จบ ป.ตรี ไม่ง้ออาชีพลูกจ้าง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มมูลค่างานเกษตร

“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

ยุติกับดักมนุษย์เงินเดือน สู่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย ชีวิตวัยเด็ก กับภาพที่เห็นปู่ย่า ตายาย ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ความสุขเกิดในบ้านหลังเล็กๆ นั่นเพราะรู้จักคำว่า “พอเพียง”

นี่จึงเป็นเหตุผลให้เด็กหนุ่มวัยเพียง 20 ปีต้นๆ ยุติการทำงานในระบบลูกจ้าง เพื่อเดินตามรอยความสุข ที่คนรุ่นก่อนเก่าดำเนินมา กับเกษตรอินทรีย์วิถีไทย คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เขาคือเจ้าของความสุขกับวิถีพอเพียง ณ “ไร่สุขพ่วง” ตั้งอยู่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

จากพื้นที่แห้งแล้ง ดินเสีย ขาดน้ำ เด็กหนุ่มคนนี้มุ่งหน้าฟื้นฟู ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว สร้างแหล่งน้ำ สร้างบ้านอยู่อาศัย และเสริมด้วยกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เพื่ออาศัยผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่เพื่อการฆ่า

บนพื้นที่ 25 ไร่ บัดนี้ เติบโตไปด้วยต้นไม้ เติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ แนวคิดเพิ่มมูลค่าสินค้า คือจุดเริ่มต้นกับการทำตลาดของไร่สุขพ่วง ผลผลิตส่วนใหญ่นำมาแปรรูปก่อนขาย
“ผมไม่ขายผักผลไม้สด แต่นำกล้วยมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ พื้นที่ปลูกอ้อยแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

ปลูก แปรรูป ขาย ใส่มูลค่าสินค้าเกษตร

จุดขาย 3 ประการคือ ปลูกเอง แปรรูปเอง จำหน่ายเอง ถือเป็นวิธีเข้าถึงลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะสามารถอธิบายได้ทุกกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อถือต่อลูกค้า “เราทำสินค้าโดยคิดว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่ลูกทำให้พ่อแม่ทาน ฉะนั้น ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด”

กับการศึกษาเรียนรู้ และลงมือทำตามวิถีแห่งความพอเพียงนี้ ส่งผลให้คุณอภิวรรษ และครอบครัว สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างไม่ขัดสน

สำหรับผู้ที่สนใจเดินตามรอยวิถีพอเพียง เฉกเช่นคุณอภิวรรษ เดินทางไปดูตัวอย่างได้ที่ไร่สุขพ่วง พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติมด้วย เพราะสถานที่แห่งนี้จัดตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) โดยมีเรื่องราวด้านการเกษตร การบริหารจัดการ และการตลาด พร้อมมอบให้

ณ บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 1 บ้านสถาน ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นที่ตั้งสวนมีสุข ของเกษตรกรหัวก้าวหน้า เจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำบัญชีครัวเรือนมาช่วยวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการผลิตและอุดช่องโหว่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

คุณนิคม วงศ์ใหญ่ เล่าถึงประวัติส่วนตัวว่า จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านสถาน ตำบลภูซาง เมื่อปี พ.ศ. 2532 พอจบก็เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยไปอยู่กับญาติ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร เงินเดือนตอนนั้น 1,500 บาท เพราะความรู้น้อย เปรียบเทียบกับเด็กเสิร์ฟด้วยกันแต่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 ปรากฏว่ารายได้มากกว่า ด้วยวุฒิการศึกษาจึงคิดได้ว่าถ้าตนเองมีความรู้สูงกว่านี้รายได้จากการทำงานก็จะสูงกว่านี้

คุณนิคมจึงตัดสินใจกลับมาบ้านไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยเทคนิค เมื่อจบ ปวส. ก็มาพบกับ คุณชาลินี ตกลงใช้ชีวิตคู่กัน

