จะพบว่า สารเคมีบางชนิดสามารถคุมแมลงศัตรูได้หลายชนิดใน

หลายท่านที่เคยอ่านหนังสือมะนาวและพบบทสัมภาษณ์ของเกษตรกรที่ปลูกมะนาวหลายรายว่า ใช้ปุ๋ยสูตรนั้นดี สูตรนี้ดี แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ปุ๋ยในแต่ละสูตรจะใส่ช่วงไหนบ้าง และมีข้อจำกัดในการใส่อย่างไร ทีมงานชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้สอบถามชาวสวนมะนาวที่มีประสบการณ์หลายท่าน และได้พูดคุยกับเกษตรกรชั้นเซียนเหล่านั้น ได้ให้ข้อแนะนำดังนี้ ข้างกระสอบปุ๋ยเขียน N-P-K คืออะไรบ้าง N = ไนโตรเจน ชาวบ้านให้นึกถึง ใบ, P = ฟอสฟอรัส ชาวบ้านให้นึกถึง ดอกและราก และ K = โพแทสเซียม ชาวบ้านให้นึกถึงผล ดังนั้น ถ้าสูตรปุ๋ย เขียนว่า 15-15-15 ก็ง่ายๆหมายถึง บำรุงใบ 15% บำรุงดอก 15% และเร่งผล 15%

สูตรเร่งใบอ่อน ทางดิน การใช้ปุ๋ยในสวนมะนาว

กรณีเป็นต้นมะนาวปลูกใหม่ ให้ใส่ สูตร 25-7-7 เพื่อเร่งการแตกใบอ่อน ทรงพุ่มจะได้โตเร็ว แต่ถ้าไม่มีให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 แทนได้ การใส่ปุ๋ยเคมีทางดิน มีข้อควรระวังคือ ต้องใส่แต่น้อย แต่เน้นใส่บ่อยครั้ง, ยกตัวอย่าง ใส่ปุ๋ยทางดินครั้งแรก หลังปลูกไปได้ 20 วัน โดยใช้ปลายนิ้วหยิบปุ๋ยหว่านรอบๆ โคนต้นแล้วรดน้ำตาม (ปริมาณที่ใส่น้อย จริงๆ ถ้าตวงก็ไม่น่าจะเกิน 1 ช้อนชา) การใส่ปุ๋ยมาก ในแต่ละครั้งจะทำให้สภาพดินเป็นกรดเร็ว และต้นมะนาวอาจจะน็อกปุ๋ยตายได้เมื่อใส่ครั้งต่อไป เมื่อเห็นว่าต้นมะนาวมีความเขียวลดลง หรือกำหนดเวลา ประมาณ 1-2 เดือน การใส่ในครั้งต่อไปให้เพิ่มปริมาณปุ๋ยทีละน้อย จนเมื่อมะนาวอายุ 1 ปี และมีทรงพุ่ม ประมาณ 1-2 เมตร ปริมาณปุ๋ยที่ใส่จะอยู่ที่ 2 กำมือ ต่อครั้ง เท่านั้น

สูตรเร่งใบอ่อน ด้วยปุ๋ยทางใบ

ปุ๋ยที่ฉีดทางใบเป็นคนละชนิดกับที่ใส่ทางดิน ไม่แนะนำให้เอามาใช้ทดแทนกัน ปุ๋ยทางดินนั้น แม้จะเป็นสูตรที่เราต้องการ แต่ส่วนผสมที่ใส่ไว้เพื่อเพิ่มน้ำหนัก (filler) จะมีปัญหากับระบบการฉีดพ่นทางใบมาก ดังนั้น ถ้าเราจะฉีดพ่นทางใบ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยที่ทำมาเพื่อฉีดพ่นทางใบเท่านั้น ในตลาดบ้านเราพบเห็นได้ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ปุ๋ยเกล็ด เช่น ปุ๋ยนิวตริไจเซอร์ (20-20-20) และ ปุ๋ยเหลว เช่น 12-12-12, 18-6-6 ในการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ แนะนำให้ใช้ตามอัตราที่ฉลากแจ้งไว้ เพราะปุ๋ยแต่ละสูตรอัตราการใช้ไม่เท่ากัน

แต่ควรฉีดในช่วงที่อากาศเย็น ไม่ร้อน โดยปกติจะนิยมฉีดช่วงเช้ามืด หรือช่วงเย็นๆ กรณีใช้ปุ๋ยเกล็ดต้องนำไปละลายน้ำให้ดีเสียก่อน จึงใส่ลงในถังฉีดพ่น ถ้าใส่ลงไปเลยอาจเกิดปัญหาการไม่ละลาย ทำให้หัวฉีดอุดตัน และได้รับประสิทธิภาพของปุ๋ยไม่เต็มที่

การฉีดพ่นปุ๋ยเร่งการแตกใบอ่อน

ในกรณีต้นมะนาวโทรม หรือไม่ยอมแตกใบอ่อน ปัญหานี้มักเกิดกับต้นมะนาวที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบราก หรือมะนาวมีประวัติออกลูกมากเกินไป จะต้องบำรุงและดูแลอย่างดี ทางดินแนะนำให้ตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินก่อน ส่วนมากถ้าปลูกนานๆ ดินมักจะมีสภาพเป็นกรด การตรวจ pH ของดินต้องไม่ต่ำกว่า 6 ถ้าตัวเลขน้อยกว่านี้ แสดงว่าดินเป็นกรดมาก เกษตรกรจะต้องเร่งปรับสภาพดินด้วยการใส่ปูน เช่น ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ ฯลฯ หลังใส่ปูนตรวจวัด pH อีกครั้ง ถ้าอยู่ในระหว่าง (pH 6-7) ให้ถือว่าใช้ได้ ให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปริมาณขึ้นอยู่กับขนาดและสภาพของต้น (ใส่แต่เพียงพอดี)

บางครั้งพบว่า หลังปรับสภาพดินด้วยปูนขาว หรือปูนโดโลไมท์แล้ว มะนาวกลับเขียวและฟื้นสภาพเอง โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี เพราะปูนได้ไปช่วยปลดปล่อยปุ๋ยในดินให้รากต้นมะนาวเอากลับไปใช้ได้ (อธิบายแบบชาวบ้านจะได้เข้าใจง่าย) ควรหมั่นตรวจดูสภาพโคนต้นมะนาว ว่ามีอาการของโรครากเน่า โคนเน่า หรือเปล่า? เพราะโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรม ไม่ยอมแตกใบอ่อน ถ้าพบต้องรีบแก้ไข เมื่อตรวจทุกอย่างดีแล้ว จึงใช้ปุ๋ยทางดิน ช่วยให้การแตกใบอ่อนเร็วขึ้น และสม่ำเสมอ สูตรที่นิยมใช้และหาง่าย คือ สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 การใส่ปุ๋ยทางดินกับมะนาวที่โต หรือให้ผลผลิตแล้ว

หลายท่านอาจเคยได้พบบทความที่ว่า ถ้าต้นมะนาวมีอายุ 4-5 ปี ใส่ต้นละ 2 กิโลกรัม คำว่า 2 กิโลกรัมไม่ใช่ใส่ครั้งเดียว ให้แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง เพราะถ้าใส่ปริมาณสูงในครั้งเดียว ปุ๋ยจะเป็นพิษได้ ต้นมะนาวเราก็ใช้ไม่ทัน สูญเสียเยอะกว่า สรุปได้ว่าการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับต้นมะนาวควรใส่น้อยแต่บ่อยครั้ง

ข้อควรจำอีกอย่าง คือ หลังใส่ปุ๋ยเคมีทุกครั้ง ต้องรดน้ำตามจนปุ๋ยเคมีละลายจนหมด ไม่ใช่ใส่แล้วปล่อยไว้อย่างนั้น มะนาวไม่สามารถเอาปุ๋ยเม็ดไปใช้ประโยชน์ได้เลย ถ้าปุ๋ยไม่ละลาย ตรงนี้พบบ่อยมาก และเป็นข้อเสียของเกษตรกรที่ไม่รู้จักวิธีการ มีข้อสงสัยว่า ทำไม การใส่ปุ๋ยมะนาวจึงไม่แนะนำให้พรวนดินกลบ ต้องบอกเลยว่า อย่าพรวนดินที่บริเวณต้นมะนาว ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เพราะรากมะนาวอ่อนแอมาก การที่เราพรวนดิน จะไปตัดรากให้เกิดแผล และโรครากเน่าจะเข้าทำลายทันที ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้พรวนดินให้กับต้นมะนาวเด็ดขาด

การฉีดปุ๋ยทางใบให้กับมะนาว เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน

แนะนำว่า ถ้าต้นโทรมมาก ใช้ปุ๋ยเหลวสูตรตัวหน้าสูง เช่น 30-0-0 ร่วมกับสารสกัดธรรมชาติ เช่น สาหร่าย-สกัด, ปุ๋ย 30-0-0 ใช้อัตรา 30-40 ซีซี และสาหร่าย-สกัด 20-60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีโทรมไม่มาก ให้ใช้ปุ๋ยทางใบ สูตรเสมอ เช่น นิวตริไจเซอร์ (20-20-20) หรือปุ๋ยเหลว สูตร 12-12-12 แทน ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยตัวหน้าสูงอย่างเดียว (อัตราใช้ดูตามคำแนะนำในฉลาก) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบนั้น สามารถฉีดร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงพร้อมในคราวเดียวกันได้ เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนการฉีดและประหยัดเวลา แต่ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่มั่นใจว่าจะผสมกันได้ไหม ให้ลองเอายาที่เราจะฉีดทั้งหมดมาผสมในถังน้ำขนาดเล็กก่อน เพื่อดูว่าสามารถเข้ากันได้ดีหรือเปล่า ถ้าผสมแล้วของผสมที่ได้เป็นวุ้น หรือตกตะกอน ไม่แนะนำให้ฉีดพ่น ตรงนี้เกษตรกรต้องคอยจดจำไว้ จะได้ไม่สับสน เมื่อผสมยาในคราวต่อไป

ปุ๋ยเร่งการออกดอก สูตรไหนดี

หลายท่านสงสัยว่า ถ้าเราจะทำมะนาวให้ออกดอกหน้าแล้ง จะฉีดปุ๋ยตัวไหนดี ฉีดกี่ครั้งถึงจะออก หรือ แม้แต่บางท่านทำตามคำแนะนำทุกอย่าง ก็ยังไม่เห็นดอกมะนาวเลย ตรงนี้ขอบอกตรงๆ เลยว่า การบังคับมะนาวให้ออกดอกตามที่ต้องการนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ จึงแนะนำว่า ต้องลองศึกษาด้วยตัวเองก่อน คนที่ทำมะนาวจนชำนาญ เขาสามารถเลือกใช้สูตรปุ๋ยได้โดยไม่ต้องระบุสูตรที่ชัดเจน เอาแค่ใกล้เคียงกัน ก็ใช้ได้แล้ว

สูตรปุ๋ยที่แนะนำ ช่วงสะสมอาหารของมะนาวจะต้องมีโครงสร้างสูตรปุ๋ย สัดส่วน 1:1:5 ส่วน หรือ 1:2:5 ส่วน อย่างเช่น สูตร 1:1:5 เช่น ปุ๋ยสูตร 5-5-25, อย่างเช่น สูตร 1:2:5 เช่น ปุ๋ยสูตร 3-16-36 (เฟอร์ติไจเซอร์) แต่ถ้าไม่มี หรือหาไม่ได้ จะใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 หรือ 10-52-17 แทน, ตัวอย่างสูตรปุ๋ยช่วงสะสมอาหาร 3-16-36 อัตรา 40 กรัม, เฟตามิน อัตรา 10 ซีซี หรือ 0-52-34 อัตรา 100 กรัม, สังกะสี อัตรา 20 ซีซี ฉีดพ่นช่วงเช้า ประมาณ 3-4 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ในช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ ห้ามรดน้ำ โดยเด็ดขาด ถ้ามีฝนตกจะต้องเร่งระบายน้ำออกจากบริเวณต้นมะนาวให้เร็วที่สุด

ส่วนทางดิน จะใช้ปุ๋ย สูตร 9-24-24 หรือ 8-24-24 เป็นหลัก เพราะหาซื้อง่าย การใส่จะให้ใส่ในช่วงก่อนเริ่มสะสมอาหารทางใบ ใส่แล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นเมื่อเราเริ่มสะสมอาหารทางใบ เราจะไม่ใส่ปุ๋ยทางดินอีกเลย จนกว่าจะดึงดอก เพราะต้องการให้ดินแห้ง เมื่อถึงเวลาใกล้ดึงดอกเกษตรกรบางรายจะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางใบ จากสูตร 0-52-34 มาเป็นสูตร 10-52-17 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ตาดอกเริ่มพัฒนา การใช้ปุ๋ยสูตร 10-52-17 จะใช้อีกประมาณ 2 ครั้ง เมื่อสังเกตเห็นตาดอกเริ่มบวมปูดโตโผล่มา จึงดึงดอก

สูตรปุ๋ย ที่นิยมใช้เปิดตาดอก

ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) อัตรา 300 กรัม สาหร่าย-สกัด อัตรา 50 ซีซี ฉีดพ่นสัก 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ส่วนทางดิน จะใส่ปุ๋ย สูตร 9-24-24 อีกครั้ง พร้อมกับเปิดน้ำให้แปลงปลูกชุ่มน้ำติดต่อกัน 2 สัปดาห์ จุดนี้เกษตรกรหลายรายไม่เข้าใจว่า ทำไม ต้องเปิดน้ำทุกวัน การเปิดน้ำทุกวัน (เปิดให้ชุ่ม น้ำไหลท่วมเลย) จะช่วยกระตุ้นให้มะนาวออกดอกดีมาก หลายท่านทำตามขั้นตอนมาทั้งหมด แต่มาตกม้าตายตอนท้าย คือไม่ยอมเปิดน้ำติดต่อกัน จึงทำให้การออกดอกไม่ดี

มะพร้าวที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ มะพร้าวต้นสูง นิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยนำเนื้อมะพร้าวแก่มาแปรรูปเป็นน้ำกะทิจำหน่ายทั่วโลก และ มะพร้าวต้นเตี้ย ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกระทิ ประเทศไทย ถือเป็นแหล่งกำเนิดมะพร้าวที่มีความหลากหลายสายพันธุ์ ให้เลือกรับประทาน แต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์เด่นที่แตกต่างกันออกไป สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวที่ให้ปริมาณน้ำตาลสดมาก ได้แก่ พันธุ์สาริชา พันธุ์สายบัว และพันธุ์ทะเลบ้า นิยมปลูกกันมากในจังหวัดสมุทรสงครามที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลมะพร้าว

ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางสายพันธุ์มะพร้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่มะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยส่วนใหญ่หายากและเสี่ยงสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก จึงเตรียมยื่นขอทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติเพื่อศึกษาและรวบรวมสายพันธุ์มะพร้าวพันธุ์ไทยที่หายากมารวบรวมไว้ในศูนย์ฯ แห่งนี้คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 5 ปีตั้งแต่ปี 2559-2563 สำหรับมะพร้าวพันธุ์ไทยหายากที่เตรียมจัดหามาปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ ในศูนย์วิจัยพืชสวนแห่งนี้ได้แก่ มะพร้าวพันธุ์พวงร้อย มะพร้าวกะโหลก มะพร้าวหมูสี มะพร้าวไฟ มะพร้าวนาฬิเก มะพร้าวซอ และมะพร้าวเปลือกหวาน ฯลฯ

สำหรับ “ มะพร้าวเปลือกหวาน ” มีลักษณะเด่นพิเศษไม่เหมือนใครเพราะเป็นมะพร้าวชนิดเดียวในโลกที่กินเปลือกได้ มะพร้าวเปลือกหวานอยู่ในกลุ่มมะพร้าวต้นสูง มีสะโพก รูปร่างขนาดของผลเหมือนมะพร้าวกลางและมะพร้าวใหญ่ โดยผลมีขนาดขนาดกลางถึงผลใหญ่ค่อนข้างกลม ผลอ่อนเปลือกบริเวณตามีสีขาว มีรสชาติคล้ายมันแกว เปลือกของผลแก่มีสีเทาอ่อนและมีเส้นใยนุ่ม แตกต่างจากมะพร้าวทั่วไปที่มีเส้นใยหยาบแข็ง มีสีน้ำตาล

มะพร้าว ” เปลือกหวาน ” เป็นมะพร้าวสายพันธุ์เก่าแก่หายากในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และราชบุรี ชาวบ้านนิยมนำผลอ่อนตั้งแต่ยังไม่มีเนื้อมะพร้าว ขนาดเท่ากำปั้นมาทานเปลือกเล่นๆ ในยามว่าง โดยปาดจุกออก ค่อยๆ ลอกเปลือกออกแล้ว เฉาะกินเหมือนมันแกว จุดที่อร่อยที่สุดคือ ส่วนหัวเพราะมีรสหวาน มัน กรอบกว่าส่วนอื่นๆ เวลาทานจะได้รสชาติอ่อนนุ่มเหมือนเคี้ยวเนื้อมันแกว นอกจากนี้ยังนิยมนำส่วนที่เป็นเปลือกหวานไปปรุงอาหารโดยผัดร่วมกับหมูกุ้งจะได้เมนูอาหารจานเด็ดที่มีรสชาติอร่อยมาก

พูดถึง อินทผลัม หลายคนคงคิดถึงแบบอบแห้งกันใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอินทผลัมแบบกินผลสด

ในบ้านเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งคนปลูกและคนกิน เทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสพูดคุยกับ คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ เจ้าของสวนอินทผลัม จังหวัดนนทบุรี สวนนี้ถือว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่ง

คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ผ่านมาปลูกโป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า ลีลาวดี ชวนชม และไม้ประดับอื่นๆ ในพื้นที่ 100 ไร่ หลังจากนั้นก็มาปลูกอินทผลัมทั้งแบบการเพาะเมล็ดและปลูกแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ปัจจุบัน ได้ผลดี คือปลูกจากต้นที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ “พันธุ์ที่ทางสวนปลูกคือ พันธุ์บาร์ฮี (เนื้อเยื่อ) เพราะให้ผลที่แน่นอน ตอนแรกที่สวนก็ปลูกแบบเพาะเมล็ดด้วย แต่ว่าขุดทิ้งออกหมดแล้ว เพราะว่าให้ผลผลิตไม่แน่นอน ตอนนี้ที่สวนมีพันธุ์บาร์ฮี ปลูกอยู่เป็นหลักร้อย ประมาณ 500 ต้น อายุต้นอยู่ประมาณ 2-3 ปี ต้นหนึ่งสามารถออกผลได้ตั้งแต่ 2 ปีหลังจากปลูกแล้ว เพราะว่าสภาพดินที่สวนเป็นดินเหนียวค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ส่วนราคาขายผลผลิตจะเป็นกิโลกรัมละ 500 บาท ถ้าปลูกทุเรียนก็จะดี แต่ถ้าปลูกอินทผลัมก็จะดียิ่งกว่า เพราะว่าดินที่นี่สมบูรณ์มากกว่าที่อื่น” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา บอกว่า ราคาต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อยู่ที่ต้นละ 1,500 บาท ซึ่งมีความแน่นอน สั่งตัวเมียได้ตัวเมีย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นที่ให้ผลผลิตได้คือต้นตัวเมีย จึงต้องมีตัวผู้จำนวนหนึ่งไว้ผสมเกสร ปัจจุบันใช้พันธุ์ตัวผู้เคแอล 1

ระยะปลูกที่เหมาะสม ช่วงแรก คุณปรีชา ปลูกอินทผลัมระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 6 คูณ 6 เมตร เวลาผ่านไป 3 ปี ซึ่งต้นให้ผลผลิตแล้ว ต้นชิดเกินไป ที่เหมาะสมควรเป็น 8 คูณ 8 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 25 ต้น

เตรียมดินอย่างไร เจ้าของบอกว่า แรกสุด ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก หลังปลูก ใส่ปุ๋ยคอก ใบก้ามปู

ปุ๋ยต้องเหมาะสม ช่วงที่ต้นยังไม่ให้ผลผลิต นอกจากปุ๋ยคอกและใบก้ามปูแล้ว หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์เน้นตัวหน้าคือไนโตรเจน ก่อนออกดอกสะสมอาหารด้วยสูตร 8-24-24 ก่อนเก็บผลผลิต เพิ่มความหวานด้วยสูตร 13-13-21 เน้นตัวท้ายสูง

น้ำให้ทุกวัน ช่วงฝนไม่ต้องให้น้ำ แต่หากเป็นหน้าแล้ง เจ้าของบอกให้ทุกวัน อินทผลัม มีศัตรูคล้ายๆ มะพร้าว คือ ด้วงเจาะลำต้น

ด้วงแรดเจาะลำต้น ไม่ทำให้ต้นอินทผลัมตาย แต่หลังจากนั้น หากมีด้วงงวงเจาะตามเข้าไป ต้นแย่แน่ ทางป้องกันคือทำแปลงให้สะอาด อย่ามีกองขยะ กองเศษใบไม้ เพราะจะเป็นที่อาศัยวางไข่ของด้วง วิธีการเก็บเกสร และการผสมเกสร

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกสรคือ เครื่องดูดฝุ่น ที่ใช้ดูดฝุ่นตามบ้านก็จะนำมาดูดเกสร พอดูดมาแล้วนำมาห่อกระดาษ แล้วนำมาตากแดด แต่แดดที่ตากไม่ต้องแรงมาก เพราะจะทำให้เกสรตายได้ ตากแค่วันเดียว

จากนั้นก็เอาเข้าตู้เย็นเลย อุณหภูมิก็จะเป็นอุณหภูมิปกติที่ใช้แช่ผัก แล้วจึงนำไปใส่ตัวบีบแล้วนำไปพ่นใส่ดอก แต่ตอนพ่นจะต้องพ่นตอนเช้า ดอกที่จะพ่นต้องเป็นดอกที่แตกออกวันแรกเท่านั้น

หลังติดผลควรมีการซอยผลทิ้งบ้าง โดยช่อย่อยช่อหนึ่งควรไว้ 5-6 ผล ที่นิยมกันคือ ซอยผลเว้นผลนั่นเอง เมื่อซอยผลจะได้ผลผลิตมีคุณภาพดี รักษาคุณภาพ หลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อเก็บผลจากต้น นำอินทผลัมมาแขวนไว้ หลังจากนั้นก็นำไปพ่นน้ำด้วยเครื่องปั๊มน้ำที่ใช้ล้างรถ

เวลาใช้ ให้หมุนหัวให้สุด น้ำแรง ไม่ต้องกลัวผลร่วง เพราะผลที่ร่วงจะเป็นผลที่เสีย การพ่นน้ำพ่นเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดและล้างเพลี้ยแป้งที่เกิดจากความหวานกับความชื้นจนกลายเป็นราดำ หลังจากนั้นนำเอาไปเป่าลมให้แห้ง จึงแพ็กใส่ลังเพื่อเตรียมส่งจำหน่าย

คุณปรีชา บอกว่า อินทผลัมพันธุ์บาร์ฮีเพาะเนื้อเยื่อ ต้นอายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี ให้ผลผลิตต่อต้น ต่อปีที่ 100 กิโลกรัม ผลผลิตอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยออกดอกช่วงเดือนมกราคม เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับอินทผลัม

ถ้าอินทผลัมออกผลแล้ว ควรห่อผล 2 ชั้น เพื่อกันหนู นก แมลง แมลงวันทอง

ห้ามกระชากก้านอินทผลัม เพราะว่าจะทำให้ทั้งทะลายนั้นเสียทั้งหมด

ถ้าต้องการจะกินผล ให้หมุนผลแบบทวนเข็มนาฬิกา เพราะว่าจะไม่ทำให้ช่อเป็นแผล

ความหวานของผลอินทผลัมสวนคุณปรีชา อยู่ที่ประมาณ 30 บริกซ์ คุณปรีชา พูดถึงตลาดอินทผลัมกินผลสดว่า ถ้าทำให้มีคุณภาพยังไงก็ขายได้ ไม่ต้องห่วง คนมาซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาอีกแสดงว่าผลไม้ต้นนี้ไปได้ไกลแน่ ชาวสวนคนไหนที่คิดจะปลูกต้องศึกษาสายพันธุ์ให้ดี พอศึกษาดีแล้ว โอกาสที่จะขาดทุนก็มีน้อย ถ้าปลูกผิดสายพันธุ์อาจจะต้องขุดทิ้งไป

