จากการศึกษาในแปลงปลูก พบว่า มะละกอพันธุ์ครั่งมีความทน

มะละกอพันธุ์ครั่ง จะมีลักษณะเหมือนกับว่ามีมะละกอ 2 สายพันธุ์ อยู่ในต้นเดียวกันคือ ในระยะต้นเล็กจะมีสีแดงอมม่วงตามก้านใบและจุดตามลำต้นคล้ายกับมะละกอพันธุ์ โกโก้ และเมื่อต้นโตขึ้นสีเหล่านั้นจะหายไป ในขณะที่พันธุ์โกโก้สีและจุดยังคงเดิม เมื่อผลสุกเนื้อของมะละกอพันธุ์ครั่งจะมีสีเหลืองอมส้มคล้ายกับพันธุ์สายน้ำผึ้ง

ถึงแม้มะละกอพันธุ์ครั่งจะเหมาะสำหรับการบริโภคดิบคือ ใช้ทำส้มตำ เมื่อผลสุกจะมีรสชาติหวาน ความหวานเฉลี่ย 12.7 องศาบริกซ์ แต่จะเก็บเกี่ยวให้มีรสชาติอร่อยจะต้องเก็บที่ความแก่ 50 เปอร์เซ็นต์ คือผลมีสีเหลืองประมาณครึ่งผล หลังจากที่เก็บผลลงมาแล้ว ทิ้งไว้เพียง 1 คืน ควรจะนำมาบริโภค หากทิ้งไว้เกิน 3 วัน เนื้อจะเละ

6. มะละกอพันธุ์ครั่งที่คัดเลือกพันธุ์ขึ้นมาใหม่จะเป็นมะละกอต้นเตี้ย มีผลใหญ่และยาว ลักษณะของผลมีร่องข้างผลยาวตลอดหัวท้ายผล

7. มะละกอพันธุ์ครั่งสามารถเก็บผลดิบเพื่อบริโภคเป็นมะละกอส้มตำได้หลังจากปลูกไปได้เพียง 6 เดือน “มะละกอขอนแก่น 80” ผลเล็ก รับประทานสุกอร่อย มะละกอเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนทั่วโลก สามารถขึ้นได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม สามารถปลูกมะละกอคุณภาพดีส่งไปขายต่างประเทศได้ แต่ปริมาณการส่งออกในปัจจุบันไม่มากนัก ส่วนใหญ่ 90% ใช้บริโภคภายในประเทศ แต่ในอนาคตมะละกอน่าจะเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้

การปลูกมะละกอของไทย ที่ผ่านมาประสบปัญหาการระบาดของโรคจุดวงแหวน เช่น เดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังขาดแคลนมะละกอพันธุ์ดี ประกอบกับมะละกอมีความแปรปรวนทางสายพันธุ์สูง และพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า เช่น แขกดำ แขกนวล ฯลฯ เป็นมะละกอผลขนาดกลางเหมาะสำหรับบริโภคดิบ (ทำส้มตำ) และส่งโรงงานแปรรูป รสชาติอร่อย แต่มีจุดอ่อนที่อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน

พันธุ์มะละกอที่เป็นฐานพันธุกรรมซึ่งนำมาปรับปรุงพันธุ์เป็นพันธุ์ขอนแก่น 80 นี้ได้มาจากมะละกอ 2 พันธุ์ คือ Florida Tolerant (Florida Tolerant เป็นมะละกอที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น มีผลขนาดเล็กกลม น้ำหนัก 400-700 กรัม เมื่อสุกมีสีเหลืองส้ม ผลสุกเก็บเกี่ยวได้ภายใน 5-6 เดือน มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดีมาก)

ลักษณะเด่นมะละกอ “ขอนแก่น 80” จากผลการศึกษาศักยภาพการปลูกมะละกอขอนแก่น 80 พบว่า มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ ดอกแรกบานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 เซนติเมตร

ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ 7 เดือน หลังย้ายปลูก มีรูปร่างผลสม่ำเสมอเป็นรูปรี ส่วนหัวเล็ก ก้นปล่อง น้ำหนักผลเฉลี่ย 800 กรัม ผลสุกเนื้อสีแดงส้ม รสชาติหวานหอม ความหวานเฉลี่ย 13-14 องศาบริกซ์ ผลผลิตเท่ากับ 6,000 กิโลกรัม ต่อไร่ และที่สำคัญมีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนได้ดี ถึงแม้จะแสดงอาการเหลืองด่างที่ใบ แต่ไม่มีอาการที่ผล

นอกจากนี้ ผลมีผิวเป็นมัน เปลือกหนา จึงทนทานต่อการขนส่งได้ดี เนื้อแน่น และหลังการเก็บเกี่ยวสุกช้ากว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ผลมีขนาดเล็ก รสชาติหวานจัด รับประทานอร่อยมาก มีกลิ่นหอม เป็นมะละกอเหมาะที่จะผ่าและใช้ช้อนตักรับประทาน เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดีมาก มีศักยภาพที่จะเป็นพันธุ์แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าทางเลือก หนึ่งได้

จากการทดสอบ พบว่า สายพันธุ์ขอนแก่น 80 มีคุณภาพดีเด่นใกล้เคียงกับพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน แต่เป็นพันธุ์ผลขนาดกลาง และปัจจุบันทั้งคนไทยและต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอสุกผลเล็ก เนื้อสีแดง

ดังนั้น มะละกอสายพันธุ์ขอนแก่น 80 ที่มีความดีเด่นในแง่ความหวานและขนาดของผลที่เล็กกว่า อาจใช้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบริโภคสุก สมควรใช้เป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้า ขายในประเทศ และเพื่อการส่งออก

มะละกอยักษ์ “เรดแคริเบียน” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (081) 886-7398 ได้เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิต

มะละกอที่มีคุณลักษณะดังนี้ “ขนาดผลคล้ายกับมะละกอเรดมาราดอล์ หรือมะละกอฮอลแลนด์แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามาก (ขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว) น้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เนื้อหนามาก ผลสุกมีสีแดงส้มและรสชาติหวาน กลิ่นหอม

จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่าต้นมะละกอยักษ์ “เรดแคริเบี้ยน” มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์อื่น มีโรงงานแปรรูปติดต่อเข้ามาบอกว่ามะละกอ “เรดแคริเบี้ยน” มีเนื้อหนา สีสวย เหมาะแก่นำไปแปรรูปบรรจุกระป๋อง

โดยปกติแล้ว มะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมากๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้

การเตรียมดินและปลูกมะละกอ ถ้าสภาพดินปลูกมีค่า pH ต่ำกว่า 6.0 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ในอัตรา 200-300 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกดินโดยการไถพรวน แล้วตากทิ้งไว้ 10-15 วัน หลังจากนั้นไถยกร่อง สูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณหลุมปลูก

ในการเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกลางร่องปลูก ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 2.0-2.5 เมตร ใส่แกลบดิบและแกลบเผาอย่างละครึ่งปี๊บ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 5 กิโลกรัม หินฟอสเฟตบด 1 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 อัตรา 150 กรัม ผสมดินในหลุมปลูกกับวัสดุปรับปรุงดิน รดน้ำให้ชื้นและยุบตัวดี หว่านเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 50-100 กรัม ต่อหลุม เพื่อลดการสูญเสียจากโรครากเน่าโคนเน่า คลุมบริเวณหลุมปลูกด้วยฟางข้าว ทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงปลูกได้

ในการเพาะกล้าและย้ายกล้าปลูก คลุกเมล็ดพันธุ์มะละกอด้วยสารกำจัดเชื้อราเมตาแลกซิล เพาะเมล็ดในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว จำนวน 3 เมล็ด ต่อถุง เมื่อต้นกล้าอายุ 45 วัน จึงย้ายลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ไม่ควรปลูกลึกจะทำให้รากเน่า การคัดเพศ เมื่อมะละกอแสดงเพศแล้วจึงถอนแยกให้เหลือต้นกะเทยผลยาวไว้หลุมละ 1 ต้น

