จะแก้ไขหรือฟื้นฟูเขาหัวโล้นอย่างไรวันนี้ผมพยายามเปลี่ยนโครงสร้าง

อาชีพเขาเสียใหม่บนพื้นที่ที่ถูกกฎหมายไม่เช่นนั้นพอเราไปเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเขาโดยไม่คำนึงถึงเรื่องพื้นที่ เช่น ไม่ให้ปลูกข้าวโพด แต่ให้ปลูกพืชชนิดอื่นแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันก็ผิดกฎหมายอยู่ดี เพราะเป็นพื้นที่ผิดกฎหมาย ทำอะไรก็ผิดกฎหมายทั้งนั้น ฉะนั้นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ถูกกฎหมายก็คือ นำคนลงจากดอยมาอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย เช่น การกันเขตออกมาจากป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตอนนี้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินทำกินแห่งชาติ (กทช.) ก็กำลังดำเนินการอยู่ และจะต้องทำให้เขามีอาชีพ มีรายได้ใกล้เคียง หรือมากกว่าปลูกข้าวโพด เขาจึงจะยอมลงมา รวมทั้งการนำเกษตรแปลงใหญ่มาช่วยสร้างอาชีพด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำอะไรในเขตป่าไม่ใช่อำนาจผู้ว่าฯ แต่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่จะสงวนหวงห้ามไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งทางจังหวัดก็ได้เสนอเรื่องไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว พื้นที่ประมาณ 3 แสนไร่ ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอของจังหวัดน่าน

Q : มีประชาชนอยู่ในเขตป่าเท่าไหร่ที่จะต้องลงจากดอย

ข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดแจ้งว่ามีประมาณ28,000 ครัวเรือน ซึ่งเขาก็ยินดี แต่เราจะต้องมีพื้นที่ที่ถูกกฎหมายก่อน พร้อมทั้งจัดทำโซนนิ่งว่าตรงไหนเหมาะที่จะทำอะไร ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องสร้างแรงจูงใจ ถ้าลงมาแล้วจะได้รับการดูแล มีรายได้ที่ใกล้เคียงกับการปลูกข้าวโพด และอยู่อย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือหนีอีกต่อไป ซึ่งรายได้จากการปลูกข้าวโพดของแต่ละครอบครัวมีตั้งแต่ 6 หมื่นบาทจนถึง 1 แสนบาทต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับใครทำมากทำน้อยด้วย

Q : จะดำเนินการในพื้นที่ไหนก่อน

จะเริ่มนำร่องทำเป็นตัวอย่างให้เห็นที่อำเภอนาน้อย โดยจะเข้าไปจัดรูปที่ดินก่อน และทยอยประกาศเป็นอำเภอ ๆ ว่าเลิกบุกรุกแล้ว เมื่อชาวบ้านมีงานทำ คนก็จะยุติการช่วงชิงที่ดินรัฐ Q : อาชีพอะไรที่จะมาแทนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ตอนนี้จังหวัดและสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ได้ส่งเสริมการปลูกและแปรรูปกาแฟแบบครบวงจร และการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งก็ต้องทำในพื้นที่ที่ถูกกฎหมายเท่านั้น รวมทั้งจะส่งเสริมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เช่น ไก่ไข่ เพราะที่ผ่านมาน่านต้องสั่งซื้อไข่ไก่จากจังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ พะเยา เดือนละ 1.5 ล้านฟอง เรื่องนี้ผมก็ได้ประสานกับภาคเอกชนแล้ว

นอกจากนั้น ก็ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนไปด้วย เมื่อเราไม่สามารถมีที่ทำกินในป่า เราก็จะใช้ป่าเป็นแหล่งทำกิน ทำท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งตอนนี้การท่องเที่ยวเมืองน่านก็กำลังเติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีที่แล้วประมาณ 14 ล้านคน มีรายได้เข้าสู่จังหวัด 900 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้รายได้น่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านบาท

Q : อยากให้รัฐบาลสนับสนุนอะไรบ้าง

อยากให้มีมติคณะรัฐมนตรีสนับสนุนยุทธศาสตร์จังหวัด คือ ได้รับการคุ้มครองหรือมารองรับการเปลี่ยนโครงสร้างอาชีพใหม่ในป่าได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะหยิบยื่นโอกาสให้ชาวบ้านได้เลย ส่วนการทวงคืนป่านั้น ถ้าเราไม่มีอาชีพอื่นไปให้เขาเลือก เขาก็ทำผิดหรือปลูกข้าวโพด ทำตามอาชีพที่ถนัดเหมือนเดิม

Q : น่านมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อะไรบ้าง

การลงทุนอุตสาหกรรมไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เพราะผังเมืองเป็นพื้นที่ต้นน้ำ โรงงานขนาดใหญ่จึงไม่มี น่านเป็นเมืองเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตามมีโครงการที่จังหวัดเสนอขอรับการสนับสนุนในอนาคตคือ การสร้างสะพานเชื่อมที่อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน กับอำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งปัจจุบันต้องใช้แพขนานยนต์ข้ามฟาก ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางไปสู่จังหวัดพิษณุโลกเหลือเพียง 200 กิโลเมตร เพราะไม่ต้องอ้อมไปผ่านอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

ถ้าทำโครงการนี้ได้ จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงภาคเหนือตอนล่างได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งยุทธศาสตร์น่านใน 10-20 ปีข้างหน้าจะมุ่งตะวันออกมากขึ้น จะเป็นประตูส่งออกสินค้าสู่ลาว จีน และเวียดนามใต้ โดยผ่านด่านห้วยโก๋นเข้าสู่แขวงไชยะบุรี สปป.ลาว ออกไปสู่จีนตอนใต้ และเวียดนาม มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และยังช่วยพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอีกด้วย

วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือวันเข้าพรรษา ซึ่งพุทธศาสนิกชนมักจะพาครอบครัวไปเข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ขอพรจากพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว และสิ่งที่จะขาดไม่ได้ นั่นคือการนำเทียนพรรษาไปถวายพระสงฆ์ ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าได้ถวายเทียนพรรษาแก่พระสงฆ์ ในช่วงเทศกาลวันเข้าพรรษาแล้ว จะทำให้ชีวิตมีความความเจริญรุ่งเรือง เหมือนแสงเทียนที่สว่างไสว

ส่วนวัตถุประสงค์ที่แท้จริงนั้น เนื่องจากฤดูฝนเป็นช่วงที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปอยู่ประจำวัดใดวัดหนึ่ง ไม่ต้องไปจาริกหรือเดินทางไกลเป็นเวลา 3 เดือน เพราะอาจจะไปเหยียบย่ำทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านได้ อีกทั้งในอดีตไม่มีไฟฟ้าใช้ จำเป็นต้องอาศัยเทียนจากพุทธศาสนิกชนที่นำมาถวายวัด จุดไว้กลางอุโบสถตลอดทั้งคืน เพื่อเป็นแสงสว่างให้พระภิกษุสงฆ์ได้สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม เจริญภาวนาตลอดช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน ประเพณีถวายเทียนพรรษานี้จึงได้สืบทอดกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนี้

ต่อมาหลายชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากต้องการที่จะจัดกิจกรรมการถวายเทียนพรรษาให้ยิ่งใหญ่ จึงกลายเป็นประเพณีถวายเทียนพรรษาในปัจจุบัน ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาถือว่ามีประเพณีแห่เทียนพรรษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยในแต่ละปีจะมีคุ้มวัดต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันทำขบวนเทียนพรรษาขึ้นอย่างประณีต มีการแกะสลักต้นเทียนเอกที่วิจิตรสวยงาม โดยช่างฝีมือในชุมชนเอง หลายคุ้มวัดมีการรวมตัวของชาวบ้านช่วยกันทำขบวนเทียนพรรษานานกว่า 3 เดือน และมีการทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธามาลงทุนทำขบวนเทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่ บางขบวนต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 300,000 บาท เพียงเพื่อที่จะทำต้นเทียนให้มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ อลังการ นำไปอวดโฉมแก่นักท่องเที่ยวแค่ 2-3 วันเท่านั้น