“ตัวผมเองเคยปลูกผิดจนต้องขุดทิ้งไปแล้ว ส่วนใครที่คิดจะปลูกบาร์ฮี อย่างน้อยควรปลูกไว้ไร่หนึ่งประมาณ 25 ต้น เพราะต้นหนึ่งจะได้ประมาณ 20 จั่น ยิ่งต้นโตขึ้นจั่นก็จะมากขึ้นไปอีก อีกทั้งต้นอินทผลัมยังสามารถปลูกได้เกือบทุกภาค ยกเว้นแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี เพราะว่าเป็นจังหวัดที่ฝนตกเยอะ…ในอนาคตจะผลิตน้ำอินทผลัมแท้ 100% มาขาย ยังสามารถเก็บได้นานถึง 2 ปี” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา ยอมรับว่า ผลผลิตช่วงนี้ยังแพงอยู่ หากราคาลดลงกว่านี้ ผู้ปลูกก็อยู่ได้ แนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ที่ทำกันแล้วคือ น้ำอินทผลัม ส่วนอาหารอย่างอื่นจากผลอินทผลัมก็ทำได้หลายอย่าง

สนใจ ติดต่อได้ทาง Facebook สวนอินทผลัม ปรีชา Date Palm-Preecha garden. หรือตามที่อยู่ เลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เบอร์โทรศัพท์ (081) 309-6086

ช่วงนี้ยังมีผลผลิตให้ซื้อหา ส่วนต้นพันธุ์มีจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา กระแสนิยมคนชอบรับประทานต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรง หลายคนมองหาวิธีการปลูก การเพาะ หรือบางคนเพาะขายเป็นอาชีพเสริมก็มี เนื่องจากตลาดยังนิยมและสามารถขายได้ เพราะเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลไม่ยาก อีกทั้งยังไร้สารเคมีอีกด้วย

ซึ่งหลายคนที่หันมาปลูกต้นอ่อนทานตะวันขาย ไม่เพียงแต่ทำเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย คุณสวรินทร์ ขุนโยธา หรือ คุณกัล วัย 41 ปี เจ้าของกิจการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน ซึ่งมีโรงเรือนเพาะปลูก โรงเล็กๆ ข้างบ้าน เล่าเรื่องราวของเธอให้ฟังว่า “เติบโตมาจากครอบครัวที่ปลูกผัก จึงทำให้เข้าใจการปลูกผักหรือวิธีการต่างๆ ได้ง่าย แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ทำอาชีพเพาะปลูกอะไร เป็นเพียงพนักงานของรัฐคนหนึ่งเท่านั้น

ด้วยวิธีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยในการปลูก ต้นอ่อนทานตะวันจึงเป็นอาหารที่ไม่มีสารเคมี โดยคุณกัลบอกถึงสโลแกนการปลูกผักว่า “ไม่สวยแต่ปลอดภัย”

พื้นที่ข้างบ้าน ที่ใช้ในการปลูกต้นอ่อนทานตะวันมีเพียงประมาณ 4-5 เมตร โดยทำชั้นปลูกแบบคอนโดฯ ปลูกได้ประมาณ 20-25 ถาด ซึ่งต้องวางแผนงานไว้ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่มี

สำหรับวิธีการปลูก คุณกัล บอกว่า นำเมล็ดต้นอ่อนทานตะวันแช่น้ำประมาณ 7-8 ชั่วโมง หลังจากนั้นบ่มเมล็ดอีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่อนำมาปลูกในถาดก็โรยดินชั้นล่างก่อน จากนั้นโปรยเมล็ดต้นอ่อนบ่มเตรียมไว้ แล้วโปรยดินกลบทับอีกชั้น หลังจากนั้น 2 วัน ก็จะเริ่มงอก ต้นอ่อนทานตะวันอายุ 7 วัน ก็สามารถตัดขายได้ ซึ่งถ้าวางแผนงานก็จะมีต้นอ่อนทานตะวันขายทุกวัน

การปลูกต้นอ่อนทานตะวันยังได้รับเงินทุกวัน และแนวโน้มของผักที่ไม่มีสารเคมีดีขึ้นทุกวัน เพราะคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งต้นอ่อนทานตะวันมีจุดเด่นตรงที่กรอบ อร่อย คนจึงนิยม คุณกัลเล่าให้ฟังในมุมมองของคนเพาะปลูก

นอกจากต้นอ่อนทานตะวันจะสามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายเมนูแล้ว ยังสามารถนำไปจัดกระเช้าของฝาก ของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา มีลูกค้าหลายคนสั่งต้นอ่อนทานตะวันนำไปจัดกระเช้ามาแล้ว คุณกัล บอก