คุณนิคมพูดถึงคนอื่นว่าเริ่มต้นชีวิตครอบครัวจาก 1 หรือ 10 เพราะมีมรดกตกทอด แต่คู่ของคุณนิคมเริ่มด้วยติดลบเพราะมาจากครอบครัวยากจนและเป็นหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.ร่วมๆ 50,000 บาท

เมื่อใช้ชีวิตคู่ด้วยกันใหม่ๆ ก็ทำไร่ทำนาที่บ้าน แต่ด้วยจบการศึกษาใหม่ไฟแรง จึงชวนกันไปทำงานที่เชียงใหม่ ลำพูน ครั้งแรกไปแต่ไม่ได้งานทำ จึงกลับมา และไปอีกราวๆ 4-5 ครั้งจึงได้งานทำ แต่ว่ากว่าจะได้เงินเดือนก็ต้องใช้เงินเก่าเดือนชนเดือนแทบไม่มีเหลือเก็บ

เผอิญว่าคุณนิคมและภรรยาชอบจดบันทึกค่าใช้จ่าย เมื่อนำมาวิเคราะห์การไปหางานทำและทำงานแต่ละครั้งหมดไปเป็นสามหมื่นถึงสี่หมื่นบาท รวมแล้วหมดเงินไปนับแสน ซึ่งหากไม่จดบันทึกจะไม่รู้ว่าหมดเงินไปเป็นแสน แล้วเงินแสนที่หมดไปได้จากไหน ก็เป็นเงินที่ได้จากการทำการเกษตรนั้นเอง

ครอบครัวของคุณนิคม ไม่มีที่ดินทำกิน และไม่มีมรดก มีที่ของย่า แต่ลูกของย่ามีหลายคน พอเสร็จหน้านา คุณนิคมจะเช่าพื้นที่เพื่อปลูกพืชหลังนา โดยไม่ปลูกพืชชนิดเดียวเหมือนคนอื่น แต่จะทำการสำรวจตลาดพืชผักที่คนต้องบริโภคทุกวันจึงจะปลูกพืชนั้น

เมื่อไม่มีที่ดินของตนเองต้องเช่าคนอื่นเลยมีความคิดที่อยากจะมีที่ดินของตนเอง เพราะหากเช่าที่ของคนอื่นพอถึงฤดูทำนาเขาก็จะทำนา เราก็ไม่สามารถปลูกพืชที่เราวางแผนที่จะปลูกได้ ประกอบกับได้รับรู้แนวพระราชดำริของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็น้อมนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

พอดีแปลงที่ตั้งสวนมีสุขในปัจจุบัน เจ้าของที่ดินจะขาย เมื่อ 5 ปีก่อน พื้นที่ 3 ไร่ 58 ตารางวา ราคาล้านกว่าบาท คนอื่นบอกว่าแพง ไม่ซื้อ แต่คุณนิคมดูทำเล แล้วตัดสินใจซื้อเพราะมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก หากดินไม่ดีเราสามารถปรับปรุงได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำก็จบกันไปต่อไม่ได้ มีกระท่อมที่สามารถต่อเติมทำเป็นบ้านพักอาศัยได้ จึงตกลงกับภรรยาซื้อที่ดินแปลงนี้

คุณนิคมนำที่ดินของแม่ไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ก็บอกว่าราคาที่แพงทำไมจึงซื้อ คุณนิคมบอกว่าดูทำเลแล้วสามารถที่พัฒนาและทำรายได้จากพื้นที่ได้แน่นอน โดยใช้เงินกู้และเงินสะสมของตนเองซื้อ เดิมพื้นที่เหมือนเป็นที่รกร้าง เนื่องจากก่อนหน้านั้นเจ้าของแปลงทำการเกษตรแบบเคมี เมื่อทำนานๆ เข้าทำให้ดินเสื่อมสภาพไปแล้วคุณนิคมจึงมาปรับปรุงดินโดยใช้พืชปุ๋ยสด พืชคอก ปุ๋ยหมัก ปัจจุบันดินดีขึ้น

