งาน “อุทยานหลวงราชพฤกษ์ (Royal Park Rajapruek)”

1 ธันวาคม 2559 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 วันจันทร์-พฤหัสบดี เปิดเวลา 08.00 – 18.00 น. วันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 – 19.00 น. ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 053-114110-5

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม นพ. ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สบส. ได้ดำเนินการสำรวจพฤติกรรมการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ของประชาชน อายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทั้ง 4 ภาค รวมทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในเดือนตุลาคม 2559 กลุ่มตัวอย่าง 512 คน พบว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมมือสะอาด คือ ล้างมือฟอกสบู่ติดเป็นนิสัย กระทำทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม และก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 25 หรือคิดเป็น 1 ใน 4 คน ผู้หญิงล้างมากกว่าผู้ชาย ร้อยละ 10 กลุ่มที่ล้างมากอันดับ 1 ได้แก่ พนักงานบริษัท ร้อยละ 34 นักเรียน นักศึกษา ร้อยละ 26 และกลุ่มว่างงาน ร้อยละ 24 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปฏิบัติมากที่สุด ร้อยละ 44 ภาคเหนือ ร้อยละ 41 กรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 19

นพ. ประภาส กล่าวอีกว่า มีถึงร้อยละ 72 ที่มีพฤติกรรมล้างบ้างไม่ล้างบ้าง และไม่เคยล้างเลย ร้อยละ 3 ซึ่ง 2 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับมือไปสู่คนอื่นได้ เช่น เชื้อโรคอุจจาระร่วง เป็นต้น ทั้งนี้ โรคดังกล่าวพบได้ตลอดปีเฉลี่ยกว่า 1 ล้านราย ต่อปี

“ผลการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า ในอุจจาระของคน น้ำหนัก 1 กรัม จะมีเชื้อโรค 1 ล้านล้านตัว หากมีอุจจาระติดมือ เชื้อโรคก็จะติดมาด้วยและมีโอกาสก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้ มีผลการศึกษาเปรียบเทียบในต่างประเทศ พบว่า หากไม่ล้างมือเลย จะตรวจพบเชื้อโรคบนมือได้มากถึง ร้อยละ 44 หากล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียว จะช่วยขจัดเชื้อโรคออกจากมือได้ประมาณ ร้อยละ 70 แต่หากล้างมือด้วยน้ำและฟอกสบู่ทั่วไป จะสามารถขจัดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงออกจากมือได้ถึง ร้อยละ 92 ซึ่งให้ผลต่อการป้องกันโรคได้ดีพอๆ กับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค” นพ. ประภาส กล่าวและว่า การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดถูกวิธีมี 7 ขั้นตอน คือ 1. ฝ่ามือถูกัน 2. ฝ่ามือถูหลังมือ และนิ้วถูซอกนิ้ว 3. ฝ่ามือถูฝ่ามือ และนิ้วถูซอกนิ้ว 4. หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5. ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบฝ่ามือ 6. ปลายนิ้วถูขวางฝ่ามือ และ 7. ถูรอบข้อมือ ทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง ใช้เวลา 10-20 วินาที” นพ. ประภาส กล่าว

ศรีสะเกษ ถือฤกษ์ดีปีใหม่เปิดแหล่งท่องเที่ยวพญากูปรี ชมทัศนียภาพสวยงาม 2 จังหวัดชายแดน โดยมูลนิธิหลวงปู่สรวงทุ่มเงินกว่า 2 ล้านบาทปรับปรุงสะพานไม้เสริมเหล็กให้นักท่องเที่ยวเดินชมใต้หน้าผา

