จะเห็นว่าตลอดเวลา 70 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์

ต้องทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยไม่มีหยุดหย่อนขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2559 กระทรวงเกษตรฯ ชวนภาคเอกชนทำ MOU สานพลังประชารัฐส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ปี 2559/60 ตั้งเป้าปรับลดพื้นที่ 2 ล้านไร่ ใน 31 จังหวัด เพื่อให้ชาวนาปรับระบบการผลิตในช่วงฤดูแล้งและมีรายได้เพิ่มขึ้นทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่ภาครัฐได้มีนโยบายจัดระบบการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรเพื่อการแก้ไขปัญหาข้าวมีสภาวะเกินความต้องการของตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 รอบที่ 2 หรือข้าวนาปรัง จำนวน 6.86 ล้านไร่ ผลผลิต 4.38 ล้านตันข้าวเปลือก และมีเป้าหมายปรับลดพื้นที่การปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น หรือกิจกรรมอื่นจำนวน 3 ล้านไร่ ประกอบกับปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่มีความต้องการใช้ในประเทศกว่า 7.2 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ เข้ามาเสริมชดเชยส่วนที่ขาด

ดังนั้น จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมกันจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เขตชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำทั่วไปที่มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดผลผลิตข้าว โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่นาในฤดูแล้งเขตชลประทาน พบว่า พื้นที่ความเหมาะสมดินในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) รวมกันมีกว่า 8 ล้านไร่ และได้ให้กรมส่งเสริมการเกษตรทดลองนำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวรอบที่ 2 หรือข้าวนาปรังในปีที่ผ่านมา 9 จังหวัด พบว่า เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิตเฉลี่ย 900 – 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีกำไรจากการผลิตไร่ละ 2,000 – 4,000 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่ยังไม่เคยเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่มีความรู้ในด้านการผลิตและการตลาด จึงทำให้ไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวที่ตนเองมีความชำนาญและคุ้นเคยมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ที่มีศักยภาพในเขตชลประทานใน 31 จังหวัด พื้นที่รวม 2 ล้านไร่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีโอกาสในการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการทำนาข้าวรอบ 2 ควบคู่กับการตลาดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม 2559 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือสานพลังประชารัฐในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทดแทนการปลูกข้าว รอบ 2 ปีการผลิต 2559/60) ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน กับภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการปลูกข้าว รอบ 2 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว เพิ่มพื้นที่และผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี อันจะนำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้องมั่นคง ยั่งยืน และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าว

เป้าหมายดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 2 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ในเขตชลประทาน หรือแหล่งน้ำอื่นที่มีน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ใน 31 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี ภาคตะวันตก 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ระยะเวลาเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 – มิถุนายน 2560

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.01) กับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 และเคยปลูกข้าวนาปรังมาไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555 – 2559) พื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย มีความสมัครใจพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. และต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสม (F1) ของภาคเอกชน หรือราชการที่ได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร ไม่เผาตอซังหรือฟางข้าวก่อนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการจะประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมการปกครอง กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการค้าภายใน ในการวิเคราะห์คัดเลือกพื้นที่เหมาะสมระดับอำเภอและตำบล โดยมุ่งเป้ารวมกลุ่มเกษตรกรตามหลักการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำ การถ่ายทอดความรู้ การผลิต และการตลาด การจัดทำเวทีชุมเพื่อรับสมัครเกษตรกร และส่งรายชื่อเกษตรกรให้ ธ.ก.ส. พิจารณาสนับสนุนสินเชื่อตามเงื่อนไข ไร่ละ 4,000 บาท เพื่อนำไปซื้อปัจจัยการผลิต จากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้และประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับทราบคำแนะนำตลอดฤดูการเพาะปลูก ส่วนการรับซื้อผลผลิตและการจ่ายเงินให้เกษตรกร โดย ธ.ก.ส. และภาคเอกชน จะจ่ายในราคาประกันกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท สำหรับข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5% ตามมาตรฐานคุณภาพข้าวโพดฯ ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ณ โรงงานอาหารสัตว์ในเขตจังหวัดของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ

“ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการฯ นี้ คือ 1. ช่วยลดผลผลิตข้าวนาปรัง แก้ปัญหาผลผลิตที่มากเกินความต้องการของตลาดได้ ไม่น้อยกว่า 1.25 ล้านตัน 2. เพิ่มอุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพได้ราว 1.44 ล้านตัน เกิดความมั่นคงในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ 3. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนนาปรัง ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 2,000 บาท และ 4. เกษตรกรได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ นำไปสู่การจัดระบบการปลูกข้าวตามด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน” ต้องยอมรับว่า “ถ้อยแถลง” อันมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดำเนินไปในแบบ “ย้อนแย้ง” “นักการเมืองรวมทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่มพยายามใช้ความเดือดร้อนของประชาชนสร้างกระแสความเข้าใจผิด สร้างข้อมูลเท็จโดยไม่มีการตรวจสอบ

“ถือเป็นการทำร้าย ซ้ำเติมสังคมในช่วงเวลาที่ทุกคนที่มีความ ทุกข์ใจอยู่แล้ว”

เหมือนกับเป็น “ความหงุดหงิด” เหมือนกับ“ไม่พอใจ” กระนั้น หากติดตาม “ถ้อยแถลง”ต่อไป “ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนพี่น้องชาวนา

และในวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

“เชื่อว่าจะมีมาตรการดูแลพี่น้องเกษตรกรเพิ่มเติมออกมาอีก ขอให้รอฟังผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป” เป็นความหงุดหงิด แต่ก็มี”มาตรการดูแล”

ลักษณะ”ย้อนแย้ง”เช่นนี้ “สะท้อน”และสำแดง”นัยยะ”อะไรในทางการเมือง คำตอบอันมาจาก 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานเข้ากับ 1 กระทรวงพาณิชย์
แจ่มชัดใน “มาตรการ”

นั่นก็คือ มาตรการที่มีความเห็น”ร่วม”ในการดำเนินโครงการ“จำนำยุ้งฉาง”

กำหนดราคาเอาไว้ที่ตันละ 11,000 บาท

เมื่อนำเอา “ถ้อยแถลง”ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผนวกเข้ากับโครงการ”จำนำยุ้งฉาง” ทุกคนก็จะร้อง”อ๋อ”อย่าง พร้อมเพรียงกัน

อ๋อในความเป็นจริงของ”สถานการณ์”ราคา”ข้าว”

เท่ากับเป็นการยอมรับว่า ราคาข้าวเปลือกที่เสื่อมทรุดและตกต่ำถึงขนาด 5-6 บาทต่อ 1 กิโลกรัมนั้นเป็นเรื่องจริง

มิได้เป็น”ข่าวลือ”เสมือนกับ”โคมลอย”

ถามว่า “ข่าว”อันเกี่ยวกับ”ราคาข้าว”ที่ถูกยิ่งกว่าราคามาม่า ยำยำ นั้นเป็น “นักการเมือง” หรือสื่อมวลชน”บางกลุ่ม”สร้างขึ้นจริงหรือ

ก็ต้องตอบว่า “ไม่จริง”

เพราะไม่เพียงแต่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ก็ยอมรับ หากแต่ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดเกษตรและสหกรณ์ ก็ยอมรับ

หากไม่ยอมรับจะมี”มาตรการ” ดัน”ราคา”ผ่านโครงการจำนำยุ้งฉางหรือ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ไม่ใช่”นักการเมือง”ในความหมายที่ว่า ขณะเดียวกัน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ก็ไม่ใช่”สื่อมวลชน”ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม

2 ท่านนี้เป็นใคร ตำแหน่งอะไร ท่าน”โฆษก”รู้จักเป็นอย่างดี มิใช่หรือ คอลัมน์ Smart SMEs โดย พัชร สมะลาภา ผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย

ช่วงนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจค้ายางพารา คงได้รับผลกระทบจากราคายางพาราของไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา สาเหตุจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ปริมาณผลผลิตในตลาดยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความต้องการใช้ยางพารายังมีไม่มากนัก รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งล้วนส่งผลให้ราคาส่งออกยางพาราลดลงเหลือ 54.70 บาทต่อกิโลกรัม จากที่เคยสูงถึง 190.30 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าน่าจะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้า

แม้ว่าปัจจุบันไทยรั้งอันดับผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก แต่ก็มีกลุ่มประเทศ CLMV จีนและอินเดียที่เร่งตีตื้นส่งผลผลิตออกสู่ตลาด เอสเอ็มอีไทยจึงต้องปรับการบริหารจัดการสต๊อกสินค้ายางพาราที่รับซื้อมาจากเกษตรกร ซึ่งอาจมีการสั่งซื้อในปริมาณครั้งละไม่มาก และไม่ควรสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันความผันผวนของราคายางพารา และลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) นอกจากนี้ ควรขยายตลาดไปยังคู่ค้าที่มีสัญญาณการเติบโตดี

ท่ามกลางภาวะที่ตลาดหลักอย่างจีนชะลอตัวลง เอสเอ็มอีต้องขยายการส่งออกไปตลาดประเทศอื่นที่อนาคตยังสดใส เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ต้องรักษาคุณภาพของสินค้าที่ส่งออกให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และรักษาส่วนแบ่งตลาดยางพาราของไทยในตลาดโลกเอาไว้ ในภาวะที่ตลาดส่งออกยางพาราแปรรูปขั้นต้นของไทยยังคงมีความเปราะบาง โดยหากพิจารณาจากการส่งออกยางพาราแยกตามผลิตภัณฑ์ พบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 เราส่งออกยางแท่งมากที่สุดคิดเป็น 45.25% เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้หลากหลาย โดยเฉพาะยางล้อที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตดีในสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางคอมพาวนด์ และยางอื่น ๆ

