งูที่มีพิษต่อระบบประสาท คือ งูเห่าไทยและงูเห่าพ่นพิษสยาม

งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูสามเหลี่ยงหางแดงสังเกตว่าผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น หนังตา มีอาการหนังตาตกซึ่งต่อมาจะเป็นมากขึ้น กลืนลำบาก พูดไม่ชัด สำลัก แขนขาอ่อนแรง หายใจไม่สะดวก และสุดท้ายจะหยุดหายใจ

“ในภาพยนตร์หรือละครที่บอกว่าให้เขย่าตัว อย่าให้หลับ ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะหนังตาตก ซึ่งบ่อยครั้งที่คนไข้อยู่ในห้องไอซียู หมอทำอะไร รู้ตัวตลอด เพียงแต่ขยับตัวไม่ได้ และพูดไม่ได้เท่านั้น”

อาจารย์หมอสุชัยบอก และว่า ในกลุ่มนี้ งูเห่าและงูสามเหลี่ยม จะมีความคล้ายคลึงกันมากตรงที่คนไข้เสี่ยงต่อการหยุดหายใจเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่ลักษณะของบาดแผล

งูเห่า งูจงอาง กัดแล้วแผลฟกช้ำดำเขียวมาก สุดท้ายก็จะมีเนื้อตาย

แต่งูสามเหลี่ยมแทบจะไม่มีแผลเลย มีแค่รูเล็กๆ 2 รู เจ็บนิดเดียว อย่างมีครั้งหนึ่งที่ญาติคนไข้เชื่อว่าคนไข้เป็นโรคไหลตาย แต่มาเจอว่าถูกงูกัด

2.งูที่มีพิษต่อระบบโลหิต คือ งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ แยกความแตกต่างกันที่บาดแผล ถ้าเป็นงูแมวเซาแผลจะไม่บวมมาก แต่ถ้างูเขียวหางไหม้แม้พิษไม่มาก แต่แผลจะบวมมาก ที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงการถูกกัดที่ปลายนิ้ว เพราะพิษจะไม่ไปไหน เป็นผลให้นิ้วเน่า แต่ถ้ากัดที่อื่นพิษกระจายทั่วตัว สามารถขับออกได้

งูกะปะ กัดแล้วจะมีถุงน้ำ อาจมีตุ่มน้ำเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายแขนปลายขาไม่ได้ ทำให้เนื้อตาย ผู้ป่วยถูกงูกะปะหลายรายจึงต้องตัดแขนตัดขาเพราะเนื้อตาย

งูกลุ่มนี้ อาจารย์หมอสุชัยบอกว่า ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคนี้คือ “งูแมวเซา” เพราะนอกจากจะทำให้เลือดออกเป็นจำนวนมากแล้ว ยังทำให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะในประเทศพม่า ซึ่งหนึ่งในสามของผู้ป่วยที่เป็นไตวายเฉียบพลันมาจากถูกงูแมวเซากัด

3.งูที่มีพิษต่อกล้ามเนื้อ คือ งูทะเล งูแมวเซา ซึ่งผู้ป่วยที่ถูกงูทะเลกัดแยกแยะได้ง่ายที่สุด เนื่องจากจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อทั้งตัว ปัสสาวะสีเข้ม และปัสสาวะออกน้อย

4.งูที่มีพิษอ่อน เช่น กลุ่มงูพิษเขี้ยวหลัง ได้แก่ งูปล้องทอง งูต้องไฟ งูลายสาบคอแดง งูหัวกะโหลก ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่มีอาการ หรือมีเพียงแค่ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ถูกกัด แต่ก็มีรายงานการเป็นพิษต่อระบบโลหิตจากการถูกงูลายสาบคอแดงกัดและเสียชีวิตในรายที่รุนแรง

“งูพิษที่มักเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต ได้แก่ งูเห่า งูทับสมิงคลา และงูกะปะ โดยงูพิษที่พบว่ามีผู้ถูกกัดบ่อยที่สุดคือ งูเขียวหางไหม้ และงูกะปะ” สิ่งที่ควรจะรู้คือ คนไข้ถูกงูกัด ต้องไม่วิ่งมากๆ เพราะเมื่อเลือดมีการบีบตัวมาก พิษงูก็จะดูดซึมได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญคือ การ “ขันชะเนาะ” ควรเลิกทำได้แล้ว เพราะมีข้อพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นประโยชน์ และถ้าขันแน่นเกินไปจะยิ่งเป็นผลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ

“ปัจจุบันเราสอนการปฐมพยาบาลว่าไม่ให้ขันชะเนาะ ทั้งๆ ที่เรารู้ข้อมูลนี้มา 20 ปีแล้ว แต่สำหรับประชาชนยังทำอยู่ เพราะอะไร เพราะยังเขียนอยู่ในตำราสุขศึกษา ป.1-ป.4”

นอกจากนี้เรื่องของการดูดพิษงู ไม่ควรทำ รวมทั้งการทายาที่บาดแผล เพราะวิธีการเหล่านี้กลับจะทำให้แผลติดเชื้อมากขึ้นไปอีก

เมื่อถูกงูกัด วิธีง่ายๆ คือ พยายามมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด บางคนถูกงูกัดขึ้นไปควานหาไม้หน้าสามมาตีงูเพื่อนำมาโรงพยาบาล แต่ก็เจอบ่อยว่า งูที่นำมาเป็นคนละตัวกับงูที่กัด ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องตีงูมาให้ดู แต่พาตัวเองมาหาหมอโดยเร็วเป็นดีที่สุดในกรณีของการถูกงูพิษกัด ถ้าอาการเหมือนจะหลับ นั่นคืออาการอัมพาต ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งมีเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่ถ้าคนไข้หมดสติ สิ่งที่ช่วยได้คือ ให้รีบผายปอด

ทั้งนี้ ในประเด็นของถิ่นที่อยู่อาศัยของพิษงูนั้น ถ้าเป็น “งูแมวเซา” จะพบมากในบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก “งูกะปะ” มีชุกชุมในภาคใต้และภาคตะวันออก “งูเขียวหางไหม้” มีมากในกรุงเทพมหานคร ส่วน “งูเห่า” พบได้ทั่วประเทศไทย

งูที่มักพบเจอตามบ้าน ผศ.นพ.สุชัยบอกว่า มีด้วยกัน 3 ชนิดคือ งูเห่า งูเขียวหางไหม้ และงูกะปะ

“สำหรับคนทั่วไปการจะแยกแยะว่างูตัวไหนมีพิษหรือไม่มีพิษไม่ง่ายต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะลำพังงูเขียวกับงูเขียวหางไหม้บางครั้งก็แยกไม่ออก เพราะงูเขียวหางไหม้บางตัวที่หางก็ไม่ไหม้ ทางที่ดีคือ โทรเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้มาจัดการจะดีที่สุด หรือถ้าจวนตัวจริงๆ ให้หาไม้ยาวๆ เขี่ยให้ออกห่างจากตัว หรือหาถังครอบไว้ แล้วรอเจ้าหน้าที่มาจัดการต่อ”

กรณีที่ต้องเผชิญหน้ากับงูเห่า หรืองูจงอาง เนื่องจากงูทั้งสองชนิดนี้เป็นงูที่ต้องยกตัวขึ้นสูงเวลาที่จะฉก เพราะเขี้ยวสั้นมาก จึงต้องโยกตัวเพื่อให้มีแรงเหวี่ยงในการฉก เมื่อปะหน้าให้ถอยหลังยาวๆ 1 ก้าวคะเนให้พ้นรัศมีการยกตัวของงู จากนั้นให้รีบหันหลังวิ่งหนีในทันที

“ถ้าเป็นจงอาง ซึ่งเป็นงูใหญ่ พิษเยอะ และพิษมีความเหนียวมาก เมื่อกัดแล้วจะกัดคาค่อยๆ ปล่อยพิษ ให้ช่วยกันง้างปากงูออก ซึ่งบางคนเอามีดสับหัวงูหิ้วมาที่โรงพยาบาลเลยก็มี แต่ถ้างูแค่ฉกแล้วหนีไป เช่นในกรณีที่งูตกใจจะไม่ปล่อยพิษ”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์หมอสุชัยย้ำว่า จะให้ดีในหน้าฝนนี้เพื่อเป็นการป้องกันงูในเบื้องต้น สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ พยายามตรวจดูรอบบ้านอย่าให้มีรูหรือรอยแตก เป็นการป้องกันงูไม่ให้มุดเข้าไปอยู่ในบ้านได้

ที่สำคัญ อย่าให้รอบบ้านรกหรือมีขยะ เพราะจะเป็นที่อยู่ของหนู ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะของงู เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” เปิดช่องทางค้าส่ง ค้าปลีกลองกองจำนวน 1,000,000 กิโลกรัมจากเกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเชิญชวนคนไทยกินลองกอง อร่อยดี มีประโยชน์

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งค้าส่งและค้าปลีกลองกอง จำนวน 1,000,000 กิโลกรัม จากโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” ที่ดำเนินการโดย กระทรวงมหาดไทย คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ สถาบันส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท โดยจะนำมาจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกในเครือฯ ได้แก่ ห้างแมคโคร จำนวน 750,000 กิโลกรัม และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 250,000 กิโลกรัม พร้อมเชิญชวนให้คนไทยรับประทานลองกองผลไม้เศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งเป็นลองกองที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย ลดคลอเลสเตอรอล และเพิ่มเส้นใยอาหาร เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป

นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะกรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท (ก่อตั้งโดยผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์) กล่าวว่า ลองกองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและสร้างรายได้แก่เกษตรกรในจังหวัดชายแดนใต้ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทจึงร่วมกับกระทรวงมหาดไทย คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ดำเนินโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ให้การสนับสนุนโดยการเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายลองกองจากจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งนี้ในส่วนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยสนับสนุนช่องทางค้าส่ง ค้าปลีกลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นจำนวนถึง 1,000,000 กิโลกรัม หรือ 1,000 ตัน ซึ่งคิดเป็น 30% ของปริมาณลองกองทั้งหมดในโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้ โดยจะนำมาจำหน่ายผ่านห้างแมคโครจำนวน 750,000 กิโลกรัม และอีก 250,000 กิโลกรัมผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั้งนี้เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้บริโภคลองกองอร่อยจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้กันอย่างทั่วถึง โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ในส่วนของห้างแมคโครจะจัดเทศกาลลองกองตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนที่แมคโครทุกสาขาทั่วประเทศโดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อลองกองได้ตามจำนวนที่ต้องการส่วนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะนำลองกองมาบรรจุขายในกล่องหรือถุงขนาด 500 กรัมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภครายย่อย

นอกจากนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์จะนำลองกองจากโครงการลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้มาเปิดจำหน่ายแก่ผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงประชาชนทั่วไป ในช่วงระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคมนี้ ที่อาคารสำนักงานของบริษัทต่าง ๆ ในเครือฯ ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม, อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ 2 หรือฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก, อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก, อาคารธญาณ (ทรู ทาวเวอร์ 2) ถนนพัฒนาการ และที่สำนักงานถนนตรอกจันทน์

พร้อมกันนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอเชิญชวนคนไทยบริโภคลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต้นกำเนิดลองกองที่มีความหอม หวาน อร่อย แตกต่างจากลองกองทั่วไป นอกจากนี้ลองกองยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าสารอาหาร ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจะทำงานร่วมกันช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรงป้องกันสภาวะกระดูกพรุน วิตามินซีช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารคาเทซิน ซึ่งเป็นสารโพลีฟินอลที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบและลดระดับคลอเลสเตอรอล นอกจากนี้ลองกองยังมีแมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง รวมไปถึงเส้นใยอาหารด้วย และลองกองยังมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ถ้ารับประทานมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ เนื้อหวาน ๆ ของลองกองมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรรับประทานในปริมาณจำกัด

หลังเกิดสึนามิแล้วต่อด้วยการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณู เมื่อ 11 มีนาคม 2554 ชีวิตคนฟูกุชิมะ และเมืองรอบข้างก็ล่มสลายไม่มีชิ้นดี

บางคนบอกว่า โชคดีที่ตายก่อน เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ต้องผจญกับทุกข์ยากสาหัส คนหลายหมื่นคนต้องทิ้งบ้าน ทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งไร่นา และกลายเป็นคนที่มี “รังสีปนเปื้อน” ติดตัวไปตลอดชีวิต ยากจะมีใครคบหาอยากผูกสัมพันธ์ สารกัมมันตภาพรังสี ปนเปื้อนในอากาศและน้ำ และทุกอย่างที่พวกเขาผลิต รวมทั้งข้าว ผลผลิตสำคัญของเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามผลผลิตการเกษตรทุกอย่าง รวมทั้ง ข้าวของฟูกุชิมะ และเมืองใกล้เคียงออกสู่ตลาด หลังพบว่ามีสารซีเซียม ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปนเปื้อนสูงเกินกว่าที่กำหนด คือสูงกว่า 630 becquerels ต่อกิโลกรัม ขณะที่กฎหมายให้สูงได้ไม่เกิน 500

บริเวณที่ปนเปื้อนครอบคลุมกว่า 50 กิโลเมตร จากบริเวณที่เกิดระเบิด ชาวนา 154 ครอบครัว ที่ผลิตข้าวรวมกันได้ ปีละ 192 ตัน ต้องยุติการผลิต เกษตรกรรายหนึ่งใช้เวลาตลอดปีผลิตข้าวได้ 840 กิโลกรัม ถูกนำไปทำลายหมด

คือพูดกันสั้นๆ ตรงๆ ไม่มีใครอยากกิน อยากแตะอะไรที่ไปจากฟูกุชิมะทั้งนั้น ข้าวที่ผลิตแล้วรอลงเรือก็ถูกห้ามส่งออก

เป็นเรื่องยากแสนยาก ใครจะกล้าเสี่ยงกับสินค้าที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี ของทุกอย่างต้องเอาเข้าปาก ใครจะเสี่ยง ข้าว เป็นผลิตผลทางเกษตรกรรมที่เปรียบเหมือนหัวใจของญี่ปุ่น เป็นศักดิ์ศรี คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจในคุณภาพข้าวของตนว่าดีที่สุดในโลก ข้าวญี่ปุ่นขายตลาดระดับบนเท่านั้น ด้วยราคาแพงระยับ

รัฐบาลญี่ปุ่นทุกรัฐบาลต้องปกป้องข้าวของประเทศ ด้วยมาตรการภาษีที่ทำให้ ไม่ว่าข้าวของประเทศใดก็ไม่เคยเข้าไปทำอะไรในตลาดข้าวญี่ปุ่นได้เลย

ข้าวมีบทบาทสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่น การทำนาเป็นอาชีพทรงเกียรติ ยามเฉลิมฉลองเขาใช้เหล้าข้าวคือ สาเก กับขนมโมจิ ซึ่งทำจากข้าวอีกเช่นกัน

การสั่งห้ามผลิตข้าวที่ต้องกินวันละ 3 มื้อ จึงเป็นเรื่องใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น ฟูกุชิมะเป็นพื้นที่เกษตรสำคัญของประเทศ งานแสดงสินค้าทางการเกษตรของเมืองที่เคยจัดเป็นประจำทุกปีที่นี่ เป็นงานระดับโลกที่ทุกคนต้องไปดู

คนญี่ปุ่นก็คือคนญี่ปุ่น พวกเขาไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ประสบการณ์การฟื้นจากผู้แพ้สงคราม เมื่อ 50 กว่าปีก่อนยืนยันได้ และตอนนี้คนฟูกุชิมะยืนหยัดด้วยตัวเองอีกครั้ง

สหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะ ให้เวลาตนเองรันทดหดหู่ไม่นาน หลังจากนั้น พวกเขาเดินหน้าสู้ไม่ถอย เพื่อให้สินค้าของพวกเขาได้ออกสู่ตลาดอีกครั้ง พวกเขาขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ นักการเกษตร ทุกคนเท่าที่มีในประเทศ เพื่อช่วยเหลือให้ผลผลิตของพวกเขาปลอดจากสารปนเปื้อน

การผลิตแบบใหม่ชนิดที่แทบต้องกางมุ้งติดแอร์ให้แปลงข้าวทุกแปลงถูกนำมาใช้ พวกเขารู้ว่าหากไม่ทำ พวกเขาจะไม่มีอนาคตอีกต่อไป

พวกเขายืนยันทำนาต่อไป แม้ว่าช่วงแรกๆ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของนักรังสีวิทยา ต้องสวมใส่ชุดป้องกันรังสีพร้อมรองเท้าเทอะทะ ต้องอาบน้ำสระผมและใช้ยาฆ่าเชื้อก่อนทุกครั้งที่จะแตะต้องต้นข้าว ต้องเจาะเลือดทุกสัปดาห์ ทุกอย่างไม่ง่าย แต่พวกเขายืนยันจะไม่ล้มเลิก

คนฟูกุชิมะกลับลงท้องนาอีกครั้ง เมื่อการทดลองปลูกข้าวโดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า ผลผลิตไม่มีสารตกค้างอีกต่อไป มันเป็น 4 ปีเต็มๆ หลังจากพวกเขาต้องทิ้งนาให้ร้าง

ในอีกทาง ตลอดหลายปีที่รายได้จากการขายผลผลิตเป็นศูนย์ สหกรณ์เกษตรกรของเมืองกัดฟันส่งตัวแทนไปประจำอยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยเป็นลูกค้า เพื่อเจรจาเรื่องการนำเข้าสินค้าเข้าไปขายอีก

ตัวอย่าง เช่น ที่ ลอนดอน มี นาย Yoshio Mitsuyama อยู่ประจำ เขาพยายามเจรจากับผู้นำเข้าให้ทยอยสั่งสินค้าจากฟูกุชิมะ เริ่มด้วยจำนวนน้อยๆ เริ่มด้วยผลไม้ อย่าง พีช หรือน้ำแอปเปิ้ลก็ยังดี เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองเพื่อความมั่นใจ นาย Yoshio นี่จะหอบเอาตัวอย่างสินค้าวิ่งเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไม่หยุดหย่อน ในงานเทศกาลดอกซากุระที่ Trafalgar Square. ใจกลางกรุงลอนดอน เขาก็ไปเปิดบู๊ธให้ชิมฟรี

5 ปี ผ่านไป ผลของการทำงานหนักของสหกรณ์เกษตรกร ของ นาย Yoshio และอีกหลายนายในหลายเมืองทั่วโลกก็เริ่มส่งผล

สิงคโปร์กับมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศแรก ที่ยอมสั่งข้าวของญี่ปุ่นไปกินเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนตลาดยุโรปที่โหดหินหนักหนานั้น ก็เริ่มสั่งผลไม้จากฟูกุชิมะเข้าไปขายแล้ว เมื่อมกราคมที่ผ่านมา

ส่วนข้าวที่ใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่าเลยช้าหน่อยนั้น ก็ประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อคำสั่งซื้อข้าวล็อตแรก 9 ตัน จากอังกฤษ มาถึงเมืองฟูกุชิมะเมื่อ 2 เดือนก่อน และจะส่งมอบในเดือนตุลาคมที่จะถึง

ข้าวของฟูกุชิมะ ที่มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า Ten no Tsubu พร้อมจะผ่านการตรวจสอบรังสีตกค้างก่อนเข้าไปขายในตลาดได้ ข้าวเหล่านี้จะวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับบน รวมทั้งร้านอาหารไฮเอนด์ อย่างร้าน Tokimeite บนถนนบอนด์

ข้าวญี่ปุ่น ยังเป็นสินค้าระดับบนต่อไป หลายปีที่เผชิญชะตากรรมร้ายแรงมันไม่ได้สูญเสียสถานะผู้นำในใจผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย ไม่มีความวิตกกังวลหลงเหลืออยู่ เมื่อสหกรณ์เกษตรกรยืนยันด้วยเสียงอันดังว่า พวกเขาพร้อมแล้ว

ประธานสหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะบอกว่า เขาควบคุมและตรวจสอบเรื่องรังสีตกค้างมาอย่างดีเลิศ และนับจากนี้ข้าวจากฟูกุชิมะจะส่งไปทั่วโลก เพื่อพิสูจน์ข้าวญี่ปุ่นจะยังเป็นหนึ่งเสมอ

นำมาฝากชาวนาไทย สำหรับช่วงเวลาที่ทุกข์ยากและอยากท้อ เมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ (5 ตุลาคม 2559) นายโชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และคณะ ร่วมออกเยี่ยมอ๊ามหรือศาลเจ้า พร้อมรับประทานอาหารเจร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ต เนื่องในประเพณีถือศีลกินผัก ประจำปี 2559 ณ ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยมีประธานศาลเจ้า นายนิรมิตร ช่างเหล็ก พร้อมด้วยคณะกรรมการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมคณะ ได้ไหว้พระขอพร สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมกันตรวจเยี่ยมโรงเจของศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเล ปรุงอาหารและถ่ายภาพร่วมกับบรรดาแม่ครัว รวมทั้งร่วมรับประทานอาหารเจด้วย

โดยบรรยากาศภายในอ๊ามส่ามอ๋องหู้เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยวสวมชุดขาวเดินทางมาไหว้พระและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเข้ามารับประทานอาหารเจที่ศาลเจ้ากันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละวัน ทางศาลเจ้าได้ปรุงอาหารเจเพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน วันละ 3 มื้อ

สำหรับวันนี้ ที่อ๊ามส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเล เวลา 15.00 น. จะมีพิธีโข้กุ้น เวลา 19.00 น. มีพิธีซ่งเก้ง-ทักช่อ และเวลา 20.30 น. จะมีพิธีป้ายชิดแช้ ไหว้เทวดา (พิธีบวงสรวงดาวพระเคราะห์ทั้งเจ็ด) บริเวณหน้าศาลเจ้าอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำประมงชายฝั่ง บริเวณหมู่บ้านประมง หมู่ที่ 8 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่าได้เกิดเหตุการณ์สัตว์ทะเลชายฝั่งขนาดเล็กทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา เกิดน๊อคน้ำหรือว่ายน้ำขึ้นมาอยู่เหนือน้ำเพื่อหนีความตาย เนื่องจากเกิดสภาวะน้ำกร่อย ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งไม่สามารถที่จะหายใจใต้น้ำได้จึงต้องพากันลอยหัวขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ และจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ชาวบ้านนำอุปกรณ์มาจับกุ้ง หอย ปู ปลา ได้กันไปเป็นจำนวนมาก บางคนก็ได้ทั้งปลากระบอก ปลากะพง ปูนิ่ม และกุ้ง ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปดู ก็เห็นชาวบ้านหลายรายต่างนำอุปกรณ์มาจับสัตว์น้ำขนาดเล็กชายฝั่งที่ลอยหัวขึ้นมาเหนือน้ำและว่ายเข้ามาใกล้ชายฝั่ง บางคนก็นำเรือออกไปจับกลางนำคลองก็มี

ชาวบ้านบอกว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นเกือบทุกปี เนื่องจากสภาพน้ำกร่อยที่เกิดขึ้น โดยเป็นการผสมกันระหว่างน้ำจืด กับน้ำทะเล ซึ่งน้ำจืดก็เป็นน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากการระบายน้ำทางตอนบนที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม เมื่อไหลลงมาตามแม่น้ำท่าจีนแล้วมาเจอกับน้ำทะเลหนุน จึงทำให้เกิดสภาพน้ำกร่อยและนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กที่อยู่ชายฝั่งทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา เกิดการน๊อคน้ำ ลอยหัวขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ และชาวบ้านก็ได้มาอาศัยจับไปกินหรือเอาไปขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ก็นับว่าเป็นข้อดีกับชาวบ้านบางรายที่ไม่สามารถออกเรือไปจับกุ้งเคยหรือปลาในทะเลได้ อันเนื่องมาจากข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยที่ผ่านมาหลายเดือนชาวบ้านหลายรายในแถบหมู่บ้านชาวประมงต้องขาดรายได้ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น ก็ทำให้ชาวบ้านสามารถออกมาจับกุ้งไปทำกะปิ และจับปลาตัวเล็กไปขายได้เงินมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่ากับข้าว

กรณีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ufabets.co.uk ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ สุ่มตรวจคุณภาพของน้ำปลาที่จำหน่ายและผลิตในประเทศ ในปี พ.ศ.2555 – 2558 จำนวน 1,121 ตัวอย่าง 422 ยี่ห้อ พบไม่ได้มาตรฐาน 410 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 36.57 ส่งผลให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล และเรียกร้องให้เปิดเผยยี่ห้อ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนั้น

