จับมือ ASEAN Centre for Energy สร้างเครือข่ายวิจัยพัฒนา

พลังงานทดแทน พร้อมผลักดันใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเชิงพาณิชย์ในอาเซียน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามร่วมกับ ศูนย์พลังงาน อาเซียน (ASEAN Centre for Energy : ACE) ในด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาชุมชน (Education, Research, and Community Development) เพื่อสร้างเครือข่ายการวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทน เชื้อเพลิงชีวภาพ และส่งเสริมผลักดันให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยมี ดร.อารี ธนบุญสมบัติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นผู้แทน สวทช. และ Dr.Nuki Agya Utama ผู้อำนวยการ ACE ร่วมลงนาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ (5 ก.ย.) ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ

ดร. อารี ธนบุญสมบัติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมรัฐมนตรีด้านพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 33 ในช่วงเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย ที่ประชุมได้เห็นชอบเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในอาเซียนให้เท่ากับ ร้อยละ 23 ของการจัดหาพลังงานขั้นต้นภายในปี ค.ศ. 2025 และเห็นชอบเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนโครงการพลังงานทดแทน

การเสริมสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงชีวภาพ ตลอดจนผลักดันให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานหลักเครือข่ายพลังงานทดแทนของประเทศไทย ได้เสนอต่อที่ประชุมครั้งนั้นว่า ประเทศไทยมีการใช้พลังงานทดแทนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง อีกทั้งมีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน

โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ จึงเห็นสมควรผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเชื้อเพลิงชีวภาพ และเห็นว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย

“สวทช. มีผลงานด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผ่านมาทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ มากกว่า 10 โครงการ เช่น โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น โดยใช้กระบวนการ H-FAME (partially Hydrogenated Fatty Acid Methyl Ester) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์แล้ว 2 ราย เป็นต้น

จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันในครั้งนี้ โดยกรอบความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ACE ครั้งนี้ มีกิจกรรมความร่วมมือกันหลายด้าน ประกอบด้วย การวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิจัย กิจกรรมการพัฒนาชุมชน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษา เช่น สนับสนุนโครงการวิจัยและการแลกเปลี่ยนระยะสั้นระหว่างสถาบันสำหรับนักเรียนนักศึกษา การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้

รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน โดยแผนการดำเนินงานหลังจาก การลงนามครั้งนี้ คือการจัดทำ Roadmap พร้อมกรอบความร่วมมือระหว่าง สวทช. และหน่วยงานวิจัยในอาเซียน หรือองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ตลอดจนช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มอาเซียนและ Dialogue partners หรือคู่เจรจาเฉพาะด้านอาเซียนต่อไป” ดร. อารี ธนบุญสมบัติ กล่าว

เอสซีจี ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 สุราษฎร์ธานี ชุมชนบ้านปากกะแดะ ภาคีเครือข่ายและจิตอาสา จัดกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” ด้วยการปลูกป่าโกงกาง 1,000 ต้น สร้างบ้านหอยนางรมเพื่อเป็นหลักเพาะพันธุ์ 2,500 ต้น และริเริ่มการคัดแยกขยะในพื้นที่ชุมชนบ้านปากกะแดะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายศาณิต เกษสุวรรณ ผู้อำนวยการ-ธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Passion for Better Green Society และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พี่น้องชุมชนปากกะเเดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจิตอาสา ที่มาร่วมกันทำความดีเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหา วชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยช่วยกันดูแลรักษาท้องทะเล ด้วยการปลูกต้นโกงกาง 1,000 ต้น ในพื้นที่ป่าชายเลน 10 ไร่ เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลน ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งเพาะพันธุ์แม่พันธุ์หอยนางรมด้วยการนำเศษทดสอบคอนกรีตสดของ CPAC มาหล่อขึ้นรูปเป็นเสาให้หอยนางรมเกาะ (บ้านหอย) จำนวน 2,500 ต้น ตามแนวทาง SCG Circular way ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำให้เกิดคุณค่าร่วมกันกับชุมชน (Creating Shared Value) ตลอดจนชุมชนยังได้ริเริ่มการคัดแยกและจัดการขยะ เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชน”

ด้าน นายวิชัย สมรูป ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “ป่าโกงกางเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญของชุมชนบ้านปากกะแดะ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศ จึงนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ทำให้ชุมชนสามารถประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงหอยนางรมในพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน อีกทั้งกิจกรรมต่างๆ อาทิ การปลูกป่าชายเลน เก็บขยะชายฝั่งทะเล กิจกรรมป่า-เล ชุมชน ยัง สอดคล้องกับแนวทางของสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 สุราษฎร์ธานี ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เอสซีจี ได้ร่วมกับชุมชนปลูกป่าโกงกางมาแล้วรวม 1,700 ต้น ในพื้นที่ 17 ไร่ และปลูกหญ้าทะเลมาแล้วรวม 16,000 ต้น ในพื้นที่ 17 ไร่ บริเวณบ้านมดตะนอย อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผ่านการดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” และกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การผลักดันสังคม และชุมชนให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดความยั่งยืน และสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ดร. บัณฑิต ฝั่งสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นประธานเปิดงาน “OTOP i style (OTOP Innovation Style) 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

และร่วมกิจกรรมปรุงเมนูเด็ด “เปาะเปี๊ยะสวรรค์” ที่นำผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการมาใช้เป็นวัตถุดิบ ได้แก่ หมูทุบอบลำไย และน้ำเสาวรสสด ในวันพุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซ่า จังหวัดอุดรธานี

ทั้งนี้ วว. มีวัตถุประสงค์ในการจัดงานดังกล่าวเพื่อพัฒนาโอท็อปยุคใหม่ โดยเปลี่ยนจากโอท็อปแบบดั้งเดิม มาเป็นโอทอปที่เน้นการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ มุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์สะท้อนถึงความคิดในเชิงภูมิปัญญา การดึงเสน่ห์จากวัฒนธรรมพื้นบ้านมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) หรือมีการสร้างสรรค์คุณค่า (Value Creation) ที่สอดคล้องกับความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง

การจัดงาน OTOP i style ที่จังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการมาร่วมจัดแสดง และจำหน่ายสินค้าทั้งหมด 40 ราย จาก 14 จังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 29 ราย สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 2 ราย ผ้าและเครื่องแต่งกาย 4 ราย และของใช้ของตกแต่ง 5 ราย
“… วว. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการชุมชน/โอท็อป/วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกร ให้สามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ในการพัฒนาและ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ดีมีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ…” ดร. บัณฑิต ฝั่งสินธุ์ กล่าว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พัฒนาโมเดลการเลี้ยงกุ้งใช้ระบบ รีไซเคิลน้ำ (Recycle) ใช้ในฟาร์ม ไม่มีการปล่อยน้ำสู่สิ่งแวดล้อม ต่อยอดความสำเร็จเกษตรกรไทยผลิตกุ้งด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจกุ้ง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาฟาร์มเลี้ยงกุ้งในระบบปิด และใช้วิธีการรีไซเคิลน้ำเพื่อหมุนเวียนใช้ในฟาร์มโดยไม่มีการปล่อยน้ำจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อม (Zero Discharge) ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด ต่อยอดจากความสำเร็จการเลี้ยงตามแนวทาง “3 สะอาด” ที่เป็นนวัตกรรมระบบการเลี้ยงกุ้งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขจัดความเสี่ยงจากโรคกุ้ง ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตกุ้งคุณภาพปลอดภัยจากการลดการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ นำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร และอุตสาหกรรมกุ้งของไทย

“ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แบบระบบปิด โดยไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมเลย และเก็บตะกอนไว้ในฟาร์ม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมข้างเคียงฟาร์มเลี้ยงกุ้งได้ 100% เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในแง่ของคุณภาพ ความสด สะอาด และที่สำคัญเป็นกุ้งที่มาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน” นายไพโรจน์ กล่าว

ฟาร์มกุ้งระบบปิด ใช้วิธีหมุนเวียนน้ำที่บำบัดแล้วมาใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง สามารถปรับใช้กับฟาร์มได้ทุกขนาด โดยปรับเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ใช้เป็นบ่อบำบัด นำหลักการตกตะกอนของการผลิตน้ำประปามาประยุกต์ใช้ร่วมกับนำเทคโนโลยีในการปรับปรุงคุณภาพของน้ำให้เหมาะสมกับการใช้เลี้ยงกุ้ง ช่วยลดปริมาณน้ำที่เอามาจากแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ตะกอนถูกเก็บไว้ในฟาร์มไม่ปล่อยทิ้งไปสู่แหล่งน้ำ ควบคุมการแพร่ระบาดโรคจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกด้วย

เกษตรกรรายย่อยใน อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เลี้ยงกุ้งบ่อเดียว ได้ปรับผังฟาร์มให้มีบ่อเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลสำหรับช่วยกรองตะกอนและแพลงก์ตอน บ่อฆ่าเชื้อ บ่อพักน้ำพร้อมใช้ และมีบ่อเก็บตะกอนอยู่ในฟาร์ม จากการเลี้ยงกุ้งมาแล้วจำนวน 5 รุ่น ได้ขนาดกุ้ง 30 ตัว ต่อกิโลกรัม และผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ต่อไร่ เกษตรกรมั่นใจขยายการเลี้ยงกุ้งเพิ่มขึ้นและยังสร้างผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสมชาย ฤกษ์โภคี นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเปลี่ยนแปลงไปจาก 20-30 ปีก่อน เกษตรกรไทยต้องปรับตัวให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงที่ดี ลดการใช้สารเคมี และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงกุ้งในฟาร์มระบบปิด ไม่ปล่อยน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อม และรีไซเคิลน้ำมาหมุนเวียนใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ควบคู่กับใช้แนวทาง 3 สะอาด ซึ่งช่วยกุ้งปลอดภัยจากโรคมากขึ้น ลดการสูญเสีย ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เกษตรกรสามารถบริหารจัดการให้มีน้ำใช้สำหรับเลี้ยงกุ้งอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี นอกจากนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกอีกด้วย

สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทยกำลังจัดทำคู่มือการเลี้ยงกุ้งในฟาร์มโมเดลระบบปิดเพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้เลี้ยงกุ้งที่สนใจ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยบนเวทีการค้าโลก และตอบรับแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง สะอาด ปลอดสารตกค้าง และมาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน ทรัพยากรป่าถูกบุกรุกทำลายกว่า 8.6 ล้านไร่ มีผู้บุกรุกกว่า 8 แสนคน เป็นชาวไทยพื้นที่สูง 80% ชาวไทยพื้นที่ราบ 10% และนายทุน 10% คิดเป็นค่าเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.69 แสนล้านบาท โดยคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ในกรณีการใช้ไม้สร้างที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงและปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินเป็นความขัดแย้งในสังคมที่เกิดจากระบบกฎหมายและนโยบายของรัฐเกี่ยวกับป่าไม้ ไม่เปิดช่องทางรับรองสิทธิ์ให้กลุ่มชาติพันธ์บนพื้นที่สูงไม่ว่ารูปแบบใด

สังคมในปัจจุบันกำลังตื่นตัวกับปัญหาทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรมและปัญหาสภาพแวดล้อม ดังนั้น จึงมีพลังขับเคลื่อนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อกระบวนพิจารณาคดี โดยอาจแสดงผ่านนโยบายของรัฐ สื่อ กระแสสังคม ส่งผลให้รูปแบบการพิจารณาคดีในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่มุ่งดำเนินการเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ถูกกล่าวหา มากกว่าการอำนวยให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย โดยในทางปฏิบัติพบว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการประกันตัวได้ตามกฎหมาย เพราะขาดหลักทรัพย์และเอกสารทางราชการ อีกทั้งพบว่าฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่าจำเลยมีความผิดแม้เป็นการกระทำโดยไม่เจตนา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปัจจุบัน เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการ “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้” แก่ นายเล่าฟั้ง บัณพิตเทิดสกุล ซึ่งเป็นชนชาติพันธุ์ผ่านทุนวิจัยของฝ่ายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ โดยมี รศ.ดร. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ภาควิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และ รศ. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม

นักวิจัยได้รวบรวมงานเขียนกรณีศึกษาจากการลงพื้นที่ และจากเอกสารที่ประกอบด้วยเอกสารบทความวิชาการ เอกสารเกี่ยวกับคดีที่จะใช้เป็นข้อมูลในการวิจัย และเอกสารข้อมูลและสถิติต่างๆ ข่าวที่นำเสนอคดีหรือประเด็นปัญหาเกี่ยวกับป่าไม้ของกลุ่มชาติพันธุ์ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญปัญหาการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เนื่องจากการใช้สิทธิหรือได้รับสิทธิ์ตามที่กฎกำหนดไว้นั้นมีเงื่อนไข ซึ่งต้องอาศัยความรู้ในระเบียบกฎหมาย หรือมีทนายความให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีกรณีศึกษาที่บางคนไม่มีความรู้และขาดคำแนะนำ จึงทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติกฎหมายได้จริง

เมื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ด้วยมุมมองของทฤษฎีชาติพันธุ์แนววิพากษ์ นักวิจัยมีความเห็นว่ากฎหมายและนโยบายถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกในการจัดสรรและปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจและชนชั้นนำ การพิจารณาพิพากษาลงโทษพลเมืองที่หนัก “กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงมีโลกทัศน์และวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้จริง ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เผยให้เห็นอคติหรือการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่แฝงอยู่ในระบบกฎหาย ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมายแล้วจะไม่สามารถเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะมีกฎหมายรับรองสิทธิไว้หมดแล้ว แต่อคติหรือการเลือกปฏิบัติถูกออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ”

กฎหมายบัญญัติไว้ในลักษณะที่เป็นแบบแผนทางการทั่วไปหรือเป็นแบบแผนพิธีการที่เจ้าหน้าที่เพียงทำตามหน้าที่ให้ครบถ้วน โดยไม่ได้สนใจต่อผลที่จะทำให้สิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกเคารพอย่างจริงจัง ละเลยที่จะให้ความสนใจต่อลักษณะความเป็นคนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคมจนกลายเป็นอุปสรรคเฉพาะตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ ความไม่เท่าเทียมทางโครงสร้างสังคมไทยที่ยังแบ่งแยกคนออกเป็นประเภทและมีสถานะทางสังคมไม่เท่าเทียมกันผ่านมโนทัศน์ความเป็น “คนไทย” เป็นคนไทยไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เสียเปรียบในสิทธิและอำนาจ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์แห่งรัฐ เข้าไม่ถึงหรือถูกกีดกันสิทธิและโอกาสในส่วนแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติ และถูกแย่งชิงทรัพยากร เนื่องจากชนชนนำและผู้มีอำนาจใช้อำนาจออกระเบียบจัดสรรผลประโยชน์ในทรัพยากรผ่านตัวบทกฎหมาย หรือดำเนินการนโยบายไปในทางเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งในที่สุดคนชายขอบก็ถูกเบียดขับออกไป

กฎหมายหรือนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนำหรือผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจในสังคมยังชี้นำสังคมในการจัดการทรัพยากรบนพื้นที่สูงว่าควรเป็นพื้นที่ปลอดคน โดยเฉพาะชุดความรู้ที่ว่า “ป่าเป็นพื้นที่ที่ต้องปลอดคน” เท่านั้น พร้อมกับปิดกั้นชุดความรู้อื่นๆ ของสังคมเกี่ยวกับป่า การจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำในสิ่งที่เป็นการใช้ชีวิตปกติของเขานั้นเป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเข้าไปธำรงรักษาไว้

วาทะกรรม “ชาวเขาทำลายป่า” ถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวแก่กลุ่มชาติพันธุ์และนำไปสู่อคติและถูกเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมหรือปราบปรามอย่างเข้มงวดเพื่อทำให้รัฐมีอำนาจและความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้าไปควบคุม จัดการหรือกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงได้ โดยใช้เครื่องมือและกลไกทางกฎหมายและการเมืองที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากเครื่องมือและกลไกปกติ

เพื่อเปิดโอกาสให้คนจนหรือคนชายขอบ สามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทีเป็นจริงได้ จึงจำเป็นต้องทำการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ ประเด็นปัญหาคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ เสนอให้จัดทำกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่ดินและป่าไม้ เพื่อมุ่งสร้างกระบวนการพิจารณาคดีป่าไม้และที่ดินมีมาตรฐาน ถูกต้อง เป็นธรรม ประหยัด และเกิดวิธีการพิจารณาคดีที่สามารถอำนวยความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ประเด็นปัญหาการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นรูปแบบสวัสดิการรัฐที่อำนวยการให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและโอกาสเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความยากจนให้ได้ระดับ ประเด็นปัญหาการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก ต้องสร้างมาตรการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเรียกร้องสิทธิ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินคดีแก่ชาวบ้านหรือผู้มีที่มีเจตนาโดยสุจริต และประเด็นปัญหาการสอบสวนและฟ้องคดี ต้องทำการปฏิรูประบบการสอบสวนและฟ้องคดีโดยให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าทำหน้าที่สอบสวนคดีและพิจารณาสั่งคดี

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่าที่ผ่านมาทั้ง 2 หน่วยงานมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อร่วมมือในด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร โดยผ่านตู้ประชาสัมพันธ์ Kiosk ซึ่งเป็นระบบหน้าจอสัมผัส ซึ่งให้บริการ ณ ที่ทำการ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ และยังมีความร่วมมือกันในด้านข้อมูล Big data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งข้อมูลราคาสินค้าเกษตรรายวัน ผ่านเว็บไซต์แผ่นดินทอง และ Application A-Mobile และข้อมูลราคาสินค้าเกษตร สำหรับพยากรณ์ราคาสินค้าเกษตรรายเดือน

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ระหว่าง สศก.และ ธ.ก.ส. ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือทางวิชาการให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลด้านการติดตามประเมินผล การประมาณการ GDP ภาคเกษตร และการสำรวจข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลอื่นๆ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทางการเกษตรและการบริการแก่เกษตรกรและประชาชน ซึ่ง MOU ฉบับใหม่นี้ ลงนามโดยเลขาธิการ สศก. และ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. โดย นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ การดำเนินงานจะขับเคลื่อนภายใต้คณะทำงาน ประกอบด้วย รองเลขาธิการ สศก. ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานคณะทำงาน มีผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ที่ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบงานศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส ร่วมกับผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศการเกษตร สศก. เป็นรองประธานคณะทำงาน และมีผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นคณะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดกรอบ ทิศทาง นโยบาย และแผนงานต่างๆ

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีแนวโน้มอายุสูงขึ้นเนื่องจากคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจต่อกิจกรรมทางการเกษตรน้อยลง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญของเกษตรกรสูงวัยเพื่อทดแทนแรงงานภาคการเกษตรในอนาคต ซึ่ง สศก. ในฐานะหน่วยงานด้านวิชาการ ในการกำหนดนโยบาย วิจัย ประเมินผล และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศการเกษตร จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงให้กับผู้มีอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้ด้านวิชาการตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการ และยกระดับชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยในเวทีสากล ในขณะที่ ธ.ก.ส. ได้ให้ความสำคัญกับการนำผลการวิจัยและข้อมูลสารสนเทศมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานเช่นกัน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ภายใต้หลักการ “วิจัยนำการพัฒนา” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ดังนั้น การลงนามร่วมกันในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญให้เกษตรกร สถาบันเกษตร ตลอดจนชุมชน เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรได้อย่างทันท่วงที สามารถปรับตัว และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในด้านการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรได้ประโยชน์สูงสุด เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนขอรับการให้บริการข้อมูล เกษตรกร และประชาชนทั่วไป สามารถขอรับข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรจาก สศก. ได้ที่ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตรศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. (02)561-2870 และสามารถขอรับข้อมูลการให้บริการจาก ธ.ก.ส. ได้ที่ Call Center (02) 555-0555 และศูนย์บริการลูกค้า 1593

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงปฏิญญาร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ “การเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการขับเคลื่อนโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินทรฯ สยามบรมราชกุมารี” ของจังหวัดน่าน ซึ่ง สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับแต่งตั้งในคณะทำงานด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าฯ ได้ร่วม ลงนามในปฏิญญาดังกล่าวกับส่วนราชการต่างๆ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ซี่งมี นายวีรชาติ เขื่อนรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาคณะทำงาน เป็นประธาน

การลงปฏิญญาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานระหว่างส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่ และร่วมการจัดทำแผนภายใต้โครงการฯ ในส่วนของภาคเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในทุกมิติ ทั้งด้านความหลากหลายของทรัพยากรจากธรรมชาติของภูฟ้า เช่น สัตว์บก สัตว์น้ำ แมลง พืชอาหาร พืชสมุนไพร พืชใช้ประโยชน์ เห็ด แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และภูมิปัญญาประเพณี