซึ่งการกำจัดวัชพืชภายในสวนและใต้ทรงพุ่ม จะช่วยให้ลองกองปราศจากศัตรูพืช ซึ่งการไม่พ่นยาฆ่าแมลงนั้น อาจทำให้พบหนอนเจาะลำต้น หนอนกินใบและแมลงวันทองบ้าง แต่ไม่มาก โดยแมลงศัตรูพืชเหล่านี้จะพบมากในช่วงที่ลองกองติดผล และเมื่อลองกองติดผลดกแล้ว ควรตัดแต่งช่อออก เริ่มจากการแต่งผลขนาดเมล็ดพริกไทยครั้งแรก และเมื่อผลลองกองมีขนาดมะเขือพวงอีกครั้ง และในบางครั้งฉีดฮอร์โมนบำรุง 1-2 ครั้ง ก็จะทำให้ผลของลองกองมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ลองกอง ของอำเภอลับแล จะให้ผลผลิตราวเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ลองกองจากภาคใต้และภาคตะวันออกหมดผลผลิตแล้ว ที่ผ่านมา เมื่อลองกองให้ผลผลิตดี สวนของนายอานสามารถทำเงินได้มากในทุกปี ยกเว้นปี 2548-2549 ที่ราคาลองกองตกต่ำ เพราะเป็นปีที่ได้ผลผลิตมากเกินความต้องการ

แม้จะปล่อยให้ธรรมชาติดูแล และให้ปุ๋ยบ้างตามโอกาส แต่สวนลองกองของนายอานยังถือไพ่เหนือกว่าพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง สามารถขายให้พ่อค้าแม่ค้าคนกลางได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดเสมอ

“ทุกช่วงที่ลองกองให้ผลผลิต จะมีรถเข้ามารับซื้อถึงสวนผม วันละประมาณ 300 คัน บรรทุกได้คันละประมาณ 3 ตัน และใช้เวลาเก็บเกี่ยวตลอดระยะเวลา 50 วัน จึงจะหมดฤดูให้ผลผลิต”

ตลอดการทำหน้าที่เกษตรกร นายอาน ยังไม่เจอปัญหาที่แก้ไม่ตก หากจะมีก็เพียงราคาผลผลิตตกต่ำในบางช่วงเท่านั้น แต่ปัญหาที่ต้องแก้เฉพาะหน้าอยู่เรื่อยไป คือ ปัญหาแรงงานตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการปลูกไม้ผล การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ค่าจ้างแรงงานอย่างต่ำ วันละ 300 บาท ต่อคน และทำได้ช้า เนื่องจากสวนเป็นทางลาดภูเขา หรือในบางครั้งแรงงานหาไม่ได้ ทำให้ต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งต้องเสียเวลาฝึกตัดแต่งกิ่งให้กับแรงงานเหล่านี้ด้วย

แม้ว่า ลองกอง จะทำรายได้ให้กับนายอานมากกว่าผลผลิตอื่น แต่สวนผสมที่มีอยู่อีกกว่า 200 ไร่ ก็สร้างรายได้ให้ไม่ใช่น้อย เมื่อต้องทำหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนานกกก นายอาน จึงมีเวลาให้กับสวนผสมกว่า 200 ไร่ ค่อนข้างน้อย จึงต้องจ้างแรงงานดูแลสวนแทน

สวนแห่งนี้ ปลูกพืชผสมผสานมาเนิ่นนาน นายอาน ไม่คิดเปลี่ยนแปลง และเห็นว่าในทุกปีผลผลิตที่ได้จากสวนผสมผสานก็สามารถทำเงินได้เช่นกัน อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจหากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีปัญหา