จังหวัดโทยาม่า เป็นจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันตก

เฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น โดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตยา โดยมีบริษัทเล็กๆ ที่ผลิตยาสมุนไพรกว่า 80 บริษัท เลยมีฉายาของเมืองคือ Kusuri town หรือเมืองแห่งการผลิตยา

มหาวิทยาลัยโทยาม่า มีชื่อเสียงด้านการนำตำรับ Kampo medicine มาศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและศึกษาในมนุษย์ เช่น การศึกษากลไกการออกฤทธิ์จากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การคิดค้นหาสารใหม่ที่ได้จากพืชในการต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งการวิจัยลักษณะนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมาก เช่นเดียวกับสถานการณ์ของสมุนไพรไทยที่ยังต้องการงานวิจัยที่มากขึ้น เพื่อนำมาสนับสนุนการใช้และยืนยันในประสิทธิภาพสำหรับการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้บริเวณมหาวิทยาลัย มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของตำรับยา Kampo เก็บรวบรวมพันธุ์พืชจากทั่วโลก และชิ้นส่วนของสัตว์ที่นำมาทำเป็นยา ในลักษณะ Herbarium แบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ จุดเด่นของ Herbarium แห่งนี้ คือรวบรวมจำนวนตัวอย่างที่หลากหลายชนิด ที่เป็นชิ้นส่วนของพืชกว่า 26,000 ชิ้น ตำรับยา Kampo กว่า 200 ตำรับ รวมทั้งเก็บรักษาตำรายาโบราณ

ในอาคารที่ไม่ไกลกันนักคือ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโทยาม่า ส่วนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปศึกษาดูงานคือ แผนก Kampo diagnostics โดยแพทย์แผนปัจจุบันของแผนกนี้ จะใช้การตรวจทฤษฎีแบบแผนตะวันออก เช่น Ki หรือที่เราคุ้นๆ หูคือ พลัง “ชี่” พลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง อีกทฤษฎีหนึ่งคือ Yin-Yang หรือ หยิน-หยาง หลักแห่งความสมดุลของร่างกาย โดยอาการป่วยที่แสดงออกมาคือการร่างกายคนไข้ขาดสมดุลหรือถูกรบกวน จึงต้องทำให้คนไข้กลับเข้าสู่จุดสมดุล เพื่อทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้น

หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะสั่งยาตำรับยา Kampo ให้คนไข้ตามอาการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องยาของโรงพยาบาล ภายในห้องจ่ายยานี้ จะมีทั้งยาแผนปัจจุบัน ตำรับ Kampo บรรจุเสร็จ และสมุนไพรแบบชิ้นแห่งสำหรับเตรียมผสมให้คนไข้เป็นรายๆ ไป โดยจะมีบริการต้มยาใส่ขวดบรรจุให้คนไข้ที่นอนโรงพยาบาล ระบบที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเหล่านี้ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นในโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรอีกไม่นานเกินรอ

ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากรายในจังหวัดนครปฐม ว่า หลังจากเรื่องฟาร์มเลี้ยงปลากรายของเขา ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์หลัง 631 วันที่ 15 กันยายน 2559 ได้มีบุคคลโทรศัพท์เพื่อติดต่อขอรับซื้อปลากราย โดยให้เกษตรกรรายนี้นำตัวอย่างปลากรายที่เลี้ยงภายในบ่อไปดูขนาด เพื่อตรวจดูคุณภาพปลา โดยให้ไปพบที่ตลาดบางแค กรุงเทพฯ เมื่อได้นัดหมายวันเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เกษตรกรจึงได้จัดเตรียมปลากรายสำหรับเป็นตัวอย่างขึ้นรถกระบะ พร้อมทั้งชวนญาติไปด้วยอีก 3 คน เพื่อเป็นเพื่อนกันในระหว่างเดินทางครั้งนี้

เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากรายถึงที่นัดหมาย บุคคลดังกล่าวแสดงพฤติกรรมโมโหไม่พอใจใส่เกษตรกร เพราะเห็นว่าไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่มีญาติมาด้วยถึง 3 คน บุคคลนั้นก็ยังดำเนินการต่อโดยพาเกษตรกรมาจอดรถที่ตลาดบางแค แล้วพาเดินเข้าไปภายในตลาด พร้อมบอกให้ชั่งปลา ขณะที่เจ้าของกำลังชั่งปลาอยู่นั้น บุคคลที่นัดหมายเกษตรกรได้หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของปลาพยายามตามหาทั่วตลาด รวมทั้งโทรศัพท์ตามก็ติดต่อไม่ได้ เจ้าของปลาบอกว่า หากไม่ได้นำญาติมาด้วย อาจจะถูกหลอกสูญเสียทรัพย์สินเงินทองแน่นอน

เหตุการณ์ทำนองนี้ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับการร้องเรียนอยู่เป็นประจำ

ทางภาคเหนือ เมื่อเรื่องของเกษตรกรตีพิมพ์ จะมีคนโทรศัพท์ขอเงิน ครั้งละ 3,000-5,000 บาท บอกว่าเจ็บป่วย

ในเขตกรุงเทพฯ มีการนัดหมายให้เกษตรกรนำพันธุ์ไผ่ไปให้ดู โดยอ้างว่าจะซื้อไปปลูกในโครงการจำนวนมาก แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า มีคนกำลังนั่งเล่นไพ่ และชวนให้เจ้าของไผ่เล่นด้วย ดีที่เจ้าของไผ่ไหวตัวทัน รีบออกมาจากบริเวณดังกล่าวเสียก่อน เมื่อปี 2558 เจ้าของแพปลา ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้รับโทรศัพท์ว่า จะซื้อปลากรายส่งออก ซึ่งอ้างว่ารู้จักกับผู้สื่อข่าวและนักการเมืองชื่อดัง โดยให้โอนเงินค่าประกันการส่งออกให้ก่อน เมื่อตรวจสอบรายละเอียด จึงทราบว่า เป็นกลุ่มมิจฉาชีพคอยดูตามสื่อต่างๆ แล้วหลอกหากิน

การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน โดยลงที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์นั้น เพื่อให้มีการติดต่อซื้อขายกันโดยตรง แต่ก็ขอเตือนว่า หากมีการตกลงซื้อขายเกิดขึ้น ควรดำเนินการอย่างรัดกุม หรือหากนัดหมาย ควรจะมีบุคคลอื่นรับรู้ เพื่อป้องกันการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพ

เมื่อวันที่14ตุลาคม พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตรรักษาราชการแทนรองผบู้ญัชาการตารวจนครบาลรับผิดชอบงาน จราจร เปิดเผยว่า กองบัญ ชาการตำรวจนครบาลได้จัดเตรียมเส้นทาง การรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวก ด้านการจราจร ในพิธีเคลื่อนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จะมีการเคลื่อนพระบรมศพออก จากโรงพยาบาลศิริราช ในเวลาประมาณ 13.00 น.วันนี้มาประดิษฐานพระบรมศพ ณ พระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเคลื่อนขบวนพระบรมศพออกจากโรงพยาบาลศิริราช ใช้เส้นทางถนนอรุณอัมรินทร์ ข้ามสะพาน พระปิ่นเกล้า เลี้ยวขวาเข้าหน้าถนนราชดำเนินใน ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมหาราช เข้าทางประตูเทวาภิรมณ์ พระบรมมหาราชวัง โดยตลอดเส้นทางที่เคลื่อนขบวนผ่านนั้นจะมีการปิดการจราจรชั่วคราวในเส้นทางดังกล่าวและเพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนท่ีประสงค์มาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และรักษาความปลอดภัย อาจพิจารณาปิดการจราจรเพิ่มเติมถัดไปอีกหน่ึงทางแยกจากเส้นทางเสด็จ

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนท่ีจะเดินทางมาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จ สู่สวรรคาลัย ในระหว่างท่ีขบวนเคลื่อนผ่านน้ัน ขอให้แต่งกายไว้ทุกข์และร่วมไว้อาลัยอย่างสงบ เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

เช้าวันนี้ (13 ตุลาคม 2559) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุคนร้ายลักขโมยผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรหลายราย ในพื้นที่ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา จึงเดินทางไปตรวจสอบพบว่า ภายในสวนต้นข่าและเผือกหอมในพื้นที่บ้านปางไม้ หมู่ 1 ตำบลบ้านราษฎร์ เนื้อที่กว่า 5 ไร่ ของนางสุพรรณ์ ปัญญาพิมพ์ อายุ 43 ปี เกษตรกรมีร่องรอยถูกคนร้ายขโมยถอนต้นข่าและต้นเผือกหอมจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายมากกว่า 10,000 บาท