ในปีนี้ก็เฉกเช่นกัน…คุ้มวัดใหม่สระประทุม อำเภอโชคชัย ซึ่งเป็นแชมป์แห่เทียนพรรษาโคราช 10 สมัยซ้อน มีเพียงปี 2559 ที่ผ่านมาเพิ่งจะเสียตำแหน่งแชมป์อันยืนยาวให้กับวัดนอก อำเภอโชคชัยไปอย่างน่าเสียดาย ปีนี้ทางคุ้มวัดใหม่สระประทุมจึงได้รวบรวมกำลังชาวบ้านช่วยกันแกะสลักเทียนพรรษาอย่างวิจิตรงดงาม ใช้เนื้อเทียนไขหนักกว่า 10 ตัน ทุ่มงบประมาณไปแล้วกว่า 300,000 บาท เพื่อหวังทวงตำแหน่งแชมป์คืนมาให้ได้

ความพิเศษของขบวนเทียนวัดใหม่สระประทุมนี้ คือจะใช้เนื้อเทียนไขบริสุทธิ์ เพื่อให้สีเทียนที่มีความเหลืองอร่ามสม่ำเสมอทั้งขบวน และช่างของวัดแห่งนี้จะแกะสลักรูปเทวดาให้มีความอ่อนหวานมาก อีกทั้งยังนิยมนำเทียนไขสีขาวมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปอยู่ใจกลางเทียนต้นเอกด้วย โดยปีนี้มีเทียนต้นเอกถึง 3 ต้น ต้นแรกแกะสลักเล่าเรื่องราวพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ ต้นที่ 2-3 แกะสลักเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน รอบขบวนจะมีสัตว์ป่าหิมพานต์นานาชนิด เช่น พญานาคราช พญาครุฑ กินรี และพญาหงส์ เป็นต้น

ขณะที่วัดนอก อำเภอโชคชัย ซึ่งเป็นม้ามืดคว้าแชมป์ไปเมื่อปีที่แล้วก็ไม่ยอมน้อยหน้า หวังที่จะรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ให้อยู่กับคุ้มวัดนี้เหมือนเดิม จึงทุ่มแรงกายแรงใจของชาวบ้านในคุ้มวัดกว่า 50 ชีวิตมาช่วยกันแกะสลักเทียนพรรษา ตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว จนถึงขณะนี้ประดับตกแต่งขบวนเทียนพรรษาเสร็จเกือบหมด เหลือเพียงเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งยังคงเน้นแกะสลักเทียนบอกเล่าเรื่องราวขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ส่วนหน้าของขบวนเป็นการจำลองเหตุการณ์การขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ส่วนกลางเป็นต้นเทียนพรรษาร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และส่วนท้ายเป็นพระราชยานจำลองที่จะใช้ในงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้เนื้อเทียนไขไปทั้งหมดประมาณ 9 ตัน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนเทียนพรรษาของคุ้มวัดต่างๆ ที่พร้อมท้าชิงตำแหน่งแชมป์ ประเภท ก อาทิ วัดโพธิ์ และวัดหนองบัวรอง จาก อำเภอเมืองนครราชสีมา, วัดบิง วัดเดิม และวัดใหม่ประตูชัย จาก อำเภอพิมาย ซึ่งขณะนี้ทุกคุ้มวัดพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนขบวนมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ชม ในงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2560 ของจังหวัดนครราชสีมา

“สุรวุฒิ เชิดชัย” นายกเทศมนตรีนคร (ทน.) นครราชสีมา เผยว่า สำหรับประเพณีแห่เทียนพรรษาของ จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่อลังการ จนถูกจัดให้เข้าไปอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคมนี้ ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งจะมีขบวนเทียนพรรษาจากคุ้มวัดต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดนครราชสีมา ร่วมขบวนแห่กว่า 60 ขบวน เริ่มจากในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.00 น. จะแห่ขบวนเทียนพรรษาทั้งหมดไปรอบตัวเมืองนครราชสีมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างทั่วถึง จากนั้นในวันที่ 9 กรกฎาคม จะจอดรถขบวนเทียนพรรษารอบลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และมีการประกวดถ่ายภาพขบวนเทียนพรรษาชิงเงินรางวัลมากมายอีกด้วย

