จากการผลิตสินค้าน้ำผึ้งออกไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า

ด้วยช่องทางต่างๆ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การนำทรัพยากรต่างๆ มาเป็นปัจจัยร่วมกับการทำกิจกรรมหลัก จนเกิดพันธมิตรที่นำสินค้าออกสู่ลูกค้าได้ ก็จะเกิด รายได้ ให้แก่กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง ซึ่งรายได้หลัก ได้แก่

ด้วยระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ มุ่งกระบวนการผลิตสู่เป้าหมาย 5 ด้าน คือ การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด และการบริหารจัดการ กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง จึงใช้หลักการบริหารต้นทุน อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโครงสร้างต้นทุน ประกอบด้วย

เมื่อ บวก-ลบ รายได้กับค่าใช้จ่ายแล้ว ธุรกิจของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งยังมีผลกำไรเพียงพอที่จะนำไปขยายกิจการในอนาคต

คุณเกียรติ กล่าวแสดงความรู้สึกว่า “ผลประกอบการทั้งหมดนี้ ยังไม่ได้กล่าวถึงมุมมองทางด้านการประกอบกิจการของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งที่มุ่งเน้นประโยชน์เชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม แม้กิจการเท่าทุนก็ยังถือว่า กำไร”

คุณเกียรติ ได้แสดงทัศนะและกล่าวถึงภาพในอนาคตของตลาดน้ำผึ้งว่า “เมื่อผ่านพ้นอุปสรรคจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็จะเจอปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทางกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้งต้องมุ่งหารายได้ทางอื่นเพิ่ม ส่วนจะเป็นช่องทางไหนบ้าง ก็ต้องระดมความคิดกับผู้เกี่ยวข้อง เราจะต้องมาบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ จะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว เพื่อให้กิจการดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน และนำประโยชน์มาสู่สมาชิก กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง และประโยชน์เชิงสังคมต่อไป”

ท่านที่สนใจสินค้า ผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง มีช่องทางการติดต่อทางเฟซบุ๊กเพจ : แปลงใหญ่ผึ้ง ตำบลวังธง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ หรือทางโทรศัพท์ 081-111-3677 คุณเกียรติ เทียมแสน ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง

ขอบคุณภาพประกอบ : คุณดวงกมล สิทธิมงคล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแพร่ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นคนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนประสบความสำเร็จในระยะเวลาไม่กี่ปี เนื่องจากนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย พร้อมใช้รูปแบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการทำตลาดที่ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่กับการขายทั่วไป

คุณกาญจนา ลากุล เจ้าของ นโม ฟาร์ม (Namo Farm) ซึ่งตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 212 หมู่ที่ 8 บ้านคำตานา ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี ก็เป็นคนหนุ่มสาวอีกรายที่หันมาเอาดีในการทำเกษตร โดยเริ่มทำเมื่อปี 2556 หลังจากก่อนหน้านี้เคยเปิดกิจการร้านขายอาหารสัตว์และขายปุ๋ย เมื่อมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ในปี 2556 เธอจึงได้ใช้วิชาบริหารธุรกิจ ในระดับ ปวส. ที่ร่ำเรียนมาใช้ในเรื่องการตลาด รวมถึงความรู้ที่ได้จากการเรียนระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ขอนแก่น พร้อมกันนั้นยังได้รวบรวมเกษตรกรในพื้นที่ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผักไร้ดินปลอดสารพิษ บ้าน คำตานา มีสมาชิก 10 ครอบครัว โดยเธอรับหน้าที่เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนฯ

แหล่งศึกษาดูงานเกษตรอินทรีย์

วันนี้ใช่แต่พืชผักผลไม้ของวิสาหกิจชุมชนผักไร้ดินปลอดสารพิษฯ ภายใต้ชื่อแบรนด์ “นโม ฟาร์ม” จะขายดีแล้ว คุณกาญจนา ยังได้รับเลือกให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ต้นแบบจังหวัดอุดรธานี 2557-2561 และได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นจังหวัดอุดรธานี ประจำปี 2557 สาขาพืชผักปลอดภัย ทั้งยังได้รับเลือกให้เป็น “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer เขต 4” ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมามีคณะบุคคลจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานเป็นประจำ อีกทั้งผลผลิตของกลุ่มยังได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) หรือมาตรฐาน Q ส่งผลให้กลุ่มมีรายได้ต่อเดือนหลักแสนบาทขึ้นไป

