จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรทุก

ไม่ว่าจะเป็นแบบสดหรือแปรรูปออกไปสู่ทุกภาคส่วน สินค้าทุกชนิดล้วนผลิตจากความตั้งใจของชาวบ้านทุกคน จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า เมื่อท่านซื้อสินค้าเกษตรจากจังหวัดขอนแก่นไปแล้วจะได้รับความปลอดภัยในราคายุติธรรม มีความอร่อย แล้วมีเพียงพอกับความต้องการของตลาดแน่นอน” เกษตรจังหวัดกล่าว

กรอบนอกนุ่มใน เป็นเนื้อทุเรียนภูเขาไฟ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แห่งเดียวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพื้นที่ปลูกอยู่ในเขตภูเขาไฟที่ดับมอดไปนานแล้ว คงเหลือไว้ด้วยแร่ธาตุอาหารที่ส่งผลให้การปลูกและผลิตทุเรียนได้เนื้อกรอบนอกนุ่มใน หอม หวานมันกลมกล่อม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ที่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การมีวิถีครอบครัวที่มั่นคงยั่งยืน

คุณอนุวัฒน์ คำล้าน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง ไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ มีการปลูกและผลิตไม้ผลเชิงการค้า 7,123 ไร่ เกษตรกร 1,309 ครัวเรือน ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ ทุเรียน ลำไย ลองกอง มังคุด หรือเงาะ

สำหรับแหล่งปลูกและผลิตทุเรียนได้ดีมีคุณภาพอยู่ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ เป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่าที่มอดดับไปนานแล้ว ในดินจึงมีแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตให้ได้ทุเรียนคุณภาพ พันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ หมอนทอง พวงมณี ชะนีไข่ และพันธุ์ก้านยาว เกษตรกร 496 ครัวเรือน รวมพื้นที่ปลูก 2,485 ไร่ คาดว่าปีนี้จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 803.9 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 1,613.56 ตัน

การส่งเสริมการปลูกและผลิตทุเรียนภูเขาไฟ สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ทุเรียนดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการสวนทุเรียนที่ดี ให้ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อจะได้ใส่ปุ๋ยให้ตรงสูตร ตามอัตราส่วนและตามระยะเวลาเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำเพียงพอ ก็จะทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพพร้อมให้ตัดเก็บไปขาย นำไปสู่การยกระดับรายได้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

คุณลุงเวียง สุภาพ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ เล่าให้ฟังว่า ได้เริ่มปลูกทุเรียนมา 10 ปีกว่าแล้ว มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 9 ไร่ปลูกได้ 100 กว่าต้น และต้นทุเรียนที่มีผลผลิตให้ตัดเก็บได้แล้ว 70 ต้น พันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ ก้านยาว ชะนีไข่ พวงมณี หมอนทอง และที่กำลังปลูกเพิ่มใหม่เป็นพันธุ์นกกระจิบ

การปลูก ในปีแรกที่เริ่มปลูกทุเรียน ได้จัดการเตรียมแปลงปลูกด้วยการกำจัดวัชพืชออก เตรียมต้นพันธุ์ ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว ลึก ด้านละกว่า 1 ศอก นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกแห้งคลุกเคล้ากับดินบนใส่รองก้นหลุม วางต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูก ผูกกับไม้หลักป้องกันการโค่นล้ม เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม ให้การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษากระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 ก็มีทุเรียนให้ตัดเก็บนำไปขายพอมีรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนในการยังชีพและเป็นทุนในการผลิต

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ทุกครั้งที่ตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนเสร็จแล้ว ได้ตัดแต่งกิ่งต้นทุเรียนให้ทรงพุ่มโปร่ง และมีการเจริญเติบโตที่ดี เมื่อถึงช่วงต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 3 ครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2 ครั้ง เพื่อให้ต้นทุเรียนได้สะสมน้ำตาลและเจริญโตสมบูรณ์

