จับมือ ‘กฟผ.’ชูเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ร่วมกันกำหนดแนวทางในการสานต่อพระราชปณิธาน รัชกาลที่ 9 นำองค์ความรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผสมผสานกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในยุค 4.0 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และยั่งยืน

โดยส่งเสริมให้ วิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยให้ครู นักเรียน นักศึกษา และชุมชน คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ด้านชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขยายผลการดำเนินงานสู่ชุมชนท้องถิ่น ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เลขาธิการกอศ. กล่าวต่อว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาด้านเกษตร พัฒนาคุณภาพชีวิตของท้องถิ่น ตลอดจนรักษาสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการมามาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งปัจจุบัน มีวิทยาลัยเกษตรและและเทคโนโลยี 4 แห่ง เป็นศูนย์ประสานงานโครงการ ฯ โดยมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดรวมจำนวน 103 แห่ง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย มุ่งเน้นการผลักดันเรื่องอาหารปลอดภัยสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยเน้นการเชื่อมต่อไปยังส่วนกลางและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีความรู้ ความเข้าใจในนโยบาย และระบบคุณภาพที่มีผลกระทบต่อการทำงานด้านอาหารปลอดภัยของประเทศ อันจะทำให้ผู้ประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และสร้างมาตรฐานอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล

เพื่อให้ผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลได้บริโภคอาหาร ผักและผลไม้ ปลอดสารเคมีและยาฆ่าแมลง ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ดำเนินการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยจัดหาเกษตรกรปลูกผักปลอดสารเคมี จำหน่ายให้โรงพยาบาลเพื่อประกอบอาหารให้ผู้ป่วยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัยทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต วัตถุดิบ ขนส่ง การปรุง

ส่วนโรงครัวที่ปรุงอาหารผ่านมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนด สร้างความมั่นใจและสุขภาพที่ดีแก่ผู้ป่วยและประชาชนที่มารับบริการในโรงพยาบาล รวมทั้งการจัดพื้นที่จำหน่ายผักและผลไม้ ปลอดสารเคมีที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้มารับบริการและญาติซื้อหาได้สะดวก เป็นการสนับสนุนการตลาดอย่างยั่งยืนต่อไป

รวมทั้งผู้บริโภคมีความมั่นใจในระบบคุณภาพอาหาร นอกจากนี้ยังรวมถึงข้อกำหนดมาตรฐานที่เป็นปัจจุบัน และสร้างเครือข่ายการจัดอาหารในภาวะฉุกเฉินร้ายแรง กรณีความไม่ปลอดภัยของอาหารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพด้านบริการสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน และยังเป็นการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการคุ้มครองผู้บริโภคด้าน อาหารของประเทศไทยได้สร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้สำนักส่งเสริมและสนับสนุนอาหารปลอดภัยเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมกันนี้ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุขระยะ 20 ปี ตามนโยบายรัฐบาลที่จะนำประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน

ตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการไทย ในปี 2560 ไทยส่งออกไปจีนเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 995,475 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 19.4% โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ส่งออกเอสเอ็มอี ประมาณ 30%

สินค้าที่ส่งออกไปจีนส่วนใหญ่ของเอสเอ็มอีไทย คือ ผลิตภัณฑ์พลาสติก สินค้าโภคภัณฑ์อย่างยางพาราและของที่ทำจากยาง รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ (เฟอร์นิเจอร์) พืชผักและผลไม้ และธัญพืช แต่สินค้าเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของจีนที่หันมาเน้นสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างสมาร์ทโฟน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกลต่าง ๆ ซึ่งทำให้ในอนาคตสินค้าหลักของเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกไปจีนน่าจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนมีนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาประเทศจีนจากการเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้ารายใหญ่ที่เน้นการผลิตเชิงปริมาณไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกที่เน้นคุณภาพของสินค้าและบริการ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการผลิตของจีนที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนโฉมหน้าของการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคได้ จึงคาดว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ดังนี้

1.สินค้าจำพวกพลาสติกและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก ซึ่งในระยะสั้น-กลางอาจยังไม่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกกลางน้ำของจีนมากนัก เนื่องจากกำลังการผลิตของจีนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศและยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ในระยะยาว สินค้าส่งออกประเภทนี้น่าจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าจำพวก LLDPE และ EVA ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจึงควรเลือกเน้นผลิตและส่งออกสินค้าขั้นกลางจำพวกพลาสติกประเภทอื่นที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกิดใหม่ภายใต้ Made in China 2025 ของจีนได้ เช่น lightweight plastic สำหรับยานยนต์ หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม จำพวกพลาสติกที่ย่อยสลายได้ หรือพลาสติกที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ปลูกทดแทนใหม่ ซึ่งทำมาจากข้าวโพด อ้อย หรือถั่วเหลือง (soy protein)

2.ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยาง ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากจีนมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกยางพารา รวมถึงมีการออกไปลงทุนในประเทศ CLMV รวมถึงในไทย จึงอาจทำให้มีผลผลิตป้อนเข้ามาในระบบ ส่งผลให้การนำเข้ายางพาราจากไทยลดลงไปบ้าง แต่จีนเองก็ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการสายการผลิตของจีนได้ ทำให้ในระยะสั้นผู้ส่งออกยางจากไทยจึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

เมื่อพิจารณาแนวโน้มความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของจีน ภายใต้ยุทธศาสตร์ Made in China 2025 จะเป็นจุดพลิกผันบทบาทของจีนจาก “โรงงานของโลก” (factory of the world) ที่เคยได้อานิสงส์จากการเป็นแหล่งแรงงานต้นทุนต่ำ มาเป็น “ประเทศที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม” เหมือนดั่งที่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้า ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของตัวเอง และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตแห่งอนาคตของจีนต่อไป

ผศ.ดร.จำเริญ คังคะศรี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) รำไพพรรณี เปิดเผยว่า คณะนิเทศศาสตร์ ร่วมกับสำนักปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี (ส.ป.ก) ให้ความรู้กับเกษตรกรชาวสวนลำไยในเขตอำเภอสอยดาว จ.จันทบุรี จำนวน 2 รุ่น ราว 80 คน ในหลักสูตรการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.จันทบุรี ในหัวข้อเทคนิคการถ่ายทอด และการเป็นวิทยากรกระบวนการโดยเกษตรกรที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ จะฝึกการพูดในบทบาทของวิทยากรชุมชน ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำสวนลำไยที่มีอยู่ในกลุ่มเกษตรกรตนเอง

“การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากกับเกษตรกรชาวสวนลำไยในเขตพื้นที่อำเภอสอยดาว หมู่ 1 ต.สะตอน 60 ราย และหมู่ 4 ต.ทุ่งขนาน 20 ราย ซึ่งเกษตรกรดังกล่าวจะเป็นแม่ไก่ของ Smart Farmer ใน จ.จันทบุรี ในอนาคต” ผศ.ดร.จำเริญ กล่าว

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาเริ่มจะเข้าสู่สถานการณ์ภัยแล้ง แม้จะยังไม่รุนแรง เกษตรกรยังสามารถปลูกพืชผักได้ โดยใช้น้ำจากลำคลองธรรมชาติ แต่ขณะนี้หลายพื้นที่ได้เกิดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในสวนผัก

เช่น เกษตรกรที่ปลูกถั่วฝักยาว ในตำบลธารละหลอด อำเภอพิมาย กำลังได้รับความเดือดร้อน จากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายตลาด ซึ่งปัจจุบันขายได้กิโลกรัมละ 15 บาท ถือว่าได้ราคาดีกว่าจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคาอยู่ที่ 8-10 บาทต่อกิโลกรัม แต่ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในแปลงถั่วฝักยาว ทำให้ถั่วฝักยาวไม่มีคุณภาพและเสียหายกว่า 50%

นายปรีชา หว่านนา อายุ 43 ปี หนึ่งในเกษตรกรที่ทำสวนผัก บอกว่า ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะระบาดหนักในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหันมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชผักแทน โดยเฉพาะถั่วฝักยาว ถั่วที่ออกมาหงิกงอไม่สมบูรณ์

แม้ราคาผักจะเพิ่มขึ้นแต่ผลผลิตกว่าครึ่งหนึ่งต้องเสียหาย ทั้งนี้ ในช่วงหน้าแล้งจำเป็นต้องปลูกพืชระยะสั้นที่ให้ผลผลิตเร็ว เช่น ถั่วฝักยาว แตงกวา ซึ่งใช้เวลาปลูกราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และกำลังขายได้ราคา แต่ต้องแข่งกับเวลา และหาทางป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ได้ก่อน

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เวลา 06.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุทัยธานี ในช่วงนี้มีสภาพอากาศแปรปรวน โดยกลางวันจะมีอากาศร้อนอบอ้าว แต่ในช่วงกลางคืนจนถึงเช้าจะมีอากาศเย็น และมีหมอกลงจัดปกคลุมทั่วในทุกพื้นที่

โดยในพื้นที่ ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ที่เช้าวันนี้มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงฉับพลัน ประชาชนต้องสวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวเพื่อคลายความหนาวเย็น โดยเฉพาะนักเรียนและประชาชนที่เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเช้า ประกอบกับมีหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณ ประชาชนต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อให้สามารถสัญจรได้ดีขึ้น

โดยการคาดหมายลักษณะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงวันที่ 19-21 ก.พ. บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเกิดขึ้นบางแห่ง แต่บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ส่วนในช่วงวันที่ 22-24 ก.พ. บริเวณประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรกหลังจากนั้นจะมีอุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง

โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีโอกาสสูงในการเกิดฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร สำหรับข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 22-24 ก.พ. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

วันที่ 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานที่คูเมืองเชียงใหม่ ฝั่งประตูเชียงใหม่ด้านทิศใต้ของเมือง หรือหน้าตลาดประตูเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ปล่อยน้ำในคูเมืองเชียงใหม่ออก โดยให้ไหลลงสู่ลำน้ำปิงเพื่อทำความสะอาด หลังจากที่น้ำในคูเมืองเชียงใหม่บริเวณดังกล่าวเน่าเสียมานานหลายเดือน

ซึ่งเป็นที่น่าสนใจกับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมการทำหน้าที่ของเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ปล่อยน้ำอยู่นั้น พอน้ำแห้งพบว่า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ลงไปจับปลา และพบว่ามีปลาดุกยักษ์ตัวใหญ่ ยาวประมาณ 100 เซ็นติเมตร หรือ 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 10 กก. เมื่อจับมาวัดกับคน ยาวเกือบเท่ากับคน และชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ลงจับปลาก็นำปลากลับบ้านไปประกอบอาหารด้วย

ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ แปลกใจว่า ทำไมปล่อยให้กลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้จับปลาไปได้ เพราะก่อนหน้านั้นทางเทศบาลได้ห้ามจับปลาทุกชนิดในคูเมืองเชียงใหม่ ก็ยังเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยูในขณะนี้ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ที่รับผิดชอบเอาผิดได้คือเทศกิจ ก็ไม่ได้ลงพื้นที่มาห้ามหรือมาดำเนินการใดๆ เลย ขณะนี้ชาวบ้านยังจับปลากันสนุกสนานอยู่

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง สำหรับบริเวณภาคเหนือตอนบนยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 22-24 ก.พ.นี้ บริเวณประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีอุณหภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียสกับมีลมแรงโดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีโอกาสสูงในการเกิดฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนพยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 วันนี้ ถึง 06.00 น.ของวันที่ 20 ก.พ.นี้ ภาคเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 12-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-11 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัด ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัด สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัด ระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 19-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 61 นายสรวิช เทพทอง อายุ 32 ปี พนักงานขับเรือสปีดโบ๊ท ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นรีสอร์ท เกาะสมุย ม.5 ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้นำคลิปวีดีโอที่ถ่ายวาฬบรูด้าเอาไว้ได้ ขณะที่ช่วงเช้าของวันนี้ เวลา 09.00 น. ได้ขับเรือสปีดโบ๊ทพานักท่องเที่ยวชาวจีน 20 คน ที่พักในโรงแรมไปท่องเที่ยวยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

ขณะที่เรือวิ่งผ่านหน้าอ่าวหมู่เกาะญี่ปุ่น และเกาะว่าว พบวาฬบรูด้า 2ตัว มีสีดำ ลำตัวยาวประมาณ 5-6 เมตร กำลังจับปลาขนาดเล็กกินเป็นอาหาร และดำผุดดำว่ายอยู่กลางทะเล ทำให้นักท่องเทียวที่พบเห็นต่างตื่นเต้นดีใจและถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

นายสรวิช บอกว่า ลักษณะสภาพอากาศในวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส คลื่นลมในทะเลสงบเงียบ บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง และเกาะใกล้เคียงเป็นทะเลที่มีน้ำลึก ประกอบกับในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูปลาวางไข่ จึงมีการประกาศปิดอ่าวห้ามจับสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวไทย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นระยะเวลา 3 เดือน จึงทำให้ทรัพย์พยากรในทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ วาฬบรูด้าจึงโผล่มาหกินปลาเล็กเป็นอาหาร

ขอบคุณภาพจาก คุณสรวิช เทพทอง พาณิชย์ปลื้มส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกงปี 2560 สูงสุดรอบ 10 ปี ปริมาณ 2.06 แสนตัน ตั้งเป้าปี 2561 ส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกง 2.15 แสนตัน เตรียมโดดร่วมประมูลข้าวฟิลิปปินส์ 2.5 แสนตัน มี.ค.นี้ รับมือนาปรังทะลัก

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปฮ่องกงในปริมาณสูงถึง 2.06 แสนตัน เพิ่มขึ้น 10.18% จากปี 2559 ที่ส่งออกปริมาณ 1.87 แสนตันนับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีจากที่เคยทำได้ 2.02 แสนตันในปี 2550 เป็นผลจากความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งระบบ และที่สำคัญคือ นโยบายรัฐบาลที่ช่วยพยุงราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อ อีกทั้งการขยายฐานการตลาดข้าวชนิดใหม่ ๆ ทั้ง ข้าวออร์แกนิก ข้าวไรซ์เบอรี่ ส่งผลให้ยอดการส่งออกข้าวไปยังฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง 4 ปี จนทำให้ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกง 65% รองจากสหรัฐ และจีน

“ปี 2561 แม้ว่าราคาข้าวหอมมะลิไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ความต้องการยังมีอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดฮ่องกงชอบข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพดี มีความหอม จึงคาดว่าปีนี้จะส่งออกข้าวไปฮ่องกงเพิ่มขึ้นเป็น 2.15 แสนตัน”

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเตรียมเข้าร่วมประมูลขายข้าวขาวปริมาณ 2.5 แสนตัน ซึ่งหน่วยงานองค์การอาหารแห่งชาติ (NFA) ฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลช่วงเดือน มี.ค. 2561 หากไทยได้คำสั่งซื้อข้าวจากฟิลิปปินส์จะเป็นผลดีต่อราคาผลผลิตข้าวนาปรัง ปี 2561 ที่จะทยอยออกมาตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป

สำหรับในการส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-6 ก.พ. 2561 ส่งออกข้าวได้ 1 ล้านตัน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยเป็นข้าวขาว 7.7 แสนตัน ราคาส่งออก 422-470 เหรียญสหรัฐ/ตัน คิดเป็นราคาข้าวเปลือก 7,558-8,200 บาท/ตัน

โดยหลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งส่งเสริมการผลิตข้าวขาวพื้นนิ่ม ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะขายได้ราคาดีกว่าข้าวขาวพื้นแข็งที่ขายปกติประมาณ 50-70 เหรียญสหรัฐ/ตัน ด้านการส่งออกข้าวชนิดอื่น ๆ ของไทย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวอินทรีย์ (organic) ข้าวสีชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพสูง ทำให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำทัพ ครม.ชุดใหญ่ ลงพื้นที่จันทบุรีและตราด เมื่อวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561 โดยมีภารกิจหนึ่งตรวจเยี่ยมพื้นที่เกาะช้าง ในการรับข้อเสนอโครงการเพิ่มศักยภาพพื้นที่หมู่เกาะช้าง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงอย่างยั่งยืนนั้น ล่าสุดได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการโครงการเร่งด่วน คือ โครงการพัฒนาถนนเชื่อมรอบเกาะ และการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว รวมถึงปัญหาที่อุทยานฯทับซ้อนที่ทำกินของชาวบ้าน

ล่าสุด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เสนอเส้นทางแนวสีน้ำเงิน ระยะทาง 10.4 กิโลเมตร ระดับดิน 6 กิโลเมตร ยกระดับ 4.4 กิโลเมตร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่บ้านคลองกลอย ผ่านบ้านหวายแฉก และบ้านสลักเพชร ซึ่งเป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1A ทั้งนี้ให้กรมทางหลวงชนบทสำรวจออกแบบและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนดำเนินโครงการ

ถนนเชื่อมเกาะช้าง 2.5 พัน ล.

“จักรกฤษณ์ สลักเพชร” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้างใต้ จ.ตราด กล่าวว่า ถนนบนเกาะช้างมีระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร แต่ยังเหลือระยะทางอีกกว่า 10 กิโลเมตรที่ยังไม่เชื่อมรอบเกาะ ส่งผลให้ชาวบ้านฝั่งหมู่บ้านบางเบ้า-บ้านสลักเพชร เดินทางไม่สะดวก และเสียค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งได้เสนอขอให้อุทยานฯทำถนนเชื่อมต่อตั้งแต่ปี 2545 และในปี 2556 ได้มีการทำ EIA แต่ไม่ผ่าน เนื่องจากเป็นบริเวณเขตลุ่มน้ำนานาชาติชั้นเอ

ภายหลัง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มารับฟังความคิดเห็น จึงขอให้มีการทำถนนเชื่อมต่อโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง และเชื่อว่าการตัดถนนจะช่วยให้ชาวบ้านเกาะช้างอยู่ดูแลทรัพยากรป่าไม้ ไม่ขายที่ดิน ทำให้มีการกระจายรายได้ ซึ่งภาพรวมของเศรษฐกิจเกาะช้างในอนาคต รองรับการพัฒนา EEC ถนนที่เลียบชายฝั่งทะเลจะผ่านบริเวณหัวหาดหวายแฉกที่สวยที่สุดของเกาะช้าง เป็นจุดขายธรรมชาติด้านการท่องเที่ยวของเกาะช้างที่คุ้มค่ามาก แต่สิ่งที่ต้องหารือกันอีกคือเรื่องของงบประมาณที่เดิมงบประมาณก่อสร้างอยู่ที่ 1,889 ล้านบาท ปรับเป็น 2,500 ล้านบาท

แก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน

ขณะเดียวกัน การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างเมื่อปี 2525 ก็สร้างปัญหาให้กับชาวบ้านที่ทำกินและอยู่อาศัยมาก่อนร่วม 100 ปี โดยมีที่ดินที่กรมอุทยานฯประกาศทับซ้อนประมาณ 50% เช่น หมู่บ้านเจ๊กแบ้เกือบทั้งหมู่บ้าน โรงเรียนประชุมเมฆอัมพร และที่ดิน บภท.5 ที่มี 956 แปลง พื้นที่ 19,888 ไร่ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ต้องสำรวจเร่งพิสูจน์สิทธิ์ใหม่ เป็นรายแปลงและอนุมัติเป็นแปลงไป โดย อบต.เกาะช้างใต้มีหนังสือร้องขอไปยังกรมอุทยานฯแล้ว