เมื่อได้ที่ดินมาก็ดีใจ 2 คนสามีภรรยาจะได้ทำตามฝันโดยไม่ทำนาแต่จะทำสวนเพราะพื้นฐานเคยค้าขายมาก่อน เงินสะสมที่สมทบกับเงินกู้เพื่อซื้อที่ดินก็ได้จากการค้าและการจดบัญชีครัวเรือนทำให้วิเคราะห์ลู่ทางการตลาดได้ ปรากฏว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องทราบว่าจะไม่ทำนา ทุกคนคัดค้านหมด เพราะเดิมแปลงนี้เขาทำนารอบๆ แปลงก็ทำนา จะทำให้น้ำจากแปลงข้างเคียงเข้ามาท่วมสวนผัก

ซึ่งคุณนิคมมีแนวทางแก้ไขไว้แล้วคือจะขุดร่องน้ำออกไปทิ้งท้ายสวน แต่แม่ก็ยืนยันที่จะให้ทำนา จึงคุยกับแม่ว่าตกลงจะทำนาให้ตามที่แม่บอกแต่ขอที่ 1 งานเพื่อปลูกผัก แล้วจะจดบันทึกค่าใช้จ่ายทั้งสองอย่างเปรียบเทียบให้ดู โดยทำควบคู่กันไประหว่างทำนา 2 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวากับปลูกผัก 1 งาน

จดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ใน 1 งานที่ปลูกผักเริ่มด้วย กะหล่ำ นอกจากจะเพาะเพื่อปลูก ยังขายกล้าพันธุ์ด้วย หลังจากนั้น ก็ปลูกผักกาดกวางตุ้ง 20 กว่าวันก็เก็บขายได้แล้ว ปลูกรอบที่ 2 ได้อีก ส่วนข้าวเกือบ 4 เดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ส่วนผักปลูกได้ 3 รอบ เมื่อเก็บเกี่ยวนวดข้าวเสร็จก็ชั่งน้ำหนักทั้งหมด

ตอนนั้นราคาข้าวอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท คิดราคาว่าขายทั้งหมดแล้วไปหักค่าใช้จ่ายที่จดไว้ เหลือเงิน 3,000 กว่าบาท ส่วนการทำสวน 1 งาน มีรายได้ 40,000 กว่าบาท หักค่าใช้จ่าย 10,000 กว่าบาท เหลือเงิน 30,000 กว่าบาท จึงให้แม่ดู ว่าสามารถทำรายได้แตกต่างกันนับ 10 เท่า แม่จึงยอมรับให้เปลี่ยนไปทำสวนผักแบบเต็มแปลง

สิ่งสำคัญที่คุณนิคมและภรรยาทำคือการจดบันทึกบัญชีครัวเรือน ซึ่งจะทำให้สามารถวิเคราะห์ต้นทุน กำไร และวิเคราะห์การตลาดได้ด้วย เพราะเมื่อจดบันทึกก็จะเห็นว่าพืชในแต่ละชนิดที่ปลูกราคาเป็นอย่างไร ช่วงไหนราคาสูงเราก็สามารถวางแผนการผลิตเพื่อให้ผลผลิตออกในช่วงนั้นโดยนับย้อนเวลาที่ปลูก และดูว่าผักชนิดใดที่ปลูกแล้วสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน เช่น โหระพา สะระแหน่

โดยใช้พื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่หลัก เช่น คันคูร่องน้ำ เป็นต้น ปลูก 1 ครั้งเก็บได้ 2 ปี เก็บต่อรอบได้ 20 บาท ต่อต้น ส่วนการปลูกพืชจะปลูกผสมผสาน ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะถ้าราคาพืชชนิดหนึ่งไม่ดี ก็มีพืชอื่นทดแทนกันได้

ปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมของสวนมีสุขของคุณนิคม ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องแหล่งน้ำมีความสำคัญต่อการทำการเกษตร สวนมีสุขตั้งอยู่บ้านสถานแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งตะวันออกรับน้ำจากน้ำเปื๋อย ซึ่งไหลมาจากน้ำตกภูซาง

ส่วนฝั่งตะวันตกที่สวนมีสุขตั้งอยู่ รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไฟอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ใช้ระบบเหมืองฝายของทางภาคเหนือ มีกฎเกณฑ์ที่ใช้ยึดถือปฏิบัติในการบริหารจัดการ ไม่มีปัญหาการแย่งน้ำกัน