นอกจากนี้ อาจมุ่งเน้นไปที่การส่งออกยางพาราเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ และถุงมือยางทางการแพทย์ โดยมีตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มมีทิศทางเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกยางพาราสำหรับใช้ในการผลิตยางล้อคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 56% แบ่งเป็นยางล้อรถยนต์ 49.5% และยางล้อรถจักรยานยนต์อีก 6.8%

สำหรับตลาดในประเทศนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด้วยการหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา เช่น การนำยางพาราไปทำเป็นพื้นถนน ปูพื้นสนามเด็กเล่น/สนามกีฬา และสันขอบเขื่อน ก็อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เอสเอ็มอีจะสามารถขยายตลาดและบรรเทาความเดือดร้อนลงได้บ้าง

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกท่านจะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือแนวโน้มราคายางพาราที่คงยังไม่กระเตื้องขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่งการมองหาคู่ค้าที่มีศักยภาพใหม่ๆเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถรักษาตลาดและประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ

กระทรวงเกษตรฯ ชวนภาคเอกชนทำ MOU สานพลังประชารัฐส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ปี 2559/60 ตั้งเป้าปรับลดพื้นที่ 2 ล้านไร่ ใน 31 จังหวัด เพื่อให้ชาวนาปรับระบบการผลิตในช่วงฤดูแล้งและมีรายได้เพิ่มขึ้นทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่ภาครัฐได้มีนโยบายจัดระบบการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรเพื่อการแก้ไขปัญหาข้าวมีสภาวะเกินความต้องการของตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 รอบที่ 2 หรือข้าวนาปรัง จำนวน 6.86 ล้านไร่ ผลผลิต 4.38 ล้านตันข้าวเปลือก และมีเป้าหมายปรับลดพื้นที่การปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น หรือกิจกรรมอื่นจำนวน 3 ล้านไร่ ประกอบกับปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่มีความต้องการใช้ในประเทศกว่า 7.2 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ เข้ามาเสริมชดเชยส่วนที่ขาด ดังนั้น จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมกันจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เขตชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำทั่วไปที่มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดผลผลิตข้าว โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่นาในฤดูแล้งเขตชลประทาน พบว่า พื้นที่ความเหมาะสมดินในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) รวมกันมีกว่า 8 ล้านไร่ และได้ให้กรมส่งเสริมการเกษตรทดลองนำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวรอบที่ 2 หรือข้าวนาปรังในปีที่ผ่านมา 9 จังหวัด พบว่า เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิตเฉลี่ย 900 – 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีกำไรจากการผลิตไร่ละ 2,000 – 4,000 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่ยังไม่เคยเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่มีความรู้ในด้านการผลิตและการตลาด จึงทำให้ไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวที่ตนเองมีความชำนาญและคุ้นเคยมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ที่มีศักยภาพในเขตชลประทานใน 31 จังหวัด พื้นที่รวม 2 ล้านไร่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีโอกาสในการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการทำนาข้าวรอบ 2 ควบคู่กับการตลาดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในวันที่ 21 ตุลาคม 2559 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือสานพลังประชารัฐในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ทดแทนการปลูกข้าว รอบ 2 ปีการผลิต 2559/60) ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงาน กับภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการปลูกข้าว รอบ 2 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว เพิ่มพื้นที่และผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี อันจะนำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้องมั่นคง ยั่งยืน และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าว

เป้าหมายดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 2 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ในเขตชลประทาน หรือแหล่งน้ำอื่นที่มีน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ใน 31 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี ภาคตะวันตก 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ระยะเวลาเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 – มิถุนายน 2560

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.01) กับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 และเคยปลูกข้าวนาปรังมาไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555 – 2559) พื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย มีความสมัครใจพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. และต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสม (F1) ของภาคเอกชน หรือราชการที่ได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร ไม่เผาตอซังหรือฟางข้าวก่อนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการจะประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมการปกครอง กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการค้าภายใน ในการวิเคราะห์คัดเลือกพื้นที่เหมาะสมระดับอำเภอและตำบล โดยมุ่งเป้ารวมกลุ่มเกษตรกรตามหลักการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำ การถ่ายทอดความรู้ การผลิต และการตลาด การจัดทำเวทีชุมเพื่อรับสมัครเกษตรกร และส่งรายชื่อเกษตรกรให้ ธ.ก.ส.