นางสุพรรณ์ ปัญญาพิมพ์ เจ้าของสวนที่ถูกคนร้ายขโมยถอนต้นข่าและต้นเผือกหอม เปิดเผยว่า ปลูกต้นข่าและต้นเผือกหอมภายในสวนของตนเองบนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ เนื่องจากได้ราคาดีกว่าการปลูกมันสำปะหลัง แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดฝนตกในพื้นที่เกือบทุกวัน จึงไม่ได้เดินเข้าไปดูผลผลิตในสวน จนกระทั่งเช้าวันนี้ได้เดินเข้าไปดูผลผลิตก็พบว่ามีล่องรอยถูกคนร้ายขุดขโมยเอาหัวข่าและเผือกหอมไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อประเมินแล้วหัวข่าน่าจะถูกขโมยไปไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม และเผือกหอมถูกขโมยขุดไปไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัมเช่นเดียวกัน มูลค่าความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เพราะปัจจุบันราคาหัวข่าและเผือกหอม มีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 30 บาท ทั้งนี้สวนของเพื่อนเกษตรกรที่อยู่ติดกันก็ถูกคนร้ายขโมยถอนเผือกหอมหายไปเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นเดียวกัน จึงอยากวอนให้เจ้าหน้าที่เร่งจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีด้วย

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น.

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังต้องเปิดให้สรงน้ำพระบรมศพก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง เนื่องจากมีพสกนิกรที่ต่างสวมชุดไว้ทุกข์สีดำหลั่งไหลมาตั้งแต่ตี 3 โดยเปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี จัดแถวแบ่งเป็น 3 แถว และให้เข้าครั้งละ 100 คน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความรวดเร็ว ซึ่งมีประชาชนทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจัดให้เข้าแถวต่อคิวตั้งแต่หน้าศาลาสหทัยสมาคมยาวไปถึงประตูวิเศษไชยศรี เรื่อยไปถึงหน้าม.ศิลปากร ปลายแถวอยู่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยทุกคนมีสีหน้าโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง อาทิ นายจำลอง ศรีเมือง, คุณหญิงระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช, นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พร้อมครอบครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเต็มเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ประชาชนต่างร้องไห้ น้ำตาคลอ ขณะต่อแถว เมื่อเข้ามาในศาลาสหทัยสมาคมแล้ว เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะจัดให้ประชาชนสรงน้ำลงบนพานที่โยงสายไปยังพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก่อนจะถวายความเคารพและเดินออกไป โดยบางคนระหว่างที่สรงน้ำไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ บางคนน้ำตาคลอ บางคนน้ำตาไหลนองหน้า ด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

นางสาวสุวิมล สาธุวงศ์ อายุ 53 ปี และนางพรพนา คล้ายสุวรรณ์ อายุ 47 ปี กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า มาสรงน้ำครั้งนี้ เพราะถือเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำอะไรเพื่อพระองค์ เมื่อวานมีข่าวสารมาตลอดเวลา แต่ก็ไม่เชื่อ ได้แต่บอกตัวเองว่าข่าวลวง จนกระทั่งประกาศสำนักพระราชวังออก ก็ต้องยอมรับความจริง นอนไม่หลับทั้งคืน ตอนนี้ก็ยังไม่เชื่อ เพราะปกติทุกปีที่พระองค์เสด็จออกมหาสมาคม ไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์ตลอด เป็นความรู้สึกประทับใจ และภูมิใจที่ได้เกิดเป็นข้าพระบาท หากมีโอกาสก็อยากจะเกิดเป็นประชาชนของพระองค์อีกครั้ง

ถ่ายทอดพิธีเคลื่อนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลศิริราชเวลา 14.30 เป็นต้นไป

วันนี้ (14 ต.ค.) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันนี้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จะถ่ายทอดสดพิธีเคลื่อนพระศพ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จากโรงพยาบาลศิริราช อัญเชิญมายังพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจะเริ่มถ่ายทอดตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไปจนเสร็จสิ้นพิธีโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดสดพิธีเคลื่อนพระศพในวันนี้ ตลอดจนพระราชพิธีอันจะปรากฏในอนาคตเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต รวมทั้งขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเผยแพร่รายการของสถานีตามปกติภายหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทอดรวมการเฉพาะกิจ ได้ร่วมกันนำข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมต่อประชาชนในห้วงเวลานี้ เพื่อเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน ลดความสับสน คลายความวิตกกังวลให้แก่สังคม และพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ รวมทั้งพิจารณาเนื้อหารายการที่จะเผยแพร่ให้เหมาะควรแก่สถานการณ์ของประเทศ และความรู้สึกของพี่น้องประชาชน

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา และ เรือนบริวาร หรือเรือนจันทร์ ต่อเนื่องทางด้านหลังในเขตพระราชฐานชั้นใน พระที่นั่งองค์นี้ได้รับยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระที่นั่งทรงไทยแท้องค์เดียวในพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะเรือนยอดพระมหาปราสาท (กุฎาคาร) มีรูปทรงต้องด้วยศิลปะลักษณะอันวิจิตรงดงาม

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้น เมื่อปีพ.ศ.2332 บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ซึ่งถูกฟ้าผ่าไหม้จนหมด จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมหาปราสาทขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิม นามว่า “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท”

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระที่นั่ง 1 ชั้นสถาปัตยกรรมทรงปราสาทแบบจตุรมุข ด้านเหนือมีมุขเด็ดยื่นออกมา เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูนฐานสูง 2.85 เมตร ชั้นล่างเป็นเชิงฐานถัดไปเป็นฐานสิงห์และฐานเชิงบาตรสองชั้นหลังคาเป็นยอดทรงปราสาทประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้งคันทวยมีลักษณะเป็นพญานาค 3 หัวหน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณล้อมรอบด้วยลายกนกเทพพนมมุมยอดปราสาททั้ง 4 มุมเป็นรูปลายพญาครุฑหน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑไขรา รอบปราสาทเป็นรูปครุฑหยุดนาครองรับ

ภายในพระที่นั่งประดิษฐานพระแท่นต่างๆ คือพระที่นั่งบุษบกมาลา เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เสด็จออกมหาสมาคมเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี พระแท่นราชบัลลังก์ประดับมุก เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ พระแท่นราชบรรจถรณ์ประดับมุก เป็นพระแท่นที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภายในประดิษฐานปูชนียวัตถุในพระราชพิธีสำคัญๆ

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมีมุขกระสัน ระหว่างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทกับพระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นอาคารทรงไทยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูนทาสีขาว หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ปิดทองประดับกระจก มุขกระสันนี้เป็นโถงยาว มีฝากั้นแบ่งเป็นสองตอน ตอนหนึ่งต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อีกตอนหนึ่งติดต่อกับพระที่นั่งพิมานรัตยา มีพระทวารเป็นทางเชื่อมถึงกัน มุขกระสันตอนที่ต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางด้านทิศเหนือ มีบันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลาสองข้าง

เมื่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จออกว่าราชการที่ท้องพระโรง นอกจากนั้นสถานที่นี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชวงศ์ชั้นสูงด้วย อย่างเช่น เมื่อรัชกาลที่ ๑ เสด็จสวรรคต ได้อัญเชิญพระบรมศพมาตั้งไว้ที่พระที่นั่งองค์นี้ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้า และ สมเด็จพระอัครมเหสีไว้บนพระที่นั่งองค์นี้

ในรัชกาลปัจจุบัน ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

พระที่นั่งองค์นี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ประดิษฐานพระบรมศพและพระศพเท่านั้น ยังเป็นสถานที่เพื่อทำพระราชพิธีสำคัญด้วย อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2454 ในรัชกาลสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในปัจจุบัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี และพระราชกุศลต่างๆ เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่กำลังมีการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 มีประชาชนจำนวนมากไปหาซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาและเรื่องราวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่สำนักพิมพ์ต่างๆนำมาจำหน่าย โดยผู้ที่มาซื้อหลายรายบอกตรงกันว่าต้องการเก็บไว้เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน ขณะที่บางคนก็บอกว่าความจริงก็มีหนังสื่อเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่ตั้งใจมาซื้อเล่มใหม่เพื่อเก็บไว้ให้ลูกอ่าน

ทั้งนี้ในส่วนบูธสำนักพิมพ์มติชนนั้น เรื่อง ‘รอยพระยุคลบาท’ โดยพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร , ‘ใต้เบื้องพระยุคลบาท’ โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ‘ดวงใจแผ่นดิน’ โดยท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เป็นเรื่องที่ถูกถามถึงมาก ขณะที่บูธนายอินทร์ของเครือสำนักพิมพ์อมรินทร์ก็มีคนถามหาหนังสือพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน และที่บูธสำนักพิมพ์สกายบุ๊กส์ หนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่านก็เป็นที่ต้องการของประชาชนเช่นกัน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม สำนักพระราชวังออกประกาศว่า วันนี้สำนักพระราชวังได้ดำเนินการเปิดให้ประชาชนได้ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัย ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เวลา 08.30-16.00น.

และภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 15 วัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สำนักพระราชวังจัดได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อนึ่ง สำหรับคณะบุคคลต่างๆ ที่ประสงค์จะนำพวงมาลามาถวายสักการะ จะได้มีการจัดให้วางภายหลัง เมื่อครบกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ทั้งนี้สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ทราบต่อไป

โบราณ กล่าวคือ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต ประชาชนจะโกนศีรษะเพื่อไว้ทุกข์ อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมนี้รัชกาลที่ 6 โปรดให้ยกเลิกไป

“มติชนออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง นายนิวัฒน์ พิกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โกนศีรษะ นายนิวัฒน์กล่าวว่า ตนอยากแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดยได้ทราบว่าในสมัยโบราณมีการโกนศีรษะไว้ทุกข์ จึงตัดสินใจทำตาม เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้

“ผมรักในหลวงเหมือนทุกๆคน อยากแสดงออกอะไรก็ได้ที่เราพอทำได้ พอได้รู้ว่าน้องกลุ่มหนึ่งชื่อกลุ่มแต่งไทย เขาอยากรักษาวัฒนธรรมแบบโบราณ ก็เห็นว่าดีที่เราควรอนุรักษ์ไว้” นายนิวัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ด้วยการโกนศีรษะ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เชื่อกันว่าสืบทอดมาจากธรรมเนียมของอินเดีย ซึ่งจะโกนศีรษะไว้ทุกข์เมื่อญาติผู้ใหญ่ และพระมหากษัตริย์สวรรคต อย่างไรก็ตาม ใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศว่า ราษฎรไม่ต้องโกนศีรษะเพื่อไว้ทุกข์ให้พระบาทสมเด็จพระปื่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมา ได้ถูกยกเลิกถาวร ในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่า ควรให้ราษฎรเลิกโกนศีรษะเพื่อไว้ทุกข์ เนื่องจากเป็นการยากลำบากเกินไป ดังนั้น ในงานพระบรมศพของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงโปรดให้ยกเลิกนับแต่นั้นมา

ย้อนไปก่อนปี 2552 พื้นที่ 4,000 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขต หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช คือเป็นที่นารกร้าง มีพืช เช่น เสม็ด กระจูด และกก ขึ้นหนาแน่น ด้วยมีสาเหตุมาจากปัญหาดินแน่นทึบและเป็นดินเปรี้ยวจัด จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเกษตรได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการทำมาหากินมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ เพราะการทำเกษตรโดยเฉพาะการปลูกพืชในดินเปรี้ยวจัด จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการดินเปรี้ยวจัด แต่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังส่วนใหญ่ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการดินเปรี้ยวจัด ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้จากการปลูกพืชในดินเปรี้ยวจัดให้ผลผลิตที่ต่ำ

จากสภาพปัญหาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้นำผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด ด้วยทฤษฎีแกล้งดิน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส มาขยายผลและปรับใช้ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

ทั้งนี้ ในการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพื้นที่การดำเนินงาน ในปี 2552

โดยหลักเกณฑ์พิจารณาดูจากลักษณะดิน ระบบชลประทาน ระบบการปลูกพืช ความร่วมมือของเกษตรกร และได้คัดเลือกพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร เป็นพื้นที่ดำเนินการ

ในวันนี้ พื้นที่ 4,000 ไร่ ได้เปลี่ยนไปจากที่ทำนาปลูกข้าวไม่ได้ผล กลายเป็นผืนนาที่ต้นข้าวสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญอีกประการ พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว ภายใต้ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยวตามทฤษฎีแกล้งดิน”

ทั้งนี้ ปัญหาดินเปรี้ยว นับเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่บางส่วนของจังหวัดพัทลุงและสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 1,990,337 ไร่ และมีพื้นที่ที่มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัดถึง 202,731 ไร่ ซึ่งปลูกพืชไม่เจริญงอกงาม ผลผลิตที่ได้ต่ำ เกษตรกรจึงปล่อยพื้นที่นารกร้างและหันไปทำการเลี้ยงสัตว์หรือออกไปรับจ้างต่างถิ่นแทน

แนวดำเนินการในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ สภาพดินนั้นอยู่ในชุดดินมูโนะ อันเป็นดินชุดเดียวกับพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นดินเหนียวละเอียดลึกมาก เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวถึงเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งมีสีดำหรือมีสีน้ำตาลปนเทา ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดจัดมาก (pH 4.5-5.0)

ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทรายแป้ง simpleweightlossplans.com มีจุดประสีเหลือง น้ำตาล และมีจุดประสีเหลืองฟางข้าวของจาโรไซด์ ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดรุนแรงมากถึงกรดรุนแรงมากที่สุด (pH 3.5-4.0) และดินล่างถัดไป ช่วงความลึก 50-100 เซนติเมตร เป็นดินเลนสีเทา มีสารประกอบกำมะถันมาก ปฏิกิริยาดินเป็นดินกรดจัดถึงกรดจัดเล็กน้อย (pH 5.0-6.5) การระบายน้ำเลว การไหลบ่าของน้ำบนผิวดินช้า การซึมผ่านของน้ำปานกลาง

ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดินแน่นทึบและเป็นกรดจัดมาก เนื่องจากสารประกอบกำมะถัน มีธาตุอะลูมินั่ม เหล็ก และแมงกานีส ถูกละลายออกมามากจนเป็นพิษต่อพืช ธาตุฟอสฟอรัสถูกตรึงไว้ พืชดูดไปใช้ไม่ได้

ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ประกอบด้วย

หนึ่ง เพื่อแก้ไขสภาพดินเปรี้ยว ให้สามารถปลูกพืชได้

สอง เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สาม เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการจัดการดินเปรี้ยวจัด

สี่ พัฒนาเทคโนโลยีการปลูกข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่

ห้า พัฒนาระบบกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรองรับองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่น พืช น้ำ ดิน และการตลาด

หก เป็นแปลงสาธิตขนาดใหญ่ ที่มีทั้งข้อมูลด้านพืช ดิน น้ำ รวมทั้งข้อมูลด้านเศรษฐกิจเพื่อเผยแพร่แก่ผู้สนใจ วิธีการดำเนินการนั้น ระยะแรกจัดระบบชลประทาน โดยก่อสร้างอาคารกักเก็บและระบายน้ำ ปรับปรุงแปลงนา พร้อมสร้างคันนาใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในนาข้าวได้

ในส่วนการปรับปรุงบำรุงดินเปรี้ยวนาข้าว ด้วยการใช้หินฝุ่นหรือหินปูนหว่าน ในอัตรา 1 ตัน ต่อไร่ แล้วไถกลบ รวมถึงปลูกปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น ปอเทือง หรือ โสนแอฟริกัน ร่วมกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อเพิ่มแร่ธาตุอาหารในดินให้แก่พืช

พร้อมกันนี้ ยังได้มีดำเนินงานพัฒนาการผลิต พัฒนามูลค่าผลผลิต การแปรรูป และพัฒนาอาชีพเสริมรายได้

โดยมีกิจกรรม ทั้งการจัดทำแปลงนาสาธิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวดี เช่น พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง สังข์หยด เป็นต้น พร้อมปัจจัยการผลิต จัดตั้งศูนย์พัฒนาชุมชนโรงสีข้าวชุมชน พร้อมลานตากเมล็ดพันธุ์ และเครื่องสีข้าวรณรงค์การปลูกพืชหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาพืชอาหารสัตว์ให้ความรู้การจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และการบริหารจัดการกลุ่มสหกรณ์

รวมถึงการส่งเสริมอาชีพเสริม โดยรวมกลุ่มเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง และในบ่อเพื่อแปรรูปทำปลาร้า และปลาแดดเดียว, กลุ่มทำข้าวซ้อมมือ และกลุ่มผลิตภัณฑ์กระจูด