จริงๆ แล้วคุณนิคมอยากจะทำเกษตรอินทรีย์ แต่เนื่องจากที่ตั้งแปลงยังมีแปลงข้างเคียงยังใช้สารเคมีอยู่ จึงพยายามจะชักชวนให้เขาลดละเลิกการใช้สารเคมี ช่วงนี้จึงเป็นระยะปรับเปลี่ยนในรูปแบบการทำการเกษตรแบบปลอดภัยคือลดการใช้ให้มากที่สุด หันไปใช้สารชีวภัณฑ์เข้ามาทดแทน และใช้ในระยะที่จำเป็น ทิ้งระยะเวลาที่ปลอดภัยจึงจะเก็บเกี่ยวไปขาย

ปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ซึ่งนอกจากจะให้ความปลอดภัยกับผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต คุณนิคมยังได้รับความรู้และอุปกรณ์ในการทำระบบการให้น้ำ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ถือว่าสามารถนำไปขยายผลได้แล้วในการให้น้ำโดยระบบน้ำหยดและสปริงเกลอร์

สวนมีสุขของคุณนิคมได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เป็นสวนเปิด เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ของสำนักงานเกษตรอำเภอภูซาง สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา เกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้ตลอด เข้ามาแลกเปลี่ยนรู้ซึ่งกันและกัน

คุณนิคมบอกว่าไม่มีการปิดบังข้อมูล ตนเองไม่ได้ร่ำรวยพอที่จะแบ่งทรัพย์สินให้คนอื่นได้ มีแต่ความรู้และประสบการณ์ที่พอจะแบ่งปันเป็นวิทยาทานไป บางครั้งอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เติมเต็มซึ่งกันและกันได้ การได้พบปะพูดคุยกันจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ได้ นอกจากนี้ ตอนคุณนิคมได้สร้างบ้านพักเล็กๆ จำนวน 2 หลังสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่จะมาพักและทำกิจกรรมกับสวนมีสุข

คุณนิคมฝากถึงผู้ที่จะเข้าสู่อาชีพการทำการเกษตรว่าควรเริ่มจากเล็กๆ ก่อน หากได้ผลจึงค่อยขยาย มีหลายคนที่ออกจากงานประจำที่ทำแล้วมาทำแบบใหญ่โตทีเดียวแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ต้องกลับไปทำงานประจำอีกเพราะการทำการเกษตรมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งเรื่องทุน สภาพดินฟ้าอากาศ และท้ายที่สุดคือเรื่องของตลาด

แต่ถ้าใครอยากจะเข้ามาเรียนรู้ศึกษาดูงานของคุณนิคม สวนมีสุขพร้อมที่เรียนรู้และก้าวเดินไปด้วยกันตามแนวพระราชดำริที่องค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ติดต่อทางโทรศัพท์ได้ที่ (081) 179-6341 หรือที่อยู่ข้างต้น

สวัสดีครับ คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้เต็มใจพาท่านไปพบกับชุมชนที่เข้มแข็ง ผู้นำชุมชนและลูกบ้านก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ในงานสายพัฒนา ที่ทำได้ดีจนถูกยกให้เป็นตัวอย่างในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ตามผมไปดูกันครับ

พาท่านมาพบกับ คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เริ่มต้นเล่าว่า “ผมเองไม่ใช่คนกาญจนบุรี แต่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว ตั้งแต่ผมเรียนจบจากคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็มาอยู่ที่กาญจนบุรีเรื่อยมา เมื่อก่อนที่นี่ร้อน แห้งแล้งมาก ผมก็ทำมาหากินอยู่ที่นี่ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องการพัฒนาชุมชนจากผู้หลักผู้ใหญ่ จนถึงวันนี้ที่ต้องรับหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชนที่ต้องช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอีกหลายชีวิต”

