จับมือ ‘การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ’ นำเทคโนโลยี สวทช.

ช่วยบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชนมาใช้พัฒนาเมือง กระทรวงมหาดไทย (มท.) จับมือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามความร่วมมือใน “โครงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองและบริการประชาชนระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงมหาดไทย (มท.)” เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เนคเทค สวทช. พัฒนาขึ้นมาใช้ในการพัฒนาเมือง ขับเคลื่อนการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี Big Data

ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชน มาส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปใช้ประโยชน์ นำร่องด้วยให้แอปพลิเคชั่น Traffy Fondue ให้ประชาชนใช้แจ้งปัญหาและข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชน และระบบ Traffy Waste เครื่องมือบริหารจัดการการเก็บขยะ คาดจะช่วยให้บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นระบบมากขึ้น โดยลงนามความร่วมมือไปเมื่อเร็วๆ นี้ (9 ก.ย.) ในงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ เนคเทค ประจำปี 2562 (NECTEC-ACE2019) ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยว่า เป็นโอกาสอันดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. จะได้ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางด้าน Big Data มาช่วยในการบริหารจัดการเมืองและชุมชน ที่สำคัญคือประชาชนจะได้รับความสะดวกในการร้องเรียนปัญหาขยะ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาด้านสาธารณูปโภค และการแจ้งซ่อมต่างๆ โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งเสริมให้มีการนำแอปพลิเคชั่นระบบ Traffy Fondue และ Traffy Waste ไปใช้อย่างแพร่หลายต่อไป
นายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จะสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ บุคลากรในการอบรมและสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับระบบแจ้งปัญหาและข้อร้องเรียนผ่าน แอปพลิเคชั่น Traffy Fondue และระบบบริหารจัดการการจัดเก็บขยะอัจฉริยะผ่านแอปพลิ เคชั่น Traffy Waste ซึ่งจะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเครื่องมือที่ทันสมัย สะดวกสบายให้กับประชาชนในพื้นที่บริการของเมืองและชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองจะมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพในวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ในการวางแผน การแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการเมืองและชุมชน”

ทั้งนี้ แอปพลิเคชั่น Traffy Fondue และระบบ Traffy Waste เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในกลุ่ม Traffy City Platform หรือแพลตฟอร์มการบริหารจัดการเมืองด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. นำโดย ดร. วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ซึ่งจุดเด่นของเทคโนโลยีอยู่ที่การเพิ่มความเป็นอัจฉริยะหรือความสมาร์ทให้กับเมือง โดยเชื่อมสิ่งที่ประชาชนพบเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรปรับปรุง นำส่งไปให้ถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถเข้าใจความต้องการและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นการพัฒนาเมืองด้วยความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน ตอบสนองจุดที่เป็นปัญหาและสร้างความยุ่งยาก (Pain point) ของประชาชนผู้อยู่อาศัย พนักงานผู้ดูแล และผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

โดย Traffy Fondue แพลตฟอร์มแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหาเมือง เป็นแอปพลิเคชั่นรับเรื่องแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหา ที่ช่วยลดระยะเวลา ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา ทำให้ผู้บริหารเมืองเข้าถึงใจของประชาชน โดยเพิ่มช่องทางแจ้งปัญหาเมืองจากประชาชนถึงเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยหลังแจ้งปัญหาแล้วประชาชนยังสามารถติดตามสถานะการดำเนินการแก้ไขได้ผ่าน LINE@ และแอปพลิเคชั่น ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับบริหารจัดการปัญหาของประชาชน เช่น ภาพถ่าย ตำแหน่งบนแผนที่ มีผลให้เจ้าหน้าที่สามารถแก้ปัญหาได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เนื่องจากผู้บริหารมีภาพรวมและข้อมูลในการตัดสินใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในอาคาร สำนักงาน คอนโดฯ หมู่บ้านโรงงาน โรงเรียน และ โรงพยาบาลได้ โดยแพลตฟอร์มการสื่อสารดังกล่าว สามารถใช้งานได้โดยการแจ้งปัญหาผ่านแอปพลิเคชั่นหรือผ่าน Line Chat ถ่ายรูปปัญหา ตำแหน่งที่เกิดปัญหา พร้อมการแจ้งเตือน รวมถึงรับทราบความก้าวหน้าของการแก้ไข ซึ่งข้อมูลที่ได้จากระบบสามารถนำมาเป็นบทวิเคราะห์ทางสถิติที่ช่วยรวบรวบข้อมูลปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาได้

ส่วน Traffy Waste ระบบจัดการการเก็บขยะอัจฉริยะ เป็นแพลตฟอร์มบริหารงานและวางแผนจัดเก็บขยะ ด้วยเทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตามตำแหน่งรถเก็บขยะด้วย Multi-GNSS บันทึกเส้นทางและประวัติการเก็บขยะ วิเคราะห์พฤติกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บขยะ ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถรับการแจ้งเตือนจุดเก็บขยะที่สนใจได้ สามารถทำงานร่วมกับระบบ Traffy Fondue โดยแจ้งปัญหาขยะล้นถัง และขยะเกลื่อนกลาดผ่าน LINE@ และ แอปพลิเคชั่นได้ ทำให้ประชาชนค้นหาจุดทิ้งขยะใกล้บ้านพร้อมเวลาจัดเก็บประจำ ตรวจสอบประวัติและสถิติการเก็บขยะ รับแจ้งเตือนการเก็บขยะผ่าน LINE และช่วยรายงานขยะล้นถัง

ขยะเกลื่อนกลาด ผ่าน Traffy Fondue ได้ ขณะที่ทางเทศบาล / อบต. / นิคมอุตสาหกรรม จะมีข้อมูลภาพรวมการจัดเก็บขยะและประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ทราบพฤติกรรมทำงานของรถเก็บขยะ รวมถึงรับรู้จุดแจ้งเตือนเก็บขยะสำคัญที่ไม่ถูกจัดเก็บ พร้อมยังสามารถบันทึกประวัติการจัดเก็บและสถิติเก็บขยะ พร้อมแนะนำเส้นทางที่ประหยัดเชื้อเพลิงได้ด้วย ซึ่ง แพลตฟอร์มดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ให้บริการจัดเก็บขยะทั้งที่เป็นส่วนภาครัฐ (การปกครองส่วนท้องถิ่น นิคมอุตสาหกรรม) และภาคเอกชน (ผู้ให้บริการจัดเก็บขยะ ผู้ให้เช่ารถขยะ สำหรับใช้บริหารและติดตามการใช้งานทรัพยากร เช่น คน และรถขยะ) สามารถนำผลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนค่าน้ำมันได้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง สร้างรายได้จากการปลูกพืชอื่นทดแทนการปลูกข้าว และสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การเพาะปลูกพืชอื่นในพื้นที่นา โดยดำเนินการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ ตุลาคม 2561-มิถุนายน 2562 พื้นที่เป้าหมาย 53 จังหวัด รวม 13,500 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่เป้าหมาย 200,000 ไร่

ผลการติดตามการดำเนินโครงการ พบว่า มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการและปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นใน 48 จังหวัด (ร้อยละ 91 ของเป้าหมาย) จำนวน 21,919 ครัวเรือน (ร้อยละ 162 ของเป้าหมาย) พื้นที่ 162,763 ไร่ (ร้อยละ 81 ของเป้าหมาย) ครอบคลุมพื้นที่นา ทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้ โดยพบว่า เกษตรกรร้อยละ 78 เข้าร่วมโครงการในปี 2560-2561 และปรับเปลี่ยนการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่วนเกษตรกรร้อยละ 22 เป็นเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นปีแรก โดยมีพื้นที่เฉลี่ยครัวเรือนละ 7.25 ไร่ ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนการผลิตเฉลี่ย 7,250 บาท/ครัวเรือน

จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 320 ราย ในพื้นที่ 18 จังหวัด (เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี ชัยภูมิ อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร หนองบัวลำภู นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี) ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในโครงการแล้ว โดยพืชที่เกษตรกรปรับเปลี่ยนทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ถั่วเขียว พืชผัก ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง พืชอื่นๆ (เช่น แตงโม แตงไทย) และข้าวโพดฝักอ่อน ตามลำดับ ซึ่งภายหลังการจำหน่ายผลผลิตเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 4,205 บาท/ไร่ สูงกว่าการปลูกข้าวนาปรังถึง 2,700 บาท/ไร่

ภาพรวมเกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการในระดับมาก โดยร้อยละ 89 มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการในปีถัดไปอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่จูงใจให้เกษตรกรตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังมาปลูกพืชอื่นทดแทนมากที่สุดคือ การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ รองลงมาคือ การมีปริมาณน้ำเพียงพอ รายได้หรือผลตอบแทนที่ได้รับสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม พบว่า มีเกษตรกรร้อยละ 48 ประสบปัญหาด้านราคาผลผลิตต่ำ ดังนั้น การดำเนินโครงการในระยะต่อไป ควรมีมาตรการในการบริหารจัดการผลผลิตควบคู่กับการปรับเปลี่ยนปลูกพืชเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

9 กันยายน 2562 : นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับ รางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากการประกาศจากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (International Sericulture Comission: ISC) โดยจะมีการมอบรางวัลนี้ในการประชุมวิชาการหม่อนไหมโลก ครั้งที่ 25 ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ณ ประเทศญี่ปุ่น

รางวัลหลุยส์ปาสเตอร์ เป็นรางวัลสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหม ซึ่งจะมีการพิจารณาบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหม ทุกๆ 3 ปี

เป็นรางวัลที่ คณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปี 2545 สำหรับ นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม นับเป็นคนไทย คนที่ 5 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

เพิ่งรู้ว่าขอนแก่นและมหาสารคามเป็นจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดกันมากที่สุด เกษตรกรบางรายสามารถผลิตจิ้งหรีดได้ 1-2 ตัน/วัน ทำให้บางช่วงมีจิ้งหรีดล้นตลาด ด้วยเหตุนี้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ผศ.ดร. สมสมร แก้วบริสุทธิ์ ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ และคณะ จึงต้องวิจัยหาทางแปรรูปจิ้งหรีดเหล่านี้ ซึ่งทำได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารคาวหรืออาหารหวาน อย่างน้ำพริกจิ้งหรีด ข้าวเกรียบจิ้งหรีด หรือคุกกี้จิ้งหรีด

ผศ.ดร. สมสมรเกริ่นให้ฟังว่า เริ่มแรกมีการทำวิจัยเรื่อง การเลี้ยงแมลงเพื่อการบริโภคของภาควิชากีฎวิทยา จากนั้นมข.ได้ออกไปอบรมให้กับเกษตรกรที่อยู่รายรอบ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเลี้ยงจิ้งหรีดขึ้น บางโรงที่เลี้ยงจิ้งหรีดมีกำลังผลิตถึงวันละ 1-2 ตัน ต่อวัน กระจายขายอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นพื้นที่ที่คนนิยมกินแมลง แล้วส่งไปขายที่ภาคกลาง สมุทรสาคร ที่เป็นแหล่งซื้อแมลงที่ใหญ่มาก

แนะวิธีเก็บรักษาก่อนแปรรูป

อาจารย์ท่านนี้บอกว่า จิ้งหรีดนี้สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ แต่ก่อนจับจิ้งหรีดมาแปรรูปควรงดอาหาร 24 ชั่วโมง หรือเปลี่ยนอาหารที่จิ้งหรีดกิน โดยเปลี่ยนจากหัวอาหารมาเป็นอาหารธรรมชาติ เช่น ฟักทองและผัก 2-3 วันก่อนจับ เพื่อให้จิ้งหรีดถ่ายมูลออกหมดและทางเดินอาหารสะอาด วิธีการนี้สามารถลดลดกลิ่นหัวอาหารไม่พึ่งประสงค์ในจิ้งหรีดได้ จากนั้นนำจิ้งหรีดไปล้างอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก การล้างน้ำนี้อาจใช้น้ำธรรมดาที่มีคุณภาพเทียบเท่าน้ำบริโภคหรืออาจใช้น้ำคลอรีนความเข้มข้น 100 ppm. แล้วจึงนำจิ้งหรีดไปต้มในน้ำเดือด 5 นาที สะเด็ดน้ำร้อน แล้วบรรจุถุงทันที ไม่ควรนำจิ้งหรีดที่สุกสะอาดนี้ไปล้างน้ำซ้ำอีก

หลังจากนั้นนำน้ำแข็งโปะทับถุงบรรจุจิ้งหรีดทันทีเพื่อทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดรวดเร็ว หากบรรจุจิ้งหรีดในถุงปริมาณมาก ความเย็นจะเข้าถึงจิ้งหรีดที่อยู่ตรงกลางได้ช้า ผู้ผลิตควรพิจารณาใช้ถุงขนาดใหญ่ขึ้นแล้วเกลี่ยจิ้งหรีดให้กระจายเพื่อให้ถุงแบนลง ความเย็นจะเข้าถึงจิ้งหรีดที่อยู่ด้านในได้ง่าย หากต้องการเก็บรักษาจิ้งหรีดต้มควรเก็บในสภาพแช่เย็นหรือแช่แข็ง หากไม่มีตู้แช่ควรดองน้ำแข็ง การเก็บจิ้งหรีดต้มสุกในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4-6 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้ 5-7 วัน

หากดองน้ำแข็งจะมีอายุ 7-10 วัน จิ้งหรีดที่ผ่านการต้มและบรรจุอย่างถูกสุขลักษณะอาจมีอายุการเก็บรักษาในน้ำแข็งยาวนานถึง 15 วัน อัตราส่วนของน้ำแข็งต่อปริมาณจิ้งหรีดที่แนะนำ คือ 2 ต่อ 1 โดยน้ำหนัก (น้ำแข็ง 2 ก.ก.ต่อจิ้งหรีด 1ก.ก.) ควรมีการถ่ายน้ำที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งและเติมน้ำแข็งใหม่เป็นครั้งคราว ลักษณะการเทน้ำแข็งในถังเก็บ แนะนำให้เทนำแข็งที่ก้นถังก่อน แล้วเรียงถุงบรรจุจิ้งหรีดหนึ่งชั้น จากนั้นเทน้ำแข็งสลับกับถุงจิ้งหรีดไปเรื่อยๆ จนเต็มถัง การบรรจุถุงจิ้งหรีดสลับกับน้ำแข็งลักษณะนี้ทำให้ทำให้อุณหภูมิระหว่างการเก็บรักษาต่ำประมาณ 0-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เก็บจิ้งหรีดได้ยาวนานขึ้น

อย่างไรก็ตามหากต้องการนำจิ้งหรีดไปแช่แข็ง ควรพิจาณาเลือกถุงบรรจุที่หนาและสามารถทนอุณหภูมิต่ำได้ดี การแช่แข็งเป็นการทำให้จิ้งหรีดมีอุณหภูมิต่ำลงกว่า -2 องศาเซลเซียส เมื่อจิ้งหรีดจะอยู่ในสภาพแข็งแล้ว ต้องเก็บไว้ที่ตู้แช่หรือโกดังที่มีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านี้จนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค อายุการเก็บรักษาจิ้งหรีดในสภาพแช่แข็งประมาณ 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับอุณหภูมิห้องเก็บ

ผู้แปรรูปจิ้งหรีดแช่แข็งปริมาณมาก ควรพิจารณาใช้การแช่แข็งแบบบล๊อก (block frozen) หากไม่แช่แข็งบล๊อกควรใช้การบรรจุถุงสุญญากาศเพื่อทำให้จิ้งหรีดอัดตัวกันแน่นเป็นก้อนแล้วจึงนำไปแช่แข็ง การแช่เยือกแข็งทั้งสองแบบนี้สามารถลดการแตกหักของตัวและขาจิ้งหรีดหลังการละลาย ทำให้ตัวจิ้งหรีดสมบูรณ์สวยงาม

ฝรั่งสบช่องทำโปรตีนจิ้งหรีด

ผศ.ดร. สมสมรระบุว่า สาเหตุที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเลี้ยงง่าย ผลผลิตคาดเดาได้ เพราะมีความสม่ำเสมอ แต่ก็มีบางช่วงที่เลี้ยงแล้วราคาจะตกลง โดยเฉพาะช่วงที่แมลงออกเยอะๆ อย่างหน้าฝนและ หน้าร้อน นี่เองจึงเป็นปัญหาที่ทำให้ต้องหาทางแก้ เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้