เจ้าของ นโม ฟาร์ม เล่าถึงแรงจูงใจที่หันมาทำการเกษตรว่า สมัยก่อนชอบกินข้าวนอกบ้าน เช่น เนื้อย่างเกาหลี แต่กินทีไรปากจะเป็นแผลร้อน ปวดเนื้อปวดตัว อ่อนเพลีย อีกอย่างคือ หาผักบางชนิดกินยากในบางฤดู จึงได้ทดลองปลูกเองในดินที่ไม่มีโรงเรือน รอบแรกได้กิน แต่รอบสอง-สาม แมลงเอาไปกินหมด ทำให้ตั้งคำถามว่า ผักที่กินที่ร้านอาหารเอามาจากไหน คนปลูกใช้ยาฆ่าแมลงไหม ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือเปล่า

พอลงมือปลูกพืชผักเอง ได้รู้ซึ้งถึงที่ไปที่มาของพืชผักผลไม้ ซึ่งสำคัญมาก และไม่กล้ากินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป ประกอบกับเมื่อก่อนไม่รู้สาเหตุป่วยบ่อยเพราะอะไร จนกระทั่งมาปลูกพืชผักกินเอง แล้วปรากฏว่าเลิกป่วย เกิดเป็นแรงจูงใจคือ กลัวป่วยและตายเร็ว แต่พอสนุกกับการปลูกแล้วจำนวนเยอะ ก็เริ่มนำไปทำบุญ แจกเพื่อนบ้าน และทดลองขาย

แม้เนื้อที่ของ นโม ฟาร์ม จะมีถึง 5 ไร่ แต่ในความเป็นจริงคุณกาญจนาบอก ปลูกพืชผักผลไม้เพียง 2 งาน เท่านั้นเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องความชอบส่วนตัว ไม่ชอบเดินไกลๆ ไม่ชอบตากแดด ไม่ชอบให้มือเท้าเปื้อนดำ แต่ชอบและอยากปลูกพืชผักผลไม้ทุกๆ วัน ดังนั้น จึงตกผลึกกับการปลูกพืชในโรงเรือนปิด และในท่อปูนโดยใช้เทคโนโลยีการให้น้ำแบบอัตโนมัติราคาถูกทำเอง

“ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มาทำเกษตร ดิฉันจึงปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตส์ของตัวเอง เน้นทำน้อยๆ แต่ได้มากๆ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน และเวลาให้คุ้มค่า ใช้คนน้อยพื้นที่น้อย และใช้การจัดการที่เน้นยอดสูญเสียให้เกิดน้อยที่สุด จุดเด่นพืชผักของกลุ่มคือ อร่อย สะอาด สด ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อพืช สัตว์ และคน ใช้การจัดการแบบวิธีธรรมชาติ”

เทคนิคปลูกผักให้อร่อย-ปลอดภัย

สำหรับพืช หลักๆ ที่เธอและทางกลุ่มปลูก เป็นพวกผักสลัดต่างประเทศ อย่าง ผักสลัดบัตเตอร์เฮด ผักสลัดเรดโอ๊ค ผักกรีนโอ๊ค จำหน่ายกิโลกรัมละ 100-110 บาท และปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิด ทั้งหอม ผักชี โหรพา ใบแมงลัก แตงกวา คะน้า ผักฮ่องเต้ พืชสมุนไพร ไม้ผล เช่น มัลเบอรี่ มะม่วง มะเดื่อฝรั่ง สตรอเบอรี่ มะนาว มะเขือเทศ และหลังบ้านปลูกยางพารา

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอได้รับเลือกให้เป็นต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่นั้น ทางกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ แจกแจงว่า เนื่องจากเธอมีองค์ความรู้ตั้งแต่เริ่มต้นทำการเกษตร แบบใช้เทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ ปลูกพืชในโรงเรือนแบบไฮโดรโปนิกส์ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ใช้พื้นที่น้อยและใช้น้ำน้อย รวมทั้งปลูกผักต่างประเทศ เพราะมีคู่แข่งน้อย ได้ราคาดี พร้อมใส่ใจคุณภาพ สด สะอาด และปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ประจำจังหวัดอุดรธานี

คุณกาญจนา แจกแจงถึงเทคนิคการปลูกผักสลัดต่างประเทศ ไม่มีอะไรมาก เพียงทำให้ผักอร่อย สด สะอาดปลอดภัย เพราะไม่มีใครอยากกินผักแก่ หยาบ แข็ง ขม ดังนั้น ควรเก็บผักที่อายุ 38-45 วัน ตัดผักช่วงไม่มีแสงแดด และอย่าทำให้ผักเครียด น่าจะเปรียบได้ดังตอนกลางวันผักกำลังกินอาหารอยู่ แต่เมื่อถูกถอนมาเลย ผักน่าจะเครียด

“ลองคิดดู ถ้าเรากำลังกินอาหารอย่างอร่อยแล้วมีคนมายกเราหนีจากอาหาร จะรู้สึกอย่างไร อาการของพืชผักก็น่าจะไม่ต่างกัน และอีกอย่างคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้รากพืชเย็น ไม่ว่าจะปลูกหญ้าคลุม จะสเปรย์น้ำสร้างบรรยากาศหลอกผักว่าอากาศเย็นอะไรประมาณนี้ เหมือนคนไปกินอาหารตากแดด กับกินอาหารในห้องแอร์ ลองคิดดูว่า กินที่ไหนจะเครียดน้อยกว่ากัน พืชผัก ผลไม้ เป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้น เราต้องเอาใจใส่ รัก ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ขี้เกียจยังไงก็ต้องดูแลทุกวัน”

สำหรับผักที่ปลูกกับดิน ต้องเริ่มจากการเตรียมดิน โดยดินผสมปุ๋ยหมักที่หมักเองและใช้มูลไส้เดือน และน้ำมูลไส้เดือน ดินดีปุ๋ยดี หรืออาหารของพืชก็ครบถ้วน ส่วนการให้น้ำ ถ้าปลูกในดิน ให้ 3 เวลา ใช้สปริงเกลอร์

กรณีปลูกพืชไร้ดินระบบไฮโดรโปนิกส์นั้น คุณกาญจนาให้ข้อมูลว่า ใช้น้ำประปาผสมธาตุอาหารพืชบริสุทธิ์ละลายในน้ำหล่อเลี้ยงรากผัก ธาตุอาหารพืชที่ใช้จะมีเครื่องมือในการวัดค่าที่เหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิด ก่อนเก็บเกี่ยวก็ใช้น้ำเปล่าเลี้ยงพืช ประมาณ 2-7 วัน (ธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง ที่พืชจำเป็นต้องใช้มีจำหน่ายในร้านที่ขายเกี่ยวกับพืชไฮโดรโปนิกส์ หรือร้านที่จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ห้องแล็บ) โดยการใช้น้ำแต่ละรอบ ปริมาณ 500 ลิตร ต่อการปลูก 30 วัน จากนั้นระบายออกมาเพื่อกักเก็บไว้สำหรับรดมะเขือเทศต่อ

แปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่า

ประธานวิสาหกิจชุมชนผักไร้ดินปลอดสารพิษฯ มองว่า การทำเกษตรปลอดสารพิษนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เริ่มจากทำกินให้พอกิน เป้าหมายคือ จะไม่ซื้อพืชผักผลไม้กิน หรือซื้อให้น้อยที่สุดซึ่งรวมถึงการทำปุ๋ยใช้เองด้วย ใช้วิธีเลี้ยงไส้เดือน โดยไม่เลี้ยง นั่นคือ การไม่ถอนหญ้าแต่ตัดเอาเศษหญ้าเป็นอาหารให้ไส้เดือน พร้อมทำให้สวนชุ่มชื้นไม่แห้ง ไส้เดือนมีหน้าที่พรวนดินให้โดยไม่ต้องจ้าง ใส่ปุ๋ยให้โดยที่เราไม่ต้องซื้อ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง 100% ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า 100% นอกจากนี้ นำขยะอาหารจากครัวมากำจัดแบบทำเป็นปุ๋ยหมัก

เจ้าของ นโม ฟาร์ม บอกอีกว่า ในการทำเกษตรนั้น ปีแรกใช้เงินลงทุนไปเยอะมาก แยกการลงทุนเป็นการผลิต 1 ล้านบาท และการแปรรูป 1 ล้านบาท ตอนนี้ยังเป็นหนี้อยู่ 2 ล้านบาท แต่หนี้เริ่มลดลง ขณะที่ผลผลิตในฟาร์มมากขึ้น ทำให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและใช้หนี้ได้ในระดับที่พอใจ

ผลผลิตของกลุ่มนั้น นอกจากจะขายผักสดแล้วยังนำมาแปรรูปด้วย อย่างเช่น ทำน้ำสลัดผลไม้เพื่อสุขภาพ ทำจากมะนาวที่ปลูกเอง มีน้ำสลัดพริกไทยดำ น้ำสลัดงาดำ และน้ำสลัดแอปเปิ้ลเขียว แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและลดยอดสูญเสียในฟาร์ม และมีน้ำผักผลไม้สกัดเย็น ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ผสมน้ำ ทำสลัดมิกซ์ สลัดโรลล์ และแซนด์วิช กลุ่มจะเน้นการสร้างงานสร้างอาชีพในชุมชน

ช่องทางการจำหน่ายนั้น มีวางจำหน่ายที่หน้าฟาร์ม และตลาดเกษตรกรอุดรธานีทุกเช้าวันศุกร์และวันเสาร์ เดือนละ 4 ครั้ง และส่งผักสดขายที่ห้างวิลล่ามาร์เก็ต ยูดีทาวน์อุดรธานี

เธอว่า ในช่วงฤดูหนาวผักล้นตลาด ผักจะปลูกกันเยอะ ดังนั้น หน้าหนาว ทาง นโม ฟาร์ม จะเน้นทดลองพืชตัวใหม่ และไม่ปลูกเยอะ แต่ออกทัวร์ไปฟาร์มเพื่อนๆ ในโครงการ Young Smart Farmer ทั่วไป เพื่อหาเพื่อนคอเดียวกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย เกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อต่อยอดไอเดีย หรือมีแนวคิดในการทำการเกษตรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

คุณกาญจนา พูดถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่า อยากทำเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจร ถ้าใครอยากทดลองหรือสนใจทำการเกษตร ก็สามารถเดิน (Walk in) เข้ามาทดลองก่อนจะไปลงมือจริง ตั้งแต่การผลิตพืชผักให้ได้มาตรฐาน การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน การตลาด โดยมุ่งเน้นไปที่เยาวชน เพื่อให้มีสนามในการลงมือจริง ด้านการเกษตรสมัยใหม่ที่เข้ากับยุคสมัยของคน Gen X และ Gen Z ที่เน้นสะดวกรวดเร็ว

นับเป็นเกษตรกรหญิงเก่งอีกคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และไม่หยุดนิ่งในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม สนใจอยากเข้าไปชม นโม ฟาร์ม ติดต่อ ได้ที่โทร. 081-945-0900 หรือ Line id : 0819450900 และสามารถเข้าไปดูผลผลิตของกลุ่มได้ที่เฟซบุ๊กเพจ นโม ฟาร์ม

คนไทยจำนวนมากใช้หลักการรับประทานสมุนไพรและอาหารไทยเพื่อรักษาสมดุลของธาตุ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้คนไทยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยใช้พืชสมุนไพรและอาหารไทยที่มี “รสเย็น” เป็นพื้นฐานเพื่อลดความร้อนในร่างกาย (ลดไข้) ใช้สมุนไพรและอาหารไทยที่มี “รสสุขุม” เพื่อปรับสมดุลธาตุ และใช้สมุนไพรและอาหารไทยที่มี “รสเปรี้ยว” เพื่อกัดเสมหะ ฟอกโลหิต เป็นต้น

กระชาย ได้ชื่อว่าเป็นโสมของคนไทย “Thai ginseng” และเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า กระชาย มีสรรพคุณทางยา แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากเป็นแผล ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง รักษาอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้ลมวิงเวียน

ด้าน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับทุนวิจัยจาก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านไวรัสก่อโรคโควิด-19 (SARS-CoV-2) ของกระชาย พบว่า สารสกัดกระชายและสาร Panduratin A มีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของไวรัสที่แรงกว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจร และ Andrographolide อย่างไรก็ดี ยังเป็นเพียงผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ที่ยังต้องมีการวิจัยประสิทธิผลในมนุษย์ต่อไป หากได้ผลดี สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ช่วยบรรเทาอาการของโรค และเป็นการส่งเสริมการพึ่งตนเองด้านยาของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน กระชายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขายดี เป็นที่นิยมในท้องตลาดอย่างมาก เนื่องจากมีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า สารสกัดกระชายมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคหรือยับยั้งไวรัสโควิดได้ด้วยหลอดทดลอง ทำให้กระชายขายได้ราคาดี สร้างแรงจูงใจให้มีเกษตรกรสนใจปลูกกระชายกันอย่างกว้างขวาง

คุณทวี แสงสุรีย์ฉาย วัย 52 ปี โทร. 081-651-5694 เจ้าของกิจการร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกกระชายเป็นอาชีพเสริมรายได้มานานกว่า 5 ปี ปัจจุบัน รายได้จากการขายกระชายสร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำแซงหน้ากิจการร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์หลายเท่าตัว

คุณทวี กล่าวว่า เดิมผมเปิดร้านรับซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ และมีที่ดินว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวน 3 ไร่ จึงสนใจปลูกกระชายเป็นรายได้เสริม ซึ่งการปลูกกระชายไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม เพราะเคยช่วยพ่อแม่ปลูกกระชายมานานกว่าสิบปีแล้ว สำหรับการลงทุนปลูกกระชายครั้งแรก มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย สารกำจัดวัชพืช ค่าแรงงาน ฯลฯ ใชเงินลงทุนค่อนข้างสูงประมาณ 15,000-20,000 บาท/ไร่ หลังปลูกสามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกออกขายได้ใน 7 เดือน หลังหักค่าใช้จ่าย ผมมีรายได้เท่าทุนหรือเสมอตัว การปลูกกระชายรุ่น 2 ในพื้นที่เดิม ประหยัดต้นทุนค่าเตรียมดิน ทำให้มีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น หากใครมีพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณทวีแนะนำให้หันมาปลูกกระชายเป็นอาชีพเสริม กระชายสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี กระชายเติบโตได้ดีในพื้นที่น้ำไม่ท่วมขัง ระบายน้ำได้ดี ดินลักษณะร่วนซุย หากมีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เพาะปลูก หากแหล่งที่ปลูกเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเสี่ยงเจอปัญหาน้ำท่วมขัง ควรปลูกแบบยกร่องสูง เพราะกระชายเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง

หลังปลูก ต้องรดน้ำเช้า-เย็น ใส่ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยคอก บำรุงดินอย่างสม่ำเสมอ และใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 เร่งราก เร่งใบ ปีละ 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยประมาณ 3 ลูก ต่อไร่ ปัจจุบัน คุณทวี ปลูกกระชายพันธุ์รากกล้วย ซึ่งเป็นกระชายพันธุ์ดี เป็นที่นิยมในท้องตลาดพื้นที่ปลูก 1 ไร่ สามารถเก็บกระชายขายได้ 2-3 ตัน เรื่องตลาดไม่น่าห่วงเพราะมีแม่ค้ามารับซื้อผลผลิตถึงไร่ในราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 100 บาท ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกกระชาย 1 ไร่ สามารถสร้างเม็ดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาททีเดียว หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรก้อนโต เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดยังขยายตัวในวงกว้าง ทำให้กระชายเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและส่งออกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาซื้อขายกระชายทุกสายพันธุ์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่า 100 บาท/กิโลกรัม

เทคนิค ปลูกกระชายให้ได้ผลผลิตที่ดี

กระชายสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี นครสวรรค์ ราชบุรี จากสถิติของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า ที่ผ่านมาจังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งปลูกกระชายมาก โดยเฉพาะอำเภอดอนตูม มีพื้นที่รวม 1,141 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ มีช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายน

สายพันธุ์กระชายที่นิยมปลูกในประเทศไทยได้แก่ 1. พันธุ์ที่ใช้เป็นยา คือ กระชายพันธุ์พื้นเมือง มีรากสั้น หรือเรียกว่า กระชายปุ้ม นิยมปลูกไว้ทำยา หรือเป็นส่วนประกอบเครื่องแกง เพราะมีกลิ่นหอม 2. กระชายพันธุ์เกษตร มีรากยาว มีขนมาก หรือเรียกว่ากระชายรากกล้วย มีน้ำหนักมาก นิยมปลูกเพื่อการค้า 3. กระชายป่า พบได้ตามป่าเขาตามธรรมชาติ เกษตรกรนิยมเก็บผลผลิตออกขายในช่วงฤดูฝน

กระชายนิยมขยายพันธุ์ด้วยหัว หรือเหง้าที่ติดกับลำต้น เมื่อผ่าดูจะพบสีเหลืองฉุน จะติดกันเป็นกลุ่มแยกออกได้ หัวกระชาย ทิ้งไว้สัก 2-3 สัปดาห์ จะเห็นหน่อสีแดงงอกมาจากหัวกระชาย สามารถนำลงแปลงปลูกได้เลย เกษตรกรนิยมปลูกกระชายในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพราะช่วงฤดูฝนกระชายเจริญเติบโตงอกงามดี

กระชายนิยมปลูกในแปลงแบบยกร่อง festivaladventures.com โดยการเตรียมดินให้เรียบร้อยผสมปุ๋ยและขี้เถ้าแกลบ แล้วยกร่อง นำพันธุ์เหง้ากระชายที่เตรียมไว้นำมาฝังดินเป็นแถวห่างกัน ประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วคลุมด้วยฟางควรรดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ กระชายจะงอกออกมา

โรคพืชที่สำคัญของกระชายคือ โรคเหง้าเน่า มักพบการแพร่ระบาดในช่วงอากาศร้อนและมีฝนตกหนัก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกระชายให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า ที่สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตของต้นกระชาย อาการเริ่มแรกใบแสดงอาการม้วนห่อ สีของใบซีด ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้ง บริเวณโคนต้นมีอาการฉ่ำน้ำ ลำต้นเน่าหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย หักพับ แต่ไม่มีกลิ่นเหม็น หากตรวจดูที่ลำต้นจะพบส่วนของท่อลำเลียงน้ำและอาหารมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผ่าลำต้นตัดตามขวางและนำมาแช่ในน้ำสะอาด ประมาณ 5-10 นาที จะพบของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกม

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นกระชายที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง ส่วนในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที

การป้องกันกำจัดโรคเหง้าเน่าในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยพบการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี อีกทั้งเกษตรกรควรเตรียมดินก่อนปลูก โดยการไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก

นอกจากนี้ กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ก่อนปลูก ให้อบดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัม ต่อไร่ จากนั้นให้ไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้นและทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกกระชาย อีกทั้งให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง รวมถึงควรสลับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค

แหล่งที่มาข้อมูล : เเนวทางปฏิบัติทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กองวิชาการและแผนงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (หน้า 14 และ หน้า 18)