ผลจากการพัฒนาหมู่บ้านของผู้นำชุมชนรุ่นเก่ารวมทั้งผลงานของผู้ใหญ่พิเชษฐ์ ได้ทยอยออกดอกผลให้คนในชุมชนชื่นใจแล้ววันนี้ สิ่งที่ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ให้ความสำคัญสำหรับการพัฒนาบ้านหนองสามพรานคือ เรื่องของน้ำ เพราะชาวบ้านหนองสามพรานทำการเกษตรแทบจะทุกครัวเรือน ดังนั้น น้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งพัฒนา

ในปี 2557 ชาวบ้านหนองสามพรานได้รับงบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำเพื่อมาลอกลำห้วยเดิม ในพื้นที่ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรทำให้ลำห้วยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลายเป็นเสมือนเส้นเลือดหลักที่นำน้ำจากแหล่งต่างๆ ในชุมชนมาเชื่อมต่อกัน รวมทั้งได้จัดทำฝายชะลอน้ำและขุดสระน้ำเพื่อเป็นแหล่งสำรองน้ำเอาไว้ใช้ได้ทั้งปี

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอกว่า “เราปฏิบัติตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งให้ได้มากที่สุด เพราะคนในหมู่บ้านของเรามีอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก แหล่งน้ำสำรองจึงขาดไม่ได้ ที่ผ่านมาหมู่บ้านของเราโชคดีได้รับงบประมาณจากหลายหน่วยงานมาช่วยพัฒนาเรื่องน้ำ”

ด้วยความคิดของผู้ใหญ่พิเชษฐ์ที่มองว่า การใช้น้ำต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด เพราะน้ำมีจำกัดและมีต้นทุนในการผลิต ระบบการจัดสรรน้ำจึงถูกนำมาใช้ในหมู่บ้านหนองสามพราน

“ผมเคยไปดูงานที่ประเทศอิสราเอล ได้เห็นเขาแก้ปัญหาภัยแล้ง ก็เลยนำมาดัดแปลงใช้ที่บ้านหนองสามพรานคือ วิธีการให้น้ำจะเริ่มจากการดึงน้ำมาจากต้นน้ำให้มารวมกันที่ส่วนกลาง แล้วจึงปล่อยไปตามระบบท่อสู่แปลงของชาวบ้าน ใช้กระแสไฟฟ้าสูบน้ำเพื่อปล่อยออกไปยังแปลงเกษตรกร ซึ่งวิธีนี้ส่งผลดีมากโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งจะสามารถเห็นความแตกต่างจากชุมชนอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ผลผลิตทางการเกษตรของเราไม่ต้องเสี่ยงปัญหาจากภัยแล้ง ไม่ต้องกังวลว่าผลผลิตจะเสียหาย ทั้งหมดนี้มาจากการจัดการน้ำที่ดี” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่า

สหกรณ์โคนม อีกหนึ่งแนวทางสร้างอาชีพ

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า “ที่ผ่านมา ชุมชนของเราพยายามปลุกปั้นให้เกิดอาชีพหลักๆ ขึ้น ซึ่งเรามองว่าอาชีพการเลี้ยงวัวรีดนมเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พวกเราจึงได้ร่วมกันจัดตั้งสหกรณ์โคนมกาญจนบุรีขึ้นปัจจุบันนี้ มีสมาชิก 36 ราย ผลผลิตน้ำนมที่ได้จะถูกส่งต่อไปแปรรูปที่บริษัทรายใหญ่ต่อไป”

เนื่องจากอาชีพเลี้ยงวัวนมได้กลายเป็นอาชีพสำคัญของชาวบ้านหนองสามพราน การส่งเสริมการปลูกหญ้าอาหารสัตว์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ตามมา

“เราตั้งเป้าหมายส่งเสริมให้ชาวบ้านหนองสามพรานปลูกหญ้าเนเปียร์ให้ได้ 200 ไร่ เพื่อส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนม การปลูกหญ้าเป็นการปลูกที่ไม่ต้องใช้สารเคมีสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ในรอบปี ซึ่งถ้าเทียบกับอ้อยที่ชาวบ้านเคยปลูกอ้อย จะปลูกและตัดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้าเปลี่ยนมาปลูกหญ้าเนเปียร์จะทำให้เกษตรกรมีได้กำไรมากกว่าปลูกอ้อย” ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ บอก

ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่

ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า ทางหมู่บ้านได้พัฒนาศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยใช้พื้นที่ 20 ไร่ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวของคนที่สนใจทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ตลอดจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะมาเป็นหมู่คณะ หรือมาแบบส่วนตัว ทำให้พี่น้องชาวบ้านหนองสามพรานมีรายได้จากการมาออกร้านจำหน่ายสินค้าของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน

โดยกิจกรรมภายในศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน ประกอบด้วยการแบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ ตามอัตราส่วน 30-30-30-10

ส่วนแรก พื้นที่ 30% สำหรับแหล่งเก็บน้ำใช้เพื่อการปลูกพืช ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำสร้างรายได้ ส่วนที่ 2 พื้นที่ 30% สำหรับปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพร ส่วนที่ 3 พื้นที่ 30% เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น หมูหลุม ไก่ไข่ และเป็ดไข่ ในส่วนสุดท้าย พื้นที่ 10% แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยและถนน

“จากกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน เราจะมีรายได้รายวัน รายเดือน และรายปี รายได้รายวันได้มาจากไข่ไก่กับไข่เป็ด รายเดือนจะได้จากพืชผักอายุสั้น ส่วนรายได้รายปีมาจากไม้ผลกับปลา เป็นตัวอย่างดีๆ ที่เราทำจริง เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน”

สนับสนุนการสร้างอาชีพที่หลากหลายให้ชุมชน

นอกจากการวางระบบและโครงสร้างต่างๆ ให้ชุมชน ตลอดจนสนับสนุนอาชีพหลักให้กับชาวบ้านหนองสามพรานแล้ว ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ ยังสนับสนุนให้ลูกบ้านสร้างอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วย

อย่างเช่น คุณสรัญชณา พรหมเอาะ ที่บ้านเลขที่ 226 บ้านหนองสามพราน นอกจากจะมีอาชีพหลักแล้ว คุณสรัญชณาและสามียังมีอาชีพเสริมคือ การเลี้ยงไส้เดือน

“เราเลี้ยงไส้เดือนสายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ครอเลอร์ (African Night Crawler) หรือ AF เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ ตัวมีสีน้ำตาลแดงปนเทา เป็นไส้เดือนดินสายพันธุ์ในเขตร้อน ชอบอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อน อาศัยอยู่บริเวณผิวดิน กินเศษซากอินทรียวัตถุที่เน่าสลายเป็นอาหาร เราเลี้ยงไว้ในวงบ่อซีเมนต์ แล้วใช้ขี้แพะ ขี้วัว ที่เราเลี้ยงไว้มาให้กิน”

ผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือนของคุณสรัญชณาคือ ขี้ไส้เดือน

“เราขายขี้ไส้เดือนแบบไม่ได้ผ่านการร่อน ในราคา 10 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หากเป็นขี้ไส้เดือนร่อนแล้ว เราขาย 25 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนพันธุ์ไส้เดือนเราก็ขายในราคา กิโลกรัมละ 500 บาท” ใครสนใจขี้ไส้เดือนและพันธุ์ไส้เดือน ติดต่อได้ที่ คุณสรัญชณา โทร. 098-292-4960 ครับ

ไปต่อกันที่ คุณสมใจ แซ่ตัน บ้านเลขที่ 69 บ้านหนองสามพราน คุณสมใจ นอกจากมีอาชีพเป็นเกษตรกรแล้วยังมีอาชีพเสริมคือ ผลิตผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม และได้จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานขึ้น โดยรวบรวมสมาชิกในชุมชนมาร่วมกันผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยมีหน้าร้านอยู่ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน คอยจำหน่ายให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ ได้เอาไปใช้กัน