“เกษตรกรที่เลี้ยงมาบอกดิฉันว่าตอนที่ออกเยอะๆ แมลงราคาตก ดิฉันเลยพัฒนาเป็นจิ้งหรีดผงแล้วแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิน้ำพริก แล้วนำไปใส่ในคุ๊กกี้ ใส่ในข้าวเกรียบด้วย เพื่อเพิ่มโปรตีนให้กับเด็ก พร้อมทำเป็นบะหมี่ ซึ่งพอทำออกมาแล้วก็ไปสอนชาวบ้าน”

หลังจากมีการทำจิ้งหรีดผงปรากฎว่ามีผู้ประกอบการสนใจแต่ไม่อยากจะทำเอง อยากจะให้เกษตรทำให้ ในขณะที่เกษตรกรเองต้องการที่จะเลี้ยงอย่างเดียว เพราะได้เงินง่ายไม่อยากเสียเวลาไปกับการแปรรูป เกษตรกรมักนิยมแปรรูปตอนที่จิ้งหรีดราคาตกต่ำเท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้วจิ้งหรีดผงอยู่ในกระแสโลก เพราะมีการรณรงค์ให้กินแมลงเนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่มีราคาถูก

ผศ.ดร. สมสมรให้ข้อมูลอีกว่า พอทำเป็นจิ้งหรีดผงแล้วนำไปใส่ในคุกกี้ ฝรั่งในเมืองไทยที่เห็นลู่ทางทำเงินก็ติดต่อให้เกษตรกรอบจิ้งหรีดทำเป็นจิ้งหรีดผงส่งไปที่ภูเก็ต จากนั้นทำเป็นโปรตีนในช็อคโกแลต เป็นโปรตีนแท่งสำหรับนักปีนเขา ส่วนบ้านเราทำใส่ข้าวเกรียบให้เด็กไทยกิน

น้ำพริกตาแดงสูตรจิ้งหรีด

พูดถึงน้ำพริกตาแดงสูตรจิ้งหรีดนี้ ผศ.ดร. สมสมรรับประกันว่า รสชาติอร่อยถูกปากคนไทยเพราะ ในการทำแต่ละครั้งเมื่อมีการพัฒนาสูตร จะให้คนชิม ปรากฎว่าได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคสูงมาก เปรียบเทียบเหมือนกับเวลาใส่กุ้งในน้ำพริก เปลี่ยนเป็นจิ้งหรีดทอดแทน โดยใส่เข้าไปทั้งตัวไม่ได้แยกว่า ต้องเป็นส่วนไหน ตำรวมกันไปกับวัตถุดิบอื่นๆ

ต่างประเทศทึ่งสารพัดเมนู ดังนั้นเพื่อผู้ที่ชื่นชอบจิ้งหรีดไม่ผิดหวัง เลยขอสูตรอย่างละเอียด เผื่อใครอยากจะทำขาย

ขั้นตอนการทำน้ำพริกตาแดง

วัตถุดิบมีพริกเผ็ดที่มีสีแดงสวย หอม กระเทียม กะปิและน้ำปลานิดหน่อย แล้วแต่คนชอบ ที่สำคัญต้องมีจิ้งหรีด ใส่ประมาณ 500 กรัม ส่วนผสมอย่างอื่นประมาณครึ่งหนึ่ง จะออกมาเป็นน้ำพริกที่อร่อย ซึ่งโดยปกติเกษตรกรจะต้มจิ้งหรีดเรียบร้อยแล้ว พอซื้อมาในลักษณะต้มสุกต้องนำมาทอดในน้ำมันให้มันกรอบสักนิดหน่อย จากนั้นเข้าเครื่องปั่น แล้วนำเอาไปผัด ตอนแรกใส่น้ำมันพืชก่อน จากนั้นนำลงไปผัด พร้อมใส่น้ำมะขามเปียกนิดหน่อย ถ้าไม่ชอบเปรี้ยวก็ไม่ต้องใส่ ใส่น้ำตาล น้ำปลา ตามขั้นตอน ผัดไปเรื่อยๆ จนให้มันงวดขึ้นกลายเป็นน้ำพริกตาแดง ที่ไว้กินกับแคปหมูตามปกติ

ในการทำน้ำพริกจิ้งหรีดในเชิงพาณิชย์นั้น ผศ.ดร. สมสมรบอกว่า พอพัฒนาสูตรเสร็จก็ไปอบรมให้กับชาวบ้าน ก็มีคนอยากจะหาคนทำเพื่อจะนำไปขาย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าในอุตสาหกรรมเลี้ยงจิ้งหรีดนั้น เกษตรกรเน้นผลิตเพื่อขายจิ้งหรีด เพราะจะได้เงินเร็วกว่า แต่พอช่วงไหนที่ราคาจิ้งหรีดตก เกษตรกรถึงจะทำในส่วนนี้ ปัจจุบันจึงยังไม่มีใครทำผลิตขายอย่างจริงจัง จะทำเฉพาะช่วงจิ้งหรีดล้นตลาดเท่านั้น

“ บอกได้เลยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์ มันเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่มีคนทำ ที่ผ่านมา ดิฉันได้ทำทดสอบกับผู้บริโภคว่ามีการยอมรับแค่ไหน ปรากฎว่าได้รับการยอมรับดีมาก ถ้าไม่บอกว่าเป็นจิ้งหรีดก็ไม่มีใครรู้ ที่ผ่านมาเคยทำออกรายการทีวีในช่องต่างประเทศไปแล้วถึง 5 ครั้ง ที่ญี่ปุ่น 1 ครั้ง ฝรั่งเศส 2 เยอรมัน 1 บูมเบิร์ก 1 ครั้ง แต่ทีวีบ้านเรายังไม่มีใครมาทำ อาจจะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรากินกันอยู่แล้ว”

สาเหตุที่คนกินน้ำพริกตาแดงจิ้งหรีดแล้วไม่รู้ว่าเป็นจิ้งหรีดนั้น ส่วนหนึ่งเพราะได้นำจิ้งหรีดไปทอดและบดอย่างละเอียด ดังนั้น จะได้กลิ่นหอมเหมือนเปลือกกุ้ง พอเวลาที่ทำออกมาเป็นน้ำพริกก็จะมีกลิ่นคล้ายกัน ถ้าไม่เห็นขาจิ้งหรีดก็จะไม่รู้ว่าเป็นจิ้งหรีดหรือว่าเป็นกุ้งกันแน่ ถ้าทำน้ำพริกใส่จิ้งหรีดประมาณ 500 กรัม อย่างอื่นที่เพิ่มเข้าไปอย่าง หอม กระเทียม จำเป็นต้องใส่โดยปริยายประมาณครึ่งหนึ่ง จะออกมาเป็นน้ำพริกที่อร่อย

ส่วนการทำข้าวเกรียบจิ้งหรีด ถ้าทำข้าวเกรียบ แป้งใช้ 0.5 กก. ใส่จิ้งหรีดสัก 200 กรัม ถ้าใส่เยอะไปจะไม่พอง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่พอดี

ผศ.ดร. สมสมรระบุว่าในการแปรรูปจิ้งหรีดดูแล้วแนวโน้มทางการตลาด จิ้งหรีดน้ำพริกตาแดง กับ ข้าวเกรียบน่าจะไปได้ดี เห็นได้จากตอนที่เกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดมาเข้าอบรม บอกว่าอยากจะทำข้าวเกรียบขาย เพราะทำไม่ยาก

ผู้ใดต้องการข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยที่ ผศ.ดร. สมสมรและคณะทำ โดยเฉพาะจิ้งหรีดแปรรูปเมนูคาว-หวาน ติดต่อสอบถามได้ที่ 043 362 109 และ 085 855 9893

“จำปาดะ” เป็นไม้ผลที่มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว เติบโตได้ดีในท้องถิ่นภาคใต้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดสตูล สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ฯลฯ ชาวบ้านนิยมปลูกไว้รับประทานและจำหน่ายผลสืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวจังหวัดสตูลและสงขลา โดยนิยมปลูกต้นจำปาดะผสมผสานกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ทุกส่วนของต้นจำปาดะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ผล แปรรูปเป็นอาหารคาว หวาน เปลือกต้น ทำปุ๋ยชีวภาพได้ ไม้จำปาดะใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ไม้สอย นอกจากนี้ ใบและเนื้อไม้จำปาดะ ยังใช้ทำสีย้อมผ้าได้ ฯลฯ