ในการใส่ปุ๋ยระยะก่อนติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม ต่อหลุม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 เดือนละครั้ง ครั้งละ 100-150 กรัม/หลุม หลังติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 150 กรัม/หลุม เดือนละครั้ง

หลังจากปลูกต้นกล้ามะละกอไปได้ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะเริ่มออกดอก ให้เกษตรกรสังเกตดูการออกดอกของต้นมะละกอภายในหลุมทั้ง 3 ต้น ว่าต้นใดเป็นต้นสมบูรณ์เพศหรือต้นกะเทย ให้คัดต้นสมบูรณ์เพศหรือต้นกะเทยไว้เพียงต้นเดียว สำหรับต้นตัวเมีย (ผลป้อม) ถ้าไม่ต้องการก็ตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ออกมาจะเป็นลูกป้อม และถ้าเป็นตัวผู้ให้ตัดทิ้งเลย โดยปกติแล้วต้นดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกะเทยนั้น ตลาดจะต้องการมากที่สุด

การบำรุงรักษามะละกอ ในฤดูแล้งต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอด อย่าให้ดินแห้ง ถ้าฝนทิ้งช่วงต้องให้น้ำ แต่ถ้าฝนตกหนักจะต้องดูแลการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้น โดยเสริมร่องปลูกให้สูงอยู่เสมอ ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่าจึงควรราดโคนต้นมะละกอด้วยสารเทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสาร ทุกๆ 15 วัน

เป็นที่สังเกตว่าการหว่านเชื้อไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงกว่าครึ่ง ไม่ควรใช้จอบถางบริเวณโคนต้น เพราะรากจะถูกตัดขาดโรคเข้าทำลายได้ แต่ต้องกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีวัชพืชขึ้น นอกทรงพุ่มต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรือมีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางอยู่เสมอจะช่วยลดวัชพืชและรักษาความ ชื้นในดิน

“คุณออน” หรือ คุณนวลลออ เทอดเกียรติกุล อดีตมนุษย์เงินเดือน ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมตามความใฝ่ฝัน แม้เธอไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อน แต่เธอตั้งใจเรียนรู้การทำเกษตรจากหนังสือตำรา สืบค้นข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต และเข้าร่วมกิจกรรมด้านเกษตรต่างๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

คุณออน หรือ คุณนวลลออ เทอดเกียรติกุล ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Aromatic Farm” ผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมปลอดสารพิษ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัยมาใช้ในกระบวนการเกษตรแบบครบวงจร บริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยผังการปลูกอัจฉริยะจัดสรรพื้นที่ 24 แปลง รวมเป็น 469 ต้น โดยแบ่งเป็น Zoning สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีแดง เพื่อความสะดวกในการดูแลจัดการ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ตรวจสอบคุณภาพผลผลิตแต่ละต้น ในแต่ละแปลง หากพบปัญหาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย

1. ติดเครื่องหมาย QR CODE บนมะพร้าวทุกต้นในสวน เก็บข้อมูลมะพร้าวทุกต้น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลต้นมะพร้าวอย่างเหมาะสม

2. ทำวิจัย ร่วมกับ Food Innopolis (เมืองนวัตกรรมอาหาร) ในโครงการ Future Food Lab

3. วางแผนการใช้น้ำ โดยควบคุมผ่านระบบ Smart Farming

4. ใช้โปรแกรมของ มกอช. เพื่อตรวจสอบย้อนกลับสินค้า

5. ใช้ App Meal Fiction เก็บข้อมูลสินค้าในแต่ละช่วงการผลิต

6. มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ Aromatic Farm ตกแต่งด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ฉีกภาพลักษณ์แบบเดิมอย่างสร้างสรรค์ สร้างจุดขายที่แตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป

คุณออน นำความรู้ด้านเกษตรที่ได้รับนำมาใช้ผสมผสานกับประสบการณ์เก่าจากการทำงานบริษัทเอกชน และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้บริหารจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” อย่างเป็นระบบ ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์คุณภาพดีของสวนแห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์และมาตรฐาน GAP มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับวางแผนการขาย ประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านช่องทางต่างๆ อย่างมืออาชีพ ส่งผลให้กิจการสวนมะพร้าวน้ำหอม“Aromatic Farm” ประสบความสำเร็จทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ทุกวันนี้ สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” สามารถผลิตมะพร้าวคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม ที่มีรสชาติหวานหอมถูกใจตลาดแล้ว คุณออนยังได้ฐานลูกค้ารายใหญ่ เป็นโรงแรมระดับแนวหน้าของประเทศ สั่งซื้อสินค้ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนแห่งนี้ ในราคา ผลละ 50 บาท ตลอดทั้งปี โดยมีสัญญาสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว เชื่อว่า สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ดี ผลิตสินค้าเกรดพรีเมี่ยมป้อนตลาดได้ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความประทับใจในคุณภาพสินค้าและบริการ ทำให้ผู้ซื้อรายนี้สมัครใจเป็นลูกค้าขาประจำกันต่อไปยาวๆ แน่นอน

ผลงานที่ผ่านมาของสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้คุณออนได้รับการยกย่องว่า เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงของวงการค้ามะพร้าวน้ำหอมที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างน่าชื่นชม และทำให้คุณออนได้รับการคัดเลือกให้เป็น เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2560

การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม

“พันธุ์พืชดี” เป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะปลูก หากใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลให้ผลผลิตดีตามไปด้วย ซึ่งสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ก็ใส่ใจกับคุณภาพของพันธุ์พืชเป็นอันดับแรกเช่นกัน ที่นี่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบพันธุ์แท้คุณภาพดีเป็นหลัก นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนแห่งนี้จะได้เรียนรู้เรื่องการเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมด้วย

การเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม เริ่มจากเลือกต้นแม่พันธุ์แท้ อายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีความแข็งแรง เจริญเติบโตดี ให้ผลดกตลอดปี ใบดก ผลใหญ่ ลำต้นมีปล้องถี่ เมื่อคัดเลือกต้นพันธุ์ดีได้แล้วจะปล่อยให้ผลแก่คาต้น ผลจะมีสีก้ามปู (สีน้ำตาลอ่อน) จะใช้วิธีสอยผลมะพร้าวแก่ลงมาจากต้นด้วยความระมัดระวัง สอยให้ตกลงในร่องน้ำ เพื่อกันกระแทก ผลไม่ช้ำ จาวไม่แตก

ขั้นตอนต่อมา นำผลแก่มาพักไว้ให้แห้ง ประมาณ 14 วัน เปลือกจะแห้งแตกลายงา ผลแก่ต้องมีน้ำอยู่ภายใน “คลอนน้ำ” นำผลมาตั้งดูทรงแล้วปาดด้านขั้วผล ไม่ควรปาดถึงกะลา (ปาดเพื่อให้ต้นอ่อนงอก และทำให้ผลเกิดความชุ่มชื้น) นำผลมะพร้าวไปแช่น้ำในร่องสวน ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้น นำมาเพาะไว้ในโรงเพาะพันธุ์ (เนิร์สเซอรี่) ที่มีแสงรำไร นำขุยมะพร้าวมาโรยไว้บนผลมะพร้าว และรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้แฉะจนเกินไป ผลจะงอกภายใน 2-3 เดือนพร้อมลงปลูกได้

“ชันโรง” ช่วยเพิ่มผลผลิตมะพร้าว

ภายในร่องสวนมะพร้าว มองไปเห็นต้นเตยหอมปลูกอยู่ริมตลิ่ง คุณออนเชื่อว่าการปลูกต้นเตยหอมเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มความหอมให้แก่น้ำมะพร้าวอ่อน อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มความดกให้สวนมะพร้าวแห่งนี้ คือ ชันโรง เป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรคล้ายผึ้ง เกษตรกรทั่วไปจึงนิยมเลี้ยงชันโรงในสวนไม้ผล สวนมะพร้าว ฯลฯ ภายในสวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ตั้งกรงไม้เลี้ยงชันโรงไว้รอบสวนมะพร้าวเช่นกัน

การเลี้ยงชันโรง ทำได้ไม่ยาก หากพื้นที่ดังกล่าวปลูกไม้ผล พืชไร่ พืชผัก หรือสภาพป่าธรรมชาติ ชุมชนปลอดสารเคมี มีอาหารเพียงพอ โดยชันโรงหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เกสรผลไม้ และมีอุณหภูมิโดยรอบ ประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส เพราะตัวชันโรงชอบอากาศเย็น แต่ไม่ชื้น

ทั้งนี้ เกษตรกรควรเลือกสายพันธุ์ชันโรงที่เหมาะกับการใช้ประโยชน์ของผู้เลี้ยงในท้องถิ่นนั้นๆ โดยหาซื้อพ่อแม่พันธุ์ชันโรงจากฟาร์มผู้เลี้ยงชันโรงโดยตรง ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การเลี้ยงชันโรง ตามระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ (M.R.C.F) ส่วนรังที่ใช้เลี้ยงชันโรง สามารถซื้อรังสำเร็จจากผู้ผลิตรังเลี้ยงในชุมชนหรือสร้างรังขึ้นมาเอง โดยเรียนรู้จากรังธรรมชาติ และนำไปประยุกต์เป็นรังเลี้ยงชันโรง ส่วนการแยกขยายพันธุ์ชันโรง เกษตรกรสามารถแยกขยายรังจากรังธรรมชาติ เช่น ขอนไม้ผุ หรือภาชนะการเกษตรที่มีตัวชันโรงอาศัยอยู่ หรือแยกขยายพันธุ์จากรังจากฟาร์มที่เลี้ยงชันโรงก็ได้

แหล่งเรียนรู้ มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์

สำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินสะดวก สนับสนุนให้สวนมะพร้าวน้ำหอม “Aromatic Farm” ตั้งอยู่เลขที่ 91 หมู่ที่ 2 ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นแหล่งเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (มะพร้าว ปี 2560) ขณะเดียวกัน คุณออน ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ D-HOPE ของกรมพัฒนาชุมชน ที่บูรณาการกับโครงการ OTOP Village ของสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน

ทั้งนี้ โครงการ D-HOPE มุ่งส่งเสริมการให้สมาชิกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เป็นประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และสร้างกิจกรรมในชุมชน เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมชุมชนได้เกิดความประทับใจ คุณออน กำหนดจุดขายให้สวนแห่งนี้เป็น “แหล่งเรียนรู้มะพร้าวน้ำหอม มาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย”

สวนมะพร้าวแห่งนี้ เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนเข้าเยี่ยมชมกิจการทุกวัน (กรุณานัดหมายล่วงหน้า) ค่าบริการ 400-600 บาท/คน ตามกิจกรรม เช่น กระบวนการปลูกดูแลมะพร้าวอินทรีย์ การแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม การควั่นมะพร้าว การบรรจุหีบห่อ เรียนรู้การปลูก การรดน้ำ การเพาะพันธุ์มะพร้าว ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวสามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ต่อรอบ ประมาณ 20-60 คน ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-909-0226 หรือติดตามข้อมูลได้ทางเฟซบุ๊ก Aromatic Farm

ประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีจำนวน 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุล Paphiopedilum เพียงสกุลเดียวเท่านั้น ซึ่งได้รับความสนใจนำมาปลูกเลี้ยง ปรับปรุงพันธุ์ และขยายพันธุ์เพื่อการค้ากันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรปและเอเชีย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทั้งในรูปแบบของไม้กระถางและไม้ตัดดอก