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จุดชมวิวพญากูปรี พื้นที่ช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ.ศรีสะเกษ นายสรายุทธ แก้วกุลปรีชา ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ นายครรชิต ดีหนองยาง นายอำเภอภูสิงห์ นางอุดมลักษณ์ ประชุมรักษ์ วัฒนธรรม จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดแหล่องท่องเที่ยว “พญากูปรี” ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาช่องสะงำ ที่เปรียบเสมือนประตูสู่นครวัด นครธมของกัมพูชา โดยมีพระครูโกศลสิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดชมวิวแห่งนี้ พล.ต.สนธยา ศรีเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.กองกำลังสุรนารี ในขณะนั้น ได้มาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในหน้าที่และเล็งเห็นศักยภาพของจุดชมวิว “พญากูปรี” จึงได้สั่งการให้ พ.อ.ณัฏฐ์ศรีอินทร์ เสนาธิการ มทบ.25 ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ในขณะนั้น ให้ทำการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ช่องสะงำได้ และเป็นการประชาสัมพันธ์ จ.ศรีสะเกษด้วยอีกทางหนึ่ง โดยมีการนำเอาพวงมาลัยไปคล้องที่คอของรูปปั้นกูปรีขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าจุดชมวิว จากนั้น ได้ทำพิธีเปิดทางเดินลงไปชมถ้ำพระใต้หน้าผาพญากูปรี โดยมีประชาชนมาชมแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จำนวนมาก

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าฯศรีสะเกษ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมกันพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ที่ได้นำกำลังทหารมาช่วยในการพัฒนาปรับปรุง และที่สำคัญก็คือ พระครูโกศลสิกขกิจ ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง ที่ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ จำนวนประมาณ 2 ล้านบาทเศษในพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพญากูปรี ทั้งการทำสะพานไม้เสริมเหล็กเดินชมธรรมชาติไปกราบนมัสการ พระพุทธรูปพระศรีพนมประทานพรที่ประดิษฐานภายในถ้ำใต้แหล่งท่องเที่ยวพญากูปรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินเที่ยวชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิดโดยไม่ทำลายธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งยังคงมีผีเสื้อมารวมตัวอยู่เป็นจำนวนมากอย่างสวยงาม รวมทั้ง การจัดสร้างห้องน้ำห้องส้วม และการจัดทำร้านอาหารไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ซึ่งจากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของต้นน้ำห้วยสำราญซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่กั้นระหว่าง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และในอนาคตอันใกล้นี้ ตนจะจัดงบประมาณมาจัดกิจกรรมทางน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยสำราญ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณนี้อย่างเต็มที่ต่อไป

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง” เป็นป่าดิบชื้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี บางส่วนถูกน้ำท่วม เนื่องจากเขื่อนรัชชประภาเก็บกักน้ำป่าไว้ใช้สอย เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนเขียนนำ “เหยี่ยวรุ้งพันธุ์มลายู” และ “นกเค้าใหญ่พันธุ์สุมาตรา” ไปปล่อยคืนธรรมชาติในป่าต้นน้ำคลองแสง นกทั้งสองตัวเป็นนกประจำถิ่นของป่าปักษ์ใต้ ที่เป็นนกนักล่าในเวลากลางวันและกลางคืนตามลำดับ เหยี่ยวรุ้งพันธุ์มลายูเป็นเหยี่ยวพันธุ์เล็กที่สุดในบรรดา 3 พันธุ์ที่พบในประเทศไทย เมื่อภารกิจปล่อยนกนักล่าคืนธรรมชาติเสร็จสิ้น จึงถือโอกาสสำรวจนกนักล่าในป่าคลองแสงต่ออีก 3 วัน

ลำคลองธรรมชาติของ “คลองแสง” ที่เป็นห้วยรับน้ำป่าจากเทือกเขาถูกน้ำท่วมมานาน สภาพภูมิประเทศจึงกลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่สลับควนของป่าดิบที่ในอดีต คือ เนินเขา น้ำใสสีเขียวมรกตแทบจะนิ่งไม่ไหวติง เป็นแหล่งฟูมฟักปลาน้ำจืดนานาชนิด อันเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชาวบ้านในพื้นที่มานาน ไม้ยืนต้นในอดีตที่เคยแทงเรือนยอดสูงกว่า 40-50 เมตร เมื่อน้ำท่วมตลอดปี บางต้นตายซากกลายเป็นตอไม้ ต่อมาเป็นองคาพยพสำคัญของนกนักล่าปลาในป่าคลองแสง 4 ชนิด ได้แก่ “เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา เหยี่ยวออสเปร” และ “นกออก” 3 ใน 4 ชนิดเป็นนกประจำถิ่น ส่วนเหยี่ยวออสเปรเป็นนกอพยพ หากเหยี่ยวออสเปรวัยเด็กบางตัวไม่อพยพกลับถิ่นเกิดในฤดูร้อน อาศัยอยู่ในคลองแสงตลอดปีเช่นเดียวกับแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด อ่างเก็บน้ำบางพระ