คุณธีร์วศิษฐ์ วงค์ปัญญา เจ้าของ ไร่ปลูกฝัน หมู่ที่ 9 ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผันชีวิตมาทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญความสุขที่เขามีก็เต็มเปี่ยมล้นใจด้วยเช่นกันทีเดียว

คุณธีร์วศิษฐ์ เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เว็บ Royal GClub ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาบริษัทเกิดปัญหาทำให้ต้องปิดกิจการลง ทำให้เขาต้องถูกเลิกจ้างจากบริษัทในขณะนั้นทันที จึงได้กลับมาอยู่บ้านและมีความคิดที่อยากจะสร้างอาชีพอิสระเป็นของตนเอง โดยไม่กลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนที่เคย

ในช่วงแรกที่เริ่มวิถีชีวิตเกษตรกรใหม่ๆ เขายังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกมากนัก โดยเน้นผลิตผักสวนครัวเพียงอย่างเดียว ที่เป็นชนิดเดียวตลาดยังไม่สอดคล้อง ต่อมาจึงเป็นกังวลในเรื่องของตลาด จึงได้ตัดสินใจสำรวจตลาด เพื่อวางแผนผลิตให้ตรงกับกลุ่มลูกค้า โดยเน้นทำการค้าแบบตลาดนำ โดยไม่ปลูกพืชตามใจตนเอง ทำให้เขามีการปลูกพืชหลากหลายมากขึ้น และที่สำคัญตลาดมีความต้องการอีกด้วย

จัดโซนปลูกพืชให้ชัดเจน

ในเรื่องของการทำสวนที่เป็นอาชีพสำหรับสร้างรายได้ของคุณธีร์วศิษฐ์นั้น เขาบอกว่ามีการจัดสรรแบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อมาปรับใช้กับที่ดินของตนเอง

โดยแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ พื้นที่แปลงผัก และสร้างโรงเรือนสำหรับเพาะกล้าไม้ และอนาคตได้คิดวางแผนไว้ว่า จะมีพื้นที่ปลูกข้าว สำหรับเป็นผลผลิตอินทรีย์ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าอีกด้วย

“วิธีการเตรียมแปลง สำหรับปลูกผักที่สวนผม เริ่มแรกก็จะตากดินก่อน ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นก็จะย่อยดินให้เป็นเม็ดเล็กๆ พร้อมกับผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ขี้เถ้าแกลบ ลงไปด้วย เพื่อให้ดินภายในแปลงระบายอากาศได้ดี เพราะว่าดินในแปลงผมมันมีลักษณะเป็นดินเหนียว จึงจำเป็นต้องเพิ่มอินทรียวัตถุเหล่านี้ลงไปช่วย ก็จะทำให้สภาพดินในแปลงจากที่ดินเหนียว มีความร่วนซุย ระบายน้ำ อากาศ ได้ดี และรากของพืชสามารถชอนไชได้ดี พืชก็จะเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ” คุณธีร์วศิษฐ์ บอก

ซึ่งแปลงสำหรับปลูกผักภายในสวน คุณธีร์วศิษฐ์ บอกว่า จะยกร่องให้แปลงมีความสูง 15-20 เซนติเมตร มีความกว้าง 1 เมตร ความยาวแปลงอยู่ที่ 10-12 เมตร เมื่อแปลงที่เตรียมไว้ได้ระยะเวลาที่กำหนด จากนั้นจะนำต้นกล้าผักที่เพาะไว้มาปลูกลงภายในแปลง เช่น ต้นกล้าผักสลัด ต้นกล้าพริก ต้นกล้ามะเขือ แต่ถ้าเป็นผักพวกคะน้า กวางตุ้ง จะใช้วิธีหว่านลงไปภายในแปลง เมื่อผักเริ่มงอกจุดไหนที่เห็นว่าหนาแน่นจนเกินไป ก็จะแยกไปปลูกตรงบริเวณอื่น เพื่อจัดระยะการปลูกให้เหมาะสม

โดยกล้าผักสลัดอายุก่อนปลูกลงแปลง อยู่ที่ 20 วัน ส่วนกล้าของพริก มะเขือ ก่อนที่จะปลูกลงแปลงจะเพาะให้มีอายุอยู่ที่ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง