จนกระทั่งได้มีโอกาสไปออกงานเกษตรสร้างชาติที่จัดขึ้นที่สวน

ทำให้มีโอกาสได้พบเจอกับนักธุรกิจชาวต่างชาติหลายคนที่สนใจมันหวานของตนเองและเข้ามาติดต่อเจรจาการค้า บวกกับการที่ได้ออกสื่อทีวีเกือบทุกช่อง ยิ่งทำให้มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้น จากยอดขายหลัก 10 เป็นหลัก 100 จากหลักร้อยเป็นหลัก 5-10 ตันต่อเดือน ทุกอย่างเป็นไปได้ดีมากๆ จนกระทั่งมาสะดุดกับสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทุกอย่างต้องยุติ ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นสต๊อก แต่ตนเองก็ไม่ยอมแพ้ ทดลองหาวิธีกับภรรยาว่า จะทำยังไงได้บ้างที่จะระบายผลผลิตตรงนี้ออกได้

จนมาตกผลึกความคิดได้ว่าเคยส่งหัวมันให้กับโรงงานหนึ่ง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นมันผง ข้อดีคือ สามารถสต๊อกของไว้ได้นาน สามารถส่งขายต่างประเทศได้ และสามารถส่งให้โรงงานใหญ่ๆ ได้อีกด้วย จึงตัดสินใจศึกษาวิธีการทำมันผง และลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับแปรรูปมันผงเล็กๆ มาทดลองทำ และก็ใช้ความเป็นสื่อเก่าฉวยโอกาสตรงนี้มาทำการตลาดให้ตนเองอีกครั้ง ปรากฏว่าบริษัทใหญ่ก็เข้ามาเห็น และประจวบเหมาะกับช่วงที่เขานำเข้าของจากจีนไม่ได้ แต่มีความจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบ แล้วมาเจอว่าเรากำลังผลิตมันผง และมีวัตถุดิบเองด้วย จึงมีการเจรจาการค้าเกิดขึ้น ในครั้งนั้นเราทำมันผงส่งลูกค้าไปที่ 1 ตันต่อเดือน มูลค่าหลักล้านต่อล็อต ถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และกลายมาเป็นช่องทางการสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่งนอกจากการขายมันสด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร. 082-947-6428 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ เฟซบุ๊ก : มันหวานญี่ปุ่น สดจากไร่ By TS มันหวาน ถึงเดือนตุลาคม เข้าสู่ฤดูของ “พุทรานมสด” ผลไม้รสหวาน รูปทรงคล้ายแอปเปิ้ลสีเขียว ที่ย่อส่วนลงมา เป็นที่นิยมอย่างมากในหลายพื้นที่ เนื่องจากสามารถปลูกได้ทั้งพื้นที่ดอนและพื้นที่ราบลุ่ม สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยผลผลิตจะออกมากในช่วงฤดูหนาว และยิ่งถ้าหากสวนไหนมีการดูแลจัดการที่ดี ผลผลิตได้คุณภาพ สามารถขายได้ในราคาสูงถึงหลักร้อย นับเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกสร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกร โดยที่ไม่จำเป็นต้องปลูกเยอะ แค่มีการจัดการดูแลอย่างทั่วถึงสามารถสร้างเงินแสนได้ไม่ยาก

คุณวิกาญดา ชนะใจวัฒนา หรือ คุณมุก ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์เมืองกาญจน์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 33/3 หมู่ที่ 7 ตำบลวังศาลา อำภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่เน้นทำเกษตรอินทรีย์ อาศัยประสบการณ์ความชำนาญของรุ่นพ่อกับแม่เป็นจุดแข็งในการผลิต มาผสมผสานกับแนวคิดการทำตลาดของคนรุ่นใหม่ กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

คุณมุก เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า เรียกว่าเป็นการกลับมาสานต่อและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมที่พ่อกับแม่ทำไว้มาก่อนแล้ว โดยหลักๆ ที่บ้านจะปลูกคะน้าเป็นพืชสร้างรายได้หลักบนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ส่วนสวนพุทรานมสดเป็นอาชีพเสริมสร้างเงินเก็บประจำปี เนื่องด้วยในพื้นที่เมืองกาญจน์ยังมีคนปลูกไม่มาก จึงคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี โดยที่สวนเด่นที่การปลูกแบบอินทรีย์ มีมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์รับรอง ถือเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้สามารถกำหนดราคาขายเองได้ คู่แข่งน้อย ผลผลิตยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

ปัจจุบันที่สวนปลูกพุทราสร้างรายได้เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว แต่กว่าจะจับทางถูกและพบทางที่ถนัดต้องใช้เวลาไม่น้อย จากที่เมื่อก่อนปลูกแบบเน้นปริมาณ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพที่ไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นที่มีสาเหตุหลักๆ มาจากการดูแลที่ไม่ทั่วถึง เป็นที่มาของจุดเปลี่ยนจากที่เคยปลูกประมาณ 200 กว่าต้น ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 60 ต้น มีการจัดการแปลงปลูกใหม่ เน้นคุณภาพและการดูแลอย่างทั่วถึง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจทั้งในด้านการลดต้นทุนการผลิต ด้านแรงงานเหนื่อยน้อยลง ในขณะที่รายได้ได้มากขึ้น จากผลผลิตที่มีคุณภาพทำให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นจากเมื่อก่อน

คุณมุก อธิบายว่า สำหรับการปลูกพุทรานมสดของที่สวนจะเป็นการปลูกในโรงเรือน มีข้อดีคือช่วยในการดูแลจัดการได้ง่ายขึ้น ในเรื่องของการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะปัญหาหลักๆ ของการปลูกพุทราคือหนอนและแมลงวันทอง การปลูกในโรงเรือนก็จะช่วยได้ทั้งป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันสารเคมีที่อาจจะพัดมาจากที่อื่นได้ด้วย ทำให้การปลูกแบบอินทรีย์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

โดยจุดเด่นพุทรานมสดของที่สวนอยู่ที่รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ ผิวเนียนสวย จากเทคนิคการปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ต้องรอให้ถึงระยะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเท่านั้น จะทำให้ได้พุทราที่มีรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ รวมถึงการคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค ด้วยการการันตีได้ว่าผลผลิตที่เก็บส่งขายให้กับลูกค้าปลอดภัยและสามารถรับประทานได้ทุกลูกไม่มีลูกเน่าเสียปะปน

เป็นการปลูกในโรงเรือนที่ทางสวนออกแบบขึ้นมาเอง ใช้มุ้งไนลอนสีขาว 16 ตา เสาเหล็กขนาด 1.2 นิ้ว เทหลุมฝังลงดิน 40-50 เซนติเมตร เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและความถนัดของเจ้าของสวน โดยโรงเรือนจะมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สามารถครอบคลุมพื้นที่การปลูกพุทราได้ทั้งหมด

การเตรียมดิน ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ ขี้วัว ขี้ไก่ แกลบดำ และแกลบดิบ ในอัตราส่วน 1 : 1 เท่ากันทั้งหมด จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้มาลงหลุมปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 4×4 เมตร หรือ 6×6 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

การดูแลรดน้ำ วางระบบน้ำสปริงเกลอร์ ปักหัวฉีดต้นต่อต้น ในช่วงที่เริ่มปลูกใหม่ๆ จะเปิดรดวันละ 1 รอบ ประมาณ 10 นาทีเพียงพอแล้ว หลังจากนั้นเมื่อต้นมีความแข็งแรงมากขึ้น จะปรับปริมาณการให้น้ำเป็น 3-5 วันรดครั้ง หรือให้สังเกตจากความชุ่มชื้นของดินถ้าดินยังปั้นเป็นก้อนได้ก็ยังไม่ต้องให้น้ำ เพราะโดยธรรมชาติของพุทราเป็นพืชที่ไม่ค่อยชอบน้ำมาก

การบำรุงใส่ปุ๋ย หลังจากลงหลุมปลูกอายุต้นประมาณ 3-4 เดือน เริ่มใส่ปุ๋ยครั้งแรก โดยที่สวนจะใส่เป็นปุ๋ยหมัก ที่มีส่วนผสมของขี้วัว ขี้ไก่ แกลบดำ แกลบดิบ นำมาผสมกับกากน้ำตาลและหมักทิ้งไว้ นำมาโรยรอบๆ โคนต้นบางๆ เดือนละครั้ง หลังจากนั้นพอเข้าเดือนที่ 5-6 จะเริ่มบำรุงน้ำหมักปลาใส่ละลายผสมไปกับระบบน้ำ 2 อาทิตย์ครั้ง และในระหว่างนี้ให้สังเกตกิ่งของพุทราที่ไม่ต้องการออกเพื่อไม่ให้แย่งอาหารกัน

หลังจากนั้นพุทราเริ่มติดผลขนาดประมาณเท่านิ้วโป้ง จะเริ่มใส่น้ำหมักนมสดเพื่อสร้างรสชาติให้กับพุทรา โดยมีส่วนผสมหลักคือนมวัว นมเปรี้ยว โยเกิร์ต น้ำตาลทรายแดง และใส่ข้าวหมากผสมลงไปด้วยเพื่อเร่งการหมักให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ใช้เวลาในการหมักประมาณ 2 อาทิตย์ สามารถนำมาใช้ได้ อัตราการใช้นมหมัก 5-10 ลิตรต่อการรดน้ำ 1 รอบ บำรุงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เป็นการค่อยๆ สร้างรสชาติให้หวานจนถึงวันเก็บเกี่ยว