พิจารณาสนับสนุนสินเชื่อตามเงื่อนไข ไร่ละ 4,000 บาท fixcounter.com เพื่อนำไปซื้อปัจจัยการผลิต จากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้และประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับทราบคำแนะนำตลอดฤดูการเพาะปลูก ส่วนการรับซื้อผลผลิตและการจ่ายเงินให้เกษตรกร โดย ธ.ก.ส. และภาคเอกชน จะจ่ายในราคาประกันกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท สำหรับข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5% ตามมาตรฐานคุณภาพข้าวโพดฯ ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ณ โรงงานอาหารสัตว์ในเขตจังหวัดของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ

“ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการฯ นี้ คือ 1. ช่วยลดผลผลิตข้าวนาปรัง แก้ปัญหาผลผลิตที่มากเกินความต้องการของตลาดได้ ไม่น้อยกว่า 1.25 ล้านตัน 2. เพิ่มอุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพได้ราว 1.44 ล้านตัน เกิดความมั่นคงในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ 3. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนนาปรัง ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 2,000 บาท และ 4. เกษตรกรได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ นำไปสู่การจัดระบบการปลูกข้าวตามด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน” ต้องยอมรับว่า “ถ้อยแถลง” อันมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดำเนินไปในแบบ “ย้อนแย้ง” “นักการเมืองรวมทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่มพยายามใช้ความเดือดร้อนของประชาชนสร้างกระแสความเข้าใจผิด สร้างข้อมูลเท็จโดยไม่มีการตรวจสอบ

“ถือเป็นการทำร้าย ซ้ำเติมสังคมในช่วงเวลาที่ทุกคนที่มีความ ทุกข์ใจอยู่แล้ว”

เหมือนกับเป็น “ความหงุดหงิด” เหมือนกับ“ไม่พอใจ” กระนั้น หากติดตาม “ถ้อยแถลง”ต่อไป “ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนพี่น้องชาวนา

และในวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

“เชื่อว่าจะมีมาตรการดูแลพี่น้องเกษตรกรเพิ่มเติมออกมาอีก ขอให้รอฟังผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป” เป็นความหงุดหงิด แต่ก็มี”มาตรการดูแล”

ลักษณะ”ย้อนแย้ง”เช่นนี้ “สะท้อน”และสำแดง”นัยยะ”อะไรในทางการเมือง คำตอบอันมาจาก 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานเข้ากับ 1 กระทรวงพาณิชย์
แจ่มชัดใน “มาตรการ”

นั่นก็คือ มาตรการที่มีความเห็น”ร่วม”ในการดำเนินโครงการ“จำนำยุ้งฉาง”

กำหนดราคาเอาไว้ที่ตันละ 11,000 บาท

เมื่อนำเอา “ถ้อยแถลง”ของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผนวกเข้ากับโครงการ”จำนำยุ้งฉาง” ทุกคนก็จะร้อง”อ๋อ”อย่าง พร้อมเพรียงกัน

อ๋อในความเป็นจริงของ”สถานการณ์”ราคา”ข้าว”

เท่ากับเป็นการยอมรับว่า ราคาข้าวเปลือกที่เสื่อมทรุดและตกต่ำถึงขนาด 5-6 บาทต่อ 1 กิโลกรัมนั้นเป็นเรื่องจริง

มิได้เป็น”ข่าวลือ”เสมือนกับ”โคมลอย”

ถามว่า “ข่าว”อันเกี่ยวกับ”ราคาข้าว”ที่ถูกยิ่งกว่าราคามาม่า ยำยำ นั้นเป็น “นักการเมือง” หรือสื่อมวลชน”บางกลุ่ม”สร้างขึ้นจริงหรือ

ก็ต้องตอบว่า “ไม่จริง”

เพราะไม่เพียงแต่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ก็ยอมรับ หากแต่ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดเกษตรและสหกรณ์ ก็ยอมรับ

หากไม่ยอมรับจะมี”มาตรการ” ดัน”ราคา”ผ่านโครงการจำนำยุ้งฉางหรือ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ไม่ใช่”นักการเมือง”ในความหมายที่ว่า ขณะเดียวกัน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ก็ไม่ใช่”สื่อมวลชน”ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม

2 ท่านนี้เป็นใคร ตำแหน่งอะไร ท่าน”โฆษก”รู้จักเป็นอย่างดี มิใช่หรือ คอลัมน์ Smart SMEs โดย พัชร สมะลาภา ผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย

ช่วงนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจค้ายางพารา คงได้รับผลกระทบจากราคายางพาราของไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา สาเหตุจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ปริมาณผลผลิตในตลาดยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ความต้องการใช้ยางพารายังมีไม่มากนัก รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งล้วนส่งผลให้ราคาส่งออกยางพาราลดลงเหลือ 54.70 บาทต่อกิโลกรัม จากที่เคยสูงถึง 190.30 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าน่าจะยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 3 ปีข้างหน้า