ในบรรดานกนักล่าปลา 4 ชนิดนี้ “เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา” หายากและเสี่ยงสูญพันธุ์ที่สุดเพราะช่างเลือก จะอาศัยในลำห้วยลึกในป่าดิบ ต่างจากเหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา ที่พบเห็นได้เหนือผืนน้ำนอกเขตรักษาพันธุ์ฯ ที่ทะเลสาบใกล้เขื่อนรัชชประภา 14 ปีก่อน คนเขียนมีโอกาสล่องเรือตามลำคลองแสงเข้าไปดูนก ยังประทับใจไม่คลาย เพราะยามเย็น ขณะที่เล่นน้ำเย็นๆ ในลำห้วยเล็กๆ พอเงยหน้าขึ้นฟ้า ก็พบเหยี่ยวค้างคาวบินผ่าน! เหยี่ยวแปลกประหลาดชนิดนี้ ทั้งหายาก ทั้งมีนิสัยประหลาดต่างจากนกนักล่าไทยส่วนใหญ่ เพราะมันมีรูปลักษณ์คล้ายเหยี่ยวปีกแหลม แต่อิงตามสายเลือดแล้วกลับมีความใกล้ชิดกับเหยี่ยวไคท์ เหยี่ยวค้างคาวชอบล่าค้างคาวกินเป็นอาหาร ดังนั้นคงเดาได้ไม่ยากว่ามันจะตื่นตัวบินออกล่าในเวลาสนธยา แต่ช่วงกลางวันจะเกาะพักผ่อน บนกิ่งไม้แนวขวางกลางป่าดิบ จึงทำให้ยากพบเห็น เป็นเป้าหมายตัวกลั่นของนักดูนก

“เหยี่ยวค้างคาว” เป็นเหยี่ยวปักษ์ใต้แห่งคาบสมุทรมลายู เพราะมีรายงานพบตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจรดประเทศมาเลเซีย ในอดีตจะพบเห็นได้เรื่อยๆ ที่ป่าบาลา จังหวัดนราธิวาส ที่คลองแสงนี้ก็มีรายงานพบเหยี่ยวค้างคาวทำรังวางไข่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายชนิดหนึ่งที่คนเขียนต้องการจะไปสำรวจเก็บข้อมูล นอกเหนือจากเหยี่ยวกินปลา 4 ชนิด ส่วนเหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทานั้น อาศัยอยู่ในป่าดิบชั้นลึกๆ เช่น ป่าอ่างฤาไนย ต้นแม่น้ำแม่กลองในป่าทุ่งใหญ่ฝั่งตะวันตก และที่พบเห็นได้ง่ายๆ ก็ที่ป่าคลองแสงนี่เอง

ตลอด 3 วัน การสำรวจใช้วิธีนั่งเรือหางยาวล่องไปตามลำคลองซอยย่อย โดยเริ่มจากหน่วยพิทักษ์ป่าคลองหยา พบเหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทา 4 ตัว บางตัวอยู่ประจำที่ จับจองเวิ้งน้ำกว้าง ประมาณ 100 เมตร และมีร่องรอยของรังเก่าตั้งอยู่บนต้นยางริมน้ำอีกด้วย เมื่อนกออก วัยรุ่น ที่พบ 4 ตัว บินผ่านเข้ามาในอาณาเขต เหยี่ยวปลาใหญ่หัวเทาจะบินไปไล่ แสดงท่าทางหวงถิ่นอย่างชัดเจน ในขณะที่นกออก แม้ว่าจะมีตัวใหญ่กว่า เพราะเป็นนกอินทรีทะเล แต่เทียบรูปลักษณ์แล้วบอบบางกว่า แถมด้อยประสบการณ์ จึงได้แต่บินหนี ไม่กล้าหือกับเหยี่ยวปลาใหญ่ตัวเต็มวัย