ช่วงที่ต้นทุเรียนออกดอก ได้ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 10-12 กิโลกรัม ต่อต้น และช่วงต้นทุเรียนติดลูกได้ใส่ปุ๋ย สูตร 12-12-17 อัตรา 1-2 กำมือ ต่อต้น ใส่ทุก 7 วัน ใส่ไปกระทั่งสังเกตพบว่าผลทุเรียนมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จึงหยุด จากนั้นได้เปลี่ยนไปใส่ปุ๋ย สูตร 11-6-25 ใส่ อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น ใส่ทุก 7 วัน เพื่อสร้างเนื้อ

เมื่อผลทุเรียนได้น้ำหนักดีแล้ว ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น เพื่อสร้างสีเนื้อทุเรียนให้งาม จากนั้นก่อนตัดเก็บเกี่ยว 1 เดือน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50 ใส่อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น ใส่ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มความหวาน

การให้น้ำ น้ำเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะต้องคอยดูแลให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำอย่างพอเพียง ปกติได้ให้วันเว้นวัน ถ้าสังเกตพบว่าใบเริ่มมีอาการเหี่ยวแห้งแสดงว่าต้นทุเรียนเริ่มขาดน้ำ ก็จะต้องเพิ่มการให้น้ำเข้าไปอีก

การตัดเก็บเกี่ยว เพื่อให้ผู้บริโภคทุเรียนได้รับประโยชน์ ก่อนตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนแก่สุกได้พิจารณาดังนี้ ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนาม แห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะหักง่าย รอยแยกระหว่างพู เห็นได้ชัด ชิมปลิง ถ้าแก่จัดเมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน ชิมดูมีรสชาติหวาน เคาะเปลือก จะมีเสียงดังหลวมๆ เป็นเสียงที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายใน แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่สุก หรือนับอายุ โดยนับตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน จากนั้นได้ทยอยตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ตัดทุเรียนอ่อนไปขายเด็ดขาด

คุณลุงเวียง สุภาพ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า นอกจากจะได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดีแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำส่งเสริมจากนักวิชาการ สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ หรือหมอดินอาสาในชุมชน ให้ผลิตทุเรียนในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ทุเรียนดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ คิว (Q) ที่บ่งบอกว่าเป็นทุเรียนคุณภาพดีได้มาตรฐาน

การตลาด เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี ปีนี้เป็นปีแห่งโชคที่ทำให้ผลิตทุเรียนได้คุณภาพ แต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ตัดเก็บ 80-100 ลูก น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 2-3 กิโลกรัม ส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าเข้ามาซื้อที่สวน ราคา 150-250 บาท ต่อกิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งได้จัดการขายเอง โดยจะเน้นขายเฉพาะเนื้อทุเรียน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขาย 1,200 บาท ทำให้สามารถยกระดับรายได้ให้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่องราว ทุเรียนภูเขาไฟ ขายกิโลละ 1,200 บาท หอม หวานมันกลมกล่อม เป็นทางเลือกให้ก้าวไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงและมั่นคง

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงเวียง สุภาพ บ้านเลขที่ 236 หมู่ที่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (080) 153-4936 หรือ คุณอนุวัฒน์ คำล้าน สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (086) 361-1804 ก็ได้นะครับ

ฤดูกาลนี้มองไปทางไหนก็เห็นใบไม้ ดอกไม้ ผลิบานไปทั่ว ทั้งสีเหลือง และแดง หลากหลายสี สีสันเหล่านี้แหละที่ช่วยจรรโลงจิตใจมนุษย์อย่างเราๆ ให้สดชื่น กระชุ่มกระชวย โดยเฉพาะแดนดินแถบถิ่นอีสานซึ่งอุดมไปด้วยป่าเต็งรัง

ต้นเดือนมกราคม พี่จุ๊ พี่สาวที่อยู่เมืองอุบลราชธานี แจ้งข่าวมาว่า “ต้นฮัง” ออกดอกแล้วก็รู้สึกแปลกใจ เพราะปกติ แล้ว “ดอกฮัง” จะเบ่งบานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ต้อนรับหน้าแล้ง แถมพี่เค้ายังใจดีส่งรูปมาให้ดูด้วย บอกว่า เผื่อใช้เขียนลงคอลัมน์ จากนั้นอีกไม่นานผู้เขียนได้กลับไปที่ลานสะแบง (อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา) เลยได้โอกาสไปสอดส่องต้นรังดูบ้าง แต่ก็ผิดหวัง เพราะต้นรังที่นี่ยังไม่ออกดอกให้เชยชมเลย…มีแต่ใบที่ร่วงโกร๋น…

“หอมดอกจิก คิดฮอดบ้านหลัง
หอมดอกฮัง คิดฮอดบ้านเก่า
หอมดอกคัดเค้า คิดคือสิเฒ่าบ่เป็น…”

ผญาบทนี้กล่าวถึงความหอมรัญจวญของ “ดอกฮัง” เวลาผลิดอกบานสะพรั่ง แต่ทว่าหากไม่ได้ชื่นชมดอมดมดอกฮังแล้ว…จะบรรยายความรู้สึกนี้ได้อย่างไรกัน นับว่าโชคยังเข้าข้าง เพราะเมื่อปลายเดือนมกราคมผู้เขียนตั้งใจไปกราบหลวงพ่อที่วัดจิตภาวัน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กลับพบว่าต้นฮังที่นั่นติดดอกออกผล…เลยได้ทั้งรูปทั้งกลิ่นหอมของดอกฮังมาฝาก…(ช่วงนั้นอากาศออกจะเย็นๆ สักหน่อย)

“ฮัง” หรือ รัง อยู่ในวงศ์ยาง สกุลเดียวกับ “สาละอินเดีย” มีลักษณะคล้ายกันมากจนแทบจะเป็นฝาแฝดกันก็ว่าได้ รังเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 20 เมตร มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พม่า ลาว เขมร และเวียดนาม พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบขึ้นอยู่ในภาคอื่นๆ ด้วย ยกเว้นในภาคใต้ โดยมักขึ้นตามป่าเต็งรัง รัง เป็นไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง และไฟป่าได้ดีมาก

เปลือกลำต้น มีสีเทา แตกเป็นร่องเป็นสะเก็ดหนาๆ ไปตามยาวลำต้น เปลือกต้นด้านในเป็นสีแดงออกน้ำตาล มีน้ำยางสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบเป็นรูปไข่กว้างถึงรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน โคนใบเป็นรูปหัวใจ ขอบใบ เรียบ หรือขอบเป็นคลื่นขึ้นลง แผ่นใบ เรียบเกลี้ยง เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ แผ่นใบด้านล่าง มีขนขึ้นประปราย เส้นแขนงใบ มีข้างละ 10-16 เส้น ก้านใบ เกลี้ยง มีหูใบรูปไข่แกมรูปเคียว หลุดร่วงได้ง่าย

ใบอ่อน แตกใหม่เป็นสีน้ำตาลแดง ซึ่งเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของต้นรัง ดอก เป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ หรือออกที่ปลายกิ่ง ดอกมักจะออกก่อนแตกใบอ่อน ดอกตูมมีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือรูปรีขนาดใหญ่ ดอกย่อยสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีกลุ่มละ 5-20 ดอก มี 5 กลีบ รูปไข่ ปลายบิดเป็นเกลียวคล้ายกังหัน ปลายกลีบโค้งไปด้านหลัง โคนกลีบเชื่อมกัน ดอกหลุดร่วงได้ง่าย

กลีบเลี้ยง มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง มีอยู่ 5 กลีบ ปลายกลีบเลี้ยงเรียวแหลม โคนเชื่อมติดกัน ผิวด้านนอกมีขน กลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปรีกว้าง ปลายกลีบแหลม ผิวด้านนอกเกลี้ยงหรือมีขนขึ้นประปราย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ

เกสรตัวผู้ มี 15 อัน แบ่งเป็นชั้นใน 5 อัน และชั้นนอก 10 อัน รังไข่ อยู่เหนือวงกลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่เกลี้ยง มีอยู่ 3 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีออวุล 2 เม็ด

เกสรตัวเมีย ก้านเป็นรูปเส้นด้าย ยอดเป็นพู 3 พู

ผล ผนังชั้นในแข็ง ลักษณะเป็นรูปไข่ มีปีกที่พัฒนามาจากกลีบเลี้ยง 5 ปีก ปีกยาว 3 ปีก และปีกสั้นอีก 2 ปีก ปลายป้านเป็นรูปใบพาย มีเส้นตามยาวของปีกตั้งแต่ 7 เส้น ขึ้นไป ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด (เด็ดปีกก่อนนำเมล็ดไปเพาะ) รังจะออกดอก และเป็นผลในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน เมื่อออกดอกหลังใบร่วงแล้วจะพร้อมแตกใบใหม่

ไม้รัง เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นอันดับหนึ่งคู่กับไม้เต็ง นิยมนำมาทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการความแข็งแรง และรับน้ำหนักมาก เช่น ทำพื้น รอด ตง คาน ทำส่วนประกอบของยานพาหนะ และด้ามเครื่องมือการเกษตรต่างๆ

ชันยาง จากต้นรังใช้ผสมกับน้ำมันทาไม้หรือน้ำมันยาง ใช้สำหรับยาแนวเรือ ภาชนะที่ทำจากไม้ไผ่ หรือเครื่องจักสานต่างๆ

ฤทธิ์ทางสมุนไพร ใบรังนำมาต้มกับน้ำ อาบเป็นยาแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ชาวไทใหญ่ภาคเหนือของไทย) ส่วนตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้เปลือกเป็นยาแก้โรคท้องร่วง และใช้ใบนำมาตำพอกรักษาแผลพุพอง

รังเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลของจังหวัด “อุดรธานี”

ในด้านความเชื่อ คนไทยในอดีตถือว่าต้นรังเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ซึ่งตามตำรากล่าวไว้ว่า “คนเกิดปีมะเส็ง มิ่งขวัญอยู่ที่ต้นไผ่ และต้นรัง ด้วยเหตุที่ดอกฮังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลุ่มอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นเมือง จังหวัดสกลนคร ได้ตั้งชื่อพันธุ์ข้าวว่า “ข้าวหอมดอกฮัง”

อีกมุมหนึ่งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของข้าวพื้นเมือง จังหวัดสกลนคร ได้ตั้งชื่อพันธุ์ข้าวว่า “ข้าวหอมดอกฮัง” ด้วยเหตุที่ข้าวที่ปลูกนั้น มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนดอกฮัง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้จัดกิจกรรม “ลงแขกดำนาสู่ปีที่ 4” เพื่อดำนาขยายและอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน 100 สายพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. 2560 ที่บ้านโคกสะอาด ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

ต้นฮัง หรือ ต้นรัง มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอีกด้วยนะ โดยเฉพาะเรื่องราวของ “พระธาตุอิงฮัง” แขวงสะหวันนะเขต ที่เมืองลาว ซึ่งเป็นพระธาตุคู่แฝดของ “พระธาตุพนม” (ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยือนมาแล้ว) “พระธาตุอิงฮัง” สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบอง ประมาณ พ.ศ. 400 ภายในธาตุกู่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงราชคฤห์ และ “ชุนชนบ้านธาตุอิงฮัง” เชื่อกันว่าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยภัตตาหารที่ทำจากหมู และเกิดอาหารเป็นพิษ คนที่นั่นจึงไม่มีใครเลี้ยงหมูมาจนถึงปัจจุบัน

จะเห็นว่าต้นรังเป็นไม้ที่มีความสำคัญ และมนุษย์ก็เริ่มสนใจ และเข้าหาธรรมชาติกันมากขึ้น มองเห็นประโยชน์ของไม้ป่าที่เป็นเสมือนหนึ่งลมหายใจที่สะอาด และบริสุทธิ์ ผู้เขียนคาดหวังไว้ว่าหากเราช่วยกันปลูกคงจะทำให้โลกมีสีเขียว ก่อเกิดป่ากลางเมืองได้อีกมากมายให้เราได้ดื่มด่ำบรรยากาศกัน จนเราเกือบจะไม่ต้องปีนเขา หรือเข้าป่าให้ลำบากอีกเลย

เราพร้อมกันหรือยังที่จะให้คนข้างหลังได้ดื่มด่ำบรรยากาศเหมือนเรา…เอกสารอ้างอิง เว็บไซต์สมุนไพร MED THAI. 2562.รัง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นรัง 7 ข้อ. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1. ไม้ต้นในสวน Tree in the Garden

เว็บไซต์ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน. 2561. คำผญาอีสาน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บทบรรณาธิการประจำเดือน ฝรั่งชมพูพันทิพ ไม่ใช่ฝรั่งพันธุ์ไทยเหมือนกับชื่อ ตั้งชื่อตามสีเนื้อที่มีสีแดงชมพู ฝรั่งชมพูพันทิพเป็นฝรั่งสายพันธุ์ไต้หวัน ไต้หวันได้พัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ดีๆ หลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์พัฒนามาจากฝรั่งของไทย ไต้หวันพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งได้เก่งกว่าไทย ได้สายพันธุ์ที่ดีแปลกใหม่ คนไทยต้องซื้อกลับเข้ามา คนไทยก็พัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งได้แต่คุณสมบัติต่างๆ บางอย่างยังเป็นรองฝรั่งไต้หวัน

ส่วนฝรั่งชมพูพันทิพนั้นถูกนำเข้ามาในประเทศไทย เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2552 โดยกลุ่มเกษตรกรกลุ่มหนึ่งไปดูงานที่ศูนย์วิจัยพันธุ์พืชแห่งหนึ่งที่ไต้หวัน และได้นำพันธุ์ฝรั่งที่ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ (ยังไม่ได้ตั้งชื่อพันธุ์เป็นหมายเลข) กลับมาปลูกที่เมืองไทย ปรากฏว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดี ติดดอกออกผลเร็ว รสชาติอร่อย เนื้อไส้สีแดงน่ารับประทาน จากนั้นสวนคุณระย้าได้นำมาขยายพันธุ์ต่อที่สวนอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ไว้เป็นจำนวนมาก

ลักษณะโดยทั่วไป ใบค่อนข้างยาว เส้นใบเด่นชัด ที่ปลายยอดใบมีสีแดงเล็กน้อย ลักษณะผลทรงคล้ายหยดน้ำค่อนข้างรีๆ น้ำหนักผล 4-5 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ปลูกประมาณ 4 เดือน ให้ผล ให้ผลดก เมื่อผลฝรั่งมีขนาดเท่าหัวนิ้วมือจึงเริ่มห่อด้วยกระดาษ ผลมีปริมาณเนื้อมาก เนื้อแดงเกือบทั่วทั้งผล กรอบ เมล็ดเยอะหน่อย การดูแลรักษาง่าย ต้นมีความทนทาน การให้น้ำขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ถ้าดินแห้งจึงให้น้ำ

การปลูก เหมือนกับการปลูกฝรั่งทั่วไป การใส่ปุ๋ยเคมี ให้ปุ๋ยเคมีระยะแรก สูตร 15-15-15 เดือนละ 2 ครั้ง หนึ่งกำมือต่อต้น ระยะติดผล เพิ่มขนาด 8-24-24 เมื่อจะใกล้เก็บผลใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน สูตร 13-13-21 อดน้ำก่อนเก็บ 3 วัน จะได้รสหวานอร่อย ปุ๋ยชีวภาพ ใช้กากน้ำตาล ผลตกหล่น ผัก ปลา อื่นๆ Em ผสมหมักฉีดพ่นทางต้น ทางใบ การตัดแต่งกิ่งจะเลือกตัดกิ่งที่แก่มากออก เพื่อให้แตกกิ่งใหม่และจะติดดอก

โรคแมลงรบกวนน้อย แมลงที่พบมีเพลี้ยแป้ง กับเพลี้ยอ่อน เนื่องจากมดเป็นตัวพาเพลี้ยเหล่านี้มาไว้ที่ใต้ใบ ถ้ากำจัดมดหมดเพลี้ยก็จะหายไปเอง หรือใช้น้ำส้มควันไม้ผสมเหล้าขาวฉีดพ่นกำจัด

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว สมัคร NOVA88 คำพูดที่เรามักจะได้ยินจากคนยุคสมัยรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในยุคก่อน ซึ่งในปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้หาได้ยากเต็มที อย่างที่เขาพูดกันว่า ยิ่งมีความเจริญเท่าไร ความเป็นธรรมชาติก็จะลดลง ผู้คนรักสบายมากขึ้น บวกกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ด้านเกษตรกรรม เกษตรกรก็หันพึ่งสารเคมีในการปลูกพืชผลกันมากขึ้น และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์หายไป แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกหลายคนที่ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ ดังเช่น คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ หันทำเกษตรแบบอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักไว้กินเอง ได้สุขภาพ มีเงินเหลือเก็บ มีแบ่งปัน

คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อดีตข้าราชการ หันมายึดหลักเกษตรพอเพียง อยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน

คุณพีระพงษ์ เล่าว่า ตนก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปสมัยเด็กตื่นเช้าหิ้วกระเป๋าไปเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ สาขาพืชศาสตร์ จบมาเข้าทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร 1 ปี

หลังจากนั้น ย้ายมาทำที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม มีหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกร แต่คิดว่าสิ่งที่ทำไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สิ่งที่คิดไว้กับความเป็นจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ครั้งตอนที่ทำงานได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชหลายชนิดมาก ทั้งยูคาลิปตัส มะม่วงหิมพานต์ และพืชชนิดอื่นอีกมากมาย ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกไปดีหรือไม่ดี

ได้ผลบ้างหรือเปล่า ในสมัยนั้นสอนชาวบ้านและเกษตรกรด้วยวิธีการเรียกชาวบ้านมานั่งฟังความรู้ มีทีวี 1 เครื่อง เปิดองค์ความรู้ให้ชาวบ้านดู มีวิธีการ ปลูกฝังแนวคิดให้เกษตรกรต่างๆ นานา เช่น “ถ้าคุณปลูกมันสำปะหลังก็จะจนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าปลูกมะม่วงหิมพานต์คุณก็จะรวย” แต่พอปลูกจริงๆ แล้วไม่ได้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้ผมมานั่งคิดว่าคนที่เรียนเกษตรก็หวังว่าทำงานปลูกพืช แล้วขายเป็นอาชีพได้ดี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สังคมเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เราเริ่มสนใจการพัฒนาองค์รวม ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะผมใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือไม่สร้างหนี้สร้างสิน ไม่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย จึงกล้าตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อปี พ.ศ. 2550 แล้วกลับมาพัฒนาที่ดินของปู่ ย่า ตา ยาย ที่ทิ้งไว้ให้จำนวน 20 ไร่

ลาออกจากงาน ทำเกษตรพอเพียง มีกิน มีใช้ ไม่ขัดสน
คุณพีระพงษ์ มีพื้นที่ในการทำเกษตรทั้งหมด 20 ไร่ แต่ไม่ได้ทำเองทั้งหมด เขาได้แบ่งไว้ทำเพียง 7 ไร่ ที่เหลือแบ่งให้เพื่อนบ้านที่อยากทำเกษตรปลูกพืชผักไว้กินเอง หรือปลูกเป็นอาชีพเสริม ถือว่าแบ่งปันกันไป