ในอดีต ประเทศไทย ส่งออกกล้วยไม้พันธุ์แท้ในช่วงปี 2535-2540 กว่า 2 ล้านต้น และหยุดไปหลังจากกำหนดให้กล้วยไม้เป็นพันธุ์พืชในกลุ่มพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ (ไซเตส) ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องพืชอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 มีชนิดพืชอนุรักษ์หรือพืชในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาไซเตสมากกว่า 28,000 ชนิด

กล้วยไม้ เป็นพืชอนุรักษ์กลุ่มใหญ่ที่สุด สมัครแทงบอลออนไลน์ และมีการทำการค้าระหว่างประเทศเป็นปริมาณสูง อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ทั้งการบุกรุกทำลายป่าเพื่อทำการเพาะปลูกพืช การเก็บกล้วยไม้ป่าเพื่อการค้า และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่รุนแรง เช่น เกิดน้ำท่วม อากาศร้อน ฝนแล้ง ฯลฯ ล้วนส่งผลทำให้ประชากรกล้วยไม้ป่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์สูง เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี เอื้องปากนกแก้ว และฟ้ามุ่ย ที่แทบจะหมดไปจากป่าธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว คาดว่ากล้วยไม้ทุกชนิดลดจำนวนลงถึงขั้นสูญพันธุ์ในที่สุด โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่มีการกระจายตัวน้อย มีประชากรขนาดเล็ก และอยู่เฉพาะเจาะจง ต่อพื้นที่ ยิ่งมีโอกาสที่จะลดจำนวนและสูญพันธุ์มากขึ้น

กรมวิชาการเกษตร คืนกล้วยไม้สู่ป่า

เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2543 ครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารี ซึ่งได้รวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่พบในภาคใต้ไว้ รวม 6 พันธุ์ ได้แก่ เหลืองกระบี่ เหลืองตรัง เหลืองพังงา ขาวสตูล ม่วงสงขลา และคางกบใต้ ภายหลังทอดพระเนตรได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สถานีทดลองข้าวกระบี่ในขณะนั้น ดำเนินการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อเพิ่มจำนวนและปลูกคืนสู่ป่าในพื้นที่ที่เหมาะสม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนองพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ให้อยู่กับธรรมชาติแบบยั่งยืน โดยกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ (ศวพ. กระบี่) ดำเนิน “โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกระบี่” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีในจังหวัดกระบี่มิให้สูญพันธุ์ ปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเกิดความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรพันธุกรรมพืชของชาติ และเพื่อรวบรวมพันธุ์รองเท้านารีที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดกระบี่ นำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ให้เพิ่มมากขึ้น

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ นับเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่พบในภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กล้วยไม้รองเท้านารี เป็นพันธุ์กล้วยไม้ป่าท้องถิ่นภาคใต้ที่หายาก โดยเฉพาะพันธุ์เหลืองกระบี่ที่ถือได้ว่าเป็นพันธุ์กล้วยไม้ประจำจังหวัดกระบี่ในปัจจุบันมีจำนวนลดลงไปจากธรรมชาติ จนอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการขยายพันธุ์รองเท้านารี โดยเฉพาะรองเท้านารีเหลืองกระบี่ ปีละ 2,000 กระถาง และปลูกคืนสู่ป่า ปีละ 1,500 กระถาง ส่วนที่เหลือได้มอบให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปช่วยขยายพันธุ์ให้แพร่หลายมากขึ้น

พร้อมกันนี้ได้จัดทำเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้รองเท้านารี สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ผู้สนใจทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญในด้านการสนับสนุน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ เกิดจิตสำนึก มีความรักและหวงแหนทรัพยากรพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้ยังคงอยู่คู่กับผืนป่าจังหวัดกระบี่และประเทศไทยต่อไป