จากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวของสมาชิกยุวเกษตรกรภายใต้

การดูแลของครูที่ปรึกษา การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก และความร่วมมือของสำนักงานเกษตรอำเภอสิเกา และสำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ได้ขยายผลการใช้นวัตกรรมดังกล่าวไปยังกลุ่มยุวเกษตรกรภายในจังหวัดที่มีความสนใจแล้วจำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านควนยาง อำเภอย่านตาขาว และกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนวัดเชี่ยวชาญกิจ อำเภอเมืองตรัง นอกจากจะเป็นการขยายผลแล้วยังเป็นการสร้างเครือข่ายให้แก่กลุ่มยุวเกษตรกรอีกด้วย

เห็นไหมล่ะว่า ถั่วงอกเป็นได้มากกว่าผักที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยว แต่ยังสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างเครือข่ายได้อีกเยอะเลย หากท่านใดสนใจจะเรียนรู้วิธีการติดตั้งระบบและอุปกรณ์ไว้ปลูกเองถั่วงอกเอง หรือจะสนับสนุนผลผลิตจากสมาชิกยุวเกษตรกร ติดต่อได้ที่ ผอ.จินทนา เหมะรักษ์ เบอร์โทร. 081-088-4439 และ คุณครูสร้อยนัดดา ใจคง เบอร์โทร. 089-464-9737

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมในการผลิต “ปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องมีการเติมอากาศและไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง” ให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีที่มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 โดยเสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน ด้วยเหมือนกัน ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อม คือไม่ก่อให้เกิดกลิ่น น้ำเสีย และแมลงวัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้จะเบา นุ่ม และไม่มีกลิ่น มีคุณภาพเหมือนกับที่ผลิตด้วยระบบกองเติมอากาศทุกประการ

วัตถุดิบในการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้
1. นําฟางข้าวหรือเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วย มูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (ตัวอย่างเช่น วางฟาง 16 เข่ง หนา 10 เซนติเมตร โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เป็นต้น) ทําเช่นนี้ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไร ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์

ความสําคัญของการที่ต้องทําเป็น ชั้นบางๆ 15-17 ชั้น ก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน ที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและ สร้างเซลล์ ซึ่งจะทําให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอ ตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60-70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยวันละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไประยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทําขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรู เพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย

ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทํา เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ จากข้อดีที่น้ำฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้ เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ใน ฤดูฝนได้ด้วย

ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสําหรับกองปุ๋ยที่ทําได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้ เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสมกับการทํางานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย (จุลินทรีย์กลุ่ม Thermophiles และ Mesophiles) หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลง จนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน

ข้อห้ามในการผลิตปุ๋ย สูตร “วิศวกรรมแม่โจ้”
1. ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย หรือเอาดินปกคลุมด้านบนกองปุ๋ย เพราะจะทําให้อากาศไม่สามารถไหลถ่ายเทได้

2. ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอน เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้ง เกินไปจะทําให้ระยะเวลาแล้วเสร็จนานและปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ

3. ห้ามวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไป การวางเศษพืชเป็นชั้นหนา เกินไปจะทําให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้

4. ห้ามทํากองปุ๋ยใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยอาจทําให้ต้นไม้ตายได้

5. ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์ทํางานได้ดีมากขึ้น และยังช่วยให้เกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ยอีกด้วย

ข้อควรรู้ของการทำปุ๋ยสูตร “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
1. หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้

2. วัตถุดิบในการทำปุ๋ยสูตรนี้ จำเป็นต้องเป็น “ฟางข้าว” กับ “มูลหมู” เท่านั้นหรือไม่?

เศษพืชชนิดอื่นนอกจากฟางข้าวที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ ได้แก่ เศษพืชที่เหลือจากการเกษตรกรรมทุกชนิด เช่น ซังและเปลือกข้าวโพด ต้นถั่วเหลือง เปลือกถั่ว เปลือกผลไม้ ผักตบชวา เศษผักจากตลาด และเศษใบไม้ทั้งแห้งและสด เป็นต้น

ส่วนมูลสัตว์สามารถนำมาใช้ได้ทั้งมูลโค มูลไก่ มูลช้าง และมูลสุกร โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้ 4. ทำไมกองปุ๋ยต้องสูง 1.5 เมตร ?