“สำหรับขบวนเทียนพรรษาที่ชนะเลิศ จะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลไปครอง ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาชมกว่า 1 แสนคน” สุรวุฒิ กล่าว

นายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กำหนดแนวทางในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสับปะรดพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดในระยะยาว กรณีผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เพื่อให้เกษตรกรปลูกสับปะรดรับประทานผลสดทดแทนการปลูกส่งโรงงานแปรรูป ตั้งเป้าหมายปลูกสับปะรดผลสดเพิ่ม 5,000 ไร่ ในปี 2565 หลังจากสำนักงานเกษตรจังหวัดได้จดทะเบียนทางการค้าสับปะรดผลสด พันธุ์เอ็มดีทู ภายใต้ชื่อ “สยามโกลด์” เพื่อให้เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับประเทศ คุณภาพสินค้าสามารถแข่งขันกับเอกชนได้ จากนั้นจะส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มพื้นที่ปลูกให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลางมีความต้องการบริโภคสูงมาก สำหรับจุดเด่นของสับปะรด “สยามโกลด์” มีรสหวานหอม วิตามินซีสูงมากถึง 4 เท่า และไม่กัดลิ้น

“ล่าสุด เกษตรกรได้นำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด โดยบรรจุกล่องสวยงามจำหน่ายกล่องละ 50 บาท ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย สำหรับในปีงบประมาณ 2561 จังหวัดจะจัดสรรงบสนับสนุน โดยภาครัฐจะหาตลาดให้ทั้งในและต่างประเทศ” นายมงคล กล่าว

หลังจากประเทศจีนสั่งแบนการนำเข้าเนื้อจากอเมริกามานาน 14 ปี ด้วยเหตุผลข้ออ้างว่าเนื้อมีการปนเปื้อนโรควัวบ้า ล่าสุดเดือนกรกฎาคมนี้ ทางการจีนก็ได้ตัดสินใจอนุมัติให้สามารถนำเข้าเนื้อจากสหรัฐอีกครั้งอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคุณภาพและความปลอดภัยจะถูกยกระดับขึ้น

เป็นข่าวดีที่ทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำบ้าดีเดือดของสหรัฐ ที่มักจะสร้างความบาดหมางกับจีนอยู่เนืองๆ ถึงกับออกมาทวีตว่า “จีนเพิ่งจะตกลงให้ทางเราสามารถส่งออกเนื้อวัว สินค้าหลักของอเมริกาเข้าไปในประเทศได้อีกครั้ง นี่เป็นข่าวจริง!”

ช่วงหลายปีมานี้ จีนมีความต้องการบริโภคเนื้อวัวเพิ่มขึ้นสูงมากจากการที่ชนชั้นกลางภายในประเทศขยายตัว สำนักข่าวควอตซ์รายงานว่า ในปี 2015 คนจีนบริโภคเนื้อวัวเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่คนละ 5.4 กิโลกรัม/ปี ในรูปแบบฮอตพอต สเต๊ก หรือบาร์บีคิวสไตล์เกาหลี เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีก่อนหน้าที่ชาวจีนบริโภคอยู่ที่คนละ 4.8 กิโลกรัม/ปี

ขณะที่ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ปี 2016 จีนมีการนำเข้าเนื้อวัว 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 579,836 ตัน) เพิ่มขึ้น700% จากการนำเข้าเมื่อปี 2012 ซึ่งแม้ว่าจำนวนนำเข้าจะมหาศาล แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ผู้ผลิตเนื้อวัวในประเทศจีนก็เผชิญปัญหาผลิตได้จำกัด ไม่ทันต่อความต้องการบริโภค

ทั้งนี้ เนื้อวัวที่จีนมีการนำเข้าอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัวเกรดรอง ราคาต่ำกว่า ข้อมูลจาก USDA ระบุว่า ปี 2016 มีการนำเข้าเนื้อวัวจากบราซิล 29% อุรุกวัย 27% และออสเตรเลีย 19% ขณะที่เนื้อวัวจากอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นเนื้อวัวเกรดพรีเมี่ยมในหมู่คนจีน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีน “เทอร์รี แบรนสแตท” กล่าวว่า การกลับมาส่งออกเนื้อวัวให้กับจีนในครั้งนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์สองประเทศ