“เคล็ดลับสำคัญในการปลูกพุทรานมสดให้มีรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกรอบ อยู่ที่ความสมบูรณ์ของดิน น้ำหมักปลา และนมหมักที่ใส่บำรุง ตรงนี้ถือสำคัญเพราะถ้าดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์ก็ไม่สามารถหล่อเลี้ยงลูกได้เต็มที่ ควรตัดแต่งให้มีจำนวนผลผลิตที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพื่อได้ผลผลิตออกมาสมบูรณ์”

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง แน่นอนว่าปลูกแบบอินทรีย์จะไม่สามารถใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงได้ ที่สวนจะเลือกใช้สารชีวภาพในการป้องกันและกำจัด เช่น เชื้อบิวเวอเรีย ช่วยในการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง, บีเอส ช่วยป้องกันเชื้อรา หรือถ้ามีหนอน จะใช้เชื้อบาซิลัส ทูริงเยนซิส หรือ บีที ในการทำลายหนอน แต่จำเป็นต้องมีระยะในการฉีดพ่นที่ถี่ขึ้นมาหน่อย อาจจะอยู่ในระยะ 3-7 วันครั้ง และการปลูกในโรงเรือนมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ โรคแอนแทรกโนส สาเหตุเกิดจากเชื้อรา ผู้ปลูกจำเป็นต้องหมั่นสำรวจตรวจแปลงเป็นประจำควบคู่กับการใช้สารชีวภาพ

การเก็บเกี่ยวผลผลิต 8 เดือนเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ยังเก็บได้ในปริมาณที่น้อย โดยผลผลิตจะเริ่มเก็บได้เต็มที่จริงๆ คือเมื่อต้นอายุครบ 3 ปี ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าปีนี้จะสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 250-300 กิโลกรัม เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่มีการโละแปลงเก่าทิ้งแล้วปลูกใหม่ทั้งหมด อายุต้นเพิ่งได้ประมาณ 1 ปี จึงยังเก็บผลผลิตได้ไม่เต็มที่

ราคา ทางสวนกำหนดเอง จากเมื่อก่อนขายกิโลกรัมละ 80 บาท ปัจจุบันขายหน้าสวนกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมจากการปลูกและดูแลอย่างพิถีพิถัน เพราะสิ่งแรกที่ลูกค้าจะได้รับคือความปลอดภัย ควบคู่กับการได้รับประทานพุทราที่สดใหม่ รสชาติหวาน กรอบ ผิวสวย การันตีคุณภาพทุกลูก

“นับว่าตอนนี้ที่สวนประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการขายและการผลิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการตั้งเป้าหมาย และมองหากลุ่มลูกค้าไว้ก่อนที่จะลงมือปลูก โดยตลาดหลักๆ คือคนในพื้นที่ รวมถึงพนักงานทั้งของภาครัฐและเอกชน บอกกันปากต่อปาก บวกกับกลยุทธ์การขายของที่สวนที่จะอาศัยช่วงเวลาในการเข้าไปส่งของให้กับลูกค้าเจ้าประจำ ก็จะนำพุทราของที่สวนไปให้กับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยชิมได้ชิมด้วย ตรงนี้ถือเป็นวิธีการหาลูกค้าเพิ่มที่ดี เพราะที่สวนก็ได้ลูกค้าจากวิธีนี้อยู่เรื่อยๆ และถ้าหากท่านใดสนใจอยากปลูกส่วนตัวก็ยังคิดว่าพุทรายังเป็นพืชที่สร้างรายได้ดี ทั้งการตลาดที่ยังมีความต้องการอยู่เรื่อยๆ รวมถึงด้านราคาหากปลูกบำรุงดีๆ 20-25 ลูก ก็ได้ 1 กิโล เก็บขายสร้างรายได้ไม่ยาก”

โดยที่สวนคาดการณ์ผลผลิตและรายได้ในกรณีที่ต้นอายุครบ 3 ปี พร้อมให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ รายได้จะต้องเข้ามาไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000-300,000 บาท ในกรณีที่ขายกิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อหักลบต้นทุนยังเห็นกำไรไม่น้อย เพราะการปลูกพุทราอินทรีย์จะเน้นเรื่องของเวลามากกว่าต้นทุน เนื่องจากปุ๋ยที่ใช้บำรุงเป็นปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้ เช่น ผลไม้ เศษปลาที่ขอมาจากแม่ค้าในตลาด รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทางภาครัฐ ทั้งทางเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด เข้ามาให้การช่วยเหลือทั้งองค์ความรู้และส่งเสริมการตลาดอีกด้วย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจพุทรานมสดของไร่อรุณพุทรานมสด สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 093-495-6426 หรือติดต่อได้ที่เฟซบุ๊ก : ไร่อรุณพุทรานมสด อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่หลายคนมองว่าลำบากทำไปก็เหนื่อยเปล่า แต่ก็ยังมีอีกหลายคนมองอาชีพเกษตรเป็นทางรอด ต่างคนต่างทัศนคติ แต่สำหรับคนที่มีทางเลือกน้อย วุฒิการศึกษาไปแข่งกับคนอื่นไม่ได้ จึงมองว่าหากไม่ย่อท้อ มีมันสมองและสองมือ อาชีพเกษตรอาจจะเป็นทางรอดที่ยั่งยืนให้เขาในอนาคตก็เป็นได้

คุณศุภชัย เณรมณี หรือ คุณกอล์ฟ อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 5 ตำบลมงคลธรรมนิมิตร อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง เกษตรกรผู้สู้ชีวิตไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เล่าว่า อดีตตนเองทำงานเป็นจับกังได้ค่าแรงวันละร้อยกว่าบาท แต่ก็ต้องยอมเพราะมีทางเลือกไม่มาก เรียนจบแค่ ป.3 ไปสมัครงานบริษัทเขาก็ไม่รับเพราะไม่มีคุณสมบัติที่เขาต้องการจึงต้องยอมลำบากทำงานรับจ้างได้ค่าแรงหลักสิบหลักร้อย แต่ต้องเลี้ยงคนที่บ้านอีก 7 ชีวิต พ่อแม่ก็ต้องช่วยกันเก็บผักจับปลามาเป็นอาหาร มีนาข้าวก็ทำได้ปีละครั้ง

สมัยนั้นข้าวมีราคาเกวียนละแค่ 3,500 บาท ใช้จ่ายได้สามสี่เดือนก็หมดต้องไปเชื่อร้านค้ากินเป็นอาทิตย์ชนอาทิตย์ ภรรยาก็เพิ่งคลอดลูกจะมาอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว มีลูกเพิ่มมาอีกชีวิตต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เลยหันมาสังเกตวิถีชีวิตที่ตัวเองอยู่ มีผักให้เก็บกิน แล้วถ้ากินจนอิ่มแล้วเปลี่ยนเป็นเงินจะดีไหม อาชีพเกษตรไม่ต้องใช้วุฒิน่าจะตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด

พลิกชีวิตจากจับกังเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ด้วยการสะสมองค์ความรู้จาก กศน. และโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์
เจ้าตัวเล่าว่า ตอนนั้นมีพื้นที่พอที่จะทำเกษตรอย่างอื่นได้ แต่ด้วยความที่ยังยึดติดวิถีชีวิตแบบเดิมๆ คือทำนา รอฝนรอฟ้า แต่เมื่อลองเปลี่ยนแนวคิดหันมามองพืชผักที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน ทั้งมะเขือ พริก ใบกะเพรา เราเก็บมากินทำให้เราอิ่มท้องแล้วถ้าเหลือจากกินแล้วเอาไปขายจะได้ไหม มะเขือ 1 ต้น เราเก็บได้ 4-5 ขีด จึงลองเก็บสะสมใส่ตู้เย็นหลายๆ วันรวมกันได้ 5-10 กิโลกรัม นำไปขายที่ตลาดได้ถุงละ 100 บาท จึงคิดว่าเก็บมะเขือแค่ไม่กี่นาทีมีเงินร้อยเข้ากระเป๋าเท่ากับเราทำงานทั้งวัน แล้วถ้าเราจะปลูกมะเขือมากกว่า 5 ต้น ปลูกเป็น 50-100 ต้น จะดีแค่ไหน จึงเริ่มคิดว่าจะหันมาทำอาชีพเกษตร แต่ก็ต้องเจอกับอุปสรรคคือสมัยก่อนเทคโนโลยียังเข้าไม่ถึง จะหาข้อมูลอะไรสักอย่างต้องเดินทางไปหาหนังสือ

บ้านเราก็อยู่ไกลจากตัวเมือง ค่อนข้างลำบาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ไปหาอ่านจนได้ ตอนนั้นมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเกษตรเราหาอ่านทุกเรื่อง ยุคตนเองเป็นยุคของปราชญ์ มีเรื่องราวของปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จเต็มไปหมด แต่เสนอเพียงสกู๊ปสั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เหมือนในหนังสือ ชีวิตจริงมีอุปสรรคมากมาย ทำให้เรารู้ว่าความรู้แค่ในหนังสือไม่พอ

เขาจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีจากอ่านหนังสือเป็นการเข้าหาคน เข้าหาเกษตรจังหวัด เข้าหาหน่วยงานให้เขาช่วยแนะนำ จนมีโอกาสได้ศึกษาต่อที่ กศน. ช่วงเรียนก็หาความรู้ไปเรื่อยๆ จากหนังสือ จากเจ้าหน้าที่ เริ่มมีความรู้มากขึ้น เริ่มคิดวางแผนได้มากขึ้น ซึ่งช่วงที่เรียน กศน. ก็ยังทำเกษตรอยู่ ดีบ้างไม่ดีบ้างจนผ่านช่วงที่สะสมประสบการณ์มาระยะ 2-3 ปี มาประกอบกับความรู้ใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมา เริ่มมีความมั่นใจที่จะหันมาทำอาชีพเกษตรอย่างเต็มตัว เปลี่ยนผืนนา 7 ไร่ เป็นเกษตรผสมผสาน กศน.สอนให้รู้จักว่าเกษตรทฤษฎีใหม่คืออะไร ช่วงแรกทำตามแบบแผน คือ 30-30-30-10 แบ่งเป็นโซนไว้เลี้ยงปลา ปลูกผัก ปลูกข้าว

เมื่อสวนเริ่มมีระบบมากขึ้น จากที่เคยขายผักได้วันละ 100 บาท ก็กลายเป็นวันละ 200-300 บาท จนกระทั่งมีรายได้วันละ 1,000 บาท ในช่วงระยะเวลาแค่ 2 ปี มีรายได้วันละ 1,000 บาท 1 เดือนเท่ากับ 30,000 บาท สำหรับตนเองพอใจมากเพราะได้ทำงานที่บ้านอยู่กับครอบครัว เริ่มมีสถาบันชีวิตครอบครัวที่ดีขึ้น เริ่มมีเงินหมุนเงินใช้ ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนถึง พ.ศ. 2557 ปีนั้นเป็นปีที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรมีโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ช่วงอายุเราอยู่ในเกณฑ์จึงมีโอกาสได้รับคัดเลือกเข้าอบรมเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คราวนี้จากเดิมที่มีความรู้จากการอ่านหนังสือ จากที่เรียนมาสอนให้เราทำเกษตรอย่างเป็นระบบ เครือข่ายยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จากทั่วประเทศสอนให้เราพัฒนาการเกษตรให้เป็นเชิงธุรกิจมากขึ้น

วางแผนทำสวนผสมตามศาสตร์พระราชา 30-30-30-10
มีรายได้เข้าบ้านทุกวัน
จากเดิมคุณกอล์ฟมีพื้นที่ทำสวนเพียง 7 ไร่ ปัจจุบันขยายแปลงปลูกเกษตรผสมผสานปลูกผักเลี้ยงสัตว์บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ โดยแบ่งสัดส่วนตามศาสตร์พระราชา 30-30-30-10 แบ่งตามสัดส่วนที่ว่ามานี้ทำให้เราจัดการแปลงได้เป็นระบบและง่ายต่อการจัดการ

30 ที่หนึ่ง…ทำเป็นแหล่งน้ำ ที่สวนนี้เน้นน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจุดที่อยู่ค่อนข้างอยู่ไกลจากคลองชลประธาน เพราะฉะนั้น ต้องเจาะน้ำบาดาลและขุดบ่อไว้รอน้ำฝน ที่นี่มีบ่อเก็บน้ำขนาด 30×70 เมตร อยู่ 2 บ่อ สามารถจัดการน้ำรดผักได้ตลอดปี เพราะจะมีการวางแผนการให้น้ำต่อพืชแต่ละชนิด แบ่งตามความเหมาะสมว่าพืชชนิดนี้เหมาะกับระบบน้ำแบบไหนและช่วยประหยัดน้ำได้มากที่สุด

1. ระบบน้ำหยด เหมาะกับพืชตระกูลแตง พืชตระกูลแตงไม่ชอบให้น้ำโดนใบอยู่แล้ว ถ้าโดนมากเชื้อราจะเกิด เพราะฉะนั้น ให้ระบบน้ำหยดก็พอเพื่อลดการสิ้นเปลือง ให้เฉพาะจุดและให้เป็นเวลา

2. ระบบน้ำพุ่ง เหมาะกับพืชที่ชอบความชุ่มชื้น เราสามารถสั่งที่ร้านได้ว่าต้องการระยะกี่เซนติเมตร

3. ระบบมินิสปริงเกลอร์ เหมาะกับพืชที่ไม่ชอบน้ำรุนแรง เช่น กะหล่ำปลีที่ไม่อยากได้แรงปะทะจากน้ำตรงๆ แต่ถ้าเป็นพืชที่ต้องการน้ำชุ่ม เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า ก็ให้ในรูปแบบสปริงเกลอร์ น้ำจะแรงขึ้นมาหน่อย เราพยายามเลือกระบบน้ำให้เหมาะสมกับพืช เพื่อการประหยัดน้ำและรักษาความสมบูรณ์ของผลผลิตให้ได้มากที่สุด

30 ที่สอง…พื้นที่สำหรับทำการเกษตร ปลูกข้าวไว้แค่พอมีกินพอเลี้ยงคนงานได้ ส่วนที่เหลือใช้ปลูกผักสารพัดอย่าง ปลูกผักที่คนกินทุกวัน ผักลูก มะเขือแทบทุกชนิด บวบ มะระ ผักใบ กวางตุ้ง คะน้า ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักชี ไม้ยืนต้น มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม และผักชนิดอื่นๆ อีกมากมายตามฤดูกาลที่เหมาะสม

30 ที่สาม…พื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ เราเลี้ยงเป็ดไข่กว่า 100 ตัว ไก่ไข่ 50 ตัว เลี้ยงไว้กินและขาย ไข่เป็ดที่ได้เรานำไปขายในกลุ่มคนทำขนม ทำไข่เค็ม ส่วนไก่ไข่เราขายให้ตามร้านค้าในหมู่บ้านร้านละ 1-2 แผง ถ้าเขาขายหมดเราก็ไปเปลี่ยนถาดใหม่ให้ หรือขายขาดฟองละ 2.50 บาท ร้านค้าจะไปขายต่อเท่าไรก็แล้วแต่เขา ส่วนฟองเล็กก็เก็บไว้กินเอง จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างประโยชน์จากสิ่งที่เรามีได้รอบทิศ เรื่องอาหารก็ใช้ผักผลไม้ในสวนให้กิน หรือข้าวเราก็ปลูกเองสีเองเป็นอาหารให้เป็ดไก่กิน ต้นทุนถือว่าแทบเป็นศูนย์

10 สุดท้าย…เป็นที่อยู่อาศัย และโรงงานเล็กๆ ไว้แพ็กผักส่งขายห้างสรรพสินค้า ทั้งปลูกผักและเลี้ยงสัตว์หลายชนิด
ดูแลอย่างไรให้ทั่วถึง
ทั้งปลูกผักและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิดหลายคนสงสัยว่า ต้องดูแลอย่างไรให้ทั่วถึง ซึ่งจริงๆ แล้วการทำเกษตรผสมผสานทำไม่ยาก หากเกษตรกรมีการวางแผนระบบสวนให้พร้อมตั้งแต่กระบวนการแรก ถ้าทำกระบวนการแรกแข็งแรงแล้ว กระบวนการถัดมาจะกลายเป็นเรื่องง่าย

การเตรียมแปลง
พืชแต่ละชนิดต่างกัน เราต้องรู้จักนิสัยพืชก่อน ว่าพืชที่ปลูกเป็นพืชผักชนิดไหน มีอายุเก็บเกี่ยวกี่วัน หลังเก็บเกี่ยวจะลงปลูกอะไรต่อ เมื่อมีข้อมูลเราก็ต้องมาจัดโซนปลูก เช่น แปลงนี้ปลูกมะเขือ มะเขือถ้าดูแลแปลงดีสามารถอยู่ได้นานเป็นปี เพราะฉะนั้น แปลงต่อไปต้องเป็นพืชล้มลุก ต้องแบ่งการปลูกพืชตามอายุของพืชด้วย เพื่อง่ายต่อการจัดสรรรายได้เข้าบ้าน มีทั้งพืชเก็บขายรายวัน เก็บขายรายสัปดาห์ และเก็บขายรายเดือน ทำอย่างไรก็ได้ให้มีรายได้เข้ามาจุนเจือในระบบทุกวัน

การดูแล
ที่สวนนี้ทำเกษตรตามมาตรฐานจีเอพี เพราะยังต้องใช้สารเคมีเข้ามาช่วยอยู่บ้างเนื่องจากยังมีโรคแมลงบางชนิดที่สารชีวภัณฑ์กำจัดไม่ได้ เราพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือใช้ให้น้อยที่สุด จะใช้วิธีสังเกตจากธรรมชาติ พยายามปลูกพืชไม่ซ้ำกันในแปลงเดิมเพื่อหลอกแมลง อย่างครั้งนี้เคยกินคะน้า ครั้งหน้ามากินไม่ได้แล้ว เราอาจจะเปลี่ยนคะน้าเป็นผักชีเพราะกลิ่นฉุนแมลงไม่ชอบ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

ต้นทุนการผลิตไม่จำเป็นต้องทำให้ถูกที่สุด
แน่นอนว่าใครก็อยากลดต้นทุนในการผลิต แต่อย่าลืมคำนึงถึงความสมเหตุสมผล ไม่ควรหักโหมลดจนเกินความจำเป็น หากลดโดยที่ไม่มีเหตุผลอาจจะส่งผลเสียให้เราได้ในอนาคต เช่น อยากจะปลูกพืชตระกูลแตง จำเป็นจะต้องปักค้างก็ให้เลือกค้างที่มีความแข็งแรง เลือกไม้ที่มีความหนาทนทานต่อสภาพอากาศ อย่าเห็นแก่ของถูก ค้างไม่แข็งแรง ถ้าถึงช่วงที่ต้องเก็บผลผลิตแล้วเกิดฝนตกลมแรงค้างหักอันนี้ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย

หรือในเรื่องของระบบน้ำใช้อย่างไรให้ประหยัด เกษตรกรบางคนใช้เรือในการรดน้ำผักไม่ต้องเสียเงินทำระบบน้ำแต่ต้องใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมงถึงจะรดน้ำเสร็จ สิ้นเปลืองทั้งน้ำมันและแรงงาน หากลงทุนเพิ่มอีกสักหน่อยใช้ระบบปั๊มน้ำเข้าสวน แบบไหนจะประหยัดกว่ากัน ระบบปั๊มน้ำลงทุนครั้งแรกจะมากหน่อยแต่คุ้มในระยะยาว จากเคยรดน้ำ 5 ชั่วโมง อาจเหลือแค่ 1 ชั่วโมง เกษตรกรอาจต้องคำนึงตรงส่วนนี้ให้มากขึ้น

วางแผนการตลาดจากการใช้ชีวิตประจำวัน
คุณกอล์ฟ บอกว่า การหาตลาดอันดับแรกต้องคิดไปถึงหลักความเป็นจริง ในทุกวันครอบครัวเรากินผักอะไร ในชุมชนกินอะไร และภาพรวมของประเทศกินอะไร อยากเจาะตลาดคนกลุ่มไหน ตลาดชุมชน ตลาดในอำเภอ หรือตลาดในเมืองที่มีกำลังซื้อเยอะๆ

ถ้าเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว cykno.com กำลังการผลิตพร้อมก็ลงมือทำ ซึ่งถ้าอยากโตเร็วเราต้องไปหาแหล่งที่เขาปลูกไม่ได้ นั่นคือสังคมเมืองใหญ่ที่เขาต้องการผักเรา เราก็พยายามป้อนผลผลิตเข้าไปในกลุ่มที่เขาต้องการ พูดง่ายเราป้อนเข้าเมืองเพื่อขยายการตลาดให้สินค้าเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น ปัจจุบันที่สวนมีผักส่งขายทั้งปี 365 วัน ส่งทั้งตลาดไท สี่มุมเมือง ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต มีรายได้เข้าสวนทุกวัน

ฝากถึงเกษตรกรรู้จักจดบันทึกรายรับ-จ่าย
เพื่อรู้จุดบกพร่อง
“ขอฝากเกษตรกรทั้งมือใหม่และมือเก่าเลยว่า การทำเกษตรถ้าอยากเห็นทุนเห็นกำไรจะต้องมีการจดบันทึกรายรับรายจ่าย อย่างที่ฟาร์มเรามีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาตั้งแต่เริ่มแรก ทำเพื่อให้รู้ว่าในการทำเกษตรแต่ละครั้งเราใช้เงินลงทุนไปเท่าไร มีรายรับเท่าไร ได้กำไรหรือขาดทุน เมื่อถึงเวลาถ้าขาดทุนเราจะมีข้อมูลละว่ารอบนี้ขาดทุนจากอะไร ใส่ปุ๋ยมากไป หรือจ้างแรงงานมากไปไหม ถ้าจดเราจะรู้หมด เพื่อการลงทุนในครั้งหน้าจะได้วางแผนตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก เกษตรกรจะเห็นกำไรมากขึ้น” คุณกอล์ฟ บอก

สำหรับท่านที่สนใจเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสานกับคุณกอล์ฟ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (094) 491-8133 เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกแก้วมังกรไว้หลายต้นหรือหลายหลัก แต่ไม่งามสมบูรณ์ ติดผลน้อย ผลดัง กล่าวมีสีซีด เนื้อในไม่หวาน แม้ให้น้ำแล้วก็ตาม ผมจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ต้นแก้วมังกรสมบูรณ์ ติดผลดกและรสชาติดีได้ครับ

แก้วมังกร เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัด และชอบน้ำ แต่ไม่แฉะ ลักษณะอาการที่เล่ามานั้น เกิดจากการที่น้ำหรือดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แก้ไขได้ด้วยการให้น้ำถี่ขึ้น

ในกรณีที่ให้น้ำสม่ำเสมอแล้วก็ตาม แต่อาจเกิดจากดินที่ไม่อุ้มน้ำ คือขณะให้น้ำ น้ำไหลบ่าไม่ซึมลงดิน จึงต้องพรวนดินด้วยคราดชนิดซี่ห่าง ขุดฟื้นดินรอบโคนต้นเบาๆ ระวังอย่าให้ระบบรากฉีกขาด จากนั้นผสม ปุ๋ยคอกเก่ากับแกลบดิบ อัตรา 1:1 คลุก เคล้าให้เข้ากัน โรยรอบโคนต้น อัตรา 2 บุ้งกี่ต่อต้น พร้อมรดน้ำตามพอชุ่ม แต่อย่าแฉะ

หากต้องการให้ต้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ควรใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 200 กรัม หรือ 2 กํามือต่อต้น ทุกๆ 2 เดือน จะทําให้ต้นแก้วมังกรของคุณมีสีเขียวสดใสและสมบูรณ์ขึ้น การเพิ่มความหวาน และสีผิวของผลให้สวยงามยิ่งขึ้นแนะนําให้ ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในระยะติดผล อัตรา 200 กรัมต่อต้น เช่นเดียวกัน และหมั่นให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้ขาดน้ำ นอกจากนี้ ควรตัดแต่งกิ่งอย่าให้หนาทึบ เกินไป ตัดสางให้โปร่ง แสงแดดส่องเข้าทรงพุ่มได้ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงของแก้วมังกร

ศัตรูสําคัญคือ มดแดง มักนําเพลี้ยอ่อนมาดูดกินน้ำเลี้ยงที่ก้านดอกในระยะออกดอก จึงควบคุมการเข้ามาของมดให้ดี การปฏิบัติตามคําแนะนําข้างต้น คุณจะได้ต้นแก้วมังกรพร้อมผลผลิตที่ได้คุณภาพตามต้องการ

อาชีพเกษตรกรรม นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ค่อนข้างจะมีอิสระสูง ที่ไม่ว่าใครหากสนใจและมีความพยายามก็สามารถที่จะเป็นเกษตรกรได้ โดยที่ไม่ต้องแบ่งแยกการศึกษา ทุกคนสามารถเป็นได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหากเริ่มนับช่วงหลายปีหลังที่ผ่านมานี้ วงการเกษตรไทยถือเป็นอาชีพที่ผู้คนทุกแวดวงให้ความสนใจ จนกระทั่งยอมที่จะลาออกจากงานเพื่อมาเป็นเกษตรกร หรือแม้กระทั่งมนุษย์เงินเดือนก็เต็มใจที่จะสะละเวลาอันมีค่าช่วงวันหยุดเพื่อที่จะมาเป็นเกษตรกร ด้วยเหตุผลและเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

คุณวิสุทธิ์ อินทร์กลั่น อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 2 ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ หนุ่มสถาปนิก ผู้ที่ชื่นชอบและสนใจในงานด้านการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ เขาพยายามใช้เวลาว่างที่มีอยู่อันน้อยนิดทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นก็คือ ความฝันที่อยากจะมีสวนปลูกผักไว้กินเอง ในบริเวณพื้นที่ข้างบ้าน จนถึงปัจจุบันนี้เขาได้ทำความฝันของเขาให้เป็นจริงแล้ว มาดูกันว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จ จะต้องเจอกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง

คุณวิสุทธิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรว่า ปัจจุบันตนประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกออกแบบคอนโดฯ อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่มีใจรักในการปลูกพืชปลูกผัก คลุกคลีกับดินกับทรายมาตั้งแต่สมัยเด็ก และมีการวางแผนอนาคตไว้ว่าจะทำอย่างไร ที่จะไม่ต้องให้พ่อออกไปทำงานรับจ้างข้างนอก จึงได้ลองศึกษาหาแนวทางในอินเตอร์เน็ตว่าจะพอมีอะไรให้พ่อได้ทำงานอยู่ที่บ้านได้บ้าง กระทั่งได้ไปพบกับข้อมูลทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงและเกิดความสนใจ จึงได้ใช้เวลาศึกษารวบรวมความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงจากอินเตอร์เน็ตเพื่อมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับพ่อนำไปประยุกต์ใช้ทำสวนผสมผสานที่บ้าน จึงเป็นที่มาของสวนผสมลุงวอนถึงทุกวันนี้