“จำปาดะ” เป็นพืชป่าจําปาดะ จัดอยู่ในวงศ์ (Family) Moraceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus integer (Thunb.) Merr. มีชื่อสามัญว่า Champedak ชาวใต้เรียกสั้นๆ ว่า “จําดะ” เป็นพืชป่าที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในป่าแถบภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และพม่า

จำปาดะ เป็นไม้ยืนต้นลักษณะคล้ายขนุน แต่มีขนาดผลเล็กกว่า ลำต้นสีน้ำตาลและมักมีจุดสีขาวตลอดทั้งต้น ใบและผลของจําปาดะคล้ายขนุน ใบจะมีปุยขนสั้นๆ หากจับดูจะรู้สึกระคายมือ ผลมีลักษณะรูปทรงยาวบ้างสั้นบ้างขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลดิบเปลือกแข็ง มียางสีขาวขุ่นแทรกซึมอยู่ตามเปลือก ผลสุกเปลือกนิ่มและมียางน้อยลง เนื้อยวงเหลว รสหวานแหลม มีกลิ่นหอมมากกว่าขนุน สีผิวเปลือกเมื่อแก่ใกล้จะสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีรสชาติหวานหอม และหวานแหลม จำปาดะในแต่ละยวงมีเมล็ด 1 เมล็ด ทั้งนี้ยวงจำปาดะมีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สีเหลืองทอง เหลืองอ่อน เหลืองอมส้ม

จำปาดะเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนปนทราย ที่มีอินทรียวัตถุสูง มีความชุ่มชื้นปริมาณการกระจายของฝนควรกระจายสม่ำเสมอตลอดปี โดยทั่วไปนิยมปลูกต้นจำปาดะในระยะห่าง 8-10 x 8-10 เมตร เฉลี่ยไร่ละ 16-25 ต้น จะให้ผลผลิต ประมาณ 150-200 ผล/ต้น ต้นจำปาดะส่วนใหญ่ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม ติดผลในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน โดยใช้วิธีสังเกต ผลสุกจึงค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขาย

จำปาดะเป็นพืชสารพัดประโยชน์

จำปาดะใช้บริโภคสด ยวงเนื้อสดๆ รสหวานจัด ลักษณะเนื้อเละเหนียว กลิ่นหอมแรง เมล็ดจำปาดะนําไปต้มรับประทานหรือเป็นวัตถุดิบผสมในแกงไตปลา หรือแปรรูปเป็นอาหารคาวหวาน เช่น จําปาดะทอด โดยยวงเนื้อของจําปาดะพร้อมเมล็ดนํามาชุบแป้งทอดคล้ายกล้วยแขก

นอกจากนี้ จำปาดะมีสรรพคุณด้านสมุนไพร จําปาดะมีเส้นใยแบบละลายน้ำ ใช้ขับไขมันและสารพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีเบต้าแคโรทีนและน้ำตาลสูง เนื้อผลอ่อนมีรสฝาด แก้อาการท้องเสีย ผลสุกมีสรรพคุณบํารุงกําลัง และเป็นยาระบาย ส่วนเมล็ดจำปาดะ ช่วยบำรุงร่างกายและขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด แก่น เปลือก และซังของจําปาดะ

จุดอ่อนด้านการตลาด

จําปาดะ ส่วนใหญ่ขายในตลาดท้องถิ่นตามฤดูกาลระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ในอดีตชาวบ้านขายจำปาดะผลละ 10-15 บาท แต่ในปัจจุบันราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท หรือประมาณลูกละ 60-120 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดฤดูกาล โดยทั่วไปชาวบ้านจะเก็บผลผลิตออกขายเองในตลาดท้องถิ่น 40% ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง 60% ผลผลิตส่วนใหญ่ 98% ที่เข้าสู่ตลาดจำหน่ายในลักษณะผลสด มีแค่ 2% ที่นำจำปาดะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น จําปาดะทอด จําปาดะกวน ฯลฯ

สภาพปัญหาในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูออกผล มีจำปาดะเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ประการต่อมา กลุ่มผู้บริโภคจำปาดะมีจำนวนลดลง เนื่องจากเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าของจำปาดะ กลุ่มเกษตรกรตัดโค่นต้นจำปาดะเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า