“การส่งออกเนื้อวัวน่าจะเป็นทางหนึ่งในการลดการขาดดุลการค้าระหว่าง 2 ประเทศลงได้ มันคือก้าวแรกที่สำคัญระหว่างสหรัฐและจีน” แบรนสแตทกล่าว ทั้งเสริมว่าทางการสหรัฐยังหวังว่าจีนจะอนุมัตินำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลืองที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม และหาข้อสรุปในข้อตกลงเรื่องการซื้อขายข้าวได้ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ “หลี่ เจิ้งฟาง” รองผู้จัดการทั่วไปของ COFCO บริษัทผู้นำเข้าเนื้อวัว กล่าวว่า ทางบริษัทได้สั่งเนื้อวัวจากสหรัฐลอตแรกแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน และมองว่านี่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเนื้อวัวภายในประเทศได้เป็นอย่างดี
“เนื้อวัวจากอเมริกามีคุณภาพสูง และเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน เรามั่นใจว่าเราจะได้ขยายการนำเข้าเข้ามาภายในประเทศอย่างแน่นอน”

โดยบริษัทของนายหลี่ได้เริ่มขายเนื้อวัวบนหน้าเว็บไซต์แล้ว เนื้อริบอาย 180 กรัมอยู่ที่ราคา 75 หยวน (11$) แพงกว่าเนื้อวัวจากออสเตรเลียที่อยู่ที่ราคา72 หยวน

แม้การอนุมัติการนำเข้าครั้งใหม่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ทั้ง 2 ประเทศ และสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้นให้ชาวจีน แต่ดูเหมือนว่า “ฮ่องกง” อาจเสียประโยชน์จากดีลนี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์

รายงานว่า ในช่วง 14 ปี ที่จีนแบนการนำเข้าเนื้อวัวสัญชาติอเมริกัน ไม่ใช่ว่าชาวจีนจะไม่สามารถหาบริโภคได้เลย เนื่องจากมีการนำเข้าเนื้อวัวสหรัฐจากตลาดมืดในฮ่องกง ในหลายๆ ภัตตาคารและร้านอาหาร

จากข้อมูลของ Rabobank ระบุว่า การที่จีนนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐได้เอง จะทำให้เนื้อวัวที่ส่งออกจากสหรัฐเข้าสู่ฮ่องกงลดน้อยลงครึ่งหนึ่ง คิดเป็นมูลค่ามากถึง 340 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม “โจว เหวินเจี๋ย” ผู้ประกอบการนำเข้ารายหนึ่งในมณฑลเจียงซู เชื่อว่าตลาดมืดฮ่องกงจะไม่ได้รับผลกระทบมากขนาดนั้น เพราะเนื้อวัวจากสหรัฐถือเป็นเนื้อเกรดพรีเมี่ยม มีราคาแพงกว่าเนื้อวัวจากออสเตรเลีย ทำให้เนื้อวัวสหรัฐในตลาดมืดฮ่องกงดำรงอยู่ต่อไป เนื่องจากราคาจะต่ำกว่าที่ส่งตรงมาจากสหรัฐ

และความชุกชุมของการลักลอบนำเข้าก็อาจสร้างเพดานราคาใหม่ให้แก่เนื้อวัวจากสหรัฐในอนาคตก็เป็นได้ ไทยยูเนี่ยนเล็งขึ้นเบอร์ 1 “ล็อบสเตอร์” ตลาดอเมริกาอีก 3 ปี เผยโรงแปรรูปกุ้งใหม่ในอินเดียเสร็จ ใช้สิทธิ์ GSP เป็นฐานส่งออกไปอียู

นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู เปิดเผยว่า ปัจจุบันอเมริกาถือเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลอันดับ 5 ของโลก เป็นทั้งผู้ส่งออก และเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดอเมริกาไทยยูเนี่ยนสามารถทำส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ปลาทูน่าได้เป็นอันดับ 3 หลังยกเลิกการซื้อหุ้นบริษัทบัมเบิลบี ส่วนกุ้งและปูพาสเจอไรซ์มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ส่วนล็อบสเตอร์ ตอนนี้มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 2 หรือ 3 และคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าไทยยูเนี่ยนสามารถจะมีมาร์เก็ตแชร์ขึ้นเป็นอันดับ 1

ปี 2559 ยอดขายของกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยนที่อเมริกา และอเมริกาเหนือ (แคนาดา) ประมาณ 39% ที่สหภาพยุโรป มีแบรนด์ปลาทูน่าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่อังกฤษและฝรั่งเศส ประมาณ 33% ในเอเชีย 14% ที่เหลือตลาดอื่นประมาณ 13% ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของบริษัทสมัยก่อนทำปลาทูน่า กุ้ง ขายตลาดอเมริกา แต่ที่ผ่านมามีความผันผวนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบขึ้นลง วันนี้เราพยายามบริหารกระจายความเสี่ยงวัตถุดิบไปขายล็อบสเตอร์ ปลาแซลมอน ปลาหิมะแช่แข็ง รวมถึงปลาอื่นๆ ปูหิมะ หอยเชลล์ ในตลาดอเมริกา และกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยไทยยูเนี่ยนมีการผลิตและทําตลาดผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง 43% และยังรับจ้างผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (Private Label) อีก 57% บริษัทมีแบรนด์ทุกสินค้าทั่วโลกรวมกันมากกว่า 100 แบรนด์ อเมริกาส่งออกอาหารทะเลไปทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและแคนาดา วัตถุดิบของอเมริกาส่วนใหญ่จับจากทะเล ส่วนการเลี้ยงกุ้งและปลาน้อย กุ้งเป็นอาหารทะเลที่นำเข้ามากที่สุด

ปี 2559 อเมริกามีการนำเข้ากุ้งประมาณ 1,000 ล้านปอนด์ หรือมากกว่า 4.5 แสนตัน โดยนำเข้าหลักจาก 5 ประเทศ คือ 1. อินเดีย 2. อินโดนีเซีย 3. เวียดนาม 4. ไทย 5. เอกวาดอร์ โดยปี 2560 คาดการณ์ภาพรวมผลผลิตกุ้งของไทยเติบโตได้ 10% หรือประมาณ 300,000 ตัน หากเทียบปี 2559 ผลผลิตอยู่ที่ 270,000 ตัน

“สมัยก่อนไทยมีผลผลิตกุ้ง 600,000 ตัน ต่อปี ส่งออกหลักไปตลาดอเมริกามากถึง 60% แต่วันนี้ทั้งอุตสาหกรรมปรับตัวส่งไปอเมริกาแค่ 42% เป็นเรื่องดีที่ตลาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ตลาดใดตลาดหนึ่ง วันนี้ไทยต้องเปลี่ยนบทบาท กลยุทธ์ไทยต้องเปลี่ยนไปหาโปรดักต์ที่เพิ่มมูลค่าอย่างแท้จริง เพราะไทยไม่ใช่ผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 เหมือนในอดีตแล้ว ในส่วนของไทยยูเนี่ยนเองไม่ได้เน้นต้องทำเยอะ แต่เราเน้นเลือกสินค้าที่ทำแล้ว สามารถเพิ่มมูลค่า แล้วมีกำไรดีที่สุด นั่นคือกลยุทธ์ของเรา ทั้งนี้ ไทยยูเนี่ยนใช้วัตถุดิบกุ้งไทยส่งออกประมาณ 22-25% แล้วแต่ช่วง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท”

สำหรับการลงทุนผลิตกุ้งในอินเดีย ปัจจุบันบริษัทอะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์ มีโรงงานผลิตกุ้งแช่เย็นแช่แข็ง แห่งแรกกำลังการผลิต 30-40 ตัน ต่อวัน และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแปรรูปแห่งใหม่ กำลังการผลิต 80 ตัน ต่อวัน สามารถผลิตสินค้าที่เพิ่มมูลค่า พร้อมรับประทานได้ แล้วเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในช่วงทดสอบระบบ และการเทรนคน เนื่องจากโรงงานใหม่ปีนี้ถือว่าอยู่ในช่วงการเติบโต ที่สำคัญคือ การสร้างทีมงาน สร้างคน ตอนนี้ได้ส่งทีมวิศวกร ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพเข้าไปช่วยพาร์ตเนอร์ที่อินเดีย เพราะเรื่องคุณภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ ไทยยูเนี่ยนต้องมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ปี 2560 โรงงานที่อินเดียน่าจะเริ่มรับรู้รายได้ และผลกำไรเข้ามาในกลุ่มได้ หากรวมกำลังการผลิตกุ้งทั้ง 2 โรงงานได้ 120 ตัน ต่อวัน โดยอินเดียผลิตกุ้งส่งออกเป็นหลัก ส่วนใหญ่ผลิตเป็นแบรนด์ของลูกค้าในตลาดสหภาพยุโรป เพราะอินเดียได้สิทธิพิเศษเรื่อง GSP ธุรกิจที่อินเดียมียอดขายรวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ njcarpet-cleaning.com เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ เพื่อการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนวงเงินงบประมาณ 22,895 ล้านบาท แบ่งเป็น สนับสนุนชุมชนเกษตร 22,752.5 ล้านบาท งบบริหารโครงการ 142 ล้านบาท ใช้งบกลางปี สนับสนุน 9,101 โครงการ โครงการละ 2.5 ล้านบาท ดำเนินโครงการ กรกฎาคม-5 ธันวาคม นี้

โครงการ 9101 ที่แต่ละชุมชนเสนอ จะต้องเป็นกิจกรรม ในลักษณะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ภายใต้ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย การผลิตพืช ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จัดการศัตรูพืช ฟาร์มชุมชน ผลิตอาหาร แปรรูปการผลิต ปศุสัตว์(ขนาดเล็ก) ประมง และอื่นๆ เช่น ปรับปรุงบำรุงดิน

ต้องเป็นการจ้างแรงงาน 50% ในพื้นที่ โดยชุมชนคัดเลือกและรับรองด้วยกันเอง กิจกรรมละ 400-600 คน แล้วแต่พื้นที่ ผู้เข้าร่วมโครงการรับค่าจ้างรายละ 2,500 บาท ต่อโครงการ เป้าหมายกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรยากจน 4.5 ล้านคน โดยต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

ว่าที่ร้อยตรี สมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีลงนามความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovative Agriculture : InnoAgri) ในกรอบความร่วมมือ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานจากการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสู่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ” ระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ InnoAgri โดยมี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นสักขีพยาน เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์

สภาเกษตรกรแห่งชาติมีองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 2,447 องค์กร สมาชิกประมาณ 790,279 ราย มีหลายองค์กรฯที่มีการผลิตที่ดีและเหมาะสม แต่ก็มีหลายๆองค์กรที่ยังขาดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เมื่อ 3 หน่วยงานเข้ามาร่วมมือกัน เกษตรกรก็จะมีพร้อมทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรมและแหล่งเงินทุน ก็จะทำให้เกษตรกรมุ่งสู่การเป็นเกษตรกร 4.0 ได้ จากที่ตั้งเป้ากันไว้ที่เกษตรกร 100,000 ราย เชื่อว่าประสบความสำเร็จแน่นอน สำหรับกิจกรรมนำร่องของโครงการ InnoAgri นั้นจะเริ่มต้นที่เทศบาลตำบลบึงบูรพ์ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2560 โดยเน้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าร่วมกิจกรรม 2,500 ราย และระหว่างวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2560 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงเรียนสา ต.กลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน โดยมีเป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1,500 ราย และกิจกรรมต่อไปจะนำโครงการลงสู่พื้นที่ จ.อุดรธานี เป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและมะม่วง จ.ลำปาง เป้าหมายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดโดยนำนวัตกรรมเรื่องเตาเผาถ่านไผ่คุณภาพสูงเพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพด อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าในอนาคตจากการนำโครงการ “InnoAgri พัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” เมื่อเผยแพร่สู่เกษตรกรจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจากที่มีการผลิตและการตลาดแค่เบื้องต้น พอใส่เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมเผยแพร่สู่องค์กรเกษตรกรมูลค่ามันจะเพิ่มขึ้น