แต่เมื่อปลามีมากมาย ผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล และคอนเกาะเป็นไม้ยืนต้นริมน้ำแทงยอดสูงตลอดรายทาง นกออกก็ยังมีที่ยืน ที่เกาะคอนไว้คอยมองหาปลาตาย หรือปลาเป็นที่ลอยขึ้นสูดอากาศที่ผิวน้ำ จับกินได้ บ่งบอกว่าป่าคลองแสง เป็นแหล่งอนุบาลนกออก วัยเด็ก หรือวัยรุ่น บวกกับเขตรักษาพันธุ์มีการตรวจตรา ป้องกันมิให้มีการล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ทำให้คลองแสง เอื้อต่อนกออก ในฐานะถิ่นอาศัยอันปลอดภัยอีกด้วย “เพราะกว่าจะเติบโตถึงวัยเจริญพันธุ์ในชุดขนตัวเต็มวัย นกออกต้องใช้เวลา 6 ปี คลองแสงในโสตนี้จึงทำหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (คุ้มครอง) ได้ตามภารกิจของมันจริงๆ”

จากสถานการณ์เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ช่วงปีใหม่ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2559 – 2 ม.ค.2560 ทำให้ในพื้นที่จังหวัดยะลา บริเวณที่ลุ่มแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี เกิดน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และน้ำท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ส่งผลให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดยะลา 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.รามัน และ อ.บันนังสตา

วันนี้ 2 ม.ค. นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยนายเจษฎา จิตรัตน์ ปลัดจังหวัดยะลา นายกาส เส็นโต๊ะเย็บ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ อ.รามัน ที่บ้านสะโต ต.อาซ่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับแม่น้ำสายบุรี น้ำได้เอ่อล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของชาวบ้านเป็นวงกว้าง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จำนวนกว่า 200 ครัวเรือน ระดับน้ำที่เอ่อท่วม 1.15 เมตร ชาวบ้าน ต้องอพยพสัตว์เลี้ยง มาอยู่บนถนนภายในหมู่บ้าน ขณะที่การเดินทางเข้าไปในบ้านชาวบ้านต้องใช้เรือ โดยผู้ว่าได้มีการมอบถุงยังชีพช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยมอบให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 5บ้านสะโต จำนวน 75 ถุง และมอบให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 3 บ้านบาลูกา ต.กาลูปัง จำนวน 75 ถุง นอกจากนี้ในพื้นที่หมู่ที่ 1บ้านตะโล๊ะหะลอ ต.ตะโล๊ะหะลอ ยังพบถนนถูกน้ำกัดเซาะ ตัดขาดเส้นทางระหว่าง ตะโล๊ะหะลอ-กะพ้อ ขณะที่ในพื้นที่ อ.เมืองยะลา ได้มีการมอบถุงยังชีพ จำนวน 30 ถุง ให้กับชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านเปาะยานิ ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

สำหรับข้อมูลในพื้นที่ อ.รามัน ต.อาซ่อง ต.บาโงย ต.ท่าธง ต.เนินงาม ต.กายูบอเกาะ และต.ตาโล๊ะหะลอ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วมแล้ว จำนวน 3,115 ครัวเรือน 674 ครัวเรือน สถานการณ์นำ้ท่วมขณะนี้ในพื้นที่ยังไม่ทรงตัว เนื่องจากว่ายังมีฝนตกอยู่ในพื้นที่ มวลน้ำจากพื้นที่ อ.ศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส กำลังไหลลงมาสมทบในพื้นที่ อ.รามัน โดยทางจังหวัดได้มีการประสาน ให้ทางอำเภอรามัน และองค์กรปกครองส่่วนท้องถิ่น เร่งให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเป็นการด่วน ทั้งการนำเรือท้องแบน นำสิ่งของ อาหาร ยารักษาโรค เข้าแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 4 มกราคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็นโดยทั่วไป โดยจะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร กระบี่ ตรัง และสตูลขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 ไว้ด้วย และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมช่องแคบมะละกาและประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง สำหรับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และตาก ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นโดยทั่วไป

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศเย็น โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และน่าน
อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 27-31 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-13 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-45 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 27-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. footballsoftpro.com ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำในสิ่งที่รักและสนใจ แต่ไม่ง่ายเช่นกันที่จะทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ยอมรับของคนอีกมากมาย อีกทั้งสามารถทำเงิน ขณะเดียวกันก็สร้างสิ่งใหม่เป็นนวัตกรรมแก่ตลาด แถมมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอีกด้วย ที่กล่าวมานี้คือธุรกิจ “ไข่ขาวพร้อมทาน” ของสัตวแพทย์สาวที่ตอนนี้กำลังครองใจเหล่าฟิตเนส คนรักสุขภาพ เข้าอย่างจัง

“สุนทรี ศรีวานิชภูมิ” ผู้ก่อตั้งบริษัท ไข่สุข จำกัด และแบรนด์ “eighty eight” ไข่ขาวบรรจุแท่ง พร้อมทาน ย้อนความทรงจำถึงที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักว่า

เดิมทีตนทำงานเป็นสัตวแพทย์ แต่ด้วยเหตุที่เป็นคนรักษาสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย จึงมองหาอาหารที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะโปรตีน แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ทำให้อ้วน

ต่อมาพบว่า โปรตีนในไข่ขาวน่าจะตอบโจทย์ เพราะทานได้โดยไม่อ้วน บวกกับไข่ขาวเป็นบาย โปรดักต์ ที่ยังไม่มีใครนำมาผลิตเป็นสินค้าออกวางจำหน่ายในท้องตลาดอย่างจริงจัง เพราะมีประสบการณ์ตรงจากที่ไข่ขาวที่ใช้เป็นวัตุดิบในการผลิตขนมหวานของกิจการในครอบครัวที่ทำธุรกิจขนมหวาน “บ้านฝอยทอง ตลาดจอมทอง” กลายเป็นของเหลือในปริมาณมากในแต่ละวัน

จึงได้ไอเดียนำมาต่อยอด เป็นแบรนด์ “eighty eight” ไข่ขาวพร้อมทาน บรรจุแท่งในที่สุด เบื้องต้นมองเป้าหมายกลุ่มลูกค้าเป็นคนออกกำลังกาย ที่ต้องการโปรตีนไปเสริมกล้ามเนื้อ ประกอบกับบังเอิญอยู่ในช่วงที่กระแสกินคลีนกำลังมาแรง ลูกค้ากลุ่มหลังนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมาย ทำให้มีกลุ่มลูกค้ารวมสองกลุ่มหลัก

“สุนทรี” บอกว่าเบ็ดเสร็จใช้เวลาร่วม 6 เดือนในกระบวนการพัฒนาและผลิตสินค้าจนได้คุณภาพ คือ รสชาติอร่อย เนื้อสัมผัสแน่นไม่มีฟองน้ำ และมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม เหมาะกับตัวสินค้า ซึ่งในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบ ใกล้เคียงกับบรรจุภัณฑ์เต้าหู้ไข่ คิดว่าจุดนี้เองที่ทำให้สินค้ากลายเป็นที่สนใจ

“ช่วงแรกที่แจ้งเกิด เราคิดว่ามีจุดอ่อนเนื่องจากผู้ซื้อคิดว่าเป็นเต้าหู้ไข่ ซึ่งต้องอธิบายให้ลูกค้ารับรู้ และเปิดใจ สุดท้ายเรารู้แล้วว่าบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นจุดขายที่ทำให้เราได้มีโอกาสแนะนำตัวสินค้า และให้ลูกค้ากล้าเดินเข้ามาถาม เพราะคุ้นเคยกับบรรจุภัณฑ์นี้อยู่แล้ว

เราจึงให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ค่อนข้างมาก มีการพัฒนาตลอด เช่น ออกแบบให้มีมีดสำหรับตัด และช้อนสำหรับตักทานได้ทันที รวมถึงพัฒนาให้สามารถเก็บได้นานขึ้น คือ อยู่ในตู้เย็นได้ 45 วัน อยู่นอกตู้เย็นได้ 1-2 วัน เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง”

ปัจจุบัน “eighty eight” วางจำหน่ายที่ท็อปส์ ทั้ง 77 สาขา รวมทั้ง เลมอน ฟาร์ม, ใบเที่ยง, โกลเด้น เพลซ, ฟู้ดแลนด์ และเวอร์จิ้น แอคทีฟ ฟิตเนส ทั้ง 3 สาขานอกจากนี้ยังสามารถสั่งทางออนไลน์ได้ผ่าน เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ไข่ขาวต้มพร้อมทาน eighty eight” ได้ด้วย