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม น.ส.จารุวรรณ ลิ้มสัจจะสกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องบอกว่า การที่กรมฯตรวจสอบคุณภาพน้ำปลาก็เพื่อให้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆมีคุณภาพตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ ไม่ได้ต้องการสร้างความแตกตื่น หรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ แต่เป็นการรายงานข้อเท็จจริงให้ผู้บริโภคทราบ โดยการตรวจสอบน้ำปลาก็เป็นการสุ่มตรวจจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ส่งมาให้ดำเนินการ โดยกรณี 410 ตัวอย่างที่พบว่าไม่ได้มาตรฐานร้อยละ 36.57 นั้น จะแยกเป็นน้ำปลาแท้ไม่ได้มาตรฐานร้อยละ 27 และน้ำปลาผสมอีกร้อยละ 46

น.ส.จารุวรรณ กล่าวว่า โดยปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากตัวกรดกลูตามิคต่อไนโตรเจน ซึ่งพบว่า น้ำปลาแท้ตกมาตรฐานตรงนี้ถึงร้อยละ 52 หมายความว่า น้ำปลาแท้ใส่ผงชูรสมากไปหน่อย ส่วนน้ำปลาผสมนั้น ตกมาตรฐานเรื่องปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด หมายความว่าอาจไปเอาหัวน้ำปลามาผสม ทำให้เจือจาง จึงมีโปรตีนน้อยเกินไป ทั้งนี้ เมื่อถามว่าแล้วการตกมาตรฐานเหล่านี้อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่นั้น ก็ไม่อันตราย แต่เป็นเรื่องมาตรฐานสินค้าที่ผู้บริโภคควรได้รับมากกว่า

น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร อย. กล่าวว่า จากการตรวจพบผงชูรสในน้ำปลานั้น สามารถพบได้ เนื่องจากผงชูรสเป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร ทางอย.อนุญาตให้เติมได้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้กำหนด เนื่องจากหากใส่มากย่อมทำให้เสียรสชาติ ประเด็นคือ หากผลิตภัณฑ์น้ำปลารายใดผสมผงชูรส จะต้องมีฉลากแจ้งว่า มีการผสมของวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร(ผงชูรส) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบ โดยเฉพาะคนแพ้ผงชูรสก็สามารถหลีกเลี่ยง ซึ่งภาพรวมไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค แต่หากไม่ติดฉลากก็จะเข้าข่ายความผิดฉลากอาหารอีก

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ในฐานะโฆษก อย. กล่าวถึงกรณีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพบน้ำปลาปนเปื้อนและมีการผสมผงชูรส ว่า ตามหลักการเมื่อ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบพบอาหารมีสิ่งเจือปนหรือมีวัตถุปนเปื้อน หรืออาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะส่งข้อมูลมาทาง อย. เมื่อได้รับตามขั้นตอน ต้องไปสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่า การตรวจสอบดังกล่าวเก็บตัวอย่างมาจากท้องตลาด หรือเก็บมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งต้องพิจารณาตามหลักฐานก่อน หากเชื่อมโยงกับผู้ผลิตก็สามารถเข้าไปตรวจสอบตามขั้นตอนว่า ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าเพราะเหตุใดเมื่อมีการตรวจสอบพบอาหารหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่เปิดเผยยี่ห้อ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ระวัง ภก.ประพนธ์ กล่าวว่า เมื่อพบว่าสินค้าหรืออาหารยี่ห้อนั้นๆ หากมีวัตถุเจือปน หรือไม่ได้มาตรฐาน จะต้องมีการตรวจสอบและนำหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องตามกฎหมาย ให้ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้รับทราบ และดำเนินการแจ้งปรับ หรือจำคุก แล้วแต่กรณี แต่ทั้งหมดต้องผ่านขึ้นตอนตามกฎหมายก่อน เพราะหากสุดท้าย ผู้ประกอบการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์มีหลักฐานยืนยันว่าไม่ผิด หรือทางรัฐตรวจสอบว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตโดยตรง การไปเผยแพร่ชื่อหรือยี่ห้อนั้นๆ ก็อาจถูกดำเนินคดีกลับกรณีสร้างความเสียหาย