เหตุผลที่ต้องทำกองปุ๋ยให้สูง 1.5 เมตร นั้น ก็เพื่อให้สามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ซึ่งความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูง (Thermophilic Microorganisms) ที่มีในมูลสัตว์แล้ว

เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้ภายในกองปุ๋ยเกิดเป็นสุญญากาศ ซึ่งจะชักนำเอาอากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าไปภายในกองปุ๋ย (เรียกว่า การพาความร้อนแบบ Chimney Convection) อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้จะช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ โดยไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ย จึงทำให้ไม่เกิดกลิ่นหรือน้ำเสียใดๆ

5. ทำกองปุ๋ยเป็นรูปสี่เหลี่ยมได้หรือไม่?
ไม่ได้ เพราะการทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมนั้น เมื่ออากาศร้อนในกองปุ๋ยลอยออกจากกองปุ๋ย อากาศเย็นจะไหลเข้าไปแทนที่ในกองปุ๋ยทางด้านข้างตามหลักการของการพาความร้อน แต่จะไม่ไหลเข้าไปข้างในกองปุ๋ยแบบสี่เหลี่ยม เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการลัดวงจรได้

โดยอากาศเย็นจะไหลไปแทนที่อากาศร้อนเฉพาะบริเวณด้านข้างของกองปุ๋ยเท่านั้น ส่งผลให้ไม่มีออกซิเจนสำหรับจุลินทรีย์บริเวณกลางกองปุ๋ย เพื่อใช้ในการย่อยสลาย เมื่อไม่มีอากาศการย่อยสลาย
จะเปลี่ยนไปเป็นแบบไม่ใช้อากาศที่ส่งกลิ่นเหม็น วัสดุจะกลายเป็นกรด มีน้ำเสียออกมา และกระบวนการใช้เวลานานกว่า การทำกองเป็นรูปสามเหลี่ยมจะบังคับให้ทุกส่วนของกองปุ๋ยได้รับอากาศที่ไหลเวียนเข้าไป กระบวนการย่อยสลายจึงเป็นแบบใช้อากาศที่ไม่มีกลิ่น วัสดุมีความเป็นกรดด่างที่เป็นกลาง และใช้เวลาย่อยสลายสั้นกว่า

ตัวอย่างข้าราชการเกษตรน้ำดีอย่าง คุณบุญส่ง จอมดวง เจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ในวัย 40 ปี ที่ผู้เขียนได้ไปสัมผัสมา ถึงวิถีการใช้ชีวิตด้วยหัวใจเกษตร บนพื้นที่ 2 ไร่ 1 งาน ตามหลักปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยสโลแกน “บอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”

หัวหน้าเกษตร บุญส่ง จอมดวง ที่ชาวบ้านเรียกขานกันจนติดปาก เป็นคนที่เข้าถึงหัวใจเกษตรกรรากหญ้าอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านการเกษตรตามหลักทฤษฎีเชิงวิชาการ ในการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมการเรียนรู้ในชนบทเขตพื้นที่อำเภอพรานกระต่าย

เกษตรชำนาญงานอย่าง คุณบุญส่ง ได้ชื่อว่าเป็นบุคคล 3 ถิ่น คือ ถิ่นบ้านเกิดในวัยเด็ก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง จนถึงอายุ 15 ปี จากนั้นก็ไปศึกษาเล่าเรียนต่อยังถิ่นภูไทลุ่มน้ำโขง จังหวัดมุกดาหาร ผ่านไป 5 ปี ก็มาบรรจุเป็นเจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรชำนาญงาน ในพื้นที่ตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาจวบจนถึงปัจจุบันอายุงานผ่านไป 19 ปี

ทุกวันนี้อำเภอพรานกระต่าย จึงกลายเป็นถิ่นเมืองนอน และที่ทำงาน พร้อมที่จะสานฝันปักหลักเป็นถิ่นสุดท้ายบั้นปลายชีวิตของอนาคต

“และหวังใจเอาไว้ว่า ถิ่นสุดท้ายที่เราทำ ณ ศูนย์เรียนรู้ บนพื้นที่ 2 ไร่ 1 งาน บ้านไร่ ‘ไฮ่ ฮัก เฮา’ (Hi Hug House) ณ ที่แห่งนี้ จะเกิดพลังกาย พลังใจ ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และก้าวเดินต่อไป พร้อมที่จะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับผู้ที่ยังค้นหาตัวเองบนเส้นทางวิถีเกษตรแบบยั่งยืน”

เมื่อเราเป็นข้าราชการเกษตร หรือ “หัวหน้าเกษตร” ที่ชาวบ้านเรียกกัน ซึ่งเป็นคนต่างถิ่น จึงต้องหาที่ดินมีพื้นที่ทำเกษตรเป็นของตัวเอง เลยหาซื้อที่ดินไว้ 2 ไร่ 1 งาน ส่วนหนึ่งปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย อีกส่วนตั้งใจจะทำแปลงเกษตรทดลองเป็นตัวอย่าง จากที่เรามีความรู้เพียงแค่ในตำรา อบรมสอนชาวบ้านตามทฤษฎีในตำรา แล้วถอดตำรามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์บนพื้นที่จริงของตัวเอง ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยยึดหลัก 3 อย่าง คือ “บอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น”

“บอกให้รู้” ในที่นี้หมายถึง บอกให้ชาวบ้านรู้ว่าทฤษฎีการทำนาทำอย่างไร การปลูกพืชไร่ พืชสวนเกษตรผสมผสานทำอย่างไร ปลูกพืชหลังนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ผลทำอย่างไร เมื่อบอกชาวบ้านแล้วก็ต้องมาปฏิบัติ…

“ทำให้ดู” เป็นตัวอย่างบนพื้นที่แปลงเกษตรของตัวเอง ว่าเราบอกท่านแล้ว ก็กลับมาทำในพื้นที่ของตัวเองเช่นกัน ทำเพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ผ่านการทดลองมาแล้ว และทำได้จริง จึงนำไปบอกท่านให้รู้

หัวหน้าเกษตรบุญส่ง จึงยกตัวอย่างทฤษฎีทดลองการทำนา โดยใช้พื้นที่ 1 งานเศษ ข้างๆ บ้านของตัวเอง เริ่มจากเตรียมแปลงนา โดยใช้รถไถพรวนดินเดิมๆ จากสภาพที่เสื่อมโทรม แล้วปั้นคันจนเป็นแปลงนา จากสภาพดินที่ไม่สมบูรณ์ ชาวบ้านเรียกดินชนิดนี้ว่า “ดินก้ามแป้ง” หรือดินที่ไม่อุ้มน้ำนั่นเอง ไม่มีธาตุอินทรียวัตถุ

แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ดินกลับมาฟื้นฟูสมบูรณ์ จึงทดลองปลูกข้าวไปก่อน ในครั้งแรก ปี 2557 โดยใช้ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ปีนั้นเก็บเกี่ยวข้าวได้ 13 ถัง ปีต่อมา ปีที่ 2 ปลูกใหม่ ได้ข้าว 15 ถัง ปีที่ 3 ได้ข้าว 19 ถัง และปีที่ 4 สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ถึง 21 ถัง ผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี

แล้วหัวหน้าเกษตรบุญส่ง เขาทำอย่างไร ถึงได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆ ปี ก่อนปลูกข้าวเรารู้ปัญหาแล้วว่าสภาพดินเป็นเช่นไร เราควรจะเสริมอะไรเข้าไปในดิน (เบสิก) พื้นๆ คือ เราต้องใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินให้มีธาตุอาหาร เป็นหลักคิดเบื้องต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงดิน ปรับปรุงบำรุงดิน ในการแก้ปัญหาฟื้นฟูดิน ปีแรกเราอาจจะเห็นผลผลิตช้า แต่ความยั่งยืนจะส่งผลในระยะยาว ปีถัดๆ ไป…

การดำนาปลูกข้าวของหัวหน้าเกษตรบุญส่ง เริ่มต้นจากครอบครัวเล็กๆ สองสามีภรรยาคู่ใจ คุณ ปรียารัตน์ จอมดวง พร้อมด้วยชาวบ้านจากพื้นที่ข้างเคียง ขอแรงมาช่วยกัน “ลงแขก” ดำนา เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมการลงแขกดำนา สร้างความสมัครสมานสามัคคีที่หาไม่มีอีกแล้วในชนบท

เทคนิคตัดใบข้าว
เพื่อให้ “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง”

เทคนิคอีกอย่างของหัวหน้าเกษตรบุญส่ง เมื่อลงแขกดำนาปล่อยให้ข้าวเจริญเติบโตชูใบไสว จึงใช้เทคนิควิธีตัดใบข้าว โดยใช้เครื่องตัดหญ้า เทคนิคที่ว่านี้เพื่อต้องการไม่ให้ข้าวเกิดโรค และที่สำคัญเป็นการตัดใบเพื่อให้ “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง” ให้ส่องผ่านสู่ลำต้นข้าว ก็จะทำให้ต้นข้าวแข็งแรงเจริญเติบโตออกรวงงอกงามเพิ่มผลผลิตได้ดีขึ้นทุกๆ ปี

เมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าวหลังนา เราจะทำอย่างไรกับแปลงนา จึงไถกลบตอซังข้าว ปลูกพืชล้มลุก พืชหมุนเวียน ตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง ฟักทอง เรียกว่าใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ไว้เก็บกิน แบ่งปันแจกจ่าย เหลือก็ขาย เป็นรายได้เสบียงกรัง เสร็จแล้วก็หว่านปอเทือง ทิ้งไว้ถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ก็ไถกลบ เป็นการหมักปุ๋ยพืชสดไปในตัว ก่อนที่ฝนจะมา ก็ได้เวลาลงแขกดำนาปลูกข้าวนาปีฤดูใหม่กันอีกรอบ นี่คือ หลักแนวคิดของการทำเกษตรแบบผสมผสานของข้าราชการอย่าง คุณบุญส่ง ที่ยึด 3 หลักแนวทาง คือ

“บอกให้รู้” เมื่อไปบอกบรรยายให้ชาวบ้านตามหลักทฤษฎี ในตำราที่เราได้ร่ำเรียนมาแล้ว เราก็ต้องกลับมา “ทำให้ดู” คือทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า เราทำจริงในแปลงจริงของเราเอง ส่วนชาวบ้านเกษตรกร จะทำตามหรือไม่ เราก็ทำให้ดูแล้ว ทำให้เห็นแล้ว

จากนั้นเราก็ “อยู่ให้เห็น” คืออาศัยอยู่ในพื้นที่ทำกิน กินนอนแบบชาวบ้าน อยู่อย่างพอเพียง ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราว่าเราเป็นข้าราชการในชุดเครื่องแบบจะต้องเหนือกว่าชาวบ้านทั่วไป จึงอยากบอกให้รู้ไว้ว่า เราก็คือเกษตรกรติดดินเหมือนเช่นเดียวกับทุกๆ ท่าน

เป็นความภาคภูมิใจของหัวหน้าเกษตรบุญส่ง บนพื้นที่ 2 ไร่ กับอีก 1 งาน กับชื่อป้ายบ้านไร่ “ไฮ่ ฮัก เฮา” (Hi Hug House) หรือ “ไร่ รัก เรา” (เป็นภาษาคำเมืองภาคเหนือ) กับครอบครัวเล็กๆ 3 ชีวิต ที่แสนอบอุ่น ภรรยาและคุณแม่ที่ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ณ พื้นที่แห่งนี้

และพร้อมที่จะรองรับเป็นศูนย์เรียนรู้ ในอุดมคติของข้าราชการเกษตรบุญส่ง ที่จัดสรรปันส่วนไว้อย่างลงตัวให้ได้ศึกษา จะมาเป็นครอบครัว หรือเป็นหมู่คณะ มีบ้านพักรับรองภายใต้ร่มเงาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามหลักปรัชญาป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง รวมถึงการปลูกป่า 5 ระดับ สูง กลาง ต่ำ เตี้ย เรี่ยดิน และใต้ดิน บนข้อจำกัดพื้นที่อันน้อยนิดแต่สร้างความวิเศษเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจเกษตร

นอกจากมีป่า มีแปลงนา ปลูกข้าวไว้กินเองแล้ว ยังมีพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวในรูปแบบเกษตรผสมผสาน อาทิ พริกพื้นเมือง กล้วยไข่ประจำจังหวัดกำแพงเพชร ไผ่กิมซุง ปลูกเพียง 2 กอ เพื่อไว้กิน อีกทั้งมะเขือพวงพื้นบ้าน โหระพา กะเพรา ตะไคร้ บ่อปลาเล็กๆ เพื่อเลี้ยงปลาดุก กระชังเลี้ยงกบนา เป็นต้น เรียกว่ามีตลาดสดพืชผักอยู่รอบๆ โรงครัว ของบริเวณบ้าน เป็นการใช้สอยพื้นที่ให้เป็นประโยชน์อย่างครบวงจร และไม่ลืมที่จะแบ่งพื้นที่ไว้จัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อรับแขกที่แวะเวียนมาเยือนอีกด้วย

เรื่องของเกษตร เรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับวิถีชีวิตคนเราเกิดมาเมื่อเรียนจบก็เข้าทำงาน ต้องเรียนรู้ในองค์กรที่เราทำงาน วิธีการทำงาน รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน และการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน พอเราเริ่มมีลูกน้องก็ต้องเรียนรู้การเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะใช้คนให้ถูกกับงาน

เช่นเดียวกับการทำเกษตร เป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ กับปัญหาที่จะต้องแก้ไขให้ได้ พบเจอกับโรคแมลงใหม่ๆ ในทุกสภาวะอากาศตลอดทั้งปี ทั้งฤดูแล้ง ฤดูฝน ฤดูหนาว

ทิ้งท้ายด้วยคำคมของหัวหน้าเกษตรน้ำดี คุณบุญส่ง จอมดวง “ก่อนจะพัฒนาใครเขา เราต้องพัฒนาตัวเราเองก่อน” โดยยึด 3 หลักแนวคิด “บอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง…

สอบถามข้อมูลข้าราชการเกษตรติดดิน ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านไร่ “ไฮ่ ฮัก เฮา” (Hi Hug House) คุณบุญส่ง จอมดวง เจ้าพนักงานเคหกิจเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 086-975-5842 คุณสุวรรณ วัฒนาวงศ์ (คุณป็อป) อายุ 44 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 339/52 หมู่ที่ 3 บางกรวย-ไทรน้อย เทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ปัจจุบัน คุณสุวรรณเป็นเจ้าของฟาร์มไส้เดือนผักกินดี ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเพาะไส้เดือน ปุ๋ยมูลไส้เดือน และปลูกผักปลอดสารพิษ

คุณสุวรรณ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นความเป็นมาของฟาร์มไส้เดือนผักกินดี เริ่มมาจากตนเองทำงานประจำและทำงานเสริมเป็นช่างถ่ายภาพ หลังจากเวลาว่างจึงอยากหารายได้เสริมเพิ่มที่สามารถทำที่บ้านได้ จึงเริ่มมองดูพื้นที่บริเวณบ้าน เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัยพื้นที่บริเวณบ้านจึงอยู่ใต้หลังคา จึงได้หาข้อมูลพืชที่สามารถปลูกในร่มได้ และใช้ระยะเวลาในการปลูกไม่นาน จึงตัดสินใจว่าจะปลูกต้นทานตะวันอ่อน เริ่มจากปลูกทานเอง เมื่อเหลือก็นำไปจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่ จึงตั้งชื่อฟาร์มในตอนแรกว่า ผักกินดี ถือว่าเป็นรายได้เสริมอีกทางที่เข้ามาและยังเป็นกิจกรรมยามว่างให้กับลูกได้ดีอีกด้วย แต่แน่นอนว่าทุกสิ่งที่ลงมือทำกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องมีปัญหาเข้ามาให้ได้แก้ไข

คุณสุวรรณ กล่าวว่า เมื่อเข้าช่วงฤดูฝน ต้นอ่อนที่ปลูก พบเจอกับปัญหาเชื้อราหนักมาก พยายามหาวิธีแก้ปัญหาในหลายรูปแบบก็ไม่สามารถแก้ได้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการปลูกในพื้นที่ใต้หลังคา ที่ทำให้ต้นอ่อนไม่เจอแสงแดดเลย และช่วงนั้นอยู่ในฤดูฝนพอดีแสงแดดอาจไม่มากนักที่ส่องมากระทบต้นอ่อน คุณสุวรรณจึงมองหาอาชีพอื่นมาแทนการปลูกต้นอ่อน หากในช่วงฤดูฝนไม่สามารถปลูกต้นอ่อนได้ จะมีสิ่งไหนที่ตนเองสามารถทำได้โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านได้อีกหรือไม่

คุณสุวรรณ จึงได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและพบกับการเพาะเลี้ยงไส้เดือน จึงศึกษาเพิ่มมากขึ้นทั้งในอินเตอร์เน็ตและไปตามแหล่งอบรมฟรี สำหรับผู้ที่ต้องการเพาะเลี้ยงไส้เดือน จึงได้ซื้อไส้เดือนจำนวนหนึ่งจากการอบรมในครั้งนั้นเพื่อมาทดลองเลี้ยง การเลี้ยงไส้เดือนในตอนแรกนั้นถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี ขายส่งมูลไส้เดือนให้กับร้านต้นไม้ แต่ในช่วงแรกนี้ส่งได้ในจำนวนที่ไม่มาก เนื่องจากในตอนนั้นยังเลี้ยงไส้เดือนในจำนวนน้อย แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ไส้เดือนเลี้ยงยากมาก เนื่องจากอากาศที่ร้อนทำให้ไส้เดือนตายไปจำนวนมากพอสมควร จึงทำให้ไม่สามารถส่งมูลไส้เดือนให้กับร้านต้นไม้ได้

คุณสุวรรณ พยายามหาวิธีแก้ไขจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ผู้ที่เพาะเลี้ยงไส้เดือน หรือแม้เเต่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต นำวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละที่มาทดลองแก้ไขกับไส้เดือนในฟาร์ม สุดท้ายก็ไม่เป็นผลดี จึงทำให้คุณสุวรรณล้มเลิกความตั้งใจในการเพาะเลี้ยงไส้เดือน ณ ตอนนั้นเอง

คุณสุวรรณ กล่าวว่า เหลือไส้เดือนอยู่จำนวนไม่มาก จึงนำขี้วัวที่ใช้เพาะเลี้ยงไส้เดือนไปตากแดดและรดน้ำบ่อยๆ เพื่อคลายแก๊ส เมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ คุณสุวรรณกลับมาดูก็พบว่าไส้เดือนที่อยู่ในขี้วัวนั้นตัวอ้วนสมบูรณ์ไม่ตายสักวัน จากตอนแรกที่ยอมแพ้ไปแล้วว่าจะไม่เพาะเลี้ยงไส้เดือนอีก กลับทำให้คุณสุวรรณมีแรงสู้อีกครั้ง

คุณสุวรรณ กล่าวว่า ตอนนั้น จึงทดลองเลี้ยงไส้เดือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีวิธีการเลี้ยงที่หลากหลายขึ้น 1. ทดลองเลี้ยงในกระสอบ 2. ทดลองเลี้ยงในกะละมังที่เจาะรูด้านล่าง 3. ทดลองเลี้ยงในกะละมังที่ไม่เจาะรูด้านล่าง 4. พื้นปูน

เมื่อทดลองได้ 2 สัปดาห์ genting-club.co.uk ทำให้คุณสุวรรณมีความเข้าใจมากขึ้นในการทดลองเลี้ยงทั้ง 4 รูปแบบ 1. การเลี้ยงไส้เดือนในกระสอบทำให้ไส้เดือนโตดี แต่เก็บมูลไส้เดือนได้ยาก 2. การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังที่ไม่เจาะรูด้านล่าง ทำให้ไส้เดือนเติบโตไม่ดี และไม่สามารถเก็บมูลได้ เนื่องจากมีน้ำขังในกะละมัง 3. การทดลองเลี้ยงไส้เดือนในกะละมังที่เจาะรู วิธีนี้ถือว่าได้ผลดีอย่างมาก ไส้เดือนมีการเจริญเติบโตที่ดี ตัวอ้วน มีความชุ่มชื้นในดิน น้ำไม่ขัง และสามารถเก็บมูลไส้เดือนได้ง่าย 4. การทดลองเป็นไปได้ดีดั่งการทดลองที่ 3 แต่การเลี้ยงในพื้นปูน จำเป็นต้องมีพื้นที่พอสมควร อาจจะไม่ตอบโจทย์นัก คุณสุวรรณจึงได้ใช้วิธีการเลี้ยงไส้เดือนรูปแบบที่ 3 มาเลี้ยงไส้เดือนในฟาร์ม หวังให้ประสบความสำเร็จอีกครั้ง

คุณสุวรรณ อธิบายถึงขั้นตอนการในการเพาะเลี้ยงไส้เดือน ดังนี้ มูลวัวนมคืออาหารสำหรับไส้เดือน ก่อนนำมูลวัวนมใส่ลงไปในกะละมังที่เจาะรูด้านล่าง นำมูลวัวนมไปแช่น้ำเพื่อคลายแก๊ส โดยแช่น้ำเป็นเวลา 3 วัน ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน และต้องใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงลงไปในน้ำทุกครั้ง จากนั้นนำมูลที่แช่น้ำเป็นเวลา 3 วัน มาตากแดดให้พอหมาดๆ จึงสามารถใส่มูลลงไปในกะละมังเจาะรูที่เตรียมไว้ โดยอัตราส่วนมูลวัวนม 3 ส่วน 4 ต่อไส้เดือน 2 ขีดครึ่ง จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ไส้เดือนโดยปกติแล้วจะกินมูลวัวนมจากด้านล่างและขึ้นมาถ่ายมูลไว้ด้านบน ทำให้สามารถเห็นมูลได้ชัดเจนและเก็บง่าย โดยจะเก็บมูลไส้เดือนทุก 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน

คุณสุวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันฟาร์มไส้เดือนผักกินดี ถือเป็นอาชีพหลักของตนเองไปเสียแล้ว ทั้งในช่วงนี้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้งานประจำและงานเสริมอย่างถ่ายภาพอาจไม่ค่อยดีนัก แต่ปัจจุบันนี้การเพาะเลี้ยงไส้เดือนทำให้คุณสุวรรณมีรายได้ในการเลี้ยงชีพและครอบครัว มีธุรกิจที่เป็นของตนเองและยังเป็นกิจกรรมเสริมให้กับลูกๆ ทุกครั้งที่คุณสุวรรณโพสต์ภาพลูกๆ ขณะทำกิจกรรมลงบนเฟซบุ๊ก ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านเกิดความสนใจและอยากหากิจกรรมเสริมให้กับลูกๆ คุณสุวรรณจึงได้ทำผลิตภัณฑ์ชุดทดลองเลี้ยงให้กับผู้ปกครองที่สนใจทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