จากความต้องการของตลาดที่มีอย่างต่อเนื่องคาดว่าไผ่ซาง

หม่นจะเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ไผ่ซางหม่นยังเป็นพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในด้านการช่วยปกป้องและฟื้นฟูสภาพดิน น้ำ และป่าไม้ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ เนื่องจากไผ่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และคายออกซิเจนสู่บรรยากาศได้ดี รวมถึงมีน้ำหนักชีวมวลต่อไร่ที่สูงเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ จึงเป็นทางเลือกในการผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจรายละเอียดผลการศึกษาวิจัยด้านการผลิตและการตลาดไผ่ซางหม่นของภาคเหนือ

วิถีคนเมือง เป็นวิถีชีวิตที่ต้องใช้เวลาไปกับการเดินทางและการทำงานเกือบ 12 ชั่วโมง ซึ่งทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวและพักผ่อนค่อนข้างน้อย เรื่องทำอาหารกินในบ้านค่อนข้างยาก ถึงแม้จะปรุงอาหารเองก็ต้องซื้อผักจากตลาด ซึ่งหมายถึงผักที่ใช้สารเคมี ยิ่งผักที่มาจากต่างประเทศยิ่งแล้วใหญ่ ผักเหล่านี้ผ่านการขนส่งมาทางรถยนต์มีระยะทางหลายพันกิโลเมตรกว่าจะมาถึงเมืองไทย แต่ยังคงสดอยู่ ไม่รู้ว่าราดสารเคมีมามากเท่าไร ปัจจุบันเราบริโภคผักหลายอย่างจากต่างประเทศ

การปลูกผักกินเองเป็นความฝันสำหรับคนในเมืองที่เคยมีชีวิตเด็กๆ อยู่ในชนบท แต่ต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ ผักในสวนที่ปลูกเองและในป่ารอบบ้านที่ธรรมชาติปลูกเป็นผักที่ปลอดจากสารเคมี สามารถนำมา บริโภคได้โดยสนิทใจ ถือว่าเป็นผักปลอดภัยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการยากสำหรับการปลูกผักเองในเมือง แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

ยังมีคนส่วนหนึ่งที่มุ่งมั่นที่จะทำการเกษตรในเมืองใหญ่ ถึงแม้จะขาดแคลนปัจจัยต่างๆ เช่น สถานที่ วัสดุปลูก แต่คุณครสวรรค์ ประกิ่ง หรือ คุณอั๋น ไม่ได้คิดแบบนั้น ความมุ่งมั่นจึงทำให้เกิดสวนผักบนดาดฟ้าตึกแถวที่จินตนาการแล้วยังนึกไม่ออกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

คุณอั๋น ได้เล่าให้ฟังว่า “จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ทำงานมา 10 ปี ปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าคอมฟิวเตอร์กราฟฟิกของบริษัท วสันต์โฟโต้ ซึ่งประกอบกิจการถ่ายรูปรับปริญญาของบัณฑิตตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ในช่วงโควิดต้นปีที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ที่มีคนจำนวนมากได้ถูกยกเลิก ทำให้มีผลกระทบต่อกิจการของบริษัทอย่างมาก แต่ทางเจ้าของบริษัทได้ลดจำนวนคนงานโดยให้สมัครใจลาออก โดยมีเงินชดเชยให้ จึงมีคนสมัครใจลาออกไป 5 คน เหลือพนักงาน 25 คน จำเป็นต้องลดเงินเดือนไป 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อประคองกิจการ”

จากผลกระทบดังกล่าว จึงทำให้ต้องแบ่งพนักงานไปประจำสำนักงานที่สระบุรี ซึ่งเป็นกิจการทำสารสกัดสะเดาเพื่อกำจัดแมลงเสีย 10 คน เหลือพนักงานไม่กี่คน คุณอั๋นจึงได้เสนอแนวคิดว่าควรจะปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบรรเทาสถานการณ์ พอดีเจ้าของบริษัทได้เปิดร้านอาหารขึ้นที่ถนนประชาธิปไตย ชื่อร้านจงแข็งแรง พืชผักส่วนหนึ่งจึงได้ถูกนำไปประกอบอาหารให้ลูกค้าที่นั่น ตอนแรกที่เริ่มทำคนในบริษัทก็ยังไม่มั่นใจ เนื่องจากดาดฟ้ารับแสงแดดแรงมาก แต่ก็ได้กำลังใจจากทาง คุณวสันต์ มงคลลาภกิจ เจ้าของบริษัทและลูกชาย เนื่องจากชอบทางด้านการเกษตรอยู่แล้ว

ต้องกล้าทำในสิ่งที่คิด
เริ่มแรกจากตึกแถว 4 ชั้น รวม 5 ห้อง ของบริษัท ความกว้างห้องละประมาณ 4.5 คูณ 25 เมตร ใช้พื้นที่อยู่แค่ 2 ห้อง เนื่องจากที่เหลือเป็นพื้นที่หลังคาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น จึงเหลือพื้นที่ 9 เมตร คูณ 25 เมตร เริ่มทำความสะอาดแล้วก็ทิ้งให้แห้ง ทาสีกันซึมบนดาดฟ้าทั้ง 2 ห้อง เพื่อไม่ให้น้ำซึมลง ใช้สีสองถังใหญ่สำหรับ 2 ห้อง ทิ้งไว้ 4-5 วัน ก็สามารถนำวัสดุปลูกขึ้นมาบนดาดฟ้า

เนื่องจากดาดฟ้าเป็นปูนทั้งหมด จึงเลือกทำเป็นโต๊ะเตี้ยๆ สำหรับปลูก โดยใช้เหล็กอ๊อกทำเป็นโต๊ะ ขนาดความกว้าง 1.10 เมตร ยาว 3 เมตร สูงจากพื้น 1 เมตร ความสูงของขอบแปลง 30 เซนติเมตร ใช้กระเบื้องลอนคู่เก่าวางตามยาวทั้งหมด 3 คู่ พอดีสำหรับแปลง ขอบข้างที่สูง 30 เซนติเมตร ใช้ตาข่ายแข็งตาถี่ติดรอบ เพื่อกันวัสดุปลูก หลังจากนั้น ก็ใช้ดินสวนจากโรงงานที่หนองแซง โดยบรรจุแค่ครึ่งถุง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องน้ำหนักในการยกขึ้นชั้นดาดฟ้า ตอนแรกใช้รอกยก แต่ใช้ได้ไม่นานรอกเสีย จึงต้องช่วยกันแบกขึ้นชั้นดาดฟ้า รอบแรกใช้ดินสวน จำนวน 400 ถุง ทยอยนำมาจากสวนเรื่อยๆ ตอนที่เริ่มปลูกยังไม่ปรุงดิน เพราะดินสวนจะมีธาตุอาหารอยู่ ช่วงแรกปลูก พริก มะเขือ ตะไคร้ เมื่อเห็นว่าพืชเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดี ก็เริ่มปลูกผัก ลืมบอกไปว่าบนดาดฟ้าใช้โครงเหล็กอ๊อกขึงด้วยซาแรนสีเขียวเพื่อบังแดด สรุปพื้นที่บนดาดฟ้าสามารถทำโต๊ะแปลงผัก ขนาด 1.1 เมตร คูณ 3 เมตร ได้ห้องละ 5 แปลง รวมเป็น 10 แปลง อีกส่วนหนึ่งใช้กระถางและกระสอบสำหรับปลูกผัก ช่วงแรกที่ทดลองปลูกเป็นเดือนกันยายน 2563

ลองผิดลองถูก
คุณอั๋น จึงมีความคิดต่อมาว่า จะปลูกผักสลัด ได้ศึกษาหาความรู้ในสื่อออนไลน์ ก็ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสลัดมาจำนวนหนึ่งเพาะลงในตะกร้าเพาะและไว้ในร่ม ต้นกล้าก็ขึ้นดี แต่พอหลายวันก็ล้มและตายในที่สุด ครั้งที่สองก็เหมือนกัน ทำให้เริ่มท้อ แต่พอไปซื้อครั้งที่สามได้สอบถามคนขายเมล็ดพันธุ์ จึงทราบสาเหตุว่า ทำไม ต้นถึงตาย เพราะว่าไม่ยอมเอาออกให้ได้รับแสงเลย ต้นกล้าจึงอ่อนแอและตายลง รอบที่สามหลังจากต้นกล้าขึ้นมา 4-5 วัน ก็เริ่มเอาออกให้รับแสง ต้นกล้าผักสลัดจึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงนำมาลงในถาดเพาะอีกที เมื่อครบ 15 วัน ก็นำลงแปลง แต่ในปัจจุบันนำเมล็ดมาหยอดลงในถาดเพาะเลย ถึงช้าแต่ก็ไม่ต้องทำหลายขั้นตอน ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้ช้ำได้ เพราะต้นกล้าค่อนข้างบอบบาง

ในการปลูกครั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงดิน โดยนำขุยมะพร้าวมาผสม เนื่องจากแดดบนดาดฟ้าค่อนข้างจ้า ทำให้ความชื้นต่ำ และนำมูลวัวหมักมาผสมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารด้วย หลังจากเบี้ยสลัดมีอายุประมาณ 15 วัน ก็จะนำมาลงในแปลง รดน้ำวันละสองเวลาเช้า-เย็น เนื่องจากผักสลัดไม่มีศัตรูพืช จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาเคมี ประกอบกับพื้นที่ปลูกอยู่บนดาดฟ้าด้วย ส่วนผักอื่นก็จะใช้สารสกัดสะเดาของบริษัท เพื่อป้องกันกำจัดแมลง การจัดการของพืชจึงเป็นไปตามหลักการเกษตรอินทรีย์โดยสภาพ การใช้ปุ๋ยเคมีก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน ผักสลัดก็เริ่มตัดมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว

ผักที่ได้นอกจากนำไปใช้ในร้านอาหารจงแข็งแรงแล้ว ยังนำมาใช้ประกอบอาหารให้พนักงานในออฟฟิศอีกด้วย และตอนเย็นได้นำไปจำหน่ายเป็นกำๆ ราคากำละ 10-20 บาท บริเวณทางเข้าวัดสุทธาวาส มีผลผลิตยังไม่มาก เพียงวันละ 30-40 กำ แต่เป็นกำลังใจให้คุณอั๋นเดินหน้าในการทำการเกษตรบนดาดฟ้านี้อย่างมั่นใจ ปัจจุบัน คุณอั๋น ยังพยายามศึกษาและทดลองปลูกผักเรื่อยๆ ไป หลายๆ ชนิด นอกจากนี้ จะมีโครงการขยายพื้นที่ปลูกให้เต็มพื้นที่และเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำมูลมาใช้ในแปลงผักอีกด้วย

เรื่องราวนี้ไม่มีเน้นความสำคัญเรื่องการปลูกผัก แต่ต้องการสื่อสารให้รับทราบถึงวิธีการแก้ปัญหาสำหรับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการเอาตัวรอดของมนุษย์ การปลูกผักบนดาดฟ้าไม่ใช่เป็นทางออกเดียวของการแก้สถานการณ์โควิด แต่ต้องการสื่อให้เห็นว่าทุกปัญหามีทางออก ถ้ามีสติเพียงพอ ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงระยะสั้นตั้งแต่เริ่มทำ ก็แสดงให้เห็นถึงความดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหา

คุณวสันต์ เจ้าของบริษัทได้ฝากทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบัน ทั่วโลกประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า รวมถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และบริษัทของเราก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเลื่อนหรือยกเลิกงานถ่ายรูปจากสถาบันต่างๆ เช่นกัน ผมจึงได้จัดการประชุมหาทางออกร่วมกับพนักงานทั้งหมด และได้ข้อสรุปว่า เราจะปลูกผักบนดาดฟ้า โดยไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้สารป้องกันแมลงจากสะเดาของเราเอง และเปิดร้านอาหารเพื่อต่อยอดนำผลผลิตออร์แกนิกนี้มาทำอาหาร และเพื่อให้พนักงานของเรามีงานทำ”

ในช่วงที่ปลูกผัก คุณอั๋น ได้ทำเพจขึ้นมา ชื่อ ฟาร์มสุข ปลูกผักดาดฟ้า เผยแพร่การทำงานและแนวความคิดในสื่อออนไลน์ ซึ่งได้รับความสนใจจากคนจำนวนหนึ่งเข้ามาดูงาน เนื่องจากสถานที่อยู่อาศัยของท่านเหล่านั้นเป็นตึกแถวเช่นกัน และต้องการที่จะปลูกผักเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน แต่ไม่มีความรู้ และไม่กล้าลงมือทำ การที่มีคนปลูกผักบนดาดฟ้าแล้วได้ผล จึงเป็นที่น่าสนใจให้เข้ามาดูพื้นที่เกษตร เพื่อนำไปดัดแปลงทำสวนบนดาดฟ้าของตนเช่นกัน

คุณอั๋น บอกว่าการทำเกษตรเหนื่อยยากกว่าทำงานในสำนักงาน เนื่องจากไม่มีความรู้ทางด้านนี้ แต่อาศัยว่าตอนเด็กอยู่ต่างจังหวัด มีโอกาสเห็นการทำเกษตรมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังไม่คิดอยากทำเองเลยในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันมีความรักในการเกษตรมากขึ้น และมีความสุขในการทำงานกลางแดด และรู้สึกผ่อนคลายกว่าทำงานในสำนักงาน ซึ่งการนำเรื่องราวมาเผยแพร่ครั้งนี้ คุณอั๋นหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำเกษตรในเมืองสำหรับผู้ที่รักการเกษตร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณครสวรรค์ ประกิ่ง หรือ คุณอั๋น โทรศัพท์ 061-429-5414

ใบไม้เขียวสดรูปสามเหลี่ยมขอบใบหยักๆ รูปทรงแปลกตา หลายคนคงอาจไม่เคยเห็นและไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นคออาหารญี่ปุ่นจะคุ้นเคย เห็นบ่อย แต่ก็ยังไม่รู้จักอยู่ดีว่าเป็นใบอะไร ใบไม้นี้มีชื่อว่าโอบะ หรือ ชิโสะ ต้นโอบะ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรา โหระพา และสะระแหน่ กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมคือใบที่มีรูปทรงกลมปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย กลิ่นหอมฉุน

ปัจจุบัน มีผู้ปลูกอยู่ในประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ที่สำคัญโอบะเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ดินร่วนซุยและน้ำไม่ท่วมขัง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีแดดรำไร แสงประมาณ 60%

ต้นโอบะ มีระยะเวลาปลูกประมาณ 50-60 วัน จะเริ่มเก็บใบ และจะมีอายุการเก็บได้ประมาณ 4-5 เดือน จากนั้นตัดแต่งกิ่งหรือปลูกใหม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของต้นและแปลงปลูกนอกจากนี้ ต้นโอบะยังเป็นพืชที่ดูแลง่าย ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ฉีดปุ๋ยบำรุงต้นและใบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากต้นมีปริมาณใบมากเกินไปก็แต่งทรงพุ่มให้โล่งเพื่อให้แสงส่องผ่านป้องกันโรคและแมลง

สำหรับต้นทุนการสร้างโรงเรือน ค่าเมล็ดพันธุ์ และวางระบบน้ำ จะใช้ต้นทุนประมาณ 50,000 บาทต่อไร่ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการลงทุนครั้งเดียว ส่วนการจำหน่าย ตัดใบ นับใบขายได้ใบละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 70,000 บาท ต่อเดือน ต่อไร่

ใบโอบะ เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมฉุนมักจะเสิร์ฟมากับปลาดิบเป็นผักสลัด หรือเป็นวัตถุดิบปรุงซุปหรือสตูแถมเมล็ดยังมีสารอาหารประเภทวิตามินเอ บี และซี นำมาสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหารได้ ใครที่สั่งอาหารญี่ปุ่นมากินคราวหน้าก็อย่าลืมลองชิมเจ้าใบโอบะ เพราะนอกจากได้รสชาติแปลกๆ ของใบไม้สีเขียว ยังมีประโยชน์เพื่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

นายเกษม ชาติทอง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลติดตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร นับเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งและประสบผลสำเร็จในการผลิตสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์ด้วยตนเองเพื่อนำมาผลิตผักปลอดภัยเพื่อจำหน่าย โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การบริหารจัดการแปลง ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐาน

จากการติดตามผลการดำเนินโครงการฯ พบว่า เกษตรกรได้มีการร่วมกลุ่มปลูกผักปลอดภัยแบบหมุนเวียน โดยได้เข้าร่วมโครงการเมื่อปีงบประมาณ 2564 มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ปัจจุบัน มีเกษตรกรสมาชิก 46 ราย มี นายสอาด ศรศิลป์ เป็นผู้จัดการแปลง พื้นที่ปลูกรวม 350 ไร่ (เฉลี่ย 7.6 ไร่/ครัวเรือน) ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกมะเขือเปราะเจ้าพระยา ผักชีฝรั่ง ผักกวางตุ้ง โดยกลุ่มแปลงใหญ่ผักสามารถบริหารจัดการแปลงได้มีประสิทธิภาพจากการได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีอุปกรณ์ลดต้นทุนสมัยใหม่ ในการจัดการระบบน้ำที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก การใช้พลังงานทดแทน และอุปกรณ์ในการจัดการผลผลิต อาทิ เครื่องจักรสำหรับเตรียมดิน อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (โดรน) สำหรับฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ รวมถึงระบบท่อน้ำในแปลงที่ทั่วถึง เพื่อให้พืชได้รับน้ำเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้นและมีคุณภาพดี โดยเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกผักหมุนเวียน ได้แก่ กุยช่าย คะน้า มะเขือ ผักบุ้งจีน ถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ผักชีฝรั่ง และแตงกวา เฉลี่ย 12,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน หรือหากคิดเป็นรายได้เฉลี่ยของทั้งกลุ่มอยู่ที่ 5 ล้านบาท/ปี

หากจำแนกการผลิตผักในแต่ละชนิดและราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งปี 2564 พบว่า กุยช่าย ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 33.75 บาท/กิโลกรัม คะน้า ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 42 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,800 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 16.25 บาท/กิโลกรัม มะเขือ ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 50 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 7.75 บาท/กิโลกรัม ผักบุ้งจีน ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 20 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 12.50 บาท/กิโลกรัม ถั่วฝักยาว ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 45 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200-2,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 12.50 บาท/กิโลกรัม ผักกวางตุ้ง ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 13.50 บาท/กิโลกรัม ผักชีฝรั่ง ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 120 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 20.00 บาท/กิโลกรัม และ แตงกวา ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 45 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,200 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคาขาย 15.00 บาท/กิโลกรัม

ด้านการจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 จำหน่ายให้พ่อค้ารับซื้อ ซึ่งจะส่งต่อไปจำหน่ายที่ตลาดค้าส่งจังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย นครสวรรค์ รองลงมา ผลผลิตร้อยละ 30 สมาชิกกลุ่มได้เพิ่มมูลค่าด้วยการบรรจุผักด้วยถุงยืดอายุผัก และรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในกลุ่มนำไปจำหน่ายรวมกัน เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง โดยใช้รถห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตสำหรับนำไปจำหน่ายต่อยังตลาดอื่น เช่น ตลาดไท โรงพยาบาลกำแพงเพชร ตลาดเกษตรกร เป็นต้น และผลผลิตส่วนที่เหลือ ร้อยละ 10 พ่อค้าในท้องถิ่นมารับผลผลิตถึงสวน และนำไปจำหน่ายต่อที่ตลาดนัดในพื้นที่

หากเกษตรกร หรือท่านใดที่สนใจเข้าศึกษาดูงานของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก สามารถติดต่อได้ที่ นายสอาด ศรศิลป์ ผู้จัดการแปลง กรมส่งเสริมสหกรณ์ปลื้ม คว้ารางวัลเลิศรัฐปี 65 มาครองรวม 11 ผลงาน จาก 2 สาขา เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ถึง 6 ผลงาน ชี้แสดงให้ถึงประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกรม

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ได้จัดพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2565 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสถานที่รับมอบรางวัลและรับชมงานเพื่อส่งแรงใจเชียร์ พร้อมการถ่ายทอดสดออนไลน์การจัดพิธีมอบรางวัลไปยังหน่วยงานส่วนภูมิภาคและสหกรณ์ภาคีเครือข่าย ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ โดยมี ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะทีมงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับชม

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังพิธีการมอบรางวัลว่า ปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 11 ผลงาน จาก 2 สาขา ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการระดับดี 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 10 รางวัล เป็นประเภทรางวัลร่วมใจแก้จน ระดับดีเด่น 2 รางวัล และระดับดี 7 รางวัล ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี 1 รางวัล

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนงานและยกระดับการให้บริการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเสนอผลงานของรับรางวัลเลิศรัฐ กล่าวเสริมว่า ปีที่แล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มา 5 รางวัล ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 11 รางวัล เป็นรางวัลที่ได้มาค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีหน่วยงานจากภายนอกเข้ามาประเมิน หลังจากอธิบดีได้มอบหมายให้ดูเรื่องนี้ปีที่แล้ว จึงได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สำหรับรางวัลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้รับในปี 2565 นี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 11 รางวัล สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ 1 รางวัล จากผลงาน รัฐร่วมมือ ราษฎร์ร่วมใจ แก้หนี้ด้วยวิถีพอเพียง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครพนม และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม 10 รางวัล แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัล สัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม 1 รางวัล ผลงานความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นพลิกโฉมกาแฟพรีเมี่ยมดอยสะเก็ด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ และรางวัลร่วมใจแก้จน 9 รางวัล เป็นรางวัลระดับดีเด่น 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงานเลี้ยงควายแก้จน บนวิถีพอเพียงบ้านเกาะแกด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี และผลงานเห็ดหูหนู

กู้วิกฤติแก้จนชุมชนบ้านเชิงสะพานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดราชบุรี nova88.co.uk และรางวัลระดับดี 7 ผลงาน ได้แก่ ผลงานการตลาดนำการผลิต พริก พลิกชีวิตความจน คนท่าวังผา สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ร่วมกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผลงานสืบสานต่อยอด อาชีพหม่อนไหม ดงบังร่วมใจ ชุมชนพอเพียง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ ผลงาน “ปลาส้มสายเดี่ยว” สร้างงาน สร้างอาชีพ ชุมชน คนหลังเขื่อนอุบลรัตน์ สหกรณ์การเกษตรโนนสัง จำกัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดหนองบัวลำภู ผลงาน “เห็ดกุดดินจี่” เปลี่ยนชีวิต พิชิตความจน ชุมชนเข้มแข็ง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดหนองบัวลำภู ผลงานเปลี่ยนผืนนา สู่แปลงปาล์ม สร้างรายได้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลงานแก้จน พ้นหนี้ วิถีคนเซกา สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบึงกาฬ และผลงาน “แปลงใหญ่” รวมพลัง สร้างรายได้สหกรณ์นิคมพนม จำกัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำกัด

ในสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจช่วงนี้ ที่สืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส โควิด-19 กระทบในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกร ผู้ประกอบการ โรงงานที่ปรับลดพนักงาน หรือปิดตัวลงถาวร หลายคนคงคิดแล้วว่า “ไม่มั่นคง” กับการดำเนินชีวิตแน่นอน คงต้องหาอาชีพเสริมทำควบคู่กับอาชีพหลักเป็นแน่แท้ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

“สุขใดเล่า จะเท่าบ้านเรา”… คำนี้คงจะโผล่ขึ้นในหัวทันที ยิ่งคนที่ออกไปทำงานต่างจังหวัดด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะคิดถึงท้องถิ่น ที่เราเคยอยู่มามากขนาดไหน อย่าง คุณณัฐรียา จันทะเสน อายุ 29 ปี หมู่ที่ 5 บ้านงามวงศ์วาน ตำบลท่าสวรรค์ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ที่เธอหันมาเพาะเห็ดหูหนูขายเป็นอาชีพเสริม ควบคู่กับการทำสวนยางพารา ไร่อ้อย ฯลฯ ซึ่งก่อนหน้านี้สามีเธอได้ไปทำงานที่ต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาช่วยกันดูแลโรงเห็ดด้วยกัน และยังชวนคนในชุมชนมาร่วมกันด้วย โดยยึดคำว่า “หากเราทำได้ ชุมชนต้องเดินไปกับเราได้”

คุณณัฐรียา เล่าว่า การเพาะเห็ดหูหนู เราทำกันเป็นครอบครัว ทุกคนช่วยกัน และดึงคนในชุมชนมาร่วมทำกับเราด้วย ลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จนปัจจุบันถือได้ว่ารู้หัวใจสำคัญของการเพาะเห็ดชนิดนี้มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อากาศ อุณหภูมิ โรคต่างๆ ที่เกิดกับเห็ด

การเพาะเห็ดหูหนู ก่อนอื่นต้องสร้างโรงเรือน หลังคามุงด้วยหญ้าคา เพื่อให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนเย็นเสมอ พื้นเทด้วยทราย ช่วยความชุ่มชื้นเมื่อเรารดน้ำ ส่วนเสาโรงเรือนจะเป็นไม้หรือปูนตามสะดวก และต้องมีผ้าใบพลาสติกดำ และซาแรน 80% สำหรับคลุมรอบข้างโรงเรือน