“เราทำมาหลายปีแล้ว ลูกค้าก็คือ คนที่เข้ามาดูงานในศูนย์เรียนรู้ฯ ก็ถือว่าพออยู่ได้ เพราะเราไม่ได้ลงทุนมาก ไม่ได้เน้นบรรจุภัณฑ์สวยงาม แต่เน้นการใช้ประโยชน์ได้จริงและราคาถูก” ใครสนใจพูดคุยกับ คุณสมใจ ติดต่อไปได้ที่ โทร. 081-742-6277

เป็นอีกตัวอย่างดีๆ ของชุมชน ที่พยายามสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใครมาทำให้บ้านของเราเข้มแข็งมั่นคงได้ หากเราไม่มีผู้นำที่ดีและไม่มีผู้ตามที่มุ่งมั่นจริงจังแล้ว ชุมชนของเราคงไม่ประสบความสำเร็จ มั่นคง ยั่งยืน ไปได้อย่างแน่นอน

“คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ต้องขอลากันไปก่อน ขอให้โชคดี มีความสำเร็จ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ

คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวไว ใจสู้ สมัครคาสิโน GClub พักอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 4 บ้านดอกบัว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ด้วยวัย 43 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เห็นเรื่ององุ่น ในสื่ออินเตอร์เน็ต มีความสนใจ จึงศึกษาดู ประกอบกับแรงบันดาลใจอยากจะปลูกพืชยืนต้น ลงทุนครั้งเดียวสามารถอยู่ได้นาน จึงติดต่อกับ อาจารย์ชินพันธ์ ธนารุจ อาจารย์ประจำสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาชมรมผู้ปลูกองุ่นระดับประเทศและภาคเหนือ เพื่อขอความรู้และได้ติดต่อซื้อต้นพันธุ์จากการแนะนำของอาจารย์ จนแน่ใจแล้วจึงตัดสินใจที่จะปลูกองุ่น โดยเลือกปลูกองุ่นไร้เมล็ด ซึ่งยังมีปลูกกันน้อยในจังหวัดพะเยา

ในปี 2558 คุณปรีชา ใจบาล จึงลงมือปลูกทั้งหมด 175 ต้น รวมต้นรองที่ใช้เชื่อมต้น แต่คิดเป็นต้นหลักเพียง 35 ต้น ใช้เวลาเพียง 7 เดือน ทำให้กิ่งใบเต็มเร็ว โดยซื้อต้นพันธุ์ต้นตอป่าเปลี่ยนยอด ในราคาต้นละ 180 บาท แต่ราคาขายปลีกเขาจะขายในราคา 250 บาท ต่อต้น

การปลูกองุ่นในพื้นที่ราบ สิ่งสำคัญคือ น้ำ ที่ให้จะต้องปราศจากคลอรีน เพราะฉะนั้นน้ำประปา ทั้งของการประปาและประปาหมู่บ้าน ไม่สามารถให้ได้ ที่แปลงคุณปรีชาใช้น้ำประปาภูเขา ในระยะหลังประสบปัญหาภัยแล้งจึงขุดบาดาลน้ำลึก แต่ก็มีปัญหาออกไซด์สูง จึงต้องสูบขึ้นมาพักไว้ในสระที่ทำขึ้นก่อนให้องุ่น

องุ่น ที่คุณปรีชาปลูกคือ พันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด ทรงผลรี ขนาดปานกลาง สีดำช่อใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย รสชาติอร่อย หวาน กรอบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีราคาแพง อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 4 เดือนครึ่ง (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู และสภาพพื้นที่ด้วย) ส่วนอีกพันธุ์ที่โครงการหลวงกำลังจะส่งเสริม คือ พันธุ์ “รูบี้ซีดเลส” เป็นองุ่นไม่มีเมล็ดเหมือนกัน ผลโต ยาวรี ผลมีสีแดงช่อใหญ่ เปลือกหนาพอๆ กัน พันธุ์บิวตี้ซีดเลส มีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ และเป็นพันธุ์ที่มีราคาแพงเช่นกัน อายุตั้งแต่เริ่มตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ ประมาณ 5-6 เดือน

การปลูกองุ่น ข้อมูลทางวิชาการของการปลูกองุ่นคือ การปลูกในที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 3×4-3.50×5 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน